<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>80.1%ให้กำลังใจ’ลุงตู่’แก้ปัญหาวิกฤตโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค.2564 - &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชน และความเป็นผู้นำ เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ธนาคาร สร้างสุข กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,655 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 - 23 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 96.6% ระบุ ธนาคารของรัฐ สร้างสุขช่วยเหลือประชาชน ยามวิกฤต เดือดร้อน ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือ 95.2% ระบุ มาตรการช่วยเหลือประชาชน ช่วงวิกฤตโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ ผ่านระบบธนาคารต่าง ๆ มีประโยชน์ ลดความเดือดร้อนความทุกข์เรื่องค่าใช้จ่ายได้ และส่วนใหญ่หรือ 88.9% พอใจมาตรการของรัฐ ด้านต่าง ๆ เช่น คนละครึ่ง เราไม่ทิ้งกัน เราชนะ เราเที่ยวด้วยกัน ม.33 เรารักกัน จากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง ธนาคารของรัฐ สร้างสุขช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ช่วงวิกฤตโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ ช่วยลงทะเบียน ตอบข้อซักถาม เอาใจใส่ให้บริการดี มีน้ำใจ อันดับหนึ่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย 56.9% อันดับสอง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 18.1% อันดับสาม ได้แก่ ธนาคารออมสิน 18% ตามด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 1.9% และธนาคารอิสลาม 0.30% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อถามถึง ธนาคารของรัฐ สร้างสุข ช่วยเหลือ ผู้ประกอบการรายย่อย ช่วงวิกฤตโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ ช่วยลงทะเบียนตอบข้อซักถามเอาใจใส่ให้บริการดี มีน้ำใจ อันดับหนึ่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย 47% อันดับสองได้แก่ ธนาคารออมสิน 32.8% อันดับสามได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 11.8% และรอง ๆ ลงไปได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 2.6% และธนาคารอิสลาม 0.8% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือ 80.1% ต้องการให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาวิกฤตโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ ได้ดีต่างชาติทั่วโลกให้การยอมรับ ในขณะที่ 9.9% ระบุ ไม่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจเรื่อง ธนาคารสร้างสุข เกิดขึ้นจากการสำรวจเบื้องต้นในการเข้าใช้บริการของประชาชนตามธนาคารต่าง ๆ ของรัฐที่เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาลช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 พบว่าทั้งผู้ประกอบการค้ารายย่อยและประชาชนทั่วไปต่างพอใจและยกให้ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐที่ได้อันดับหนึ่งครองใจประชาชนผู้เข้าใช้บริการและพบว่า บางสาขาที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารลงพื้นที่ไปตามร้านค้ารายย่อยต่าง ๆ และช่วยเหลือผู้ประกอบการค้ารายย่อยในการลงทะเบียนให้เข้าถึงโครงการ คนละครึ่ง กับผู้ประกอบการค้ารายย่อยที่อาจจะใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไม่เป็น ลงทะเบียนไม่ได้ รวมถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั่วไปต่างก็พอใจในการให้บริการและความเอาใจใส่ของพนักงานธนาคารของรัฐในช่วงวิกฤตโควิด วิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนทุกข์ยากขณะนี้ให้เบาบางลงไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97094</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สถาบันวิจัยความสุขชุมชน และความเป็นผู้นำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aad9b33337.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซูเปอร์โพล&#039;ชี้&#039;บิ๊กตู่-เจ้าสัวธนินท์-หมอพยาบาล&#039;โดดเด่นแก้โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.63-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง บิ๊กเนมโควิด-19 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่ และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียลทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,551 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 &amp;ndash; 25 เมษายน พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง บิ๊กเนมคนสำคัญชื่อเด่นโดนใจในรัฐบาลแก้โควิด-19 พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.7 รองลงมาคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 29.5 อันดับสาม ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร้อยละ 21.4 อันดับสี่ ได้แก่ นาย อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร้อยละ 18.0 และอันดับห้า ได้แก่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 15.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจ คือ เมื่อถามถึง บิ๊กเนมมหาเศรษฐีคนสำคัญชื่อเด่นโดนใจช่วยเหลือประชาชน แก้โควิด-19 พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ นายธนินท์ เจียรวนนท์ กลุ่มซีพี ร้อยละ 22.4 รองลงมา ได้แก่ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กลุ่มซัมมิท ร้อยละ 10.0 อันดับสาม ได้แก่ นายแพทย์ ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ โรงพยาบาลกรุงเทพและบางกอกแอร์เวย์ ร้อยละ 9.1 อันดับสี่ ได้แก่ นาย ศุภชัย เจียรวนนท์ กลุ่มซีพี ร้อยละ 7.4 และอันดับห้า ได้แก่ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ กลุ่มซัมมิท ร้อยละ 7.1 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บิ๊กเนม โรงพยาบาลชื่อเด่นโดนใจ ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ โควิด-19 พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ สถาบันบำราศนราดูร ร้อยละ 58.6 รองลงมา อันดับสอง ได้แก่ โรงพยาบาล ราชวิถี ร้อยละ 52.9 อันดับสาม ได้แก่ โรงพยาบาล รามาธิบดี ร้อยละ 51.4 อันดับสี่ได้แก่ โรงพยาบาล ศิริราช ร้อยละ 47.1 และอันดับห้า ได้แก่ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ร้อยละ 43.3 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ อะไรทำให้ประเทศไทยแก้ปัญหาโควิด-19 ได้ดี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.6 ระบุ แพทย์ พยาบาล อสม. เก่ง เสียสละ รองลงมาคือ ร้อยละ 65.7 ระบุ มาตรการ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ร้อยละ 59.5 ระบุ คนไทยตระหนัก ปัญหาร่วมกัน ร้อยละ 58.6 ระบุ คนไทยระดับกลาง ถึง ล่าง ดูแลช่วยเหลือกันเอง และร้อยละ 56.1 ระบุ เพราะทุกคนกลัวตาย ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล ระบุว่า ผลโพลชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลและภาคประชาชนเวลานี้กำลังไปด้วยกันได้แก้วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ฐานหนุนรัฐบาลที่เคยตกต่ำสุดเหลือร้อยละ 9 ช่วงต้นมีนาคมเพิ่มขึ้นพอจะขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ได้ แต่วันนี้ต้องคิดหนักคือ ฐานหนุนรัฐบาลยังเปราะบาง และอารมณ์ของประชาชนยังไม่เกาะติดเหนียวแน่นกับรัฐบาล อะไรที่รัฐบาลจะทำแต่เสี่ยงทำรัฐบาลสั่นคลอนและการขับเคลื่อนประเทศอาจสะดุด อย่าทำ !! ดังนั้น บิ๊กเนม (Big Name) ใดทำแล้วโดนใจควรรักษาไว้ อะไรมาใหม่ ๆ ที่ประชาชนยังไม่เข้าใจ รัฐบาลยังสื่อสารได้ไม่ดีควรชะลอออกไปก่อน เช่น กรณีของ CPTPP ความตกลงเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ที่ชาวบ้านเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ยังเคลือบแคลงสงสัย ควรยับยั้งไว้ก่อน เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64292</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, บิ๊กเนมโควิด-19, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล, พยาบาล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หมอ, อสม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea52bd9a9ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2019 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2019 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาอีกโพลเห็นต่าง!64%มองหวยแบบใหม่มีแต่ผลเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2562 - &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เสียงประชาชนกับหวยแบบใหม่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,673 ตัวอย่าง ระหว่าง 27 - 29 มิ.