<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 21:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 21:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทยานฯเขาแหลม แจงน้ำเสีย &#039;ปลากดคัง&#039; ตายเป็นเบือ เกษตรกรสูญ 30 ล้านไร้เยียวยา!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันเจ็บอยู่ในอก! 85&amp;nbsp;กระชังปลาน้ำตาตกใน 30 ล้านหายวับ ประมงแจงเลี้ยงในเขตอุทยานฯ&amp;nbsp;ขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ได้ หมดทางช่วยเหลือเยียวยา ด้านหน.อุทยานฯเขาแหลม นำจนท.เร่งช่วยฝังกลบซากปลากว่า 200 ตันป้องกันโรค อาจารย์มหิดลชี้เกิดปรากฎการณ์เพราะน้ำใต้ดินรอบอ่างลดน้อยมาก ทำให้ไหลลงขอบอ่างเร็ว แรงดันน้ำใต้ดินจึงมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 - จากกรณีเมื่อวันที่&amp;nbsp;16&amp;nbsp;ม.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฎการณ์ &amp;quot;การพลิกกลับของชั้นน้ำในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ&amp;quot; เป็นเหตุให้น้ำในอ่างฯเกิดสีขุ่นแดง รวมทั้งส่งกลิ่นเหม็น ต่อมาอีก 2 วันปลากดคังในกระชังเลี้ยงของชาวประมง&amp;nbsp;85 กระชังตายจนหมดเสียหายกว่า 30 ล้าน สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่เลี้ยง เนื่องจากแทบหมดเนื้อหมดตัว ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานฯเขาแหลม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุปลากดคังที่เลี้ยงในกระชัง บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ บ้านโบอ่อง หมู่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ต.ปิล็อค อ.ทองภูมิ จ.กาญจนบุรี เกิดตายเป็นจำนวนมาก จึงพร้อมด้วยนายโชคชัย อู่โภคิน ปลัดอำเภอทองผาภูมิ นายวรรณนัฑ หิรัญชุฬหะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประมงจังหวัดกาญจนบุรี นางสาวธิดาวรรณ โพธิ์เพ็ชร หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการ ด้านการประมง นายจิระพงษ์ ศิริวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาอาชีพด้านการประมง นายณรงค์ เทศธรรม ประมงอำเภอทองผาภูมิ นางสาวนันทภัค โพธิสาร นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัย และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาญจนบุรี ร่วมกับนายไพศาล รัตนา หัวหน้าหน่วยป้องกัน และ ปราบปราม ประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ ผู้แทนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี นายอภิรักษ์ ทองโต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เดินทางโดยใช้เรือเป็นยานพาหนะ ไปยังพื้นที่ตรวจสอบรายละเอียด เพื่อหาทางช่วยเหลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคณะเจ้าหน้าที่ไปถึงบริเวณริมอ่างฯ พบชาวประมงผู้เลี้ยงปลากดคังในกระชัง กำลังช่วยกันขุดหลุมฝังซากปลา ที่กองยาวเหยียดอยู่บนพื้นริมฝั่ง บ้างก็นั่งมองซากปลาด้วยสีหน้าหมองเศร้า ที่ทรัพย์สินต้องสูญสลายหายไปในพริบตา กำลังจนท.อุทยานฯจึงเข้าช่วยชาวบ้าน ขุดหลุมฝังกลบซากปลาจำนวนมหาศาล โดยเทปูนขาวทับ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ก่อนจะทำการกลบดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า พันธุ์ปลาที่ตายเป็นปลากดคัง ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจราคาสูง ที่ตลาดต้องการ มีขนาดเฉลี่ย&amp;nbsp;1-5&amp;nbsp;กิโลกรัม รวมซากปลาที่ตายน้ำหนักประมาณ&amp;nbsp;200&amp;nbsp;ตัน จำนวนผู้เลี้ยงปลากระชังที่เสียหาย ทั้งสิ้น&amp;nbsp;22&amp;nbsp;ราย จำนวน&amp;nbsp;85&amp;nbsp;กระชัง มูลค่าความเสียหายประมาณ&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนท.