<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2021 20:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 20:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่เฒ่าอาข่าร่ำไห้หลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.64 - นายไกรทอง &amp;nbsp;เหง้าน้อย ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มคนไร้สัญชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นทางอาหารด้วยระบบนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ชุมชนบนพื้นที่สูง อำเภอแม่จัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิด19 ที่ระบาดอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ได้ส่งผลกระทบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่ยากจะกลับไปเหมือนเดิม ในประเทศไทยมีการระบาดแม้ไม่มากถ้าเปรียบเทียบกับในหลายประเทศทั่วโลกแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมากมายมหาศาลกับผู้คนทุกระดับ ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 ด้วยมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งประเทศพม่า ประเทศลาว และมีการเข้ามาของคนจีนในประเทศเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไว้หลายระดับ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนที่ไร้สัญชาติ คนเหล่านี้ไม่ได้รับการเยียวยาใดๆจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงรอบด้าน เพียงเพราะไม่มีบัตรแสดงสถานะบุคคลที่เป็นคนไทย&amp;rdquo;นายไกรทอง กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้จัดการโครงการฯกล่าวว่า จากข้อมูลจำนวนประชากรคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการปกครองปี2562 พบว่าในจังหวัดเชียงราย มีจำนวน 96,960 คน คิดเป็น โดยแยกออกเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 10% กลุ่มเด็กเยาวชนอายุ18 ปี คิดเป็น18% อายุ18-60 ปี คิดเป็น71% &amp;nbsp;แบ่งเป็นผู้หญิง 54% ผู้ชาย46% &amp;nbsp;จึงเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบางเป็นอย่างมากต่อสถานการณ์โควิด19 ระบาด มีความจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาและเสริมศักยภาพให้สามารถปรับตัวอยู่ได้ภายใต้สถานการณ์โควิดในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรทองกล่าวว่า พชภ.ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ของครอบครัวผู้ไร้สัญชาติใน 4 ชุมชนหลักเพื่อเป็นต้นแบบ &amp;nbsp; เพื่อให้กลุ่มผู้ไร้สัญชาติสามารถปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว และเพื่อฟื้นคืนชีวิตความเป็นอยู่ให้เหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม &amp;nbsp; สามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีแหล่งผลิตอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน และช่องทางที่สามารถสร้างรายได้เพิ่ม โดยโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 24 โครงการระยะสั้น ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;การเสริมสร้างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสังคม ความมั่นคงของมนุษย์และการฟื้นคืนสู่สภาพปกติในประเทศไทยในบริบทของการระบาดใหญ่ของ COVID-19&amp;quot; เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังและปกป้องความคืบหน้าเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) ประจำประเทศไทยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรทองกล่าวว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการใน 4 หมู่บ้านที่ล้วนเป็นชุมชนชาติพันธุ์ ทั้ง ชาติพันธุ์ลาหู่ &amp;nbsp;ลีซู อาข่า &amp;nbsp;ได้แก่บ้านป่าคาสุขใจ บ้านพนาสวรรค์ &amp;nbsp;บ้านจะบูสี &amp;nbsp;ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง และบ้านเฮโก ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน &amp;nbsp; โดยได้มอบปัจจัยการผลิตที่เป็นความต้องการของชุมชนและเหมาะสมกับการทำเกษตรบนพื้นที่สูงที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และแหล่งน้ำ &amp;nbsp; ทั้งการเลี้ยงไก่กระดูกดำ &amp;nbsp; การเลี้ยงหมูดำ และการปลูกพืชผักอาหาร รวมทั้งการปลูกผลไม้ยืนต้น และพชภ.