<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายสถานะบุคคล โวยกรมการปกครองปรับลดลูกจ้าง กระทบงานแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการปกครองกระเป๋าแฟบหนักเตรียมเลิกจ้างลูกจ้างเหมาบริการ เครือข่ายสถานะบุคคลโวยบุคลากรน้อย-ทำงานไม่ทันอยู่แล้วอีก 40 ปีถึงแก้ปัญหา 6 แสนคนได้หมด-เชียงรายเร่งให้สัญชาติคนเฒ่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.64 - นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล &amp;nbsp;เปิดเผยว่า มูลนิธิร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม 31 องค์กรได้ส่งจดหมาย ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมสำเนาถึงอธิบดีกรมการปกครอง กรณีมีหนังสือลงวันที่ 7 กันยายน 2564 สั่งปรับลดอัตราลูกจ้างเหมาบริการโครงการดำเนินการสัญชาติและสถานะบุคคล ซึ่งถ้ามีการปรับลดกรอบอัตราลูกจ้างฯ ไปอีก จะทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานเป็นอย่างยิ่ง จึงมีความกังวลถึงปัญหาที่จะตามมา อาทิ มีการแสวงหาผลประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติพงษ์กล่าวว่า ลูกจ้างเหล่านี้ถือว่าเป็นบุคคลด่านแรกที่มีความสำคัญมากในการรับคำร้อง ตรวจสอบเอกสารเพื่อเตรียมเสนอให้นายทะเบียน ซึ่งปัจจุบันทั้งประเทศมีอัตราลูกจ้างกลุ่มนี้อยู่ 217 คน แต่ในปีงบประมาณ 2565 ถูกปรับลดไป 68 ตำแหน่งเหลือเพียง 149 ตำแหน่ง ทำให้ส่งผลกระทบงานด้านสถานะบุคคลทั้งประเทศซึ่งปกติถือว่ามีอัตรากำลังน้อยอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับลดลงอีก ย่อมสงผลกระทบแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อคำร้องเข้ามาเต็มและกระบวนการต่างๆ มากขึ้น เช่น มีการฟ้องศาลปกครองมากขึ้น อาจมีกระบวนการเรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มขึ้นเพราะเมื่อคนเข้าถึงระบบได้อย่างล่าช้าก็อาจมีช่องทางการเรียกรับเงิน&amp;rdquo;นายสันติพงษ์ กล่าว และว่าทางออกระยะแรกคือกรมการปกครองควรคงอัตรากำลังเหมือนเดินและเกลี่ยงบส่วนอื่นมาทดแทนเพื่อว่าจ้างลูกจ้างส่วนนี้ซึ่งต้องใช้ความรู้เฉพาะ และงานด้านสถานะภารกิจหลัก 1 ใน 10 ของกรมการปกครองที่ประกาศไว้ แต่ถูกลดอัตรากำลังซึ่งเป็นหัวใจในการทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปีที่ผ่านมากรมการปกครองกำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคลไว้ 1.4 หมื่นคน แต่ทำได้ประมาณ 1.1 หมื่นคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้นแทนที่จะเพิ่มคนทำงาน กลับลดลงอีก ปัจจุบันประชาชนที่รอพิสูจน์สิทธิมีอยู่ประมาณ 6 แสนคนทั่วประเทศ ถ้าเอา 1.4 หมื่นมาหาร กว่าจะเสร็จกว่า 40 ปี ดังนั้นควรคงอัตรากำลังหรือเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ด้วย และอาจต้องทำตัวชี้วัดให้ชัดเจน&amp;rdquo; นายสันติพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่จังหวัดเชียงราย นายณรงค์ โรจน์โสทร รองผู้ว่าราชการฯ ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่าการที่กรมการปกครองปรับลดอัตราจ้างลูกจ้างกลุ่มนี้นั้น จังหวัดเชียงรายมีชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติกลุ่มต่างๆ ทั้งสิ้นกว่า 2 แสนคน และลูกจ้างเหมาบริการกลุ่มนี้ได้ปฎิบัติงานสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี แม้จะเป็นการต่อสัญญาจ้างปีต่อปี แต่ได้รับการต่อสัญญาอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 13 ปี หากปรับลดอัตราจ้างจะทำให้งานสนับสนุนการพิจารณาสถานะชนกลุ่มน้อยประเภทต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง จึงขอความกรุณากรมการปกครองจัดจ้างลูกจ้างของจังหวัดเชียงรายอีก 1 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการประชุมคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทย แก่ผู้ยื่นคำขอถือสัญชาติไทยตามสามีของหญิงต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย และผู้ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3/2564 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ ปลัดจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมีกรรมการเข้าร่วม 11 ราย อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด อัยการจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ซึ่งในที่ประชุมมีการพิจารณากรณีคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (มาตรา10) กรณีผู้ที่ขออายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวนรวม 50 ราย จาก อ.แม่สรวย และอ.แม่ฟ้าหลวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดจังหวัดเชียงรายกล่าวว่าการแปลงสัญชาติมาตรา 10 ที่เข้ารับการสัมภาษณ์ในวันนี้เป็นผู้เฒ่า ซึ่งมีการปรับเกณฑ์ให้สามารถสอบสัมภาษณ์โดยใช้ภาษาถิ่นไทยได้ ตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ในวันนี้มีทั้งภาษาอาข่าและไทลื้อ โดยให้นายอำเภอนำเสนอข้อมูลของแต่ละราย จะเป็นการสอบที่รวดเร็วขึ้น โดยให้กรรมการทดสอบความรู้ด้านภาษา การพิจารณาแยกเป็นรายบุคคล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าผู้เฒ่ากลุ่มนี้มีเอกสารที่ทำไว้กับทางราชการ ตั้งแต่ พ.ศ.2534 และได้มาตั้งรกรากในประเทศไทยก่อนหน้านั้นแล้ว จึงอยู่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วนานกว่า 30 ปีทุกราย และผู้เฒ่าชาวไทลื้อจาก อ.แม่สรวย อายุมากสุดถึง 92 ปี ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเมื่อปี 2537&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บรรยากาศการสอบสัมภาษณ์เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากผู้เฒ่าชาวอาข่าทุกคนได้แต่งชุดประจำเผ่าซึ่งประดับด้วยเครื่องเงินงดงาม ทำให้ได้รับความสนใจจากข้าราชการและประชาชนที่เดินทางมายังศาลากลาง ทั้งนี้ในที่ประชุมได้ มีการสอบถามชื่อและข้อมูลส่วนตัวและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหมี่เพ้อ เบียวเชกู่ อายุ 64 ปีชาวอาข่าบ้านป่าคาสุขใจ บนดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง กล่าวก่อนเข้าสอบสัมภาษณ์ว่า รู้สึกกังวลเรื่องการสอบที่ศาลากลางจังหวัด และตื่นเต้นมากตั้งแต่เมื่อคืนจนนอนไม่หลับและกินข้าวไม่ได้ แต่เมื่อสอบแล้วก็รู้สึกมีความสุขมาก ทั้งชีวิตคือรอคอยโดยอยู่ประเทศไทยมากว่า 40 ปีแล้ว อยากเป็นคนไทยที่ถูกต้อง ได้ถือบัตรประชาชน วันนี้เป็นบันไดขั้นแรกที่จะทำให้ได้เป็นคนไทย ขอบคุณทุกฝ่ายที่เห็นใจ เห็นคุณค่าของผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ที่คนทั่วไปไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หลังจากการสอบสัมภาษณ์ที่จังหวัดแล้ว จะมีการส่งรายชื่อไปยังกรมการปกครอง ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ตามมาตรา 25 พรบ.