ได้ร่วมกันตรวจสอบสาเหตุที่ปลาตายเนื่องจากเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังที่ตั้งอยู่ในอ่าวซึ่งเป็นพื้นที่วงแคบ ทำให้น้ำหมุนเวียนได้น้อย และปริมาณน้ำในเขื่อนปีนี้มี&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำในทุกปี ที่ผ่านมา และเกิดมี&amp;nbsp;plankton bloom&amp;nbsp;จำนวนมาก ทำให้เกิดน้ำเสีย กระแสลมรุนแรงพัดเข้าหาอ่าว สีน้ำเข้มขุ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้เกิดน้ำเปลี่ยนสี จากผลการวิเคราะห์น้ำจุดที่ปลาตาย พบว่าปริมาณอ็อกซิเจนต่ำกว่ามาตรฐาน (2.7&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร) ค่า&amp;nbsp;pH&amp;nbsp;ต่ำกว่ามาตรฐาน(6.27)&amp;nbsp;แอมโมเนีย&amp;nbsp;0.2&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร อุณหภูมิ&amp;nbsp;26.5&amp;nbsp;องศาเซลเซียส ค่าไนไตรท์&amp;nbsp;0.1&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร ค่าความกระด้างของน้ำ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร ความโปร่งแสง&amp;nbsp;1.8&amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp;และค่าความเป็นด่าง&amp;nbsp;50&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาคณะจนท.ได้เชิญชาวบ้านที่เลี้ยงปลากระชัง ทั้งผู้เสียหายทั้งหมดและผู้เลี้ยงที่เสียหายบางกระชัง มาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ว่า เกษตรกรที่ได้ความเสียหาย มีการเลี้ยงปลาในเขตอุทยานฯ จึงไม่สามารถขึ้นทะเบียน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับกรมประมงได้ เป็นเหตุทำให้ไม่สามารถ ทำเรื่องช่วยเหลือเยียวยาได้ พร้อมเสนอแนะให้เกษตรกรลากกระชังปลาไปเลี้ยงบริเวณที่เหมาะสมมีน้ำไหลเวียนสะดวก และให้ลดจำนวนปลาเลี้ยงลดความหนาแน่น ควรเลือกจับปลาขนาดใหญ่ขึ้นจำหน่าย รวมทั้งให้งดอาหาร ใช้เครื่องเพิ่มอ็อกซิเจน จนกว่าคุณภาพน้ำจะเป็นปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.ปริญญา&amp;nbsp;พุทธาภิบาล&amp;nbsp;อาจารย์ประจำสาขาวิชาธรณีศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เผยถึงสาเหตุนี้ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากระดับน้ำบาดาลหรือ น้ำใต้ดินรอบอ่างเก็บน้ำช่วงเข้าฤดูแล้งนี้ น่าจะลดลงมาก ทำให้ความลาดชัน ของชั้นน้ำบาดาลรอบอ่างฯ และในตัวอ่างต่างกันมากขึ้นๆ น้ำใต้ดิน น้ำบาดาลไหลจากชั้นน้ำที่สูงกว่าลงไปในอ่างฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำใต้ดินจึงไหลลงมาจากขอบอ่างเร็วขึ้นมาก ตามแรงดันน้ำใต้ดินที่เพิ่มขึ้นจากระดับที่ต่างกันนั้น นี่คงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขุ่นได้ในธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกิจกรรมมนุษย์ที่เกิดจากการใช้น้ำรอบอ่าง&amp;nbsp;น้ำที่ไหลกลับลงอ่างก็ทำให้เกิดน้ำขุ่นได้ตามระดับการใช้น้ำ ผนวกกับสาเหตุอื่นๆ กล่าวคือ ใต้อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ มีซากต้นไม้ใบไม้ฝังกลบอยู่มากมายตั้งแต่เริ่มกักเก็บน้ำ บวกกับซากต้นไม้และซากสิ่งมีชีวิตที่ถูกพัดพามาสมทบภายหลัง เมื่อน้ำที่เคยกดทับลดลง ก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และก๊าซไข่เน่าก็ละลายในน้ำเพิ่มขึ้น และลอยระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นเป็นปรกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ปริญญา กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพราะ ปริมาณสัดส่วนของก๊าซอ็อกซิเจนในน้ำลดลงมาก เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของกลุ่มก๊าซที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิต&amp;nbsp;ที่สำคัญคือก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า ข้างต้น ซึ่งพบมากขึ้นในสภาพแวดล้อม ที่พร่องอ็อกซิเจนในน้ำ&amp;nbsp;ต้องตรวจสอบระดับน้ำในอ่าง ปริมาณน้ำในอ่างแต่ละช่วงที่ผ่านมา ว่าคุณภาพน้ำในช่วงต่างๆเหล่านั้นและปัจจุบัน รวมถึงสภาพตะกอน และสิ่งแปลกปลอมใต้ท้องน้ำ รวมถึงเศษอาหารปลา และมูลปลาตกค้างในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ปัจจัยทั้งหมด เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในธรรมชาติเป็นปกติอยู่แล้ว