ยังได้นำร่องการพัฒนานวัตกรรมการปลูกผักเลี้ยงปลาในแบบ อควอโพนิคที่สามารถสร้างแหล่งอาหารในครัวเรือนได้และเป็นแนวทางสร้างรายได้ในระยะยาวต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาหลู งัวยา ผู้นำหมู่บ้านเฮโกซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู กล่าวว่า ชุมชนได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯในเรื่องการเลี้ยงหมู เนื่องจากเนื้อหมูเป็นอาหารหลักที่สำคัญของชาวลีซอ ทั้งในการประกอบพิธีไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษโดยส่วนมากใช้หมูตัวผู้ ดังนั้นชาวบ้านจึงสนใจการเลี้ยงหมูโดยในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 สมาชิกในชุมชนยังไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐตามมาตการต่างๆที่ออกมาเท่าที่ควร เพราะบางส่วนไม่มีบัตรประชาชน บางส่วนไม่มีโทรศัพท์และบางส่วนทำไม่เป็น ดังนั้นการที่ พชภ.และ UNDP เข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านเลี้ยงหมูจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาหลูกล่าวว่า การเลี้ยงหมูจะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า เนื่องจากอาหารหลักที่ใช้เลี้ยงหมูคือต้นกล้วย ที่ผ่านมาชาวบ้านบางส่วนได้ปลูกข้าวโพดและใช้สารเคมีทำให้กลายเป็นภูเขาหัวโล้น แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกต้นกล้วยแทนทำให้ผืนดินเกิดความชุ่มชื้นเพราะต้นกล้วยสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ดี ทำให้พืชอื่นๆเจริญเติบโตด้วยโดยเฉพาะไม้ผลต่างๆ ทั้งมะม่วง อาโวคาโด ลิ้นจี่ ทุเรียน โดยหมู่บ้านเฮโกเป็นแหล่งต้นน้ำ การส่งเสริมการเลี้ยงหมูจึงเป็นการส่งเสริมให้ฟื้นฟูต้นไม้ใหญ่ในแหล่งต้นน้ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางอาเซอะ เซอหมื่อ แม่เฒ่าวัย 73 ปี ชาวอาข่า หมู่ 7 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย กล่าวทั้งน้ำตาหลังจากได้รับเงินสนับสนุนในการประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ ว่าตนมีฐานะยากจนอาศัยอยู่กับหลานอายุ 5 ขวบโดยพ่อแม่ของหลานได้หายหน้าหายตาไม่ยอมส่งเสียลูก ขณะที่ตนก็ไม่มีอาชีพหลัก ทำให้แทบไม่มีเงินซื้อข้าวกินต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านอยู่เสมอ ส่วนกับข้าวก็อาศัยเก็บผัก ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการช่วยเหลือใดๆจากภาครัฐเพราะตนไม่มีบัตรประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยายอยู่ในประเทศไทยมาแล้ว 35 ปี แต่ไม่ได้บัตรประชาชนเพราะเกิดในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ลูกๆได้บัตรประชาชนหมดแล้วเพราะเกิดในไทย ช่วงหลังยายป่วยบ่อยๆ เจ็บขาและหายใจเหนื่อย แต่ไม่มีเงินไปหาหมอ เพราะไปหาหมอครั้งหนึ่งต้องจ่ายเงินเยอะ เนื่องจากไม่สามารถใช้สิทธิ 30 บาทได้&amp;rdquo;นางอาเซอะ กล่าว และว่ารู้สึกดีใจที่มีโครงการช่วยเหลือในลักษณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93489</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนชายขอบ, คนไร้สัญชาติ, ผู้เฒ่า, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210218/image_big_602e69bb06a9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 07:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อับดุล&#039;รู้&#039;ป้าธิดา&#039;ก็ต้องรู้!ชำแหละเลือกหัวหน้าประชาธิปัตย์ กปปส.ยึดพรรคปลดระวาง&#039;ผู้เฒ่า&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย.61-นางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำนปช. กล่าวในรายการ &amp;ldquo;เหลียวหลังแลไปข้างหน้าเพื่อประชาธิปไตย&amp;rdquo;ว่าเป็นที่น่าสนใจว่าผลการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งปรากฎว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชนะโหวตภายในและได้เป็นหัวหน้าพรรค จึงตั้งคำถามว่า...