<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 18:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;The Color of Thais&quot;  ผ้าขาวม้ามหัศจรรย์สีสันแห่งวิถีไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการผ้าขาวม้าโดยเหล่านักออกแบบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้งานนิทรรศการ The Color of Thais-ผ้าขาวม้า : มหัศจรรย์สีสันแห่งวิถีไทย จะจบไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ยังอยากชวนให้ทุกคนมาทำความรู้จักกับผ้าขาวม้า ผ้าสารพัดประโยชน์ที่ผูกพันกับวิถีไทยมายาวนาน รวมทั้งนำเสนอผลงานออกแบบผ้าขาวม้าในมุมมองใหม่ที่มีสีสันทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม โดยศิลปินไทยและต่างประเทศ อาทิ น้ำฝน ไล่ศัตรูไกล, ชลิต นาคพะวัน, ศรัณย์ เย็นปัญญา, ชัยชน สวันตรัจฉ์ และ Peter Pilgrim (ปีเตอร์ พิลกริม) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2020 (Bangkok Design Week 2020) อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราคนไทยคงคุ้นตากับผ้าผืนบาง ลายตารางหลากสีที่เรารู้จักในชื่อ &amp;ldquo;ผ้าเคียนเอว&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ผ้าขาวม้า&amp;rdquo; เป็นผ้าที่ถูกใช้สารพัดประโยชน์มาตั้งแต่สมัยโบราณ บ้างใช้ห่ออาวุธ เก็บสัมภาระ ปูพื้น นุ่งอาบน้ำ คาดบ่า คาดเอว ฯลฯ จนเรียกได้ว่าเป็นผ้าท้องถิ่นของไทย เป็นผ้าที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวันมาช้านาน ยาวนานกว่า 500 ปี และมีหลายชุมชนทั่วประเทศยึดถืออาชีพทอผ้าขาวม้าเพื่อเลี้ยงชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ้าขาวม้าแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกันทั้งในด้านวัตถุดิบ ลวดลาย คุณภาพและความเป็นมาเชิงลึก ซึ่งคนทั่วไปอาจจะยังไม่เข้าใจถึงรายละเอียดเหล่านี้ และอาจไม่เห็นคุณค่าของผ้าขาวม้าในเชิงศิลปวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไอคอนสยาม ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงาน ICONCRAFT x Bangkok Design Week 2020 &amp;nbsp;จนกลายมาเป็นนิทรรศการ The Color of Thais-ผ้าขาวม้า : มหัศจรรย์สีสันแห่งวิถีไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมเวิร์กช็อปผ้าขาวม้า

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนิทรรศการได้มีการนำเสนอประวัติผ้าขาวม้าและแง่มุมที่น่าสนใจแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น 17 จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลวดลายผ้าขาวม้าตารางหมากรุก ลายตาเล็ก ลายไส้ปลาไหล ลายตาหมู่ ในภาคอีสานจะนิยมลายตารางเล็กละเอียด ในขณะที่ภาคกลางจะเน้นช่องหมากรุกขนาดใหญ่ สีสันของผ้าขาวม้าถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเช่นกัน อาทิ ผ้าขาวม้าสองสีของอยุธยา โดยนิยมสลับเพียงสองสี เช่น ขาว-แดง ผ้าขาวม้าห้าสีของชัยนาท เน้นสีจัดอย่างแดง เหลือง ส้ม เขียว และขาว หากเป็นผ้าขาวม้าน่านจะนิยมทอด้วยผ้าฝ้ายใช้สีจากเปลือกไม้สกัด ไปจนถึงผ้าขาวม้าร้อยสีจากกาญจนบุรี ผ้าขาวม้ายังเป็นงานดีไซน์โบราณที่เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นผ้านุ่งอาบน้ำ ซับเหงื่อ โพกศีรษะ ผูกเป็นย่าม หรือแม้กระทั่งเป็นมรดกประจำตระกูลที่ใช้ในพิธีการสำคัญตามความเชื่อของชาวสุรินทร์ดั้งเดิม อีกทั้งภายในงานยังมีการจัดแสดง Art installation จากผ้าขาวม้าที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน โดยนำผ้าขาวม้ามาประยุกต์และจัดแสดงในมุมมองใหม่ที่น่าสนใจให้ถ่ายรูปเล่น สวยงาม กิจกรรมเวิร์กช็อปการประดิษฐ์เข็มกลัดจากผ้าขาวม้า และการสกรีนลายบนผ้าขาวม้า Pop Up ที่นำเสนอสินค้าผ้าขาวม้าหลากหลายดีไซน์ที่ขนทัพสินค้าผ้าขาวม้า ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ออกแบบผ้าขาวม้ามุมมองใหม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำฝน ไล่ศัตรูไกล นักออกแบบที่เพิ่งได้รับรางวัล Designer of the year Awards ในสาขา Textile Design กล่าวว่า เรื่องผ้าขาวม้าเป็นส่วนหนึ่งในงานวิจัยแห่งชาติ ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่าผ้าขาวม้ามีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของไทย และยังมีในต่างประเทศ แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละลวดลายของผ้าขาวม้านั้นเป็นของที่ไหน จะรู้ได้อย่างไรว่าผ้าขาวม้าผืนนี้เป็นของเชียงใหม่ เป็นของลาว หรือเวียดนาม เลยมีโครงการวิจัยเกิดขึ้นเพื่อกำหนดอัตลักษณ์ของผ้าขาวม้า และมีการเริ่มหาอัตลักษณ์ผ้าขาวม้าในราชบุรีก่อน ซึ่งเป็นจังหวัดที่โด่งดังเรื่องผ้าขาวม้า มีกิจการเกี่ยวกับผ้าขาวม้าหลายแห่ง เลยให้นักออกแบบในโครงการร่วมค้นหาอัตลักษณ์ผ้าขาวม้าในราชบุรีตามชุมชนต่างๆ มีการระดมความคิดเห็นของชาวบ้านเกี่ยวกับผ้าขาวม้าในชุมชนของเขา ว่าชอบลวดลายแบบใด และแบบใดเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเขา จากนั้นนักออกแบบก็นำเอาความคิด สิ่งที่ได้มาเวิร์กช็อปร่วมกัน และดูว่ามีสีใดบ้างที่แต่ละพื้นที่ในราชบุรีใช้ร่วมกันมากที่สุด แล้วถอดเอาสีนั้นมาออกแบบเป็นผ้าขาวม้าที่นักออกแบบชอบ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าสีที่นิยมใช้มากสุดคือ สีเขียว แดง เหลือง และขาว ก็นำมาใช้ในการนำเสนอลวดลายผ้าขาวม้าในแบบที่เราชอบ อย่างของตนเองก็มีการนำเสนอสีสันสดใส มีการใช้หลายสีตั้งแต่สีเขียว ชมพู ฟ้า ให้ดูทันสมัยมากขึ้น แต่คงเอกลักษณ์ของความเป็นผ้าขาวม้าลายตาราง นอกจากนี้ยังมีศิลปินจากต่างประเทศ คุณปีเตอร์ พิลกริม เขาจบการศึกษาด้านศิลปะจากวิทยาลัยรอยัลคอลเลจ ในปี 1970 ได้รับรางวัลในฐานะผู้นำในแวดวงวิชาการและการออกแบบ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการด้านศิลปะและการออกแบบมากมายหลายสถาบันมาร่วมออกแบบด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าขาวม้าออกแบบโดย ชัยชน สวันตรัจฉ์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ชัยชน สวันตรัจฉ์ ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์แบรนด์ Good Mixer และ Muse กล่าวว่า เขาเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าที่เคยทำงานเกี่ยวกับคอลเลคชั่นผ้าขาวม้ามาแล้ว จะเห็นว่าผ้าขาวม้าอยู่คู่กับคนไทยมานานมาก เป็นผ้าที่มีความคลาสสิกในตัว ไม่มีความเชยเลย ตอนนี้ผ้าขาวม้าได้เข้ามาอยู่ในกระแสแฟชั่นแล้ว นับเป็นเรื่องราวดีๆ เพราะจะเห็นว่ามีคนนำมาประยุกต์เป็นทั้งเสื้อผ้า เป็นสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมาก ส่วนครั้งนี้ได้มีการออกแบบผ้าขาวม้าให้มีสีสันจัดจ้าน ดูสวยขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านชลิต นาคพะวัน ศิลปินอิสระและครูสอนศิลปะ กล่าวว่า เราเติบโตมากับชนบท เกิดมาก็เห็นพ่อของเราใช้ เราก็ใช้กับพ่อบ้าง นำไปเช็ดตัว ตอนเด็กถ้าจำไม่ผิดแม่ยังเคยเอามาทำเป็นเปลให้เรานอน ความทรงจำนี้ยังวนเวียนอยู่กับเรา จนตอนนี้เวลาที่ไปต่างจังหวดก็จะเห็นชาวบ้าน ลุงป้าน้าอายังใช้อยู่เลย ทุกวันนี้ก็ผ้าขาวม้าเข้ามาอยู่ในวงการแฟชั่นแล้ว ทำให้เห็นว่ามีความหมายกับชีวิตเรามากขึ้น มันคืออัตลักษณ์ของคนไทยอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าขาวม้าลายใหม่โดย ชลิต นาคพะวัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ส่วนผลงานในครั้งนี้เกิดจากผมเคยไปราชบุรีบ่อย ผมเห็นว่าคนราชบุรีอัธยาศัยดีมาก น่ารักมาก เลยทำให้ผมหยิบเอาประเด็นเรื่องนี้มาออกแบบเป็นผ้าขาวม้าที่มีสีสันสดใส มีความหวาน ความอบอุ่นอยู่ในผืนผ้าเดียวกัน ให้ความรู้สึกนิ่ง เย็นสบาย มันคือความรักที่เราใส่ลงไปในผ้า&amp;quot; ชลิตกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับงาน ICONCRAFT x Bangkok Design Week 2020 กับนิทรรศการ The Color of Thais-ผ้าขาวม้า : มหัศจรรย์สีสันแห่งวิถีไทย จัดแสดงที่ชั้น 4-5 ไอคอนคราฟต์ ไอคอนสยาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56903</URL_LINK>
                <HASHTAG>The Color of Thais-ผ้าขาวม้า, ผ้าขาวม้า, ไอคอนคราฟต์, ไอคอนสยาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e42905de9448.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ทำไมต้องเอาผ้าขาวม้าพาดบ่า?ผู้สมัครรปช.เผยนัยยะสีแห่งสัญลักษณ์ธงชาติไทยและคุณค่าคนธรรมดา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15มี.ค.62-นายเตช เตชะพัฒน์สิริ ผู้สมัครส.ส.เขต1 พระนคร สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต(ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) กรุงเทพมหานคร หมายเลข 7 พรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)เปิดเผยกรณีมีหลายคนถามว่า &amp;quot;ทำไมต้องเอาผ้าขาวม้าพาดบ่า?&amp;quot; ว่า ผมได้รับผ้าขาวม้าพื้นนี้จาก &amp;quot;หม่อมเต่า&amp;quot; (ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล) หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ให้ไว้สำหรับผู้สมัครทุกท่านโดยมี 2 นัยยะสำคัญคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นัยยะสี ซึ่งแทนสีของธงชาติไทย ที่รวบรวมอุดมการณ์ของนักสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ และ นัยยะคุณค่า ซึ่งหมายถึงให้ผู้สมัครทุกคนตระหนักถึงที่มาของตนเองในเวทีทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ว่าเราคือตัวแทนของประชาชนตัวแทนของคนธรรมดา ที่กล้าลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอันไม่ชอบธรรมที่อาสามาทำภารกิจเพื่อประเทศชาติ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเตช กล่าวว่า ผมก็ได้ติดตัวเวลาลงพื้นที่หาเสียง และไปร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึง &amp;quot;สีแห่งสัญลักษณ์และคุณค่าแฝงภายในผ้าขาวม้า&amp;quot; ที่คอยเช็ดคราบเหงื่อคลายความร้อนที่ทำให้เราได้นึกเสมอว่าอย่าลืมคุณแผ่นดิน บุญคุณของประชาชนคนธรรมดา เราไม่ลืมใครไว้ข้างหลัง เราจะก้าวไปด้วยกัน ตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชนที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อปฏิรูปประเทศมาด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนายเตช เตชะพัฒน์สิริ &amp;nbsp;เป็นนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ ได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เป็นตัวแทนของเยาวชนในการร่วมสะท้อนปัญหาในเวทีต่างๆ ในยุคเริ่มแรกในการเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วม จนได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มผู้นำเยาวชนให้เป็นรองประธานสภาเยาวชนกรุงเทพมหานคร จนสามารถผลักดันให้เกิด ระเบียนว่าด้วยสภาเยาวชนกรุงเทพมหานคร รวมตัวกันก่อตั้งสโมสรพลเมืองเยาวชนกรุงเทพมหานคร Bangkok Youth Club (องค์กรสาธารณะประโยชน์) และเป็นอนุกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนในคณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนปฏิรุปเปลี่ยนแปลงประเทศให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31390</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผ้าขาวม้า, พรรครวมพลังประชาชาติไทย, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, สโมสรพลเมืองเยาวชนกรุงเทพมหานคร, เตช เตชะพัฒน์สิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b10ee7838f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮักนะโขงเจียม-แวะจิบกาแฟกลางนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชมวิวแม่น้ำโขงที่บ้านตามุย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าให้เลือกนิยามเรียกจังหวัดอุบลราชธานีสักหนึ่งประโยคสั้นๆ คำว่า &amp;ldquo;เมืองแม่น้ำโขง&amp;rdquo; น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะกับอุบลฯ มากที่สุดชื่อหนึ่ง เพราะด้วยความที่เป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขง แม่น้ำที่คอยหล่อเลี้ยงชีพชาวอุบลฯ และคนอีสานมาตั้งแต่อดีตกาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หยิบนิยามเมืองแม่น้ำโขงมาพูดก็เพราะอยู่ๆ ก็นึกถึงการไปเยือนอุบลฯ เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่ได้รับคำเชิญชวนจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในแวดวงเดียวกันให้ไป มีความตั้งใจไปที่บ้านตามุย ตำบลห้วยผึ้ง อำเภอโขงเจียม เพื่อร่วมงานเปิด &amp;ldquo;โครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP VILLAGE) 8 เส้นทาง 10 หมู่บ้าน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการที่ประกาศชวนนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวของธรรมชาติและวัฒนธรรม หรือไปเช็กอินถิ่นอารยธรรมอีสานใต้และสัมผัสวิถีชีวิตริมแม่น้ำโขง นอกจากนี้ยังบอกว่ามีสินค้าโอท็อปและกิจกรรมน่ารักๆ ของชาวบ้านให้ได้ชมเยอะ เราเลยไม่รีรอที่จะตอบตกลงไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนที่ถึงอุบลฯ ฝนก็โปรยปรายลงมาเล็กน้อย เม็ดฝนที่ตกลงมามันทำให้ได้กลิ่นไอของดิน