ย. พบว่า คนเกินครึ่งหรือ 52.6% ไม่เล่นหวย ในขณะที่จำนวนมากหรือ 47.4% เล่นหวยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือ 64.3% ระบุเป็นการมอมเมาประชาชนเมื่อกองสลากฯ จะเพิ่มรูปแบบการออกหวย ในขณะที่ 35.7% ระบุไม่เป็นการมอมเมาประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือ &amp;nbsp;64% ระบุ ผลเสียมากกว่าถ้ากองสลากฯ ออกหวยรูปแบบใหม่เพิ่ม ในขณะที่ 36% ระบุ ผลดีมากกว่า และเมื่อจำแนกคนตอบออกเป็นกลุ่มคนเล่นหวย กับ กลุ่มคนไม่เล่นหวย พบว่า ส่วนใหญ่ของกลุ่มคนไม่เล่นหวยหรือ 78.2% ระบุมีผลเสียมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น เกินครึ่งหรือ 52.1% ของคนเล่นหวยระบุ ผลเสียมากกว่า เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือ 64.4% ระบุไม่เห็นด้วยต่อการออกหวยรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นของกองสลากฯ เพราะจะทำให้ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น ยากจนขึ้น หมดตัวมากขึ้น เงินไม่พอใช้ มอมเมาประชาชน เป็นต้น ในขณะที่ 35.6% เห็นด้วย เพราะจะทำให้รัฐรวยขึ้น เก็บเงินจากประชาชนได้มากขึ้น แก้ปัญหาหวยเกินราคา เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39784</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, ประชาชน, ผลสำรวจภาคสนาม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล, หวยแบบใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d183f670fa51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6เดือนข้างหน้าการเมืองยังมืดมน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 มิ.ย.2562 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพลได้เผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อการเมือง โดยศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,164 ตัวอย่างพบว่า เกินครึ่งหรือ 51.81% ระบุ บรรยากาศการเมืองวันนี้แย่ลง เมื่อเทียบกับ 5 &amp;ndash; 6 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ 33.16% ระบุว่าเหมือนเดิม และ 15.03% ระบุว่า ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หรือ 71.39% ระบุว่า บรรยากาศการเมืองในอีก 6 เดือนข้างหน้ามืดมน ในขณะที่ 28.61% ระบุเห็นแสงสว่างว่าทุกอย่างจะไปได้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือ 79.47% ระบุมีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความเข้มแข็งของรัฐบาลใหม่ ในขณะที่ 20.53% เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความเหมาะสมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 61.51% ระบุว่าเหมาะสม ในขณะที่ 38.49% ระบุว่าไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่กับกระแสความไม่เชื่อมั่น อารมณ์ของประชาชนในเวลานี้ต้องการได้รับการบริหารจัดการที่ดีเพราะพวกเขารู้สึกว่าอนาคตการเมืองไทยข้างหน้ามืดมน ถ้าการเจรจาต่อรองตำแหน่งแบ่งเค้กออกมาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ก็น่าจะเตรียมพบกับความเปลี่ยนแปลงรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางออกคือ ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองน่าจะทำการเมืองครั้งนี้ให้สามารถดึงความเชื่อมั่นของสาธารณชนกลับคืนมาโดยคัดสรรคนดีมีฝีมือไม่มีประวัติด่างพร้อย ขาลุยทำงานได้ทันที เพราะข้อมูลเชิงลึกพบว่าใครก็ได้ที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเป็นใครในเวลานี้ ประชาชนยอมรับได้ถ้าเป็นแล้วทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน บ้านเมืองไม่วุ่นวาย แต่ถ้าเล็งเห็นว่า ใครเป็นแล้วบ้านเมืองจะวุ่นวาย ความขัดแย้งจะรุนแรงบานปลาย จึงควรดับไฟเสียแต่ต้นลมเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและประชาชน&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37424</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ประชาชน, ผลสำรวจภาคสนาม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190602/image_big_5cf33f865769a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเปิดจุดยืนทางการเมืองของคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 เมษายน 2562 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จุดยืนทางการเมืองของประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,060 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง เดือนมีนาคม &amp;ndash; เมษายน พ.