สัญชาติ ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน หากมีมติเห็นชอบคำร้องขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่าแล้ว ขั้นตอนต่อไปกรมการปกครองจะต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออนุมัติและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117689</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c8c0a78c23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มท.เร่งให้บัตรปชช. ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ยึดโมเดลบ้านป่าคาสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มหาดไทยเร่งมือให้บัตรประชาชน ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ ใช้ &amp;ldquo;บ้านป่าคาสุขใจโมเดล&amp;rdquo; หลายฝ่ายร่วมมือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชี้เป็นการสร้างขวัญกำลังให้ผู้สูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีการแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย กรณีผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนและได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐ ซึ่ง มูลนิธิพชภ. ได้ประสานติดตามความคืบหน้ากับนายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง และทีมเลขานุการของคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมและระดับกระทรวง จึงทราบว่าขณะนี้ผู้เฒ่าที่เป็นกรณีศึกษา 15 ราย จากบ้านป่าคาสุขใจ ได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมการปกครองแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 และต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ตามมาตรา 25 พรบ.สัญชาติ ซึ่งมีนายชราวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน มีมติเห็นชอบคำร้องขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่าทั้ง 15 รายแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปกรมการปกครองจะต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออนุมัติและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าจากการดำเนินงานแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการขึ้น ได้แก่ 1. หนังสือสั่งการโดยอธิบดีกรมการปกครอง ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่องการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกรมการปกครองด้านสัญชาติและสถานะบุคคล โดยกำหนดเป็น 1 ใน 10 งานสำคัญของกรมการปกครองที่จะต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หนังสือสั่งการโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อยโดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2508 แจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบให้ปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาสถานะและสิทธิ ซึ่งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว อาทิ การมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 (2) โดยให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมืองยาเสพติดและความมั่นคงของชาติ จากหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงมหาดไทย แล้วใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน การมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 (3) โดยให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตที่ผู้ขอแปลงสัญชาติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ อาจเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล และให้ยกเว้นการเรียกหลักฐานการเสียภาษี และเกณฑ์รายได้ การมีความรู้ภาษาไทย ตามมาตรา 10 (5) ให้พิจารณาจากการพูดหรือฟังภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์สังเกตพฤติกรรมและทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัดและไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนนเหมือนคนต่างด้าวทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หนังสือสั่งการแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐ และห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือรับผลประโยชน์ตอบแทนโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีต สว.เชียงราย กล่าวว่ากรณีศึกษาผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ 23 ราย ได้เข้าสู่กระบวนการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามเกณฑ์ที่กำหนดใหม่ ได้เข้าสัมภาษณ์ต่อคณะทำงานสัมภาษณ์ฯจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยนายอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้เสนอต้นแบบที่สำคัญ คือ 1. การบันทึกวิดีโอสัมภาษณ์ผู้เฒ่าที่ป่วย ไม่สามารถเดินทางมาทำการสัมภาษณ์โดยคณะทำงานฯ ได้เพื่อเสนอต่อคณะทำงานในที่ประชุม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าต้องเสียสิทธิในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ 2. เสนอต่อประธานในที่ประชุม คือปลัดจังหวัด ให้คณะทำงานสัมภาษณ์กลุ่ม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าซึ่งแก่ชราต้องอยู่ในที่ประชุมนานเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มูลนิธิพชภ.ได้ดำเนินงานโครงการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติ ด้วยความสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)โดยร่วมมือกับนักวิชาการด้านกฎหมายสัญชาติ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่จัน แม่สาย และเชียงของ ฯลฯ &amp;nbsp;ซึ่งข้อมูลของกรมการปกครอง ระบุว่าประเทศไทยมีคนต่างด้าว ที่มีอายุเกิน 60 ปี รวม 111,239 คน ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ มีเลขบุคคลประเภท 8 จำนวน 12,219 คน และเลขบุคคลประเภท 3,4,5 จำนวน 26,385 คน ทั้งสองกลุ่มนี้จะเข้าสู่กระบวนการได้สัญชาติไทยด้วยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 ของ พรบ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 เช่นเดียวกันกับกรณีตัวอย่างบ้านป่าคาสุขใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความคืบหน้านี้เป็นขวัญกำลังใจให้ผู้เฒ่าที่รอคอยด้วยความหวังที่จะมีอายุยืนยาวไปถึงวันที่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แปลงสัญชาติเป็นไทยหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่งรัดให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดเพราะหลังจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว กรมการปกครองจะต้อง ส่งเรื่องให้จังหวัดดำเนินการจัดให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตฯ ปฏิญาณตนที่จะเป็นพลเมืองที่ดี จงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้วจึงส่งรายชื่อไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะถือว่าเป็นคนสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115917</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์, แปลงสัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6137344760cfd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 19:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครูแดง&#039; จับมือ อ.