ยิ่งน้ำนิ่งยิ่งเพิ่มความรุนแรง เพราะขาดความสมดุลของสภาพแวดล้อม ยา ปุ๋ย และสารตกค้างที่เกิดจากกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ทั้งหมด ก็ต้องนำมาพิจารณาถึงสาเหตุการตายของปลาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการป้องกันปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียของเกษตรกรเลี้ยงปลาในอ่าง คือการประเมินศักยภาพ ทรัพยากรน้ำในอ่างในแต่ละฤดูกาล มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดสมดุลทางสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนิ่มนภา ตุมรสุนทร ผู้ได้รับความเสียหาย กล่าวด้วยใบหน้าเศร้าหมองน้ำตาคลอเบ้าว่า มีกระชังเลี้ยงปลากดคังจำนวน&amp;nbsp;40&amp;nbsp;กระชัง ตายไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ล้าน คาดหวังว่าเมื่อขายปลาชุดนี้หมด จะรวบรวมนำเงินไปซื้ออาคารพาณิชย์สัก 1 ห้อง เพื่อทำร้านขายขนมเบเกอร์รี่ ที่ทำขายอยู่ปัจจุบันด้วย แต่ก็หมดหวังเพราะไม่เหลือปลาแม้แต่ตัวเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปลากดคังที่ตาย ก็ไม่สามารถเอามาแปรรูปเป็นปลาแดดเดียว หรือปลาร้าได้เลยแม้แต่ตัวเดียว เสียดายก็ได้แต่นั่งมอง&amp;nbsp;เนื่องจากปลาที่ตายเมื่อลอยขึ้นมาก็มีสภาพเหม็น เกรงว่าถ้านำไปแปรรูปแล้ว อาจจะเกิดพิษภัยต่อผู้บริโภคได้ ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายหลังทราบว่าภาครัฐไม่สามารถช่วยเหลือเยียวยาในความสูญเสียครั้งนี้ได้ ด้วยเสียงสะอึกสะอื้นสั่นเครือ ว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;มันเจ็บอยู่ในอก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91238</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนเขาแหลม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_60117aae71d03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2019 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2019 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่น้ำโขงผันผวนหนัก! ต่ำกว่าตลิ่งเกือบ 11 เมตร เกษตรกรกุมขมับ-ปลาตายอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;ขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัดหนองคาย ยังคงลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องนับเป็นวันที่สามติดต่อกัน ล่าสุดระดับน้ำโขงวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำมีระดับอยู่ที่ 1.38 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 10.82 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์ระดับน้ำโขงที่ผันผวนอย่างหนัก ขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว และมีระดับที่ต่ำได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง โดยพบว่าปีนี้ปลาเริ่มมีอัตราการตายมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ระดับน้ำโขงลดต่ำตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ปลาในกระชังตายเป็นจำนวนมาก กระชังละตั้งแต่ 10-50 กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องคอยปรับให้กระชังมีระดับที่เหมาะสมกับภาวะน้ำที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้กระชังเกยตื้นทำให้ปลาตาย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง บ้านเจริญสุข และบ้านพร้าวใต้ ต.หินโงม อ.เมืองหนองคาย ที่เดิมมีการเลี้ยงปลากระชังกว่า 2 พันกระชัง ขณะนี้เกษตรกรเกินครึ่งตัดสินใจยกกระชังหยุดเลี้ยงในช่วงนี้ รอจนกว่าสถานการณ์น้ำโขงไม่ผันผวนจึงจะกลับมาเลี้ยงใหม่อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49255</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.หนองคาย, ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง, แม่น้ำโขงผันผวนหนัก, แม่น้ำโขงแห้งขอด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191031/image_big_5dba78ce0f0e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