ศ. 2562 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.1 ระบุจุดยืนทางการเมืองของตนเองเป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในขณะที่ไม่แตกต่างกันมากนักระหว่างกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 23.3 และกลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 20.6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เมื่อแยกออกเป็นกลุ่มคนที่เป็นคอการเมือง และกลุ่มคนที่ไม่ใช่คอการเมือง พบว่า กลุ่มคนที่ไม่ใช่คอการเมืองส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.1 เป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มากกว่ากลุ่มที่เป็นคอการเมืองเล็กน้อยคือร้อยละ 54.4 ที่ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ แต่กลุ่มคอการเมืองร้อยละ 25.2 สนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มไม่ใช่คอการเมืองที่มีอยู่ร้อยละ 20.7 ระบุสนับสนุนรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.0 ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ กลุ่มผู้ชายมีสัดส่วนของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 25.8 มากกว่าหญิงที่มีอยู่ร้อยละ 21.2 และกลุ่มผู้ชายมีสัดส่วนไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 23.5 มากกว่าหญิงที่มีอยู่ร้อยละ 17.8 เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อจำแนกกลุ่มที่ระบุจุดยืนทางการเมืองออกตามกลุ่มอาชีพ พบว่า นักศึกษาเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุดคือ ร้อยละ 2.9 ไม่สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุดคือร้อยละ 37.1 ในขณะที่ กลุ่มพนักงานเอกชนสนับสนุนรัฐบาลมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐคือร้อยละ 35.1 ต่อร้อยละ 22.6 อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มนักศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.8 และร้อยละ 60.0 ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า สัญญาณเตือนภัยในความขัดแย้งรุนแรงบานปลายเริ่มก่อตัวขึ้น แต่ยังพอจะควบคุมสถานการณ์ได้ ถ้ารัฐบาลและฝ่ายอำนาจรัฐไม่ปฏิบัติการกับฝ่ายตรงข้ามแบบเหมารวม (Stereotype) ยกเข่งกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพราะข้อมูลจุดยืนทางการเมืองของประชาชนครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังเงียบที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง คนกลุ่มนี้ยังอยู่ตรงกลาง ไม่สนับสนุนและไม่ต่อต้านรัฐบาลชัดเจนโดยเห็นได้ชัดในกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มเกษตรกร ดังนั้น รัฐบาลยังมีโอกาสบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34615</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดยืนทางการเมืองของประชาชน, นายนพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190428/image_big_5cc523e90ea50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชน 80% เห็นด้วย พรรคคะแนนเสียงอันดับ 1 มีสิทธิตั้งรัฐบาลก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค. 2562 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความสงบบ้านเมือง กับ พรรคที่ชอบ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,060 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง วันที่ 5 &amp;ndash; 9 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา พบว่า เมื่อถามถึง ความสงบบ้านเมือง กับ พรรคที่ชอบถูกยุบ ว่าจะเลือกปกป้องอะไร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.7 ระบุเลือกที่จะปกป้องรักษาให้บ้านเมืองสงบ ในขณะที่ร้อยละ 4.3 เลือกปกป้องรักษา พรรคที่ชอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.1 เห็นด้วยที่ พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมีความชอบธรรมและต้องได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน ในขณะที่ร้อยละ 19.9 ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.9 เห็นด้วยที่ นายกรัฐมนตรีที่จะสง่างามเป็นที่ยอมรับของประชาชนต้องให้ ส.ส. เลือก ในขณะที่ ร้อยละ 22.1 ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึง ผู้เสนอตัว เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ขัดแย้งน้อยถึงน้อยที่สุด กับคนอื่น ๆ พบว่า ร้อยละ 78.6 ระบุ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย รองลงมาคือ ร้อยละ 73.3 ระบุ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 66.0 ระบุ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 64.6 ระบุ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 62.7 ระบุ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคเพื่อไทยในขณะที่ ร้อยละ 61.5 ระบุ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 54.3 ระบุ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคพลังประชารัฐ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสงบของบ้านเมืองต้องมาก่อนและต้องช่วยกันปกป้องรักษาไว้มากกว่า พรรคการเมืองที่ชอบถูกยุบ อย่างไรก็ตาม ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต้องการเห็นความชอบธรรม ไม่เอาเปรียบ และรัฐบาลได้ประกาศมาโดยตลอดว่าต้องลดความเหลื่อมล้ำ จนประชาชนจำฝังใจแล้วว่า รัฐบาลต้องลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ผลที่ตามมาคือ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการยกความชอบธรรมให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน และนายกรัฐมนตรีต้องได้รับการเลือกจาก ส.