<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทยขาดทุน1.4แสนล. ลุ้นทำแผนฟื้นฟูทัน2มีค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การบินไทยขาดทุนอ่วม 1.4 แสนล้านบาท ผลพวงไวรัสโควิดระบาดผู้โดยสารลดลงจากปีก่อน 76.1% ตลาดหลักทรัพย์พิจารณาถอนหุ้นออกจากตลาดภายใน 7 วัน ก่อนขึ้นเครื่องหมาย SP &amp;quot;ชาญศิลป์&amp;quot; ลุ้นทำแผนฟื้นฟูส่งทัน 2 มี.ค. คาดครึ่งปีหลังปี 64 ทยอยกลับมาทำการบินได้ คลังชี้ต้องปรับโครงสร้างไม่ให้เทอะทะเหมือนอดีต ยอมรับความเจ็บปวดทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นายชาย เอี่ยมศิริ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กระทบอุตสาหกรรมการบินโลกอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในเส้นทางบินระหว่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทและบริษัทย่อยมีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) ลดลง 73.7% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) ลดลง 78.5% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 5.87 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 76.1% สำหรับด้านการขนส่งสินค้า อัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (Freight Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 58.6% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ย 53.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชายกล่าวว่า ในปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 48,311 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 96,430 ล้านบาท ส่งผลให้ผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 48,119 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 141,180 ล้านบาท โดยบริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และส่วนใหญ่เป็นตัวเลขทางบัญชีที่ไม่มีผลกระทบกับกระแสเงินสด จำนวน 91,978 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเครื่องบินและสินทรัพย์สิทธิการใช้และอุปกรณ์การบินหมุนเวียน จำนวน 82,703 ล้านบาท ผลขาดทุนสำหรับการป้องกันความเสี่ยงของกลุ่มรายการของฐานะสุทธิจำนวน 5,227 ล้านบาท สำรองเงินชดเชยพนักงานในโครงการร่วมใจจากองค์กร Mutual Separation Plan (&amp;ldquo;MSP A&amp;rdquo;) จำนวน 3,098 ล้านบาท ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จำนวน 895 ล้านบาท ผลขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 จำนวน 261 ล้านบาท กำไรจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัท&amp;nbsp; สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 206 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินมาตรการลดค่าใช้จ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายบุคลากร โดยขอความร่วมมือผู้บริหารและพนักงานสมัครใจร่วมโครงการลาหยุดโดยไม่รับเงินเดือนและค่าตอบแทน (Together We Can) นอกจากนี้ มีโครงการ &amp;quot;ร่วมใจเสียสละเพื่อองค์กร&amp;quot; 2 โครงการ ได้แก่ โครงการร่วมใจจากองค์กร Mutual Separation Plan (&amp;ldquo;MSP A&amp;rdquo;) และโครงการลาระยะยาว (&amp;ldquo;LW20&amp;rdquo;) เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้บริษัทสามารถดำรงเงินสดในมือให้เพียงพอในการดำเนินกิจการระหว่างที่ไม่มีกระแสเงินสดรับจากการดำเนินธุรกิจการบินปกติและจากแหล่งเงินทุนอื่น ประกอบกับการชะลอการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการและความปลอดภัย และหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายคงที่จากปีก่อนได้ถึงประมาณ 15,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บริษัทมีการหารายได้จากการให้บริการเที่ยวบินขนส่งสินค้า การจัดเที่ยวบินพิเศษนำคนไทยกลับบ้าน และรายได้จากกิจการอื่นๆ อาทิ ฝ่ายครัวการบิน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้บริษัทฟื้นฟูกิจการ และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะผู้ทำแผนตามที่บริษัทเสนอ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงประกาศคำสั่งศาลให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งคณะผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ขณะนี้คณะผู้ทำแผนอยู่ระหว่างจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้ผู้ทำแผนยื่นส่งแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ภายในวันที่ 2 มีนาคม 2564 และเมื่อได้ยื่นส่งแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะจัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทและศาลล้มละลายกลางจะพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น บมจ.