<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะผู้หญิงติด &#039;#ไม่สูบบุหรี่&#039; ป้องกัน...โรคสมองเสื่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค.ของทุกปี มีรายงานข่าวล่าสุดจากผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการรายงานทางวิทยาศาสตร์อย่าง Scientific Reports มาเตือนคุณผู้หญิงเพื่อให้ตระหนักรู้ว่า สาวๆควรติด#แฮทแทคเตือนใจอันดับ 1 เกี่ยวกับเรื่องไม่ควรทำ นั่นคือการสูบบุหรี่&amp;nbsp; หากไม่อยากเจอกับภาวะสมองเสื่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้คนมากกว่า 70,000 คนที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 85 ปีทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัย Genomics องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (TGen) ค้นพบว่าการสูบบุหรี่และโรคหัวใจ และหลอดเลือดมีความสัมพันธ์โดยตรง กับการทำงานของความรู้ความเข้าใจ ในสมองของมนุษย์เรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การสูบบุหรี่ เชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจและโรคหลอดเลือดได้ เพราะเกิดจากปัจจัยต่างๆเช่น ความดันโลหิตสูง จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมาจากโรคอ้วน ที่สำคัญปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้และจดจำลดลง อย่างโรคสมองเสื่อม แต่มักจะเกิดขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับเพศ ผลกระทบที่เป็นอันตราย ซึ่งผลการวิจัยได้ระบุว่าการสูบบุหรี่จะส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะการเป็นโรคสมองเสื่อม ในขณะที่ผู้ชายที่สูบบุหรี่มักจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่งเพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมหนึ่ง สิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้หญิงไม่ควรทำ คือ อย่าเริ่มสูบบุหรี่ หรือหยุดสูบบุหรี่โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ และโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลต่อการเรียนรู้ทางคำพูด และความจำไปจนกระทั่งเมื่อคุณอายุมากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 18 ปีเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา อย่าง &amp;ldquo;ดร.แมทท์ ฮูเลนเทลแมน&amp;rdquo; บอกว่า &amp;ldquo; การสูบบุหรี่จะทำให้ทั้งการรับรู้ และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รวมถึงความจำในผู้หญิงทำได้ลดน้อยลง ซึ่งภาวะความทรงจำที่น้อยลงจะพบโดยตรงในผู้หญิงมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายสูบบุหรี่ก็มักจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ โรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งมีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ และความทรงจำที่ลดลงในผู้ชายได้ด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้โรคอัลไซเมอร์ นั้นเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งได้รับการยอมรับในปัจจุบันนั้น คือการลดลงของความรู้ความเข้าใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้คนป่วยเป็นโรคหลอดเลือด จะส่งผลต่อความบกพร่องทางสติปัญญา และทำให้เกิดเป็นภาวะสมองเสื่อมในที่สุด (VCID) ซึ่งตกตะกอนหรือเป็นผลพวง จากโรคหลอดเลือดสมอง ที่สร้างความเสียหายให้กับหลอดเลือดอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความจำ และความสามารถในการคิด ดังนั้นกล่าวโดยสรุปว่าการสูบบุหรี่ และโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อ VCID หรือภาวะสมองเสื่อมนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมโรคหลอดเลือดสมองในอเมริกา อย่าง American Heart Association และ American Stroke Association มีคำแนะนำ&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ขั้นตอนที่ควรทำ เพื่อให้เราห่างไกลจากโรคสมองเสื่อมได้ 1.ไม่สูบบุหรี่ 2. การจัดการความดันโลหิต 3. รักษาระดับคอเลสเตอรอล หรือควบคุมไขมันในร่างหาย ให้อยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพ&amp;nbsp; 4. ลดน้ำตาลในเลือด 5. เพิ่มการออกกำลังกาย 6. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสมดุล 7. ลดน้ำหนักหากจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การป้องกันโรคอัลไซเมอร์ คือ 1. การป้องกันหรือรักษาอาการของโรคซึมเศร้าถ้ามี 2. ลดการแยกทางสังคม หากมี 3. การ จำกัด การดื่มแอลกอฮอล์ 4. ต่อสู้กับความผิดปกติของการนอนหลับถ้ามี 5. ทำให้สมองทำงานอยู่เสมอ 6. การรักษาการสูญเสียการได้ยิน ถ้ามี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104836</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ไม่สูบบุหรี่, ผู้หญิง, วันงดสูบบุหรี่โลก, โรคสมองเสื่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4e0bb81b73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหล้าส่งผลความรุนแรงต่อผู้หญิงในช่วงโควิด-19.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิษ! โควิด-19 ส่งผลใกล้ตัว มหิดลจับมือ สสส.สำรวจ 9 จังหวัด 40 อำเภอ ผู้หญิงเสี่ยง เผชิญความรุนแรงในชีวิตเกือบ 100% สอดคล้องกับข้อมูล WHO ต้องอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่ทำรุนแรง แถมถูกบังคับให้ยอมความคดีละเมิด เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม สสส.-ภาคีเครือข่าย ยื่น 8 ข้อเสนอช่วยเหลือสตรี เด็ก และคนพิการที่ประสบความรุนแรงในชีวิตและครอบครัว ครอบครัวไทยน่าเป็นห่วงร้อยละ 5.8 เหล้าเพิ่มดีกรีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน ว่า จากการสำรวจความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งหมด 9 จังหวัด 40 อำเภอ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 สะท้อนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาพผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก ปี 2563 ที่พบสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.คนในครอบครัวต้องอาศัยอยู่กับผู้กระทำความรุนแรงมากขึ้น 2.เกิดความเครียดสะสมในครอบครัวจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ 3.การเว้นระยะห่างทางสังคมจากญาติ พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก และ 4.ผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเมื่อถูกละเมิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณีกล่าวต่อว่า สสส.ได้สนับสนุนกลไกป้องกันความรุนแรงร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ให้ก้าวข้ามจากปัญหา เห็นศักยภาพตัวเอง และเข้ามามีส่วนช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงรายอื่นต่อไป ผ่านกระบวนการสร้างเครือข่ายผู้ก้าวข้ามความรุนแรง ที่จะทำหน้าที่ประสาน ส่งต่อ และให้คำแนะนำทางกฎหมายกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจะรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กและผู้หญิงพิการมาวิเคราะห์ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการบริการของรัฐ ที่ผ่านมายังพบว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ยังมีเด็กและคนพิการจำนวนหนึ่งต้องเผชิญความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่พบคือ ผู้ถูกกระทำความรุนแรงกลุ่มนี้มักจะเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ช่วงการระบาดโควิด-19 มีโอกาสเพิ่มความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2564 ทางเครือข่ายมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริการที่เป็นมิตร คำนึงถึงความต้องการผู้ประสบความรุนแรง 8 ข้อ ได้แก่ 1.ควรมีบทลงโทษทางอาญาต่อผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบการกระทำ หรือหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์ 2.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่การให้ความช่วยเหลือของศูนย์ช่วยเหลือสังคม (1300) อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง 3.ภาครัฐควรมีบริการทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และสตรีที่ท้องไม่พร้อม 4.ภาครัฐจัดสรรงบประมาณและบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจัดสถานที่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 5.รัฐจัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก สตรี และคนพิการที่ประสบความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพื่อการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.รัฐควรจัดบริการทางการแพทย์ บริการทางสังคม และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงเด็ก และสตรีพิการ 7.ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (ศปก.สค.) ควรมีบริการที่เป็นมิตร เข้าใจ ไม่ซ้ำเติม สนับสนุนทางเลือกในการแก้ไขปัญหา แนะนำช่องทางการช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ประสบความรุนแรงเป็นสำคัญ และ 8.ควรมีการปรับปรุงระบบการบริการที่รวดเร็วในชั้นพนักงานสอบสวน การจัดหาล่าม ผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสารให้กับเด็ก ผู้หญิง และคนพิการที่ประสบความรุนแรง ทั้ง 8 ข้อเสนอมีเป้าหมายขับเคลื่อนเรื่องการป้องกันความรุนแรงสำหรับคนทุกกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลสำรวจมหาวิทยาลัยมหิดลและ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่า ครอบครัวไทยร้อยละ 23.4 ไม่มีปัญหาด้านการเงินและสามารถดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของครอบครัว ขณะที่ร้อยละ 76.7 ต้องเผชิญปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันไป ต้องใช้หน้ากากอนามัยผ้าร้อยละ 96.4 มีความพยายามหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน หรือจำเป็นต้องออกก็จะสวมหน้ากากทุกครั้ง ไม่ไปอยู่ในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัดและหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงสังสรรค์ร้อยละ 88.3 ใช้ร่างกายและเลือกกินร้อนช้อนกลางส่วนตัวและล้างมือบ่อยขึ้นร้อยละ 84.3 ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวร้อยละ 94.6 รองลงมารู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 84.0 มีการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 68.