<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟัน2พันรายโกงเราชนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังลงดาบใหญ่ ฟันผู้ประกอบการ 2,099 รายในโครงการเราชนะ ชี้มีพิรุธหลายข้อ แต่ยังให้โอกาสรีบเอาหลักฐานมาอุทธรณ์ใน 15 วัน ก่อนถูกเรียกเงินคืน &amp;ldquo;ธนกร&amp;rdquo; วอนเห็นใจข้าราชการต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ &amp;ldquo;เด็กไทยสร้างไทย&amp;rdquo; ซัดโครงการดีแต่ไม่รอบคอบ อัดมีปัญหาก็โยนภาระให้ประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ได้แถลงถึงการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในโครงการเราชนะ &amp;nbsp;จากผู้ประกอบการที่เข้ารวมโครงการกว่า 1.3 ล้านราย ว่าได้จัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะ เพื่อติดตามตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งเมื่อพบการฝ่าฝืนก็จะระงับสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ รวมถึงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการค้าภายใน ตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลสืบสวนสอบสวนต่อไป
นายพรชัยกล่าวต่อว่า ขั้นตอนการดำเนินงานกับผู้ที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการเราชนะ ประกอบด้วย 1.การระงับสิทธิ์ชั่วคราวการใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน เมื่อพบพฤติกรรมที่ผิดปกติในธุรกรรมการใช้จ่าย เช่น จุดรับเงินของแอปถุงเงินขยับไปมาระยะไกล ธุรกรรมเต็มจำนวนวงเงินสิทธิเป็นจำนวนมาก เป็นต้น ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ประกอบการติดต่อชี้แจงโต้แย้งภายใน 14 วัน ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้วจะนำเอกสารชี้แจงโต้แย้งของผู้ประกอบการที่ได้รับเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงาน
2.เมื่อได้พิจารณาเอกสารหลักฐานของผู้ประกอบการแล้วเห็นว่า ผู้ประกอบการกระทำการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ดังกล่าวจริง หรือผู้ประกอบการไม่ชี้แจงโต้แย้งภายในเวลาที่กำหนด จะได้มีหนังสือประทับตราแจ้งผลวินิจฉัยและขอให้ชำระเงินคืนให้โครงการ แต่ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือประทับตรา และ 3.กรณีไม่มีการชี้แจงหรือเสนอข้อมูลหลักฐานประกอบการอุทธรณ์ หรือไม่มีการชำระเงินคืนให้แก่โครงการเราชนะ รวมถึงกรณีอุทธรณ์มา แต่คณะทำงานพิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขโครงการ ก็จะได้มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการอีกครั้ง โดยหากผู้ประกอบการยังไม่ชำระเงินคืน ก็ต้องดำเนินการเรียกร้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการต่อไป
&amp;ldquo;โครงการเราชนะได้ระงับสิทธิ์ถาวรผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการแล้ว 2,099 ราย และได้ออกหนังสือประทับตราแจ้งผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเราชนะเพื่อคืนเงินที่ได้รับ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดให้ผู้ประกอบการขออุทธรณ์ได้ภายใน &amp;nbsp;15 วัน&amp;rdquo; นายพรชัยกล่าวและว่า เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์จึงขอให้ผู้ประกอบการชี้แจงเหตุผล พร้อมยื่นเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อ &amp;nbsp;สศค.ภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น ใบเสร็จรับเงินเพื่อแสดงต้นทุนสินค้า, หลักฐานการจัดส่งสินค้า, เอกสารแสดงสินค้าคงคลัง รวมถึงภาพถ่ายสถานประกอบการ เป็นต้น เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานและกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า มีผู้ประกอบการ 2,099 รายที่มีธุรกรรมผิดเงื่อนไข เช่น รับสแกนแล้วแลกเป็นเงินสด, มีการสแกนเงินเต็มจำนวนวงเงินสิทธิ 1,000-2,000 บาท เป็นต้น หรือรับสแกนซื้อขายข้ามจังหวัด ทำให้จุดรับเงินขยับไปมาเกิน 7,000 กิโลเมตรใน 1 วัน หรือบางรายอยู่นอกพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการประกอบกิจการ แต่ผู้ประกอบการสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่ง พร้อมแสดงหลักฐานให้ทบทวนผลการพิจารณาต่อผู้อำนวยการ สศค.เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง
&amp;ldquo;วิงวอนขอให้เห็นใจการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ทุกอย่างต้องยึดตามระเบียบและกฎหมายรองรับ ซึ่งผู้ประกอบการที่สมัครใจร่วมโครงการต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการด้วย หากละเมิดกติกาหรือผิดวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ส่วนราชการที่รับผิดชอบก็จำเป็นต้องดำเนินการตามข้อบังคับเพื่อปกป้องและรักษาสิทธิ์ของประชาชน และให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่&amp;rdquo;