ชวนนึกถึงสมัยเด็กที่เคยเล่นกับดินกับหญ้า บรรยากาศเก่าๆ ตอนช่วงเรียนประถม ที่เล่นทำอาหาร เล่นขายของกับเพื่อนๆ ขณะที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปโขงเจียม ผู้ร่วมทริปด้วยกันมีประมาณ 4-5 คน พี่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าโขงเจียมมีชื่อเสียงเรื่องของบรรยากาศที่โรแมนติก หลายๆ คนที่ไปมักจะประทับใจ จนต้องมาอีกครั้ง เพราะนอกจากจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามแล้วบรรยากาศยังดีอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบายทั้งวัน เหมาะกับการนั่งชมวิวมองไปทางฝั่งประเทศลาว มีภูเขาสูงต่ำสลับทับซ้อนกันอย่างสวยงาม และนั่งมองแม่น้ำโขงสิ้นสุดในเขตแดนไทยก่อนที่จะไหลเข้าสู่เขตของประเทศลาว เหมือนแม่น้ำโขงไหลเข้าไปยังอ้อมกอดของภูเขา เคลิบเคลิ้มไปกับคำบอกเล่าได้สักพักก็มอออกไปข้างทาง เห็นปริมาณน้ำที่สูงจนเอ่อล้นตลิ่งขึ้นมา เพราะช่วงที่ไปนั้นฝนตกภาคอีสานมากจนน่าวิตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งชั่วโมงจากตัวเมืองอุบลฯ หลับบ้างตื่นบ้าง จู่ๆ เสียงพิณเสียงแคนผสานกับเสียงกลองจังหวะโจ๊ะๆ ชวนโยก พร้อมกับเยาวชนและพ่อๆ แม่ๆ สวมใส่ชุดผ้าถุงง่ายๆ ถือพวงมาลัยคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว มาพร้อมกับวงฟ้อนรำจังหวะเร้าใจ นี่เป็นสิ่งแรกที่นับว่าเป็นการต้อนรับของชาวบ้านตามุย เป็นพิธีการเล็กๆ ที่ชาวบ้านจัดเตรียม ต้อนรับแขกผู้มาเยือน ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องปกติที่ชาวบ้านทำ แต่พอดีช่วงที่ไปเป็นวันที่หมู่บ้านจัดกิจกรรมเปิดหมู่บ้านท่องเที่ยวโอท็อป ก็เลยมีพิธีการเป็นพิเศษขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านตามุยรำต้อนรับแขกมางานเปิดกิจกรรมโอท็อป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมา &amp;quot;บ้านตามุย&amp;quot; ไม่เคยเปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวมาก่อน แต่คนในพื้นที่และหมู่บ้านใกล้เคียงที่รู้จักที่นี่ ก็มักจะมาแวะเยือนเสมอ เพราะที่นี่มีจุดชมวิวให้ได้ถ่ายภาพแม่น้ำโขงได้แบบเต็มๆ ภายในหมู่บ้านอาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่น แต่ความน่าสนใจอยู่ที่บ้านหลายหลัง ผลิตสินค้าโอท็อปแบบของใครของมัน ไม่มีการเลียนแบบกัน ไม่ว่าผ้าถุงทอมือ ผ้าฝ้ายผืน หรือเสื่อทอด้วยใบเตย ยังมีอาหารแปรรูป และของอีกหลายๆ อย่างมากมาย จนทำให้หมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโอท็อป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านตามุยกับกระบวนการผลิตผ้าผืนงามที่บ้านตนเอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากปากคำของชาวบ้านตามุยเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะเป็นหมู่บ้านตามุย เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2401 มีกลุ่มคนจากบ้านนาโพธิ์ จำนวน 7 ครอบครัวมาอาศัยหาปลาที่ริมน้ำแถวบ้านท่าล้ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้เคียงกัน แต่ด้วยความที่พื้นที่ตรงนี้มีความลาดชันมาก จึงมีการขยับขยายครอบครัวออกมาอยู่ในพื้นที่บ้านตามุยที่เป็นพื้นราบมากกว่าแทน เพราะสามารถปลูกผัก ทำเกษตรริมโขงได้ ส่วนชื่อ &amp;ldquo;ตามุย&amp;rdquo; ก็เรียกตามลำห้วยตามุย ซึ่งเป็นลำห้วยทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน แสดงถึงความอยู่เย็นเป็นสุขของคนในชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรยากาศที่สวยงามของบ้านตามุย ยังมาจากการที่หมู่บ้านถูกขนาบข้างด้วยภูเขาและแม่น้ำ ด้านหน้าเลียบติดกับภูตามุย ส่วนด้านหลังเลียบติดกับแม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้ามคือ สปป.