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอบครัวไทย 96.0% ไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกัน สมาชิกครอบครัวร้อยละ 56.4 ควบคุมการใช้อารมณ์รุนแรงหรือไม่ใช้อารมณ์รุนแรงกับคนในครอบครัว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ครอบครัวไทยร้อยละ 5.8 เมื่อมีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้เลย ที่ผ่านมาพบว่ามีสมาชิกในครอบครัวร้อยละ 0.9 มีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกันจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมาจากภาวะวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิธีการโอบอุ้มครอบครัวเปราะบางที่มีเด็กเล็ก เพื่อลดความเสียหายต่อการพัฒนาศักยภาพประชากรรุ่นใหม่ของสังคมไทย เพราะเด็กปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทุนมนุษย์ เด็กกลุ่มนี้คือประชากรรุ่นที่จะต้องรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอีก 10-15 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สังสรรค์ช่วงแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;มีผลทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า การดื่มสุราอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงให้บุคคลนั้นสัมผัสเชื้อและแพร่เชื้อโรคติดต่อได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความรุนแรงของอาการอีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและการดำเนินโรคติดต่ออื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เป็นที่ทราบกันดีว่า สำหรับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน โดยกลไกการติดเชื้อเกิดได้จากผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของอวัยวะ เช่น ปอด ตับ ลำไส้ หรือเป็นผลจากฤทธิ์ต่อจิตประสาทของแอลกอฮอล์ที่มีต่อความสามารถในการทำหน้าที่ การรู้คิดและพฤติกรรม ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ การมีพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทการดื่มที่มีผลต่อความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุว่า โดยปกติร่างกายคนเราจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้ออยู่สองชนิด คือ ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (innate) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดมาพร้อมภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อบางชนิดที่มีมาแต่กำเนิด ร่างกายเราจึงสามารถตรวจจับเชื้อโรคที่พบบ่อยได้ และกระตุ้นกลไกป้องกันด่านหน้าเพื่อจัดการภัยคุกคามที่พบบ่อย แต่ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดนี้ทำงานแบบไม่จำเพาะเจาะจง และไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ได้เสมอไป ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) หรือที่ปรับตัว (adaptive) จึงเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังจากถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีที่ส่งสัญญาณว่ามีเชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังจะมีวิวัฒนาการจนมีความจำเพาะสูงมากและสามารถแยกแยะเชื้อโรคที่มีความแตกต่างกันแม้เพียงเล็กน้อยได้ และกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อด้วยวิธีการสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะไปจับและทำลายเชื้อโรคนั้นๆ เซลล์เหล่านี้จะสามารถ &amp;ldquo;จดจำ&amp;rdquo; เชื้อโรคและไวรัสที่เคยเจอมาก่อน และจะนำมาใช้อีกหากเกิดการติดเชื้ออีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอลกอฮอล์อาจทำให้ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังตอบสนองต่อโคโรนาไวรัสได้ไม่ดีด้วยเหตุผลหลายอย่างดังนี้:&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; แอลกอฮอล์ไปเพิ่มจำนวนตัวรับ (receptors) ที่เป็นช่องทางหลักของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น SARS ที่ปอด ระบบทางเดินอาหาร และหัวใจ ทำให้เพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น โควิด-19 ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุราอาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยอาจทำให้เกิดกระบวนการ &amp;ldquo;อักเสบรุนแรง (hyper-inflammation)&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินปกติ ตามมาด้วยการทำงานของเซลล์ในการตอบสนองภูมิคุ้มกันลดลง ดังนั้นการดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุรายังอาจทำให้ความสามารถของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อบกพร่องไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรุปว่า การดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การดื่มเหล้าทำให้เสี่ยงและง่ายต่อการติดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีหลักฐานวิชาการจำนวนมากที่พบว่า สุรามีผลอย่างมากต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 เพราะทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นก้าวแรก รวมถึงการดื่มและลักษณะบริบทหรือสถานที่ดื่มยังเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราในการแพร่เชื้อโควิดมากกว่า จากผลโดยตรงทางสรีรวิทยาต่อการรับเชื้อและแพร่เชื้อของบุคคลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การได้รับสุราแม้เพียงเล็กน้อยทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดลง และความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น การตัดสินใจบกพร่อง ความสามารถและกระบวนการคิดแย่ลง ทั้งด้านความจำ ความสามารถในการจดจ่อสมาธิ และการวางแผน ยิ่งเมื่อเมาสุรา การตัดสินใจก็จะแย่ลง การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ ทักษะด้านการเคลื่อนไหว และความสามารถในการคิดเริ่มลดลงตั้งแต่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่มาก บ่งบอกว่าสุราทำให้การตัดสินใจแย่ลงก่อนที่จะมีอาการมึนเมา หรือก่อนที่ผู้ดื่มจะรู้สึก &amp;ldquo;เมา&amp;rdquo; ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์โรคระบาดนี้ เช่น การกอดกัน หรือการยืนใกล้กับผู้อื่นมากเกินไป เนื่องจากเชื้อโควิด-19 ติดต่อได้ง่ายมาก จึงสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านทางอากาศ ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างมากเมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริบทการดื่ม ร่วมกับผลของการดื่มสุราต่อความคิดและพฤติกรรมในขณะนั้นของผู้ดื่ม ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น การไปผับ/บาร์เป็นตัวอย่างหนึ่งของพฤติกรรมทางสังคมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 ผับ/บาร์มักมีผู้คนหนาแน่นวนเวียนอยู่ด้านในอาคารปิด และคนจำนวนมากสัมผัสใกล้ชิดซึ่งกันและกันในพื้นที่จำกัด การระบายอากาศอาจไม่เพียงพอ และอัตราการไหลเวียนอากาศจำกัด คนที่ดื่มสุราไม่สามารถใส่หน้ากากปิดจมูกและปากได้ และการยับยั้งชั่งใจที่ลดลงจะยิ่งไม่ระวังตัวในการเว้นระยะห่างทางสังคม เสียงที่ดังและการขาดความยับยั้งชั่งใจจะทำให้ผู้ดื่มต้องเข้าใกล้กันมากขึ้นและตะโกนเสียงดัง หรือบางครั้งอาจมีการร้องเพลง เต้นรำ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องออกแรงอื่นๆ (ทำให้เพิ่มอัตราการหายใจและหายใจแรงขึ้น) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการสัมผัสตัวกับลูกค้าคนอื่นและการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ (โต๊ะ กระจก) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อด้วยเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักกัน คนที่รู้สึกไม่สบายอาจคำนึงถึงโอกาสแพร่เชื้อโควิด-19 น้อยกว่าการเข้าร่วมงานในเครือข่ายสังคมหรือครอบครัวของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทฤษฎีเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรายงานและการศึกษาจำนวนมากที่กล่าวว่า บริบทสังคมที่มีสุราเป็นหลักนั้นมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง (super-spreader) ทำให้ขยายวงการระบาดในระยะแรกของการระบาดใหญ่ หรือกลับมาระบาดซ้ำหลังควบคุมโรคได้แล้ว ตัวอย่างในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหม่เมื่อต้นปีนี้ที่เริ่มจากงานเลี้ยงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ติดเชื้อรายแรกของกลุ่มนี้ที่รับเชื้อมาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมงาน จนทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อให้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นการกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19 ในหลายประเทศก็เชื่อมโยงกับการอนุญาตให้เปิดบาร์ สถานบันเทิง เทศกาลดนตรี การแข่งรถ งานปาร์ตี้ในมหาวิทยาลัยหลังเปิดเรียน เป็นต้น ในทางกลับกันการปิดหรือจำกัดการเปิดบาร์และสถานบันเทิงก็ทำให้การแพร่เชื้อลดลงอย่างชัดเจน และการระบาดในชุมชนที่ช้าลง