ส่วนนายรณกาจ ชินสำราญ คณะกรรมการอำนวยการและพัฒนาพรรค พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ต้องมองทั้ง 2 มุม นอกจากมองมุมของกฎกติกาที่รัฐวางไว้แล้ว ยังต้องมองถึงเรื่องความรัดกุมเหมาะสมในเงื่อนไข และให้ความยุติธรรมกับร้านค้าและผู้ประกอบการด้วย โดยการนำไปใช้ผิดประเภทหรือตั้งใจทุจริตของร้านค้าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ &amp;nbsp;แต่รัฐควรให้ความเป็นธรรมและชี้แจงอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับทุกคนด้วย &amp;nbsp;มีตัวอย่างที่ร้านค้าได้จดหมายเรียกเงินคืน แต่ไม่ได้ชี้แจงว่าทำผิดเงื่อนไขลักษณะไหนเพื่อที่ร้านค้าจะได้ยื่นอุทธรณ์ได้ตรงจุด หรือแม้แต่การเรียกเงินคืนที่รวมไปถึงส่วนต้นทุนของร้านค้าด้วย ไม่ได้แค่เรียกคืนเฉพาะส่วนที่รัฐอุดหนุนมา เพราะมีร้านค้าหลายรายที่ได้รับจดหมายเรียกเงินคืนหลักหลายแสนบาทไปถึงหลักล้านบาท หลายคนตกใจและไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดเงื่อนไขในลักษณะใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการช่วยเหลืออุดหนุนต่างๆ ของรัฐตั้งแต่ช่วงโควิดปีที่แล้ว &amp;nbsp;หลายโครงการเป็นโครงการที่ดีเจตนาดี แต่บ่อยครั้งที่เราเห็นตลอดมาว่ารัฐคิดไม่ครบ คิดไม่จบ ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม พอเกิดปัญหาก็ผลักให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบตลอด ขอเรียกร้องให้รัฐคิดให้รอบคอบในการออกโครงการต่างๆ และให้ความยุติธรรมกับประชาชนและคนทำมาค้าขายทุกคน เพื่อที่โครงการดีๆ จะได้ไม่เป็นภาระกับประชาชน&amp;rdquo; นายรณกาจระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119466</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลังลงดาบใหญ่, นายพรชัย ฐีระเวช, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163e40ec59d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำรวจฐานะแบงก์ชาติก่อนเลือกตั้ง24มี.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค.2562 - &amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 136 ตอนที่ 22 ง 21 มีนาคม 2562 ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลัง ที่ลงนามโดยนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่อง รายงานฐานะการเงินประจำสัปดาห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยทุนสำรองเงินตรา และกิจการธนบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีเนื้อหาว่า เพื่ออนุวัติตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัตธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศรายงานฐานะการเงินประจำสัปดาห์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทุนสำรองเงินตรา และกิจการธนบัตร งวดประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2561 แนบท้ายประกาศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในท้ายประกาศได้ลงรายละเอียดตั้งแต่เงินสด ซึ่งมีทั้งสิ้น 111,835,722,796 บาท, เงินตราต่างประเทศ 454,756,403,307 บาท, หลักทรัพย์ในประเทศ 405,592,981,958 บาท และหลักทรัพย์ต่างประเทศ 3,476,674,864,720 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนของทุนสำรองเงินตรามีทั้งเงินตราต่างประเทศ &amp;nbsp;560,429,175,399 บาท, ทองคำ 210,395,799,053 บาท, &amp;nbsp;หลักทรัพย์ต่างประเทศ 1,869,209,499,847 บาท และสินทรัพย์อื่น 7,764,118,681 บาท รวมมีทั้งสิ้น 2,647,798,592,980 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในส่วนกิจการธนบัตรนั้น ประกอบด้วยเงินสดและเงินฝาก 2,755,790,934 บาท, สินค้าคงเหลือ 2,968,824,545 บาท, ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 4 ,562,539,719 บาท และสินทรัพย์อื่น 4,409,061,117 บาท รวมทั้งสิ้น 14,696,216,315 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านฉบับเต็มที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31909</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจการธนบัตร, ฐานะการเงินประจำสัปดาห์, ทุนสำรองเงินตรา, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ประกาศกระทรวงการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ราชกิจจานุเบกษา, ลวรณ แสงสนิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180702/image_big_5b39858b6b77c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” ออกประกาศคุมธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ป้องกันโขกดอกเบี้ยโหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค. 2562 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นสมควรให้มีการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ได้รับการบริการจากผู้ประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรม เนื่องจากปัจจุบันมีการประกอบธุรกิจประเภทการให้กู้ยืมเงินโดยมีทะเบียนรถเป็นประกันอย่างแพร่หลาย เพราะมีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อรวดเร็ว และสามารถตอบสนองความต้องการสินเชื่อในเวลาฉุกเฉินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจึงได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2561 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยประกาศดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ &amp;ldquo;การประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ&amp;rdquo; หมายความถึง การให้กู้ยืมเงินที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับอยู่ในวันที่ประกาศกระทรวงการคลังฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะประกอบกิจการต่อไปจะต้องยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับต่อ รมว.การคลังผ่าน ธปท. ภายใน 60 วัน นับจากวันที่ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวมีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันสามารถยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับต่อ รมว.การคลังผ่านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 4 ต.ค. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท.ได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ในวันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 8.30 &amp;ndash; 12.00 น. ณ ห้องภัทรรวมใจ อาคาร 2 ชั้น 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26905</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำกับดูแลการประกอบธุรกิจสินเชื่อ, คุมธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, ลวรณ แสงสนิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea220dd560c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2018 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2018 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้สูงอายุ-คนพิการเฮ คลังอนุมัติแจกบัตรสวัสดิการเพิ่ม 3.1 ล้านราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเปิดผลตีทะเบียนคนจนรอบพิเศษ สำหรับกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนรอบปกติ ทั้งสิ้น 4.5 ล้านราย ผ่านคุณสมบัติ 3.1 ล้านราย สามารถรับบัตรสวัสดิการได้ช่วงกลางเดือน ธ.ค. นี้ และเริ่มสตาร์ทใช้บัตรได้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีการเปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนในรอบปกติได้ ระหว่างวันที่ 15 พ.ค. &amp;ndash; 30 มิ.ย. 2561 พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนทั้งสิ้น 4.5 ล้านราย และมีผู้ผ่านคุณสมบัติได้รับสิทธิจำนวน 3.1 ล้านคน คิดเป็น 68% ของผู้มาลงทะเบียนทั้งหมด และสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2561 เริ่มใช้บัตรได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อหน่วยงานที่ไม่ผ่านสิทธิโดยตรงระหว่างวันที่ 16-30 พ.ย. นี้ โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์อีกครั้งในช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้ามาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้ข้อมูลจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) ว่า ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ พ.ย. 2561 โดยมีข้อมูลการใช้จ่ายระหว่างวันที่ 1- 14 พ.