<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิ้มออก S&amp;P คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;5 ต.ค. 2564 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2564 &amp;nbsp;บริษัท S&amp;amp;P Global Ratings (S&amp;amp;P) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ &amp;nbsp;และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
&amp;nbsp;
1. ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) มีความแข็งแกร่ง แม้ว่าการดำเนินนโยบายการคลังผ่านมาตรการต่างๆของภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จะทำให้การขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564&amp;ndash;2565 และหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี S&amp;amp;P คาดว่า ปี 2566 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายรัฐบาล เศรษฐกิจฟื้นตัว รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นและจัดทำงบประมาณขาดดุลลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ยังส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ S&amp;amp;P คาดว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต (GDP Growth) ประมาณร้อยละ 1.1 และจะเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3.6 ต่อปี ในช่วงปี 2565-2567 จากภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากสามารถควบคุมการระบาดของ COVID-19 และประชาชนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงได้ อีกทั้งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมก่อนเกิด COVID-19 ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นไปตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และยังส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน (Public Private Partnership) เพื่อลดความเสี่ยงทางการคลังของรัฐบาลให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล อีกทั้ง สภาพคล่องและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง โดย S&amp;amp;P คาดว่าสภาพคล่องต่างประเทศ (External liquidity) ของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายทางการเงินและการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ปัจจัยสำคัญที่ S&amp;amp;P จะติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118797</URL_LINK>
                <HASHTAG>S&amp;P Global Ratings (S&amp;P), คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 08:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 08:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.สบน.สรุปพรก.3 ฉบับ แบบให้อ่านง่ายๆ ไม่ได้กู้ 1.9 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.63-นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) โพสต์เฟซบุ๊ก Patricia Mongkhonvanit ถึงพระราชกำหนด(พรก.)เงินกู้ 3 ฉบับ ว่ามีผู้ใหญ่ท่านนึงขอให้เขียนสรุปเรื่องเกี่ยวกับ พรก. เงินกู้ แบบให้อ่านง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไหนๆ ก็เคยให้สัมภาษณ์ตามสื่อมาหมดแล้ว ก็ถือว่าน่าจะลงในนี้ได้ เผื่อเป็นความรู้และสร้างความเข้าใจให้คนที่ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ พรก. เงินกู้ที่ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดทนอ่านหน่อยนะคะ ยาวนิดนึง และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รัฐบาลกู้ 1.9 ล้านล้าน จริงเหรอ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่จริงค่ะ พรก. ที่รัฐบาลออกมา มีอยู่ 3 ฉบับ แบ่งเป็น
1. พรก. เงินกู้ 1 ล้านล้าน
2. พรก. Softloan 500,000 ล้าน
3. พรก. Bond Stabilization Fund BSF 400,000 ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าถ้าบวกกันจะมีมูลค่ารวม 1.9 ล้านล้าน แต่มีเพียงพรก. ฉบับที่ 1 ฉบับเดียวเท่านั้นที่จะใช้เงินกู้ ส่วนอีก 2 ฉบับ เป็นการใช้สภาพคล่องของ ธปท.ค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การบอกว่ารัฐบาลกู้เงิน 1.9 ล้านล้าน เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รัฐบาลจะกู้เงินจากที่ไหน ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลมีเครื่องมือในการกู้เงินทั้งเครื่องมือระยะยาว เช่น การขายพันธบัตร ตั้งแต่อายุ 5-50 ปีให้นักลงทุนสถาบัน การขายพันธบัตรออมทรัพย์ให้ประชาชน การกู้จากองค์การระหว่างประเทศหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และเครื่องมือระยะสั้น เช่น การออกตั๋วเงินคลัง การกู้เงินผ่านสถาบันการเงินในรูป PN หรือ Term loan ซึ่งภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านนี้ก็จะกระจายการกู้เงินไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในเครื่องมือใดเครื่องมือนึงเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. รัฐบาลกู้เงินมา 1 ล้านล้านแล้วหรือยัง ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังค่ะ รัฐบาลจะทยอยกู้เงินตามความต้องการใช้เงิน ซึ่งในขณะนี้มีเพียง 2 โครงการเท่านั้น ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินกู้ คือการเยียวยาประชาชน และเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบัน (16 พค. ) ได้ทำการกู้เงินไปแล้ว 170,000 ล้านบาท ผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินและพันธบัตรออมทรัพย์ เครื่องมืออื่นจะทยอยตามมาค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. จำเป็นต้องกู้ทั้ง 1 ล้านล้านไหม ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจจะไม่จำเป็นค่ะ ทั้งนี้ จะต้องกู้เป็นจำนวนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้เงิน ถ้า COVID ทำให้เศรษฐกิจฟุบนาน งบประมาณปี 2564 ใช้ไม่เพียงพอในการดูแลประชาชนและเศรษฐกิจ ก็อาจจะต้องกู้จนครบจำนวน 1 ล้านล้าน แต่ถ้าพวกเราช่วยกันแล้วคุมโรคอยู่ ทุกๆอย่างค่อยๆ ผ่อนคลาย เศรษฐกิจเริ่มหมุน คนกลับมามีรายได้ เงินงบประมาณ 2564 ดูแลได้อย่างเพียงพอ ก็อาจจะไม่ต้องกู้จนครบ 1 ล้านล้านบาทก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. เมื่อกู้ครบ 1 ล้านล้านบาทแล้ว สภาวะหนี้ของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประมาณการ หากต้องกู้เงินครบ 1 ล้านล้านบาท ภายใน 30 กันยายน 2564 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะสามารถกู้ได้ตามพรก. ฉบับนี้ คาดว่าหนี้สาธารณะของไทย ณ 30 กันยายน 2564 จะอยู่ที่ 57.96% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ประกาศกำหนด Debt / GDP ไว้ที่ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี Debt/GDP ที่ระดับ 60% นี้ เป็นระดับหนี้พึงมีในสภาวการณ์เศรษฐกิจที่ปกติ แต่ในสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ หากมีความจำเป็นต้องมีเงินเพื่อดูแลประชาชนและเศรษฐกิจเพื่อให้เดินต่อไปได้ และสามารถกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และอาจทำให้หนี้สาธารณะเกินระดับ 60% ไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่โลกจะถล่ม ประเทศจะทลาย ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเจริญเติบโต สัดส่วนดังกล่าวก็จะกลับมาอยู่ในภาวะปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นช่วงที่หนี้สาธารณะสูงที่สุด คือ 59.9% และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นประกอบกับการมีวินัยในเรื่องหนี้ที่ดี ทำให้ในปัจจุบัน หนี้สาธารณะอยู่ในระดับเพียง 41.4% ของ GDP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. หนี้ก้อนนี้เมื่อไหร่จะใช้หมด ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อายุเฉลี่ยของหนี้สาธารณะในปัจจุบันอยู่ที่ 10 ปีกว่าๆ โดยหนี้ที่อายุยาวที่สุดคืออายุ 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการชำระหนี้ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้ไว้ในงบประมาณทุกปี ซึ่งจากการศึกษาพบว่าอัตราการชำระหนี้ที่เหมาะสมในแต่ละปี ควรจะจัดสรรงบประมาณไม่ต่ำกว่า 3% ของงบประมาณเพื่อใช้ในการชำระเงินต้นค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการจะตอบว่าประเทศไทยจะชำระหนี้ก้อนนี้หมดเมื่อไหร่ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คงไม่สามารถตอบเป็นจำนวนปีที่ชัดเจนได้ อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจดี ประเทศไทยจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น และได้รับการจัดสรรงบชำระหนี้อย่างเหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ชำระหนี้ก้อนนี้ให้หมดได้เร็วขึ้นค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, พรก.เงินกู้ 3 ฉบับ, สบน., แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd1f32d1b62f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังคลอดบอนด์ออมทรัพย์อีก 3 พันล้านบาท ให้ดอกเบี้ย2.15-3% ต่อปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบน. จัดให้อีก 3 พันล้านบาทเอาใจนักลงทุนลุยช้อปบอนด์ออมทรัพย์กระทรวงการคลังเพิ่มเติม ชูดอกเบี้ยหอมหวาน 2.15-3% ต่อปี ดึงดูดใจนักลงทุนตะลุยซื้อเกือบเกลี้ยง 3 หมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า รมว.การคลังได้เห็นชอบให้จัดสรรวงเงินจำหน่ายเพิ่มเติมจำนวน 3 พันล้านบาท สำหรับเปิดขายพันธบัตรออททรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ 2561 ตามรุ่นอายุและอัตราดอกเบี้ยเดิม คือเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.15% และ &amp;nbsp; &amp;nbsp;รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% จำหน่ายตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 10 ก.ย. 2561&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เรื่องจากผลการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ครั้งที่ 2 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;ซึ่งเปิดจำหน่ายเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2561 ซึ่งขณะนี้จำหน่ายใกล้ครบตามวงเงินที่ประกาศแล้ว โดยผู้ที่สนใจสามารถทำรายการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ทุกสาขา เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) และระบบ Internet Banking ของธนาคารตัวแทนจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 4 แห่ง และผ่าน KTB netbank Application ของธนาคารกรุงไทยฯ KPLUS Application ของธนาคารกสิกรไทยฯ Bualuang mBanking Application ของธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้สามารถเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์ได้ตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อพันธบัตรออมทรัพย์รายใหม่ที่ไม่เคยลงทะเบียนข้อมูลและเปิดบัญชีฝากหลักทรัพย์สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) จะต้องลงทะเบียนและเปิดบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย และลงทะเบียนเพื่อการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ต่างๆ ผู้ที่สนใจซื้อพันธบัตรสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, บอนด์ออมทรัพย์, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, สบน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180608/image_big_5b19dbed9cf9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