นายอภิสิทธิ์ ชนะจริงหรือ? และผลการเลือกตั้งนี้บอกอะไรแก่เราบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานผลการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ที่โรงแรมมิราเคิลปรากฎว่านายอภิสิทธิ์ได้เป็นหัวหน้าพรรคเป็นสมัยที่ 4 หลังครองตำแหน่งมายาวนานกว่า 13 ปีเศษ การท้าชิงของหมอวรงค์ที่หลายคนดูว่าทาบนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ แต่ว่าทั้งหมอวรงค์และนายอภิสิทธิ์ต่างก็ไม่ใช่คนคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์เป็นตัวแทนของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังมีอิทธิพลแม้กระทั่งคนเก่าแก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหมอวรงค์ก็เป็นตัวแทนของคนจำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะพูดได้ว่าอยากจะมีทิศทางการเมืองซึ่งอาจจะไม่เหมือนนายอภิสิทธิ์ซะทีเดียว อาจจะบอกได้ว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มคนซึ่งอาจจะง่ายกว่าในการรวบรวมไปอยู่กับฟากที่ไม่เอาทักษิณแน่นอน แต่เอาคสช.แน่ ๆ เพราะกระแสที่ออกมาล้มรัฐบาลที่แล้วและสนับสนุนการทำรัฐประหาร สนับสนุนการชัตดาวน์ก็คือสายกปปส.นี่แหละ ผลคะแนนการเลือกตั้ง หมอวรงค์ได้ 5.7 หมื่น ขณะที่นายอภิสิทธิ์ได้ 6.7 หมื่น เฉือนกัน 1 หมื่นคะแนน ซึ่งบางสำนักข่าวก็ถือว่าคะแนนสูสี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธิดากล่าวต่อไปว่านายอภิสิทธิ์มีผู้เฒ่าทั้งหลายเป็นแบคหลังและถือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง (พรรคแนวอนุรักษ์นิยม) ดังนั้นการโหวตเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้อย่างไรเสียหมอวรงค์ก็แพ้ แต่แพ้เพียง 1 หมื่นเสียง ซึ่งผิดคาดเพราะอ.ธิดาคิดว่านายอภิสิทธิจะชนะถล่มทลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การโหวตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ต้องการสร้างความชอบธรรมตัวเองว่าตนเป็นหัวหน้าพรรคไม่ใช่เพราะนายชวนหนุน ตนชนะการโหวตจากสมาชิกพรรค แต่เมื่อคะแนนสูสีก็ชี้ให้เห็นว่าคนที่ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในอิทธิพลของนายชวนหรือนายบัญญัติมีจำนวนมากทีเดียว!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปลว่า &amp;ldquo;สายกปปส.&amp;rdquo; ก็หนาขึ้นมาก ซึ่งตนเคยพูดว่าในที่สุดนายอภิสิทธิ์จะชนะ แต่ต้องเดินตามแนวทางกปปส. นอกจากปัญหาแนวทางแล้ว ปัญหาที่สองก็คือถ้าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถได้ชัยชนะถล่มทลายก็เป็นไปได้ว่าที่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ควรจะอยู่ต่อ แปลว่าธรรมเนียมเดิมที่หนุนหลังโดยผู้เฒ่าก็ต้องเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลคะแนนที่เลือกหมอวรงค์นั้นทำให้หมอวรงค์โดดเด่นขึ้นมา แนวทางกปปส.ก็โดดเด่น เห็นได้ชัดจากรายชื่อกรรมการบริหารพรรคที่มีสายกปปส.เข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นการใช้การโหวตเลือกหัวหน้าก็อาจทำลายวิธีการแบบเดิมที่มีผู้เฒ่าสนับสนุน จะมองว่าประชาธิปัตย์จะเข้าสู่โหมดที่ต้องการลดอิทธิพลผู้เฒ่าเช่นนายชวน, นายบัญญัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะว่าไปแล้วนายสุเทพ เทือกสุบรรณในช่วงที่เป็นเลขาธิการพรรคฯ ต้องถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในการทำให้ประชาธิปัตย์ได้มาเป็นรัฐบาลในปี 53 จนกระทั่งต้องออกจากพรรคไป แต่ปรากฎว่านายสุเทพออกไปแล้ว แต่ &amp;ldquo;ไข่&amp;rdquo; ยังอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์เต็มไปหมด ยังมีเชื้อพันธุ์อยู่ในประชาธิปัตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นนี้ เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่ำก็ต้องได้ 100 เสียง และ &amp;ldquo;ผู้เฒ่า&amp;rdquo; พรรคประชาธิปัตย์เขาก็ยังสู้ ขณะนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณก็ได้วางไข่เอาไว้ในพรรคประชาธิปัตย์เป็นจำนวนมาก ฉะนั้นโอกาสพรรคประชาธิปัตย์ที่จะได้ร่วมกับรัฐบาลคสช.ก็มีและเป็นไปได้สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สุดท้ายในฐานะฝ่ายประชาธิปไตยเชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยก็จะถล่มทลาย ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้น่าดูมาก...ถ้ามี (ย้ำว่า &amp;ldquo;ถ้ามี&amp;rdquo;) เพราะจะมีการต่อสู้ทั้งในเชิงการเมือง เชิงกฎหมาย และเชิงความชอบธรรมสูงมาก&amp;quot;นางธิดากล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21866</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., ธิดา ถาวรเศรษฐ, ผู้เฒ่า, สุเทพ เทือกสุบรรณ, หยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, แกนนำนปช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea19b1781bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