แม่ฟ้าหลวง ออกหน่วยเคลื่อนที่แปลงสัญชาติให้ผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์อาข่า 34 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.64 - ที่ห้องประชุมหมู่บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้มีอำเภอเคลื่อนที่ มายังหมู่บ้านป่าคาสุขใจ เพื่อรับคำร้องขอแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ตามมาตรา 10 (4) โดยนายอำเภอ สำนักทะเบียนอำเภอ&amp;nbsp;และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้มาดำเนินการรับคำร้องผู้เฒ่าไร้สัญชาติ จำนวน 34 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์อาข่า ที่ตั้งรกรากมาอยู่ประเทศไทยแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ ครูแดง ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าได้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติมาหลายปี มีความคืบหน้า คือมีคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ลดเงื่อนไขในการขอแปลงสัญชาติสำหรับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยข้อมูลของสำนักทะเบียนกลางระบุว่าทั่วประเทศไทย มีผู้เฒ่าไร้สัญชาติทั้งหมดราว 77,000 คน โดยรัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นในที่ประชุมของสหประชาชาติ เมื่อปี 2562 ในการแก้ปัญหานี้ นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 17) &amp;nbsp;จังหวัดเชียงราย มีคำร้องค้างอยู่อีกประมาณ 2,800 คำร้อง โดยคณะกรรมการมีมติว่าจะเร่งพิจารณาให้ครบภายใน 6 เดือน ซึ่งจะทำให้คำร้องที่ส่งไปเพิ่มเติมจะได้รับการพิจารณาเร็วขึ้น คำร้องหากผ่านระดับจังหวัดแล้ว มูลนิธิพชภ. จะทำหนังสือติดตามให้กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เร่งรัดการดำเนินการต่อโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ให้ทุกอำเภอทั่วประเทศดำเนินการ 10 เรื่อง flagships ให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น สำหรับเรื่องสถานะบุคคลก็เป็นหนึ่งในเรื่องเร่งด่วน วันนี้มีการประสานงานจนได้มาออกอำเภอเคลื่อนที่ในวันนี้ สำหรับการแปลงสัญชาติของผู้สูงอายุ ลดเกณฑ์ลงจากอายุ 65 ปี เหลือ 60 ปี โอกาสที่พี่น้องคนบนพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน โอกาสที่จะไปติดต่อราชการถือว่าลำบาก ทั้งภาษา การเดินทาง ฐานะ ตนเองจึงเห็นความสำคัญของนโยบาย ให้มาบริการประชาชนถึงพื้นที่ จากนี้อำเภอจะนำเอกสารคำร้อง ส่งต่อให้แก่คณะกรรมการจังหวัด เพื่อพิจารณาคำร้อง วันนี้ 34 รายก็คิดว่าอีกไม่นานก็จะรับได้สิทธิของการเป็นประชาชนไทย ทั้งสวัสดิการ เบี้ยผู้สูงอายุ การเดินทางต่างๆ ก็สะดวก ได้รับสิทธิเต็มที่ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหมี่เพอ เบเช อายุ 64 กล่าวว่าได้มายื่นรับคำร้องแปลงสัญชาติในวันนี้ รู้สึกเหมือนหัวใจพองโต รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น เริ่มมีคุณค่าความเป็นคนมากขึ้น เพราะตลอดมาตนเองไม่มีบัตรประชาชนไทย ก็เหมือนไม่มีตัวตน หากได้บัตรประชาชนไทยก็จะเดินทางได้ เป็นอีกขั้นหนึ่งที่ใกล้จะได้สัมผัสบัตรประชาชนไทย ก่อนหน้านี้ความฝันดูเลือนลาง แต่วันนี้ก็มาอีกขั้น ใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อคิดถึงว่าจะได้รับบัตรประชาชนไทย อยู่ที่ไหนก็มีความสุข ทำไร่ก็มีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการรับคำร้องแปลงสัญชาติของกลุ่มผู้เฒ่าเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เฒ่าต่างใส่ชุดอาข่ามาอย่างสวยงามท่ามกลางอากาศหนาวของดอยแม่สลองที่อุณหภูมิลดต่ำลงประมาณ 16 องศาเซลเซียส แม้การดำเนินการใช้เวลาค่อนข้างนานสำหรับแต่ละราย มีขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารประกอบคำร้อง การลงแบบพิมพ์ลายนิ้วมือโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้เฒ่าก็นั่งรอคิวกันอย่างใจจดจ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90232</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, จังหวัดเชียงราย, ชนกลุ่มน้อย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_60057c764ff54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>22 ผู้เฒ่าไร้สัญชาติสุดปลื้ม จังหวัดเชียงรายเห็นชอบแปลงสัญชาติ-ทำบัตรประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.63 - ที่ห้องประชุมพระยาพิทักษ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ได้มีการประชุมคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทย แก่ผู้ยื่นคำร้องขอถือสัญชาติไทยตามสามีของหญิงต่างด้าว ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี จ่าจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ซึ่งมีการพิจารณาคำร้องทั้งสิ้น 32 ราย โดย 22 รายเป็นผู้เฒ่าไร้สัญชาติอาข่า จากบ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง ที่ได้ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2560 ถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เฒ่าไร้สัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ได้รับการพิจารณาในระดับจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้เฒ่าชาวอาข่าทั้ง 22 ได้เดินทางออกจากบ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก &amp;nbsp;อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ตั้งแต่เวลา 09.00 น.โดยเดินทางมาถึงศาลากลางเชียงรายราว 11.00 น.ซึ่งทั้งหมดได้แต่งชุดประจำเผ่า ระหว่างเดินขึ้นห้องประชุมได้สร้างความในใจให้กับข้าราชการเป็นอย่างมาก บางคนขอถ่ายภาพด้วย ขณะที่ผู้เฒ่าบางรายมีท่าทางตื่นเต้นเนื่องจากเป็นการเดินทางมายังศาลากลางเชียงรายเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามในจำนวน 22 ราย มีผู้เฒ่าบางรายที่มีโรคชรา และปัญหาด้านสุขภาพ ไม่สามารถเดินทางมาสอบสัมภาษณ์ที่จังหวัดด้วยตนเองได้ และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง และนายทะเบียนอำเภอ ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านป่าคาสุขใจ เพื่อสัมภาษณ์ผู้เฒ่า คือนายอาชอง หมอโปกู่ อายุ 72 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูสวัสดิ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามคำร้องในการพิจารณาแปลงสัญชาติให้กับผู้เฒ่าทั้ง 22 รายโดยหลังจากนี้จะสรุปเรื่องส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อส่งต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเชื่อว่าขั้นตอนไม่น่าจะยืดยาวนัก หลังจากนั้นจะต้องมีการส่งเรื่องมายังสำนักงานทะเบียนราษฎรเพื่อขอเลขทำบัตรประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้เฒ่ากลุ่มนี้ควรได้รับการทำบัตรประชาชนเร่งด่วนเพื่อให้เป็นคนไทยสมบูรณ์ เพราะทุกคนต่างสูงวัย และการได้บัตรประชาชนมีผลต่อการดำรงชีวิตของพวกท่าน ทั้งในเรื่องสวัสดิการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพ หรือเรื่องรักษาพยาบาล แถมยังส่งผลไปยังลูกหลานของพวกท่านที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ&amp;rdquo;นายชูสวัสดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภายหลังจากทราบว่าคณะทำงานฯเห็นชอบ บรรดาผู้เฒ่าที่เดินทางมาแสดงตัวและสัมภาษณ์ครั้งนี้ต่างแสดงความดีใจ และร่วมถ่ายรูปกับคณะทำงานฯท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่เฒ่าบูซือ เยชอกู่ &amp;nbsp;อายุ 76 ปี กล่าวว่าเดินทางมาจากดอยแม่สลองตั้งแต่เช้าและรู้สึกตื่นเต้นเพราะไม่เคยเข้าเมืองเชียงรายมาก่อนโดยอยู่แต่ในหมู่บ้าน ตนอยากได้บัตรประชาชนเพราะลูกๆหลานๆต่างมีบัตรประชาชนหมดแล้ว แต่ตนซึ่งอยู่ประเทศไทยมาอย่างน้อย 45 ปียังไม่ได้บัตรทั้งๆที่อยากเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์เพราะเวลาตายก็จะได้รู้สึกภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่พ่อเฒ่าอาทู่ เบียงแลกู่ อายุ 72 ปีและแม่เฒ่าพิซุง เบียงแลกู่ อายุ 73 ปีคู่สามีภรรยา กล่าวว่าพวกตนอยู่ประเทศไทยมา 45 ปี แต่ยังไม่มีบัตรประชาชน ที่อยากได้เพราะต้องการสิทธิในการรักษาพยาบาล เพราะหากไม่มีบัตรต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม่ไม่รู้หรอกว่าหากได้บัตรประชาชนแล้วจะได้สวัสดิการอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรีเพราะไม่เคยป่วย แต่อยากได้บัตรเพราะเป็นความภูมิใจในชีวิตจะได้นอนตายตาหลับ&amp;rdquo;แม่เฒ่าบูซือ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ) กล่าวว่าผู้เฒ่าชาวอาข่ากลุ่มนี้ ได้ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ ที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง 27 ราย ตั้งแต่ พ.ศ. 2560&amp;nbsp;อำเภอ ส่งคำร้องให้จังหวัดเชียงราย และจังหวัดส่งให้หน่วยงานตรวจสอบประวัติด้าน ยาเสพติด อาชญากรรม ด้านความมั่นคงของชาติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 แห่ง ต่อมามูลนิธิ พชภ. ได้ทำหนังสือไปขอทราบความคืบหน้า ได้รับคำตอบว่าอยู่ในช่วงรอผลการตรวจสอบประวัติ &amp;nbsp;ระหว่างนั้น ผู้เฒ่าเสียชีวิตแล้ว 2 ราย และขอถอนคำร้อง 2 ราย จึงเหลือเพียง 23 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจกล่าวว่า ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;เห็นชอบให้ปรับเกณฑ์ในการอนุมัติแปลงสัญชาติของผู้สูงอายุ 4 ด้าน ตามหนังสือเวียนของปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 มีสาระสำคัญคือ 1. การตรวจสอบประวัติ ให้ใช้พยานบุคคล 3 ราย แทนการตรวจสอบโดยหน่วยงาน 2 การมีภูมิลำเนาในประเทศไทยเกิน 5 ปี ให้ใช้หลักฐานหนังสือสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและหนังสือประจำตัวคนต่างด้าว 3 ความรู้ภาษาไทย ให้ยกเว้นการร้องเพลงชาติไทย และใช้ภาษาท้องถิ่นได้ &amp;nbsp;4 การมีอาชีพเป็นหลักฐาน ให้ยกเว้นเกณฑ์รายได้ และใบรับรองการประกอบอาชีพ โดยนายอำเภอเป็นผู้รับรอง เมื่อผ่านการพิจารณาระดับจังหวัดในวันนี้แล้ว อนุกรรมการของกรมการปกครอง จะตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องและข้อมูลประกอบคำร้อง แล้วนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติตามมาตรา 25 ของพรบ.สัญชาติ จากนั้นจึงนำเสนอรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการแปลงสัญชาติ แล้วนำเสนอพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความยากของกระบวนการแปลงสัญชาติคือคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับชาติ &amp;nbsp;ประกอบด้วยผู้แทนหลายหน่วยงานเช่นฝ่ายความมั่นคง อัยการ ซึ่งแต่ละฝ่ายมีภารกิจหลักประจำอยู่แล้ว&amp;nbsp;การจัดประชุมบ่อยๆ จึงทำได้ยาก&amp;nbsp;คณะเลขาผู้จัดเตรียมเอกสารคำร้อง มีกำลังคนและงบประมาณจำกัด การประชุมแต่ละครั้งพิจารณาได้ราว 50 คำร้อง เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ที่เข้าเกณฑ์ขอแปลงสัญชาติได้ ไม่เห็นโอกาสที่จะสำเร็จได้&amp;nbsp;เช่น อำเภอแม่ฟ้าหลวงมีผู้อายุ 61 ปีขึ้นไป 3,080 คน ต้องประชุม 60 ครั้ง จึงจะเสร็จ&amp;nbsp;แต่จำนวนผู้สูงอายุที่จะเข้าเกณฑ์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และกระทรวงมหาดไทย ต้องร่วมมือกันปฏิรูปกระบวนการแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติให้มีประสิทธิภาพจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ พร้อมทั้งเพิ่มกำลังบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับชาติเพื่อให้คำมั่นทั้ง 7 ข้อในการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ผู้แทนรัฐไทยได้แถลงในที่ประชุมผู้บริหารผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)ณนครเจนีวา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2562 ตามมติครม.1 ตุลาคม 2562 บรรลุเป้าหมายได้จริง&amp;nbsp;โดยเฉพาะข้อ5 การแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด&amp;rdquo;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า 23 รายนี้เป็นกรณีศึกษา เพราะการแปลงสัญชาติมีข้อจำกัดและขั้นตอนที่ยาวนานมาก ซึ่งต้องมีการทบทวน ซึ่งตัวอย่างของผู้เฒ่าเหล่านี้ที่อยู่มา 45 ปีแต่กลับยังไม่ได้รับการรังรอง ทั้งๆที่มีลูกหลานเป็นคนไทยหมดแล้ว เราจะได้ร่วมกันแก้ไขข้อจำกัดนี้
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81481</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ชาวเขาเผ่าอาข่า, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201022/image_big_5f9186e8e2c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้เฒ่าลีซอ&#039; ปลื้มได้บัตรปชช.ใบแรกในชีวิต &#039;ครูแดง&#039; เผยคนสูงวัยไร้สัญชาติทั่วประเทศมี 7.7 หมื่นคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - ที่ว่าการอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง นายวีนัส สีสุข รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการปกครอง นอกจากนี้ยังได้มอบบัตรประชาชนให้นายอาเหล งัวยา วัย 82 ปีและภรรยาคือนางอาหวู่มิ งัวยา ผู้เฒ่าเผ่าลีซู ซึ่งเป็นชาวเขาดั้งเดิมหมู่บ้านเฮโก ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย และมอบบัตรตัว G ให้กับเด็กนักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆแต่งชุดประจำเผ่ามาร่วมให้กำลังใจและแสดงความยินดีกับผู้เฒ่าอาเหลและภรรยา รวมทั้งลูกหลานของนายอาเหลและนางอาหวู่มิ ที่ได้เดินทางกันมานับสิบคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การมอบบัตรประชาชนให้นายอาเหลครั้งนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากนายอาเหลเกิดที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แต่ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่บนดอยแม่สลอง จ.