การบินไทย (THAI) ในวันที่ 25 ก.พ.64 เนื่องจาก ตลท.อยู่ระหว่างพิจารณาว่าบริษัทเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนกรณีส่วนผู้ถือหุ้นมีค่าน้อยกว่าศูนย์ โดยจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันทำการ หรือภายในวันที่ 8 มีนาคม 2564 และขึ้นเครื่องหมาย SP ในวันที่ 25 ก.พ.64 และขึ้นเครื่องหมาย NP ในวันที่ 1 มี.ค.64 เหตุผลจากผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินปี 2563 ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหยุดทำการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า THAI Futures วันที่ 25 ก.พ.2564 เนื่องจาก ตลท.หยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ THAI เป็นการชั่วคราว เวลาเปิดซื้อขายหลังจากหยุดทำการซื้อขาย ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะเปิดทำการซื้อขาย THAI Futures อีกครั้ง เมื่อ ตลท.เปิดให้ทำการซื้อขายหลักทรัพย์ THAI
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย (THAI) เปิดเผยกับ &amp;quot;อินโฟเควสท์&amp;quot; ว่า บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถส่งแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทันกำหนดภายในวันที่ 2 มี.ค.64 และจะมีการจัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อโหวตรับแผนฟื้นฟูในขั้นตอนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาญศิลป์กล่าวว่า ไม่หนักใจกับท่าทีของเจ้าหนี้ เพราะในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้มีการหารือและเจรจากับเจ้าหนี้ทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าหนี้หลัก ได้แก่ เจ้าหนี้หุ้นกู้ เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้ภาครัฐ และเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าเครื่องบิน ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ รวมถึงการพูดคุยกับกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และเจ้าหนี้ แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าการบินไทยจะกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท นายชาญศิลป์คาดว่า ในครึ่งปีหลังปี 64 จะทยอยกลับมาทำการบินได้ โดยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าจะกลับทำการบินราว 10-20% ของการให้บริการในช่วงปกติ และในปี 65 จะเพิ่มขึ้นเป็น 30-60% จากนั้นในปี 67-68 จะกลับมาทำการบินได้ 70-80% เชื่อว่าใช้เวลาประมาณ 5 ปี กว่าจะกลับมาเหมือนเดิม คนมั่นใจที่จะบิน เราก็เติบโตตามสภาพ และมีแผนการตลาดเข้ามา หลังยื่นแผนฟื้นฟูในวันที่ 2 มี.ค. เราจะเปิดแผน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน บริษัทได้ทยอยดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กร โดยเฉพาะการปรับลดจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับการแผนธุรกิจ ทั้งนี้ ในปี 62 บริษัทมีจำนวนพนักงาน 2.9 หมื่นคน ซึ่งในปี 63 ปรับลดเหลือ 2 หมื่นคน และในปี 64-65 คาดจำนวนพนักงานจะปรับลดลงเหลือ 1.3-1.5 หมื่นคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า 3 หน่วยงานคือ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ร่วมพิจารณาแนวทางฟื้นฟูกิจการ THAI ที่ส่วนหนึ่งจะมีกระบวนการแปลงหนี้เป็นทุน และการตัดลดหนี้ (Hair cut) โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าการบินไทยจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เพราะหลังการแปลงหนี้เป็นทุน ก็จะมีการเพิ่มทุนใหม่ จึงต้องมองว่าขณะนี้ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน มีสถานะมั่นคงเพียงพอที่จะเข้ามาถือหุ้น THAI ในส่วนที่จะมีการเพิ่มทุนใหม่ หรือหากเปิดให้กลุ่มทุนในประเทศเข้ามาถือหุ้น