ที่เราเองก็เห็นในประเทศไทยเมื่อมีการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รัฐบาลประกาศห้ามขายเหล้าช่วยลดการระบาดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พฤติกรรมการดื่มสุรานอกจากจะมีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว บริบทหรือสถานที่และบรรยากาศในการดื่มสุราก็เป็นตัวช่วยเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราต่อการติดเชื้อโควิด-19 การปิดสถานบันเทิง งดงานเลี้ยงสังสรรค์ ห้ามดื่มสุราในร้านอาหาร จึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดโอกาสความเสี่ยงของการแพร่และติดเชื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดื่มสุราทำให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน การพลัดตกหกล้ม การจมน้ำ เป็นต้น และผลกระทบทางสังคมมากมาย อาทิ การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายร่างกายระหว่างคนแปลกหน้า หรือต่อคนในครอบครัว การจำกัดการใช้บริการร้านอาหารและบาร์ การเว้นระยะห่างทางสังคมที่กำหนดให้แต่ละคนอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1.5-2 เมตร ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการในการลดการเข้าถึงสุราแบบนั่งดื่มในร้านลง และโอกาสดื่มในที่สาธารณะลดลง (เช่น บาร์ที่มีคนหนาแน่น) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มักเกิดความรุนแรงกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ใช่ญาติอยู่บ่อยครั้ง การจำกัดการดื่มสุราในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่นอกบ้าน นอกจากจะทำให้การเข้าถึงสุราทางกายภาพคือสถานที่ดื่มสุราลดลงแล้ว ยังลดโอกาสของการเกิดผลกระทบเหล่านี้ด้วย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การลดภาระของระบบบริการสุขภาพ ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินหรือมารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลง สามารถกระจายทรัพยากรในระบบบริการ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ เวชภัณฑ์ และเตียงในโรงพยาบาล เพื่อไปดูแลผู้ป่วยโควิดหรือผู้ป่วยอื่นที่จำเป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการดื่มสุราจะมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยและบาดเจ็บมากกว่า 400 โรค ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระอย่างมากต่อระบบบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมี 4 เหตุผลที่การดื่มสุรามีผลต่อความรุนแรงในครอบครัว คือ 1.งานวิจัยตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาด แสดงถึงบทบาทของการดื่มสุรากับความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย และการทารุณกรรมเด็ก 2.ภายใต้บริบทของโควิด-19 รายงานการทบทวนพบว่า การดื่มสุราเพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งและเสริมความรุนแรงในชีวิตคู่ 3.ความเครียดทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงาน ความรับผิดชอบในการดูแลลูก รวมถึงปัญหาการเงินในระหว่างการระบาด อาจส่งผลให้มีการดื่มสุรามากขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น 4.จากนโยบายการปิดเมืองในหลายประเทศ สัดส่วนการดื่มสุราที่บ้านสูงกว่าในภาวะปกติ นำไปสู่การลดความสามารถในการดูแลเด็ก พร้อมกับการมีผู้ใหญ่ดื่มสุรามากขึ้นในบ้านและดื่มได้นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยจาก ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ราชภัฏพระนคร ให้ไปศึกษาผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ต่อสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย นักวิจัยได้ไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพนักงานที่ทำงานในสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบมีที่นั่งดื่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการสถานบันเทิง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านขายส่งและร้านขายของชำ รวม 640 ราย พบว่า ถึงแม้ว่ามาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดในแต่ละช่วง ตั้งแต่การห้ามขายเหล้าทั่วประเทศ การปิดสถานบันเทิง ไปจนถึงการห้ามขายหรือดื่มในสถานบริการที่มีที่นั่งดื่ม มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพนักงานในร้านสูงมาก ส่งผลให้ขาดรายได้ เลิกจ้างพนักงาน ทำให้พนักงานส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าผู้ประกอบการก็สามารถปรับตัวและรูปแบบการให้บริการได้ เช่น การเปลี่ยนไปขายสินค้าชนิดอื่น การปรับเวลาให้บริการ การลดค่าใช้จ่ายลง มีบางรายต้องปิดกิจการลง แต่ก็มีอาชีพอื่นสำรองอยู่ ในด้านนักดื่มสุรา ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็ได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์ในประชาชนทั่วไป 4 ครั้งในเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็พบว่านักดื่มประมาณร้อยละ 50 หยุดดื่มสุรา และอีกประมาณ 30-40% ดื่มลดลงจากเดิมในช่วงที่มีมาตรการห้ามขายสุราและล็อกดาวน์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่หลังจากที่มีการผ่อนปรนมาตรการในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จำนวนผู้ที่หยุดดื่มก็ลดลง เหลือเพียงประมาณร้อยละ 35-37 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดก็มีผลต่อการควบคุมการดื่มสุราด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101337</URL_LINK>