เชียงราย โดยทั้งคู่มีมีบุตรด้วยกัน 11 คนซึ่งทั้งหมดได้รับบัตรประชาชนไทยเรียบร้อยแล้ว แต่นายอาเหลและนางอาหวู่มิ กลับยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชน เนื่องจากในการสำรวจของเจ้าหน้าที่ทางการเพื่อทำทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงเมื่อปี 2534 ได้บันทึกข้อมูลของนายอาเหลผิดข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุว่า นายอาเหลเกิดประเทศพม่า ทำให้นายอาเหลมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และการขอสัญชาติไทยของนายอาเหลมีปัญหามาโดยตลอด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมแก้ไขให้ โดยอ้างว่าเคยมีคำสั่งของกรมการปกครองที่ระบุว่า ห้ามแก้ไขผลการสำรวจบุคคลที่ระบุว่าเกิดนอกประเทศเป็นเกิดในประเทศ เนื่องจากกรมการปกครองเกรงว่าจะเป็นต้นเหตุของการทุจริตคอรัปชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้เฒ่าที่เป็นชาวเขาเผ่าดั้งเดิมจำนวนมากประสบปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ ทำให้มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)ได้ทำการสำรวจและหาทางช่วยเหลือทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย ซึ่งกรณีของนายอาเหล ได้มีการประสานกันระหว่างครอบครัวนายอาเหล มูลนิธิพชภ. อำเภอแม่จันและกรมการปกครอง โดยอำเภอแม่จันได้ทำหนังสือขอหารือไปยังจังหวัดเชียงราย และกรมการปกครอง เกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูล ซึ่งนายธนาคม อธิบดีกรมการปกครองได้ตอบกลับมาว่า ให้สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ถือว่าเป็นครั้งแรกในการแก้ไขข้อมูลในลักษณะนี้ ซึ่งในที่สุดนายอาเหลและภรรยาจึงได้รับการรับรองสัญชาติไทย และถ่ายบัตรประชาชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาเหล กล่าวว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้บัตรประชาชน แต่ไม่ได้คิดอยากไปต่างประเทศหรอก แค่เป็นคนญาติเยอะ มีลูกหลานมากมายจึงอยากไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องบ้าง ซึ่งเมื่อก่อนจะไปไหนแต่ละทีต้องไปขออนุญาต ยิ่งพอเจอตำรวจก็กลัวจนตัวสั่นทุกครั้ง แต่หลังได้บัตรประชาชน คงไม่ต้องกลัวแล้ว โดยจะเดินทางไปเยี่ยมน้องชายที่ป่วยหนักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอาหวู่มิ วัย 78 ปีกล่าวว่ารู้สึกตื้นเต้นที่ได้ถ่ายรูปและทำบัตรประชาชนซึ่งต้องขอขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ช่วยกันทำให้ตนมีวันนี้ โดยความใฝ่ฝันของตนคือการได้เดินทางไปเที่ยวทะเล แต่ไม่รู้จะได้มีโอกาสไปหรือไม่ ที่สำคัญคือการได้รับสวัสดิการต่างๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุซึ่งที่ผ่านมาตนได้แต่มองเพื่อนๆ บ้านที่มีบัตรประชาชนรับเบี้ยผู้สูงอายุ และตนไม่มีโอกาส ครั้งนี้ตนรู้สึกดีใจที่จะได้รับกับเขาบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย และกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ.กล่าวว่า จากรายงานสถิติบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อายุเกิน 61 ปี ขึ้นไปของกรมการปกครอง ณ เดือนกรกฎาคม 2563 &amp;nbsp;ระบุว่า มีบุคคลอายุเกิน 61 ปีขึ้นไปซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อีก 77,638 คนทั่วประเทศ ที่ได้รับการสำรวจ มีบัตรประเภทต่างๆ แล้ว (ยังไม่รวมผู้เฒ่าที่ถือบัตรตามพรบ.การทะเบียนราษฎร มาตา38 วรรค2 และผู้เฒ่าไร้รัฐที่ยังตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร) ยังมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่งรัดการแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติให้สำเร็จได้โดยเร็ว ให้เป็นไปตามคำมั่นที่ผู้แทนไทยให้คำมั่น ต่อที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) นครเจนีวาสมาพันธ์สวิส ที่7ตุลาคม 2563 โดยระหว่างนี้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงสาธารณสุข ควรทบทวนสิทธิในสวัสดิการสังคมและสิทธิในหลักประกันสุขภาพของผู้สูงอายุที่ยังไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อให้รัฐบาลได้พิสูจน์ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วยเหตุแห่งความไร้รัฐไร้สัญชาติ&amp;quot;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีนัส สีสุข รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่าถึงการที่ยังมีผู้เฒ่าอีกกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศที่ยังประสบปัญหาสัญชาติว่า ต้องแยกจำนวนตัวเลขกลุ่มต่างๆ ออกจากกัน โดยผู้เฒ่าส่วนใหญ่ในจำนวนนี้เกิดนอกประเทศจึงได้รับสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้เฒ่าที่เกิดในประเทศนั้น จะได้การรับรองเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายด้วยว่ามองปัญหาของคนกลุ่มนี้อย่างไร ถ้าเกิดข้อติดขัดทางปฏิบัติจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะทุกวันนี้เรามีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนที่มีน้อยและทำให้ไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของผู้เฒ่าอาเหลจะเป็นแนวปฎิบัติให้กรณีอื่นๆ ที่มีปัญหาการบันทึกข้อมูลผิดหรือไม่ นายวีนัส กล่าวว่าใช้เป็นแนวทางได้เพราะหนังสือที่อธิบดีกรมการปกครองส่งมานั้นเป็นการสั่งการทั่วไป และไม่ได้เป็นเฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด แต่ต้องยึดการแก้ไขตามระเบียบของกรมคือถ้ามีเอกสารราชการอ้างอิงก็สามารถแก้ไขได้เลย ถ้าไม่มีก็ให้ใช้พยายานบุคคลซึ่งเป็นอำนาจที่นายอำเภอใช้ดุลพินิจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาทางอำเภอมักไม่กล้าแก้ไขข้อมูลที่บันทึกผิดเพราะมีการอ้างอิงคำพิพากษาของศาลอาญากรณีหนึ่งที่มีการเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการทุจริต ทำให้ผู้ปฎิบัติงานเกิดความกังวล แต่เมื่อมีหนังสือสั่งการออกมาจากอธิบดีกรมการปกครองแล้ว จะช่วยแก้ไขความกังวลเหล่านี้ได้&amp;rdquo; นายวีนัส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามอีกว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องรับรองสัญชาติเกิดการทุจริตอยู่เสมอจะแก้ไขอย่างไร รองอธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า ทางกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองก็พยายามเน้นย้ำเสมอและกำชับมาโดยตลอด หากข้าราชการเข้าไปยุ่งกับผลประโยชน์เหล่านี้ หากตรวจพบว่ามีมูลก็จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแหง ก็ได้มีการย้ายนายอำเภอ ส่วนที่จังหวัดเชียงรายก็มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตอยู่บ้างโดยขณะนี้กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุติ งามอุรุเลิศ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่าปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเป็นเรื่องที่เรื้อรังมานานโดยเฉพาะการแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดนั้น ไม่เคยมีนายอำเภอคนใดกล้าทำเพราะกลัว แต่ครั้งนี้เมื่อ มูลนิธิพชภ.