ก็อาจทำให้โครงสร้างทุนของการบินไทยเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาคเอกชนเต็มตัว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มทุนในประเทศสนใจเป็นเจ้าของการบินไทยอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวกล่าวว่า ในที่สุดการบินไทยจะต้องปรับโครงสร้างองค์กรไม่ให้ใหญ่เทอะทะเหมือนในอดีต จึงต้องยอมรับความเจ็บปวดกันทุกฝ่าย แต่เชื่อมั่นว่าการบินไทยยังมีแนวทางรอดและจะกลับมาผงาดในธุรกิจอีกครั้ง เพราะแบรนด์การบินไทยยังได้รับความเชื่อมั่นในตลาดค่อนข้างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง ณ วันที่ 3 ก.ค.63 กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ THAI สัดส่วน 47.86% จากเดิมถืออยู่ 51.03% ทำให้พ้นจากสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รายงานข่าวจาก THAI เปิดเผยอีกว่า ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานพนักงานบริษัท การบินไทย (สร.พบท.) ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัท 20 ข้อ โดยประเด็นสำคัญคือ ให้การบินไทยหันมาทำการบินในประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งยุบหรือควบรวมบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด เพราะมีผลประกอบการขาดทุนสะสมมาก และเป็นภาระของบริษัท นอกจากนั้นยังมีข้อเรียกร้องอื่นๆ ได้แก่ ห้ามบริษัทเปิดให้พนักงานเดิมสมัครกลับเข้ามาทำงานใหม่ในตำแหน่งต่างๆ (Re-Launch) ห้ามแยกหน่วยธุรกิจหรือฝ่ายใดๆ เพื่อขายกิจการออกไป การกำหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่ต้องไม่กระทบสิทธิของพนักงานระดับ 1-7 และต้องไม่ต่ำกว่าราคาอัตราเงินเดือนของกลุ่มธุรกิจการบินในระดับสากล ห้ามมิให้มีการเลิกจ้างพนักงานระดับ 1-7 เพราะจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเลิกจ้างอย่างมาก เป็นต้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94284</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, การบินไทยขาดทุน, ถอนหุ้นออกจากตลาด, ผู้โดยสารลดลง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แผนฟื้นฟู, โควิดระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_6037a8e57b36e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำใจ&#039;ขนส่งสาธารณะ&#039;อ่วมพิษโควิดระลอก2ทำขาดทุนถ้วนหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค. 2564 นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.) เปิดเผยถึงกรณีผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส.คนใหม่นั้น ต้องเข้ามาทำงานในช่วงที่ธุรกิจมีความท้าทาย เนื่องจากพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสารได้เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด ทำให้ปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารลดลงอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากมีเปรียบเทียบการเดินทางตั้งแต่เดือน มี.ค. 63 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีผู้โดยสารหายไปกว่า 60-70 % โดยพบว่ามีปริมาณผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ยที่ 30,000 คนต่อวัน จากเดิมมีปริมาณเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 คนต่อวัน ส่วนยอดคืนตั๋วการเดินทางก็มีมาต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน บขส. ประสบปัญหาขาดทุนกว่า 43 ล้านบาทต่อเดือน หรือ รวมจากที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานขาดทุนรวมกว่า 500 ล้านบาท ดังนั้น บขส.จึงต้องปรับลดรายจ่ายทั้งองค์กร ชะลอการรับพนักงานใหม่ หรือ เปิดโครงการหยุดทำงานโดยไม่รับค่าตอบแทน รวมถึงให้เน้นเพิ่มรายได้ ต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์อย่างเต็มตัว เพิ่มจากเดิมที่ขนส่งผู้โดยสารอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันได้มีการขนส่งสินค้าพัสดุภัณฑ์ใต้ท้องรถ และ มาเสริมวางบนที่นั่งที่ไม่มีผู้โดยสารพบว่า ทำรายได้ให้ บขส. กว่า 170 ล้านบาทต่อปี ซึ่งล่าสุดทาง บขส.ได้เตรียมเสนอมายังกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอ ครม.มีมติอนุมัติในการเปลี่ยนมติ ครม.ให้ บขส. สามารถดำเนินธุรกิจ ขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ได้ จากเดิม มติ ครม.