ย. 2561 อยู่ที่ 5.57 แสนราย คิดเป็นเงิน 145 ล้านบาท มีจำนวนภาษีแวตกว่า 9 ล้านบาท โดยพร้อมในการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าว จำนวน 5% เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้แก่ผู้มีสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อนำไปใช้จ่ายต่อไป และเงินชดเชยอีก 1% เพื่อการออมเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารชนิดพิเศษที่กรมบัญชีกลางให้ธนาคารเปิดให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าของร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ร้านค้าเอกชนอื่นที่จดทะเบียนภาษีแวต และสมัครเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว มีจำนวน 4.24 พันร้านค้า โดยผู้มีสิทธิจะได้รับเงินชดเชยต่อเมื่อชำระราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งจากวงเงินกระเป๋าสวัสดิการ 200-300 บาทแล้วแต่กรณี และวงเงินที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเติมเองใน e-Money ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จดทะเบียนภาษีแวต และรับชำระราคาสินค้าผ่านเครื่องชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Point of Sale : POS) ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 แล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร้านค้าเอกชนอื่นที่สมัครเข้าร่วมมาตรการ ให้สังเกตสัญลักษณ์สติ๊กเกอร์ &amp;ldquo;จ่ายด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money PromptCard)&amp;rdquo; โดยผู้มีสิทธิสามารถใช้ได้เฉพาะส่วนของเงินใน e-Money เท่านั้นในการชำระราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะได้รับเงินชดเชยคืนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร้านค้าที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ จำนวน 4.24 พันร้านค้านี้ มีทั้งร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าเอกชน แต่หากดูในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ปัจจุบันมีร้านธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 3.06 หมื่นร้านค้า แต่เป็นร้านค้าที่มีการจดทะเบียนภาษีแวต และมีคุณสมบัติพร้อม เพียง 3.88 พันร้านค้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีร้านธงฟ้าขนาดเล็กที่ตอบรับการติดเครื่อง POS เพียง 940 ร้านค้าเท่านั้น จากทั้งหมด 2.31 พันร้านค้า โดยส่วนใหญ่ปฏิเสธ และให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม รวมถึงกลัวโดนตรวจสอบภาษีด้วย&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22145</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายลวรณ แสงสนิท, บัตรสวสดิการแห่งรัฐ, ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้พิการ, ผู้สูงอายุ, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, โครงการไทยนิยม ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea220dd560c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 08:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังแก้กฎหมายเปิดช่อง&#039;เอเอ็มซี&#039;รับซื้อหนี้เสียสินเชื่อเงินด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังลุยแก้กฎหมายเปิดช่องบริษัทบริหารหนี้รับซื้อและเป็นที่ปรึกษาแก้หนี้เสีย ให้บริษัทบัตรเครดิต สินเชื่อเงินด่วน พิโกไฟแนนซ์ ลุ้นดันเข้า ครม.-สนช. จบทันรัฐบาลชุดปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.ได้สรุปข้อคิดเห็นการจัดทำร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์พ.ศ.2541(ฉบับที่..)พ.ศ....ซึ่งเป็นร่างกฎหมายสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาหนี้เสียให้กับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ไม่ว่าจะเป็น พิโกไฟแนนซ์ สินเชื่อเงินด่วน สินเชื่อบัตรเครดิต โดยได้เสนอจนผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และหลังจากนี้จะส่งให้ ครม.พิจารณายืนยัน เพื่อเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้เสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักการสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว ได้กำหนดให้มีการขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจของบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ เอเอ็มซี ให้สามารถรับซื้อรับโอนหรือรับจ้างบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินซึ่งมิใช่สถาบันการเงิน ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ และผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินอื่นที่รมว.การคลังกำหนดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามให้การรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การกำกับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรต่าง ๆ ที่เกิดจากการโอน นอกจากนี้ยังให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สามารถรับเป็นที่ปรึกษาให้แก่ลูกหนี้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการดำเนินการที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็นที่ปรึกษาดังกล่าวด้วย ขณะเดียวกันยังกำหนดให้มีการกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลเพิ่มเติม โดยกำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการและผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทบริหารสินทรัพย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผลักดันร่างกฎหมายนี้มีความจำเป็นที่ต้องการช่วยแก้ปัญหาหนี้สินในระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากในปัจจุบันพบว่านอกจากสถาบันการเงินที่มีการถือครองหนี้เสียแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินอื่นก็มีปัญหานี้เสียอยู่ด้วยเช่นกัน ประกอบกับที่ผ่านมาภาคครัวเรือนของไทยมีปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้นการเปิดช่องทางให้หน่วยงานที่มีประสบการณ์และมีความสามารถมาทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาให้แก่ลูกหนี้ และเป็นตัวกลางระหว่างลูกหนี้กับผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังสามารถทำหน้าที่ติดตามทวงถามหนี้และรับชำระหนี้ที่เกี่ยวเนื่องจากการเป็นที่ปรึกษาดังกล่าว ช่วยให้การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหนี้สินและทรัพย์สินของลูกหนี้จำเป็นต้องมีการดาเนินงานที่โปร่งใสมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21868</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัทบริหารสินทรัพย์, บัตรเครดิต, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, รับซื้อหนี้เสีย, ลวรณ แสงสนิท, สินเชื่อบุคคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea220dd560c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 08:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขุนคลังสั่งสร้างแอปพลิเคสร้างอาชีพ ช่วยคนไทยแก้จน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนคลังสั่งปั้น &amp;ldquo;แชริง อีโคโนมี&amp;rdquo; ผุดแอปพลิเคชั้นกลางสร้างอาชีพช่วยคนไทยแก้จน จี้ สศค. ถกร่วม &amp;ldquo;พาณิชย์ -เอกชน&amp;rdquo; เชื่อส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)เป็นตัวกลางไปหารือกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เช่น เครือเอสซีจี ในการนำระบบแชริง อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน มาใช้ช่วยสร้างงานสร้างรายได้เสริมให้กับคนไทย ทั้งในส่วนของผู้มีรายได้น้อยที่เข้าร่วมฝึกอาชีพตามมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงการบัตรคนจนระยะสอง รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการหางานพิเศษ หารายได้เสริมมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แนวคิดที่ทำจะคล้ายๆ กับการทำแอปพลิเคชันของรถแท็กซี่ ที่เปิดให้คนขับรถแท็กซี่มาลงทะเบียนกับแอปพลิเคชั่น และใช้แอปฯนี้เป็นตัวกลางในการเรียกใช้บริการ แต่ในส่วนที่กระทรวงการคลังคิดไว้ คือ การทำแอปฯตัวกลางขึ้นมาเพื่อรวบรวมสาขาอาชีพที่มีความจำเป็นและหาใช้บริการยาก เช่น แอปฯกลางสำหรับช่างไฟฟ้า ช่างประปา ผู้รับเหมาก่อสร้างขึ้นมา และจากนั้นก็ให้คนที่ต้องการใช้บริการ เข้าไปติดต่อผ่านแอปฯ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเบื้องต้นอาจขอให้ เครือเอสซีจี ซึ่งมีเครือข่ายร้านขายวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศ &amp;nbsp;ช่วยเป็นคนกลางในการกำหนดมาตรฐานช่างแต่ละประเภท และช่วยคัดเลือก รับลงทะเบียนช่างประเภทต่างๆ เพราะส่วนใหญ่ร้านขายวัสดุก่อสร้างจะรู้จักช่างแต่ละพื้นที่ดีอยู่แล้ว หากใครสนใจก็ให้กรอกข้อมูล ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ รายละเอียดไว้ เพื่อให้คนที่ต้องการใช้บริการ สามารถเข้าไปแอปพลิเคชั่น และติดต่อส่งช่างมาซ่อมได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทุกวันนี้การหาช่างมาซ่อมแซมงานต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างผมเคยเจอท่อน้ำรั่วตอนกลางคืน ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้จะไปถามใคร หรือติดต่อหาช่างจากที่ไหน &amp;nbsp;ดังนั้นหากมีแอปฯที่เป็นตัวกลางเข้ามาช่วยก็จะช่วยประสานให้ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสะดวก ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับช่าง หรือผู้มีรายได้น้อยที่กำลังฝึกอาชีพกับโครงการรัฐด้วย หรือบางคนที่ไม่ได้เป็นช่างเต็มตัว ก็สามารถมารับทำงานเป็นจ็อบๆ หารายได้เสริมได้ แต่มีข้อแม้ว่าการทำงานจะต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนด&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีดว่า แนวคิดการทำแชริง อีโคโนมี หรือจัดทำแอปพลิเคชั่นกลางขึ้นมานั้น มั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มรายได้แก่ประชาชน ทั้งในส่วนของคนที่ทำงานให้บริการได้เต็มเวลา หรือคนที่รับทำงานช่างเป็นอาชีพเสริม ที่สำคัญการทำแอปฯกลางขึ้นมา ก็สามารถประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการรับทราบง่ายด้วย &amp;nbsp;และที่สำคัญการทำแอปพลิเคชันกลาง จะไม่จำกัดเฉพาะสาขาช่างอย่างเดียว งานบริการ หรืองานประเภทอื่นที่ไม่ผิดกฎหมาย คลังก็สามารถช่วยประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรับทำให้เกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ไปดูแนวคิดการนำ แชริง อีโคโนมี มาปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง รวมถึงให้ดูตัวอย่างจากบริษัทขนส่งเอกชนว่า มีการทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างไร เพราะตอนนี้ธุรกิจการค้าขายทางออนไลน์เติบโตขึ้นมาก และมีผู้ประกอบการเข้ามาแข่งขันเยอะ จึงน่าสนใจที่ไปรษรีย์ไทยจะต้องเข้าไปดูและมาปรับใช้ &amp;nbsp;โดยการทำธุรกิจแบบนี้ไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด เพียงแต่ใช้การสร้างเครือข่ายและกระจายงานออกไปเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เมื่อก่อนการขนส่งของไปรษณีย์เข้มแข็งมาก แต่ตอนนี้เอกชนกำลังทำได้ดีและเข้มแข็งกว่าแล้ว ดังนั้นไปรษณีย์ควรจะเข้าไปดูแนวทางว่าจะต้องเป็นอย่างไร ตลอดจนควรนำเศรษฐกิจแบบแบ่งปันมาใช้ เพราะเรื่องนี้หากทำได้แล้วจะช่วยภาพรวมได้เยอะๆ ไม่ใช่แค่บริษัท คนไม่มีงานก็มีงานได้ หรือคนอยากมีรายได้เสริมก็ช่วยได้ ซึ่งจะดีมากๆ ต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศในอนาคต&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14341</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สร้างอาชีพ, แก้จน, แชริงอีโคโนมี, แอปพลิเคชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3399039afab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 23:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 23:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเปิดภาพเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 61 ยังแจ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเปิดภาพเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2561 ยังแจ่มว้าว ปัจจัยหนุนอื้อ &amp;ldquo;รัฐ-เอกชนเดินเครื่องลงทุน&amp;rdquo; อสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้าโตคึกคัก ส่งออกขยายตัว ท่องเที่ยวตื่นตัวสร้างรายได้เข้าประเทศ มองราคาน้ำมันขยับขึ้นแค่ช่วงสั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ยังสดใสจากปัจจัยที่เป็นบวกทั้งการเร่งลงทุนภาครัฐ และการลงทุนภาคภาคเอกชนขยายตัว โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การส่งออกก็ขยายตัวได้ตามเศรษฐกิจโลก และการท่องเที่ยวทำให้มีรายได้เข้ามาในประเทศจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงการคลังจะปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากเดิม 4.2% ในเดือน ก.ค. 2561 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ 4.5% ไปในทิศทางเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินไว้ก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ฐานะการคลังยังดีต่อเนื่องเนื่องจากรายได้เกินกว่าเป้าหมาย รองรับการเบิกจ่ายลงทุนที่รัฐบาลพยายามเร่งเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับต่ำ ทำให้สามารถกู้เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังต้องติดตามการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ว่าจะยอมเจรจากับเกาหลีเหนือในเดือนนี้หรือไม่ ซึ่งหากมีการเจรจาก็จะทำให้บรรยากาศการค้าโลกดีขึ้น&amp;rdquo; นายสุวิชญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ กล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยภายนอกเรื่องราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้น แต่หากราคาพลังงานลดต่ำลง ราคาขนส่งและสินค้าก็จะลดลงเช่นกัน ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นระยะสั้นเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10695</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สศค., สุวิชญ โรจนวานิช, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