ลาว แขวงจำปาสัก ชาวบ้านที่นี่ยึดอาชีพหาปลา เก็บหาของป่าเพื่อกินและขาย ปลูกผักตามฤดูกาล เรียกว่าอาศัยแม่น้ำฝั่งโขงหล่อเลี้ยงชีวิต และยังมีการทำนาทำไร่อีกด้วย แต่เป็นพื้นที่น้อยนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและแหล่งทำมาหากิน สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว สายน้ำแห่งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตผู้คนที่นี่มาตั้งแต่บรรพบุรุษและสืบทอดต่อลูกหลาน เด็กที่นี่ต่างเข้าใจว่า แม่น้ำโขงเป็นเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงชีวิต หากมีแม่น้ำโขงพวกเขาก็จะมีที่อยู่อาศัย มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ มีอาชีพ และยังเผื่อแผ่แบ่งปันไปถึงเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ในชุมชน ภาพของเด็กๆ บ้านตามุยที่คุ้นชินกับการหาหอย ช้อนกุ้ง เก็บผักริมโขงมาให้พ่อแม่ทำกับข้าว คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นทั้งความผูกพันและการพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้ได้เป็นอย่างดี มาวันนี้วิถีชีวิตของคนที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แม้ว่าลูกหลานจะมีการโยกย้ายไปอยู่ต่างถิ่นบ้าง แต่ที่นี่ก็มีการพัฒนาหลายๆ อย่างในหมู่บ้านตนเอง เช่น การพัฒนาเป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยวในตอนนี้&amp;rdquo; ลุงคนหนึ่งเล่าให้พวกเราฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านตามุยสาธิตทำผ้ามัดย้อม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สินค้าข้าวของเครื่องใช้ที่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันผลิตน่าสนใจมาก ราคาไม่แพง ถูกกว่าที่ตลาดทั่วไป ที่นี่มีทั้งผ้าขาวม้า ทอผ้าฝ้าย ทอเสื่อใบเตย ผ้าห่มนวม พวงกุญแจแมลงทับ ส่วนอาหารการกินก็ไม่น้อยหน้า มีอาหารแปรรูปอย่างหน่อไม้ดอง ปลาแห้งชนิดต่างๆ ที่มาจากริมโขงนี่เอง แล้วยังมีกล้วยตาก กล้วยหอมหวีใหญ่ๆ ส้มโอเนื้อแน่นๆ ชาวบ้านบอกว่าปลูกริมโขงรสชาติจะดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดถึงสินค้าโอท็อปจากบ้านตามุย ไปไม่ไกลนัก ที่ &amp;quot;ผาแต้ม&amp;quot; ก็มีสินค้าโอท็อปมากมายให้เลือกซื้อ ทั้งพืชผัก สินค้าเกษตร ยิ่งถ้ามาในช่วงเทศกาลก็อาจได้ร่วมงานบุญในวันสำคัญทางศาสนาและงานประเพณีในท้องถิ่น ทั้งเทศกาลงานบุญเข้าพรรษา งานบุญออกพรรษา งานบุญบั้งไฟพญานาค งานบุญกฐิน งานบุญข้าวจี่ งานบุญข้าวประดับดิน และงานบุญสงกรานต์ หรืออาจจะได้ลงเรือล่องแม่น้ำโขงด้วย ถ้าอยากไปจริงๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โทร. 0-4535-1010 ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากบ้านตามุย สถานที่ที่น่าสนใจอีกแห่งของในโขงเจียมก็คือ ร้าน &amp;ldquo;กาลครั้งหนึ่ง&amp;rdquo; เป็นร้านกาแฟผสานศิลปวัฒนธรรมริมโขง ตั้งอยู่ตรงถนนแก้วประดิษฐ์ ใกล้ๆ กับจุดชมวิวแม่น้ำสองสีและที่ว่าการอำเภอโขงเจียม ที่นี่เราแวะมาชิมกาแฟ ซึ่งเมนูก็คล้ายๆ กับร้านคาเฟ่อื่นๆ แต่ที่แตกต่างและน่าสนใจ ก็คือตัวร้านที่เป็นอาคารไม้เก่า ถูกตกแต่งสไตล์โบราณ พื้นที่โล่งๆ นั่งสบายๆ ได้นำเอาวิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่นของคนริมฝั่งน้ำโขงมาตกแต่ง ทั้งอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ การทอผ้าและย้อมสีธรรมชาติ วิถีชีวิตคนริมโขงถูกยกมาไว้ที่ร้าน นับว่าเป็นการให้ข้อมูลกับผู้ที่มาแวะเวียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บรรยากาศของร้านกาลครั้งหนึ่งในโขงเจียม ตกแต่งด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นของคนริมฝั่งน้ำโขง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นั่งที่ร้านกาลครั้งหนึ่งสักพักก็นึกขึ้นได้ว่า ไม่นานมานี้บนโลกโซเชียลฮือฮากันมาก มีการแชร์ภาพบรรยากาศของกระท่อมกลางท้องนา มีสะพานไม้เชื่อมและคลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวมาถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก มันเป็นแลนมาร์คแห่งใหม่ของชาวอุบลฯ ที่แห่งนี้มีชื่อว่าร้าน &amp;ldquo;มา นา เด้อ&amp;rdquo; ร้านกาแฟสไตล์ลอฟต์ อยู่กลางทุ่งนาสีเขียวบนเนื้อที่ 30 ไร่ ที่อำเภอเขื่องใน ซึ่งเพิ่งเปิดตัวช่วงเข้าพรรษาเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บรรยากาศของร้าน &amp;ldquo;มา นา เด้อ&amp;rdquo; แลนมาร์คที่นิยมของหนุ่มสาว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากร้านกาลครั้งหนึ่งจึงมุ่งหน้าสู่ &amp;quot;มา นา เด้อ&amp;quot; เพราะอยากจะอิงกระแสสักหน่อย ใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมง ไปถึงจะเห็นผู้คนมากมาย เห็นตั้งแต่รถที่จอดข้างทางยาวหลายกิโลเมตรจนไม่มีที่ว่างจอด ร้านนี้เจ้าของร้านอยากให้เด็กรุ่นใหม่มาสัมผัสธรรมชาติเลยทำร้านนั่งชิลๆ บรรยากาศท้องทุ่งนาในพื้นที่บ้านเกิดเนื้อที่ 30 ไร่ แยกเป็นส่วนของตัวร้าน 8 ไร่ ส่วนของกระต๊อบนั่งเล่นและส่วนจำลองวิถีชีวิตของชาวนาในอดีต เราไม่ได้ชิมกาแฟของที่นี่เพราะคนเยอะมาก รอไม่ไหวเลยไปเดินเล่นแวะเก็บภาพท้องนาสักพัก ประมาณ 10-20 นาที จำนวนคนที่มาที่นี่ไม่ได้ลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้น ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะหนุ่มสาว เรากำลังคิดว่าเป็นไปได้ที่คนเหล่านี้กำลังโหยหาอดีต วิถีชีวิตเดิมๆ เรียบง่ายอยู่หรือเปล่า และเชื่อว่าท้องนาก็เป็นหนึ่งในความทรงจำวัยเด็กของใครหลายๆ คนแน่ๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จริงๆ ตอนที่ไปอุบลฯ ยังมีเรื่องราวน่าสนใจอีกเยอะ แต่เราเลือกหยิบไฮไลต์ของทริปมาเล่า ใครมีโอกาสก็หาเวลาไปเที่ยวอุบลฯ ถิ่นแม่น้ำโขงสักครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18056</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทอผ้าฝ้าย, ทอเสื่อใบเตย, ท่องเที่ยว, บ้านตามุย, ผ้าขาวม้า, ผ้าห่มนวม, เมืองแม่น้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba3a19d92b81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