ได้ดำเนินการจนทางกรมการปกครองมีหนังสือสั่งการมาถึงอำเภอแม่จันเพื่อยืนยันให้ทำได้ จึงทำให้เกิดความมั่นใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นตันแบบและมาตรฐานใหม่ อย่างไรก็ตามในการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ควรมีการปรับโครงสร้างระบบราชการ เพราะระบบในปัจจุบันไม่เอื้อประโยชน์ให้กับชาวบ้านเพราะยังมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กรมการปกครองและฝ่ายทะเบียน ควรมีการปฎิรูปโครงสร้างการทำงานงานด้านสถานะบุคคล เช่น ให้มีฝ่ายที่ทำเรื่องสัญชาติโดยเฉพาะแยกออกมาจากงานทะเบียนราษฏร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะบางครั้งปัญหาของคนเฒ่าไร้สัญชาติก็ถูกเก็บเอาไว้ก่อนเพราะเขาคิดว่าไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน เขาไม่ได้คิดว่าคนเฒ่าเหล่านี้รอความหวังและไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตต่อไปได้อีกกี่วัน จริงๆแล้วเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรรีบทำ&amp;rdquo; นายชุติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78512</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, บัตรประชาชน, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6c34364e953.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 17:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ผู้เฒ่าลีซอได้บัตรประชาชนแล้ว อธิบดีกรมการปกครองส่งหนังสือปลดล็อคชุดใหญ่ให้คนไร้สัญชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลดล็อคชุดใหญ่ให้คนไร้สัญชาติ อธิบดีกรมการปกครองส่งหนังสือตอบข้อหารือ-เปิดทางแก้ไขข้อมูลผิด ผู้เฒ่าลีซอเฮได้บัตรประชาชนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.63 - นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) เปิดเผยว่า ได้ทราบข้อมูลว่ากรมการปกครอง เตรียมดำเนินการอนุมัติเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ให้แก่ผู้เฒ่าสามี-ภรรยาไร้สัญชาติคู่หนึ่งคือนายอาเหล งัวยา อายุ 82 ปี และนางอาหวู่มิ งัวยา อายุ 78 ปี และได้มีการนัดหมายเพื่อถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในสัปดาห์นี้ ความน่าสนใจคือผู้เฒ่าทั้งสองเคยเกิดความผิดพลาดทางเอกสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่บันทึกว่าเกิดในดินแดนพม่า ขณะที่ทั้งสองยืนยันว่าเป็นชาวลีซอ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมและเกิดในประเทศไทย โดยตามหลักฐานบัญชีสำรวจบุคคลในบ้าน (ทร.ชข) ของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเชียงราย กรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งดำเนินการสำรวจเมื่อพ.ศ.2528-2530 ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลตามทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงพ.ศ.2534 ซึ่งระบุว่าเกิดที่ประเทศพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียรพร กล่าวว่า ผู้เฒ่าทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขรายการสถานที่เกิดและขอลงรายการสัญชาติไทยต่อนายทะเบียนอำเภอแม่จัน ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งทางอำเภอแม่จันมีความกังวลว่าหนังสือกรมการปกครองลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และ 1 กรกฎาคม 2545 ที่กำหนดแนวทางแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง ซึ่งระบุว่า &amp;ldquo;มิให้แก้ไขสถานที่เกิดจากเกิดนอกประเทศเป็น &amp;ldquo;เกิดในประเทศ&amp;rdquo; เพราะจะทำให้เกิดสิทธิ์ในการขอมีสัญชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลอาญาอ้างถึงหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าว ทางอำเภอแม่จันจึงหารือมายังจังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงรายพิจารณาแล้วมีความเห็นให้อำเภอแม่จันดำเนินการออกหนังสือรับรองการเกิด (ทร20|1) ให้แก่ผู้เฒ่าทั้งสองรายเพื่อเป็นหลักฐานในการแก้ไขรายการสถานที่เกิดในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง แล้วรับคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543 (หรือ ระเบียบ43) จึงขอหารือกรมการปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการมูลนิธิ พชภ. กล่าวว่าต่อมาอธิบดีกรมการปกครองได้มีหนังสือลงวันที่ 3 กันยายน 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียราย มีใจความสำคัญส่วนหนึ่งระบุว่า 1. ลีซอ หรือลีซู เป็นชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม ตามระเบียบ 43 ซึ่งกำหนดว่าชาวไทยภูเขาที่จะได้รับการลงรายการสัญชาติไทยโดยการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน จะต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ กำหนดเรื่องการวินิจฉัยสัญชาติของบุคคลกลุ่มนี้โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรระหว่าง 10 เมษายน 2556 ถึง 13 ธันวาคม 2515 เป็นบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยเว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม 9 เผ่าสามารถขอลงรายการสัญชาติไทยโดยไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนประวัติ เพียงแต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นผู้ที่เกิดในราชอาณาจักในช่วงวันที่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การพิสูจน์สถานะการเกิดและสัญชาติ ตามระเบียบ 43 ให้สันนิษฐานจากเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ออกโดยส่วนราชการ หรือพยานแวดล้อม สามารถอ้างเอกสารการจดทะเบียนราษฎรชาวเขา (ท.ร.ช.ข.) หรือเอกสารสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา ระหว่าง พศ.2528-2531 (ทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน) ซึ่งกรมประชาสงเคราะห์และหน่วยงานในสังกัดให้การรับรองเพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์สถานะการเกิดและสัญชาติได้&amp;nbsp;3.สำหรับผู้สูงอายุซึ่งอาจมีปัญหาพยานบุคคลที่รู้เห็นการเกิด ไม่สามารถติดตามตัวพยานมาให้การรับรองต่อนายทะเบียนได้ ให้ใช้กระบวนการประชาคมหมู่บ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ข้อกังวลของอำเภอแม่จันเกี่ยวกับการแก้ไขรายการสถานที่เกิดในเอกสารทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง และการใช้พยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารนั้น ทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง รวมถึงทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อยต่างๆ เป็นเอกสารการทะเบียนราษฎร หากรายการใดที่นายทะเบียนจดบันทึกเอกสารเป็นรายการที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยเจตนาทุจริตย่อมสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยปฏิบัติตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับการกำหนดแนวทางปฏิบัติโดยไม่ให้แก้ไขรายการสถาที่เกิดจาก &amp;ldquo;นอกประเทศ&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;ในประเทศ&amp;rdquo; โดยระบุเหตุผลว่าจะทำให้เกิดสิทธิในการขอมีสัญชาติไทยนั้น มีลักษณะเป็นการละเมิดและรอนสิทธิของคนที่เกิดในราชอณาจักร แต่มีรายการทะเบียนราษฎรที่ไม่ถูกต้องทำให้ไม่สามารถขอสัญชาติไทยได้จึงไม่มีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รศ.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า กรณีพ่อเฒ่าอาเหล จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่สำนักทะเบียนต่างๆทั่วประเทศ เพราะเป็นความชัดเจนของกรมการปกครอง ที่มีมาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ออกออกระเบียบ 43 ว่ามีชาวเขาดั้งเดิมในประเทศไทย มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยไม่มีเงื่อนไข แต่มีความสับสนในบางอำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่ามีชาวเขาดั้งเดิมถูกบันทึกผิดว่าเกิดเมียนมา บางรายถูกบันทึกผิดชาติพันธุ์ จากชาวลีซู บันทึกว่าเป็นจีนฮ่อ พบว่ามีการบันทึกผิดทั้ง ท.ร.ช.ข. เกิดจากความที่ เป็นการให้ข้อมูลผิด สมัยนั้นยังไม่มีความรู้ชาติพันธุ์มากนัก ชาวบ้านอยู่บนดอยก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร การเรียกชื่อชาติพันธุ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถามว่าเกิดที่ไหนก็ไม่รู้อีก ช่วง พศ.2528-2529 จึงเกิดการบันทึกผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.กล่าวว่า กรณีทะเบียนประวัติของกรมการปกครอง พบว่าผู้ที่มาสำรวจไม่มีความรู้เรื่องชาติพันธุ์มากนัก เช่น ชาวบ้านพูดว่า พะหม่าม้า ก็บันทึกว่าเป็นพม่าหรือ เมียนมา ทั้งๆที่ภาษาอาข่าแปลว่า ใช่ ความผิดพลาดถูกซ้ำเติมเพราะมีหนังสือสั่งการปี 2545 ระบุว่าไม่ให้แก้ไขจากเกิดพม่าเป็นไทย ซึ่งตามหลักนั้น หนังสือสั่งการเก่าจะแก้หนังสือสั่งการใหม่ไม่ได้ จึงมีความสับสนตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหนังสือล่าสุดของอธิบดีกรมการปกครองนี้ มีความชัดเจนในระดับกรมการปกครอง ช่วยปลดล็อคให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติและผู้ประสบปัญหาอีกจำนวนมาก จะทำให้ความผิดพลาดได้รับการแก้ไขดีขึ้น ที่เห็นความสำคัญมากคือ คนที่ตกค้างจนถึงปัจจุบัน ก็คงไม่ได้มีแค่กรณีนายอาเหล น่าจะมีเยอะ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากกว่านี้ กรมการปกครองควรมีหนังสือสั่งการ กำหนดวิธีการให้อำเภอไปทำการสำรวจบ้านชาวเขา โดยขอความช่วยเหลือจากกรมประชาสงเคราะห์ ศูนย์ชาวเขา อย่างที่บ้านเฮโก ก็พบว่านายเอาเหลมีพี่ชายนอนป่วยติดเตียง เชื่อว่ามีอีกจำนวนมากที่เป็นผู้เฒ่า พิการ ลูกหลานไม่สามารถพาไปไหนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่กรอกข้อมูลผิดพลาดเท่าที่พบมีจำนวนมากหรือไม่ รศ.พันธุ์ทิพย์กล่าวว่า น่าจะเยอะ เพราะทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็จะได้ยินทำบอกเล่าแบบนี้เสมอ เช่น ถูกบันทึกสถานที่เกิดผิด ถูกบันทึกผิดกลุ่มชาติพันธุ์ บางส่วนบอกว่าเขาเป็นจีนฮ่อ ทำให้ไม่ได้คุณจากระเบียบ 2543 ส่งผลถึงลูกหลาน ดังนั้นควรมีปฏิบัติการเชิงรุก จากหน่วนงานชาวเขา มีควรการสนับสนุนจากแหล่งทุน เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) หรือ สกสว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามมติคณะรัฐมนตรี 11&amp;nbsp;พฤษภาคม 2542 เราได้ไปสำรวจพื้นที่ 20 จังหวัด เห็นว่ามีประเด็นความผิดพลาดของเอกสารประมาณนี้ เมื่อได้ทำงานวิจัยก็เห็นปัญหาที่สามารถเกิดข้อสันนิษฐานเป็นคุณ&amp;nbsp;ทุกวันนี้ชาวเขาไม่ได้อยู่เพียงพื้นที่สูง ชาวเขาเป็นเกษตรกรมีฝีมือ ไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ต้องปฏิบัติการควานหา บางคนอาจพลัดหลงไปอยู่ในทะเบียนอื่นๆ เช่นแรงงานต่างด้าว หากขยายผลต้องทำทั้งภาคราชการ วิชาการ และภาคประชาสังคมช่วยสนับสนุน&amp;rdquo;รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวอรอุมา เยอส่อ เจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานมูลนิธิ พชภ.ซึ่งมีเชื้อสายอาข่า กล่าวว่า การลงบันทึกหรือลงข้อมูลผิดพลาดเป็นเรื่องที่พบเห็นบ่อยครั้งและได้ยินชาวบ้านเล่าให้ฟังเสมอเมื่อลงพื้นที่คือ สมัยก่อนเมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปเก็บข้อมูลในหมู่บ้านก็ไม่มีล่าม เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการถามว่า &amp;ldquo;คุณเกิดประเทศไทยใช่มั้ย&amp;rdquo; ชาวบ้านอาข่าตอบว่า &amp;ldquo;พะหม่าม้า&amp;rdquo;ซึ่งแปลว่าใช่ แต่เจ้าหน้าที่คิดว่าชาวบ้านตอบว่าเกิดในประเทศพม่าจึงลงบันทึกผิดว่าเกิดในพม่าและไม่มีการตรวจสอบซ้ำ ทำให้ชาวบ้านเหล่านี้ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวอรอุมากล่าวว่า การลงบันทึกผิดยังมีอีกหลายกรณี เช่น ผู้เฒ่าที่อยู่มานานแต่ยังพูดไทยไม่ได้ เมื่อมีคนอพยพเข้ามาได้ไม่นานก็ไปยื่นของลงทะเบียนพร้อมเขา ทำให้กลายเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาด้วย จึงทำให้ไม่ได้บัตรประชาชนสักที บางคนอยู่มานาน 30-40 ปี ไม่มีลูกหลานและไม่มีใครดำเนินการขอบัตรประชาชนให้ จึงไม่ได้รับเงินสงเคราะห์จากรัฐหรือความช่วยเหลือด้านสุขภาพต้องอยู่ลำพังในบ้านหลังเล็กๆ โดยเก็บผักต่างๆกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ในวันที่ 23-24 กันยายน คณะของกรมการปกครองนำโดยนายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง จะติดตามคณะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจราชการในจังหวัดเชียงราย โดยในช่วงเช้าวันที่ 24 คณะของอธิบดีกรมการปกครองจะเดินทางมาตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพนักฝ่ายปกครองอำเภอแม่จันพร้อมทั้งติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ นอกจากนี้จะมีการแจกบัตรประชาชนให้กับนายอาเหล นางอาหวู่มิและชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, คนไร้สัญชาติ, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f6879d601fc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป๊อก&#039; ลั่นห้ามเรียกรับผลประโยชน์ให้บัตรปชช.ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ต้องร้องเพลงชาติไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มท.ปรับปรุงแนวทางให้บัตรประชาชนผู้เฒ่าไร้สัญชาติ-กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;ldquo;บิ๊กป๊อก&amp;rdquo;กำชับห้ามเรียกรับผลประโยชน์ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชื่นชม เผยหลักเกณฑ์ใหม่เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องทดสอบร้องเพลงชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ฝ่ายประชาสัมพันธ์กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้เผยแพร่ข่าวการปรับปรุงแนวทางช่วยเหลือคนเฒ่าไร้สัญชาติ โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า มท.