ได้ให้ บขส. ทำธุรกิจขนส่งผู้โดยสารอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่า การการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟม.) เก่ายอมรับว่าผลกระทบของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าในกำกับดูแลของรฟม. ลดลงประมาณ 50% เช่นในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินซึ่งปกติมีผู้ใช้บริการต่อวันประมาณ 4 แสนคนขณะนี้เหลือเพียงเกือบ 2 แสนคนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งปกติมีผู้โดยสารใช้บริการต่อวัน 4 หมื่น ถึง 5 หมื่นคน ปัจจุบัน มีผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุสำคัญที่จำนวนผู้โดยสารลดลงก็มาจากส่วนหนึ่ง ที่มีการพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลและมีการแจ้งไทม์ไลน์ การเดินทางของผู้ติดเชื้อ ส่งผลให้ผู้โดยสารที่เคยใช้บริการก็มีการหลีกเลี่ยงการเดินทาง รวมถึงนโยบายในการทำงานที่บ้าน( Work from home )ก็ทำให้มีผู้ใช้บริการเดินทางลดลงอยู่แล้วส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามยืนยันว่า แม้จำนวนผู้โดยสารปัจจุบันจะลดลงแต่ รฟม. ยังคงเข้มเรื่องมาตรการเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโควิด โดยขณะนี้มีการนำมาตรการเว้นระยะห่างบนรถ รวมถึงการคัดกรองผู้โดยสารที่ลงมาในพื้นที่ส่วนชานชาลา ไม่ให้มีการกระจุกตัวอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ยอมรับว่าในส่วนของรถไฟฟ้าบีทีเอสผู้โดยสารก็ลดลงในสัดส่วนเท่ากันคือ 50% โดยขณะนี้บีทีเอส มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยวันละประมาณ 3 แสนคนจากช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของโควิดระลอก 2 ซึ่งบีทีเอสมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยวันละ 6 -7 แสนคน และต้องยอมรับว่าหากไม่มีการระบาดของไวรัสโควิด ทั้ง2 ครั้งนี้บีทีเอสจะมีผู้โดยสารใช้บริการแตะ 1 ล้านคนไปแล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89526</URL_LINK>
                <HASHTAG>บขส., บีทีเอส, ผู้โดยสารลดลง, รฟม., สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb4a418560f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89000</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2021 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โควิดทำพิษ&#039;ขสมก.&#039;โอดผู้โดยสารหายวันละ5.5แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค. 2564 นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อการเดินรถโดยสารของ ขสมก. ผู้ใช้บริการน้อยลง ก่อนโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ มีผู้โดยสารสูงสุดอยู่ที่ 8-8.5แสนคนต่อวัน มีรายได้ 10-11ล้านบาทต่อวัน ในจำนวนรถเมล์ที่มีทั้งหมด 3พันคัน ปัจจุบันผู้โดยสารลดเหลือ 3แสนกว่าคนต่อวัน มีรายได้ 4.4-4.5ล้านบาทต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของผู้โดยสารหายไปกว่า50% หรือหายไป 5-5.5แสนคนต่อวัน รายได้หายไป 5.6-6.5ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากช่วงเทศกาลปีใหม่ 64 ประชาชนบางส่วนทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา บางส่วนที่อาศัยอยู่กรุงเทพฯ ไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะกลัวโควิด-19 ทำให้เดินทางน้อย ประกอบกับบริษัทเอกชนหลายแห่งมีนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านด้วย เหมือนกับ ขสมก. ปัจจุบันมีพนักงานทั้งหมด 1.3หมื่นคน แบ่งเป็นพนักงานขับรถและ พนักงานเก็บค่าโดยสาร 1.1หมื่นคน และ ทำงานที่สำนักงานหรือออฟฟิศประมาณ 2พันคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังคุมเข้มมาตรการด้านสาธารณสุข ในการป้องกันโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งเครื่องสแกนวัดอุณหภูมิ และบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้ผู้โดยสารภายในรถเมล์ ขอความร่วมมือผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเข้มข้น สร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสาร
&amp;ldquo;ขสมก. ได้ติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมปรับแผนการเดินรถให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ ประกอบกับผู้ใช้บริการรถโดยสารของ ขสมก. มีจำนวนลดลงได้ประชุมผู้บริหารเขตการเดินรถที่ 1-8 และบริษัทเหมาซ่อม เพื่อวางแผนในการบริหารจัดการเดินรถให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง ด้วยการปรับเปลี่ยนจำนวนรถออกวิ่ง ให้มีความสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบัน&amp;rdquo;นายสุระชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ขสมก. อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการจัดทำแผนการเดินรถ คาดว่าจะสามารถดำเนินการตามแผนได้ภายในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการดำเนินการตามแผนดังกล่าว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และพฤติกรรมการใช้บริการรถโดยสารของประชาชน ซึ่งแผนดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละช่วงเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89000</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก, ผู้โดยสารลดลง, สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd8aea09cbcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 08:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 08:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>COVIC-19 ทำพิษผู้โดยสาร6สนามบิน ทอท.ลดฮวบ คาดรายได้ตก 10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค. 2563 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อ ทอท. ซึ่งขณะนี้จำนวนผู้โดยสารของท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง ลดลงอย่างมาก และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 63 ตั้งแต่เดือน ต.ค.62-ม.ค.63 รวม 4 เดือน อัตราการเติบโตของผู้โดยสารอยู่ที่ 2.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ตั้งแต่เดือน ก.พ.ถึงปัจจุบัน ผู้โดยสารเติบโตลดลง 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าไตรมาสที่ 2 (ม.ค.-มี.ค.) อัตราการเติบโตของผู้โดยสารจะลดลงไม่น้อยกว่า 10% ขณะที่เที่ยวบินอัตราการเติบโตจะลดลงประมาณ 20% ถือว่าวิกฤติที่สุดตั้งแต่ดำเนินงานมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัย กล่าวต่อว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ผู้โดยสารลดลงมากที่สุด โดยตั้งแต่กลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เหลือเพียง 9 หมื่นคนต่อวัน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 2 แสนคนต่อวัน โดยผู้โดยสารระหว่างประเทศลดลงประมาณ 60% ขณะที่ผู้โดยสารภายในประเทศลดลงประมาณ 20% อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะจบลงเมื่อใด แต่หากจบลงในเดือน เม.ย.63 การเติบโตของผู้โดยสารทั้งปีน่าจะลดลงไม่ต่ำกว่า 10% และรายได้ทั้งปีน่าจะลดลงมากกว่า 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัย กล่าวด้วยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบให้ต้องเลื่อนการเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 หรืออาคารแซทเทิลไลท์ (SAT1) ออกไปเป็นประมาณเดือน เม.ย.64 จากเดิมจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน เม.ย.63 และเปิดให้บริการในเดือน พ.ย.63 เนื่องจากขณะนี้มีวัสดุอุปกรณ์ในงานก่อสร้างหลายรายการที่ยังไม่สามารถส่งมาได้จากประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการเปิดให้บริการล่าช้าออกไปยังไม่ถือว่าส่งผลกระทบต่อ ทอท. เพราะขณะนี้ความต้องการในการเดินทางของผู้โดยสาร รวมถึงปริมาณเที่ยวบินยังลดน้อยลงต่อเนื่อง แต่หากไม่มีเหตุการณ์โควิด-19 คงกระทบแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59310</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทอท., นิตินัย ศิริสมรรถการ, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน), ผู้โดยสารลดลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d10881669633.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14345</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอท. จับตาผู้ใช้สนามบินช่วง ก.ค.ขยายตัวลดลง ยันไม่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทอท. จับตาผู้ใช้ท่าอากาศยาน ก.