                <HASHTAG>super-spreader, ความรุนแรง, ความรุนแรงทางเพศ, ดื่มสุรา, ผู้หญิง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มหิดล, มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย, ศปก.สค., ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส., สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง, โควิด-19, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608c0d31eb7ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯชู&#039;ผู้หญิง&#039;ขับเคลื่อนประเทศ ช้างเท้าหน้าคู่กับผู้ชาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันสตรีสากล 8 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชื่นชมบทบาทของผู้หญิงว่าเป็นผู้มีความสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างมากในทุกๆ ด้าน หากจะเปรียบเป็นช้าง ผู้หญิงก็เสมือนช้างเท้าหน้าข้างหนึ่งทีก้าวไปข้างหน้าคู่กับผู้ชายซึ่งเป็นเท้าอีกข้างหนึ่ง เป็นกำลังหลักในการหารายได้สู่ครอบครัว เป็นแม่ผู้ดูแลลูก ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน และดูแลงานบ้านต่างๆ ซึ่งเป็นบทบาทที่หนักและใช้ความทุ่มเทสูงมาก จึงอยากให้คนในสังคม องค์กรตระหนักในเรื่องนี้ให้มากขึ้น การกำหนดระเบียบหรือข้อปฏิบัติจะได้ส่งเสริมให้ผู้หญิงได้ใช้ศักยภาพได้เต็มที่ทั้งเรื่องการดูแลครอบครัวและการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บทบาทของผู้หญิงไทยเป็นที่กล่าวถึงในระดับนานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ดังเห็นได้จากจำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้หญิงที่ครองตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในองค์กรทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ บทบาทผู้หญิงในการทำงานเป็นอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำหมู่บ้าน (อพม.) องค์กรภาคประชาสังคมด้านสตรีและเด็ก ที่เป็นกลุ่มเครือข่ายช่วยงานภาครัฐอย่างมากในการเข้าไปดูแลประชาชนให้ปลอดภัยและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด19 มากไปกว่านั้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เรายังได้เห็นบทบาทผู้หญิงในฐานะทหารพรานทั้งจากกองทัพบกและกองทัพเรือ จำนวน 640 นาย ที่คอยปฎิบัติงานช่วยเหลือเด็กและสตรี ร่วมจัดตั้งจุดตรวจด่านตรวจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะกลุ่มสตรีและเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังคงมีปัญหาที่ฝังลึกในสังคมไทยอยู่ เรื่องทัศนคติหญิงด้อยกว่าชาย การใช้ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งรัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ ได้กำหนด ยุทธศาสตร์การพัฒนาสตรีและบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานมาอย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์ 1.ให้คนไทยทุกคน มีความคิดที่ถูกต้องเรื่องความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย ทุกเพศมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากัน 2.พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเป็นธรรม ยุติธรรม และปราศจากการเลือกปฏิบัติ 3.ส่งเสริมผู้หญิงเข้ามีบทบาททางการเมือง มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายระดับต่างๆ และ 4. เร่งพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของสตรีในทุกกลุ่มทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในภาวะลำบาก เพื่อให้ผู้หญิงมีเสรีภาพและความมั่นคงในการดำเนินชีวิต โดยสามารถใช้พลังและศักยภาพของตนเองได้เต็มที่ ให้ทุกๆวันเป็นวันของผู้หญิง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95335</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, ผู้หญิง, รัชดา ธนาดิเรก, วันสตรีสากล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603c7aaa05e39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2019 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2019 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2 ส.ส.สาวกทม.​ ลุยรณรงค์ความปลอดภัยสตรี​ &#039;บ้านไม่ใช่เวทีมวย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย 62 - น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ และน.