ได้ดำเนินการปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อแก้ไขอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิโดยได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎร์และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก&amp;nbsp;พร้อมทั้งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ให้สามารถขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้เช่นเดียวกับคนต่างด้าวอื่นทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้แปลงสัญชาติ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 วรรคสอง คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 วรรคสาม คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 วรรคสี่ และคุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย มาตรา 10 วรรคห้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ได้กำชับให้พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ให้เร่งดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายรัฐ และห้ามไม่ให้มีการแสวงหา หรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆจากการดำเนินการโดยเด็ดขาดเพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรแล้วยังทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและจริยธรรมที่ดีของเจ้าหน้าที่อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเอกสารเผยแพร่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ มท.ระบุถึงแนวทางในการปรับปรุงครั้งนี้ อาทิ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดีตามมาตรา 10 (2) ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยให้ใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน ขณะที่คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 (4) ให้นับระยะเวลาจากวันที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (จากใบสำคัญถิ่นที่อยู่) หรือวันที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แต่ถ้าเอกสารชำรุด สูญหาย หรือมีเหตุที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ให้นับระยะเวลาจากวันที่นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นได้เพิ่มชื่อผู้ขอแปลงสัญชาติในทะเบียนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทยตามมาตรา &amp;nbsp;กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติ ให้พิจารณาจากการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร คือ สามารถพูดหรือฟังภาษาไทยกลางหรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอแปลงสัญชาติเข้าใจได้ โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย หรือคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัด และไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนน&amp;rdquo; เอกสารข่าวของ มท.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่ได้เกิดไทยและต้องการแปลงสัญชาติต้องตอบคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย และต้องร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญบารมี ในการสอบในระดับอำเภอและจังหวัด ทำให้เกิดปัญหามากเพราะกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวนไม่น้อยไม่สามารถทำได้เพราะมีวิถีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ใช้แต่ภาษาถิ่น ซึ่งแนวทางใหม่ที่ออกมานี้เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องร้องเพลงชาติไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo;กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชม พล.อ.อนุพงษ์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมทีมงานที่กำหนดแนวทาง แก้ไขปัญหากลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทยแต่มีภูมิลำเนาในไทยมานาน จนกลมกลืนกับสังคมไทย ซึ่งพบปัญหาอุปสรรคในกระบวนการแปลงสัญชาติมานานมากว่า 20 ปี &amp;nbsp;ถือว่าเป็นการปลดล็อคปัญหาที่ค้างมานานอย่าง ตรงประเด็น หวังว่ามท.จะมีระบบติดตามการปฏิบัติตามนโยบายนี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดผลได้จริงโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า แต่ยังมีข้อห่วงใยที่อย่างเสนอแนะไว้คือ 1.หนังสือสั่งการที่ออกมาในครั้งนี้ &amp;nbsp;ควรจัดอบรมทีมงานฝ่ายทะเบียนของอำเภอต่างๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากเพื่อความที่เข้าใจที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ผลจริงจัง 2. กลุ่มที่เกิดนอกแต่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เด็ก เวลาเกิน 20 ปีแล้ว จะต้องขอมีใบถิ่นที่อยู่และใบต่างด้าวก่อนแล้วจึงขอแปลงสัญชาติใช่หรือไม่ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะติดเกณฑ์รายได้ซึ่งกำหนดไว้สูงถึง 25,000 บาทต่อเดือน ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ คงยากที่จะแก้ไขปัญหาให้คนกลุ่มนี้ 3.ผู้ที่ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงหรือหลังการเกิด ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภท โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางพันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์คนใดทรงสิทธิในการแปลงสัญชาติในปัจจุบันเป็นไปตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ขอให้ตระหนักว่า แนวคิดในการรับรองข้อเท็จจริงที่ก่อตั้งสิทธิในสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวทั่วไปตั้งแต่ พ.ศ.2454 จนถึงปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญเท่าใดนัก แต่ถูกตีความอย่างแตกต่างโดยผู้รักษาการตามกฎหมาย จากการใช้มากที่สุดเพื่อสร้างความกลมกลืนทางสัญชาติให้แก่ราษฎรไทยที่เกิดในต่างประเทศ มาจนถึงสถานการณ์ความคิดที่ไม่อินังขังขอบต่อราษฎรไทยดังกล่าวในช่วงเวลาที่ยาวนาน จนเกิดความอยุติธรรมทางสัญชาติในสังคมไทย จนกระทั่งเกิดแสงเรืองๆ ขึ้นเมื่อได้มีคำสั่งฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการโดยเฉพาะหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ทางการกำหนดไว้ เช่น การร้องเพลงชาติ การทดสอบภาษาไทย ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการตรวจสอบความประพฤติ จากหน่วยงานต่างๆ ที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57738</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย, กลุ่มชาติพันธุ์, คนต่างด้าว, ชนกลุ่มน้อย, นางเตือนใจ ดีเทศน์, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, พ.ร.บ.สัญชาติ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e732f94957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