ค.ลดลง ยันไม่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีนลด โชว์รายได้ผู้โดยสาร 9 เดือนแรก ทะลุ 5 หมื่นล้าน คาดทั้งปีโตยาว 10% ภูเก็ต-ดอนเมือง-เชียงใหม่ ติดโผยอดโตสุด นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ลงใต้ดันยอดโตคึก 25%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท.เปิดเผยว่าปริมาณผู้โดยสารปัจจุบันเติบโตอย่างต่อเนื่องคาดว่าปีนี้จะมีผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 135 ล้านคนขยายตัวจากปีก่อน 10% ถือว่าเป็นขาขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะปริมาณผู้โดยสารต่างประเทศที่กลับมาเติบโตอย่างคึกคักส่งผลให้ทอท.จะรับรู้รายได้มากขึ้นจากค่าธรรมเนียมสนามบินของผู้โดยสารต่างชาติ (PSC) ซึ่งตกอยู่ที่รายละ 750 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงเริ่มแรกไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2561 หรือในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมานั้นพบว่าการขยายตัวของผู้โดยสารลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเหลือเพียง 4% จากค่าเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ 9% ในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา ดังนั้นจึงต้องจัดประชุมผู้บริหารภายในเดือนส.ค.เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น เบื้องต้นไม่น่าจะเกี่ยวกับเหตุการณ์นักท่องเที่ยวชาวจีนยกเลิกการเดินทางมายังประเทศไทยเนื่องจากยอดผู้โดยสารที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินระยะไกลและมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวโซนยุโรป แต่ทั้งนี้มั่นใจว่ายอดผู้โดยสารจะกลับมาเติบโตอย่างมากอีกครั้งในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2562 (ต.ค.-ธ.ค. 2561)หรือช่วงตารางบินฤดูหนาว จากปัจจัยสนับสนุนของฤดูการท่องเที่ยวไฮซีซั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากทอท.ระบุว่าในช่วง 3 ไตรมาสของปีงบประมาณที่ผ่านมานั้นยอดผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 106 ล้านคน ขยายตัว 9.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น ผู้โดยสารชาวต่างชาติ 61.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 25.11% และผู้โดยสารภายในประเทศ 45 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.42% ดังนั้นส่งผลให้ทอท.รับรู้รายได้ค่า PSC ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 50,400 ล้านบาทแบ่งเป็นค่า PSC จากชาวต่างชาติ 45,900 ล้านบาทและค่า PSC ผู้โดยสารในประเทศอีก 4,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับท่าอากาศยานที่ปริมาณผู้โดยสารเติบโตที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ สนามบินภูเก็ตมีผู้โดยสารทั้งหมด 14.2 ล้านคน ขยายตัว 16.88% สนามบินดอนเมือง 30.7 ล้านคน ขยายตัว 10.58% และสนามบินเชียงใหม่ 8.2 ล้านคน ขยายตัว 9.37% ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิมีผู้โดยสาร 47.5 ล้านคน ขยายตัว 7.83% ขณะที่สถิติพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นเดินทางไปท่องเที่ยวในภาคใต้มากขึ้นเมื่อดูจากยอดการขยายตัวที่สนามบินหาดใหญ่อยู่ที่ 51.53% และสนามบินภูเก็ตอยู่ที่ 24.17%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัย กล่าวว่า ส่วนด้านเที่ยวบินในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมามีทั้งสิ้น 6.56 แสนเที่ยวบินขยายตัว 6.45% แบ่งเป็นเที่ยวบินต่างประเทศ 3.46 แสนเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.5% เที่ยวบินภายในประเทศ 3.09 แสนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 0.39% ส่วนด้านการขนส่งสินค้านั้นมีปริมาณ 1.23 ล้านตันเพิ่มขึ้น 5.91% เมื่อเทียบกับปีก่อน &amp;nbsp;สนามบินภูเก็ตและสุวรรณภูมิสัดส่วนการขนส่งสินค้ามากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14345</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทอท., นิตินัย ศิริสมรรถการ, ผลประกอบการ, ผู้โดยสาร, ผู้โดยสารลดลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b1685d3f05d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