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ​ (พปชร.)​ได้ร่วมกันผลักดันด้านความปลอดภัยของสตรี รวมถึงการยุติความรุนแรงในครอบครัว เด็ก เยาวชน และสตรี โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้มีความตระหนักรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยน.ส.พัชรินทร์​ กล่าวว่า ผู้หญิงได้รับการยอมรับทั้งในด้านอาชีพ และสิทธิต่างๆ แต่ด้วยสรีระของผู้หญิง ที่ทำให้มีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อได้มากกว่า ดังนั้น​ ความปลอดภัยของผู้หญิงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะต้องร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล ในขณะเดียวกัน​ ภาครัฐก็ต้องมีส่วนในการดูแลพื้นที่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่าง กล้องวงจรปิด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ผ่านมาได้เข้าร่วมโครงการ &amp;quot;ปักหมุด จุดเผือก&amp;quot; ภายใต้โครงการเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงภาคประชาชน นำไปปรับปรุงพื้นที่ให้ปลอดจากภัยคุกคามทางเพศ โดยเริ่มต้นจากสะพานเขียว เขตปทุมวัน เป็นพื้นที่นำร่องของโครงการ สร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งพื้นที่จุดเสี่ยงอันตราย โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบรับฟังข้อปัญหาข้อร้องเรียนต่าง ๆ จุดบอดจุดเสี่ยง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ ในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.กานต์กนิษฐ์ กล่าวว่า​ เชิญชวนและรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสตรีและเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาเราได้มีการศึกษา รับฟังข้อเสนอแนะจากหลายๆ ภาคส่วน ในประเด็นของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็ก ในฐานะที่เป็นโฆษกกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเชื้อชาติพันธ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ น้อมรับในทุกข้อเสนอแนะ โดยจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ UN ได้ประกาศให้เป็น &amp;ldquo;วันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล&amp;rdquo; รวมทั้งมีมติครม. ประกาศให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงาต่อสตรีและเด็ก โดยจะดำเนินการตลอดเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้สังคมได้มีความตระหนัก และร่วมป้องกันขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีให้หมดสิ้นไป โดยมีการติดริบบิ้นสีขาว นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้ชายติดเพื่อแสงถึงการ่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อสตรี โดยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อสตรี แต่ปัจจุบันได้ใช้สัญลักษณ์นี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพื่อเป็นการร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัวด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ไม่เป็นเพียงเฉพาะเหยื่อที่ได้รับความรุนแรงเท่านั้น แต่เมื่อได้รับความรุนแรง ก็จดจำและเรียนรู้ความรุนแรง ทำให้อาจเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงในอนาคต ดังนั้นเรามาช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่ามองว่าไม่ใช่เรื่องของเรา และช่วยกันป้องกันปัญหาความรุนแรงโดยเริ่มจากตัวของเราเอง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50938</URL_LINK>
                <HASHTAG>กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ, ความรุนแรง, ผู้หญิง, พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์, ส.ส.กทม., สตรี, เด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191123/image_big_5dd8eaf25c376.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2018 06:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2018 06:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สกปรก! &#039;ทิชา&#039; ประณามใช้เรื่องเพศเป็นอาวุธกีดกัน &#039;ผู้หญิง&#039; เข้าสู่ถนนสายการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ธ.