ส. โดยมีความหวังว่า นาย อนุทิน &amp;nbsp;ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย และเสียงสนับสนุนที่ใกล้ๆ กันคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีที่ขัดแย้งน้อย ถึง น้อยที่สุด กับคนอื่น ๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30938</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล, พรรคอันดับ1 จัดตั้งรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190310/image_big_5c847c31d479d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2018 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2018 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!99%จี้กรรมการยุทธศาสตร์ชาติสังกัดพรรคการเมืองไขก๊อก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ต.ค.2561 - &amp;nbsp;ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลโพล เรื่อง ลักษณะต้นแบบผู้นำประเทศที่ดี โดยสอบถามจากประชาชนทั้งสิ้น 1,061 ตัวอย่าง โดยลักษณะต้นแบบผู้นำประเทศที่ดีในสายตาประชาชน พบว่า อันดับแรก หรือ 25.8% ระบุ ทำให้เศรษฐกิจดี รองลงมาคือ 21.6% ทำงานเร็ว แก้ปัญหาได้ตรงจุด เช่น ทำให้ประชาชนมีกินไม่ขัดสน มีความปลอดภัย ไร้อาชญากรรม ลดยาเสพติด มีการศึกษาดี สุขภาพแข็งแรง และบ้านเมืองเจริญ เป็นต้น 21.3% ระบุ ซื่อสัตย์สุจริต 20.2% ระบุเข้าถึงประชาชน ดูแลคนรากหญ้า และ 11.1% ระบุอื่นๆ ได้แก่ เด็ดขาด ฉะฉาน มีความเป็นผู้นำ มีอุดมการณ์ สุขุมรอบคอบ ฉลาดรอบรู้ บริหารงานเก่ง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงลักษณะที่นักการเมืองกำลังมุ่งนำเสนอตัวตนมากที่สุด พบว่า อันดับแรก หรือ 21.3% ระบุ แสดงตนว่า ซื่อสัตย์สุจริต รองลงมาคือ 21% ระบุ ทำบ้านเมืองสงบสุข 20.7% ระบุ ทำให้เศรษฐกิจดี และ 20.1% ระบุ เด็ดขาด ฉะฉาน มีความเป็นผู้นำ &amp;nbsp;และ 16.9% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ บริหารงานเก่ง แสดงอำนาจน่าเกรงขาม มีอุดมการณ์ เข้าถึงประชาชน ฉลาดเก่งรอบรู้ ฯลฯ และที่น่าพิจารณา คือ ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ 99.2% ระบุ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่แสดงตนอยู่กับพรรคการเมือง ควรลาออก มีเพียง 0.8% เท่านั้นที่เห็นว่า ไม่ควรลาออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ชัดว่า ฝ่ายการเมืองยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการแท้จริงของประชาชน เพราะประชาชนเห็นว่าเศรษฐกิจที่ดีต้องมาก่อนและต้องรวดเร็วแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่ฝ่ายการเมืองไปมุ่งเน้นที่ความซื่อสัตย์สุจริตและการทำให้บ้านเมืองสงบสุข ทั้ง ๆ ที่ลักษณะสองประการนี้เป็นเรื่องพื้นฐานจำเป็นที่ต้องทำ ต้องมี และต้องเป็นลักษณะของผู้นำประเทศอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฝ่ายการเมืองต้องปรับกลยุทธ์กันใหม่ไม่ควรใช้ความซื่อสัตย์สุจริตและการทำให้บ้านเมืองสงบสุขเป็นจุดขายที่นานเกินไป แต่ควรผ่องถ่ายไปเป็นเรื่องของระบบกลไกและหน่วยงานรัฐเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องมากกว่า ดังนั้น ในห้วงเวลานี้ ทุก ๆ การปฏิบัติการควรสอดคล้องกันและมุ่งไปที่การตอบโจทย์แท้จริงของประชาชนคือ เศรษฐกิจดีประชาชนมีกินไม่ขัดสน ไม่ต้องใช้คำศัพท์ที่ต้องแปลไทยเป็นไทยอีก เพราะประชาชนดูที่ผลที่ได้รับมากกว่าภาพลักษณ์สวยหรู และที่ควรเตือนฝ่ายการเมืองอีกเรื่องหนึ่งคือ &amp;nbsp;เมื่อแสดงตนว่าซื่อสัตย์เป็นธรรมกับทุกฝ่าย กรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ประกาศตนอยู่กับพรรคการเมืองก็ควรลาออก เพราะถ้าการปฏิบัติการขัดกับยุทธศาสตร์ที่ดี เปิดตำราดูให้แล้วพบว่าจำเป็นต้องชำระล้างการปฏิบัติการนั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20360</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, ซื่อสัตย์, ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้นำประเทศที่ดี, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล, ลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181021/image_big_5bcbe2e07b010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