ค. 61 - นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้หญิงเข้าสู่ถนนสายการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ผู้หญิงต้องรับมือ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่เรื่องเดียวกับที่ผู้ชายรับมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นเรื่องเพศ ‼️&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะ ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำลายผู้หญิงในเรื่องเพศยังเป็นอาวุธที่ทรงพลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศที่มองพฤติกรรมทางเพศผู้หญิง ผู้ชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยแว่นตาคนละอัน ด้วย mindset คนละชุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลักการ ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุดความคิดดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ควรเป็นตัวแทนในพื้นที่ทางการเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มีภารกิจในการออกกฎหมาย กำหนดนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อสร้างสังคมแห่งความเสมอภาค เท่าเทียม เป็นธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;? ทางเดียว ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เราจะช่วยให้กระบวนการสกปรกแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมดความชอบธรรม คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; ประนามการกระทำที่สกปรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การไม่ยอมรับ ไม่เผยแพร่สื่อสกปรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองที่กีดกันผู้หญิงอย่างสกปรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งใจช่วยและเป็นพลังใจนะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24847</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกคามสตรี, ทิชา ณ นคร, ผู้หญิง, สิทธิสตรี, โบว์ ณัฏฐา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180209/image_big_5a7d89e02b600.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2018 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2018 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมวดเจี๊ยบ&#039; ปลุกผู้หญิงพึ่งตนเอง อย่ายอมทนเป็นกระสอบทราย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย. 61 - &amp;nbsp;ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง หรือ หมวดเจี๊ยบ โพสต์ข้อความเนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล ว่า&amp;quot;ผู้หญิง 2019 ต้องพึ่งตัวเองได้ แม้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว อย่าทนเป็นกระสอบทรายให้ใคร เพียงเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคมเลยค่ะ #ยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กโดยเริ่มที่ตัวเรานะคะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22701</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้หญิง, ร.ท.สุณิสา, วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล, หมวดเจี๊ยบ, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181125/image_big_5bfa2359c244b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2018 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2018 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่การะเกดฟีเวอร์! สาวปทุมฯ แต่งชุดไทยยิงปืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.2561 &amp;ndash; กระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาสยังคงฟีเวอร์แรงไม่มีตก ล่าสุดที่สนามยิงปืนภูมิไพลิน หมู่ 4 ต.คลอง4 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กลุ่มสาวๆ นักนิยมอาวุธปืนพร้อมใจกันแต่งชุดไทยไปสนามซ้อมยิงปืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.แพรทอง ผ่องใส ข้าราชการชุดปฏิบัติการพิเศษ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิงจังหวัดปทุมธานี บอกว่า ได้นัดเพื่อนๆ น้องๆ ใส่ชุดไทยมาสนามซ้อมยิงปืน เนื่องจากกระแสละครบุพเพสันนิวาสกำลังมาแรงและคิดว่ายังไม่มีใครทำ ส่วนตัวคิดว่าการปลุกกระแสไทยนิยมของรัฐบาลทำให้เราได้ภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากขึ้น และสำคัญยังมีภาพสวยๆไว้ลงโซเชียลอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุราณี &amp;nbsp;เศรษฐ์ธนานนท์ ครูฝึกสนามยิงปืนภูมิไพลิน &amp;nbsp;บอกว่า ผู้หญิงสมัยนี้ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น โดยต้องเรียนรู้การต่อสู้ไว้เพื่อช่วยเหลือตัวเอง และการฝึกยิงปืนก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ผู้หญิงสมัยใหม่เขาเรียนกันมากในปัจจุบัน &amp;nbsp;เคยแต่ใส่ชุดครูฝึกสอนเรื่องการใช้อาวุธปืน วันนี้ได้แต่งชุดไทยสอนการใช้อาวุธปืนก็เก๋ไปอีกแบบต้องขอบคุณกระแสละครดังที่ทำให้สาวๆ ทั้งประเทศลุกขึ้นมาทำอะไรให้โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นที่แน่ๆ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทัณฑสถาน, บุพเพสันนิวาส, ปทุมธานี, ผู้หญิง, ยิงปืน, แม่การะเกด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab73a64d0737.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
