<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์หนุนอัปเกรดผ้าไหมไทย ป้อนตลาดโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2564 &amp;nbsp;นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำผ้าไหมไปสร้างสรรค์ผลงาน ตั้งแต่ผ้าไหมที่สวมใส่ เสื้อผ้า งานตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เป็นสินค้า OTOP และสินค้าส่งออกยอดนิยม ซึ่งแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ โดยนำผ้าไหมมาออกแบบให้ดูทันสมัย ประยุกต์ปรับเปลี่ยนตามแฟชั่น นอกจากจะเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเนื้อผ้าแล้ว ยังเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ซึ่งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ผลิตผ้าไหม จะต้องติดตามความต้องการของตลาด และพัฒนาสินค้าผ้าไหมให้ตรงตามความต้องการ ก็จะทำให้ขายสินค้าได้มากขึ้น และมีรายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตัวอย่างผ้าไหมที่ตลาดมีความต้องการ เช่น 1.ผ้าผืนไหมย้อมสีธรรมชาติ เช่น ผ้าผืนไหมทอลายดอกหมากย้อมสีธรรมชาติ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งปัจจุบันทำการย้อมเส้นใยสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช้สารเคมี ช่วยเพิ่มมูลค่ากับให้กับงานฝีมือ เนื้อไหมนุ่มเนียน เบา เย็นสบาย แต่อุ่นเมื่ออยู่ในที่เย็น 2.ชุดผ้าไหม ที่มีการนำผ้าไหมมาทำชุดใส่ทั้งออกงานและสวมใส่ในชีวิตประจำวันกันมากขึ้นและใส่ได้ทุกวัย 3.หน้ากากผ้าไหม ที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรค และช่วยเสริมความสวยงาม ความหรูหราที่สอดแทรกไปกับความทันสมัย 4.ผ้าไหมกับงานตกแต่งบ้าน เช่น ผนังวอลเปเปอร์ ผ้าม่าน เป็นต้น และ 5.ผ้าไหมใช้กับเฟอร์นิเจอร์ เช่น เบาะรองนั่ง โซฟา หมอนอิง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผ้าไหมไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งส่งเสริมองค์ความรู้เทคโนโลยีและการเลี้ยงไหมให้ได้มาตรฐานครบวงจร แก่เกษตรกรให้ตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อส่งไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าให้แก่เส้นไหม และจะต้องเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์และการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อเผยแพร่ให้ผู้บริโภคทราบช่องทางการซื้อขายผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์ รวมทั้งต้องช่วยสร้างการเล่าเรื่องที่มาของเส้นไหมจนถึงออกมาเป็นผ้าผืน เพื่อให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศทราบถึงกระบวนการต่าง ๆ ในความพยายามของเกษตรกรตลอดการผลิตจนถึงออกมาเป็นผ้าผืนและผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน การผลิตไหมของไทย มี 2 แบบ คือ การเลี้ยงไหมแบบครัวเรือนหรือหัตถกรรม และการเลี้ยงไหมแบบอุตสาหกรรม เพื่อนำไปทอผ้าเป็นผ้าไหม โดยมีการเลี้ยงไหมกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ รวม จำนวนเกษตรกรที่เลี้ยงไหมทั้งประเทศ 30,254 ราย (อ้างอิงจากกรมหม่อนไหม ณ เดือนมี.ค.2564) ส่วนประเภทของผ้าไหมไทยแบ่งตามลักษณะการทอ เช่น ผ้าไหมทอมือลายขัด ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมขิด ผ้าไหมจก ซึ่งรู้จักในชื่อของผ้าแพรวา และผ้าไหมยก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านการส่งออก ในปี 2563 ไทยส่งออกไหม (ประเภทสินค้า รังไหม ไหมดิบ เศษไหม ด้ายไหม) ปริมาณ 224.56 ตัน มูลค่า 184.44 ล้านบาท ตลาดหลัก คือ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศส และตุรกี และยังส่งออกผลิตภัณฑ์ไหมในรูปแบบของผ้าผืนและเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยไทยส่งออกผ้าผืนทำจากไหม มีมูลค่า 138.70 ล้านบาท ตลาดสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปทำจากไหม มีมูลค่า 64.60 ล้านบาท ตลาดสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สิงคโปร์ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113950</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผ้าไหม, พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f397bc182d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 22:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามรอยททท.สำนักงานสุรินทร์ ชวนอุดหนุนผ้าไหม-ผลไม้-หลากสินค้าดีจากอีสานใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สำนักงานททท.สุรินทร์ ชวนเที่ยวทิพย์ผ่านช่องทางออนไลน์และอุดหนุนสินค้าจากผู้ประกอบการในแหล่งท่องเที่ยวทั้งผ้าไหม ผลไม้ อาหารการกิน รวมทั้งชมงานประเพณี เรื่องราวทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ย้ำให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ เน้นความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการให้ยกมาตรฐานสู่ Sha&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุรินทร์ รับผิดชอบพื้นที่สุรินทร์ และศรีสะเกษ&amp;nbsp; กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทางจังหวัดสุรินทร์ และ จังหวัดศรีสะเกษ&amp;nbsp; ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภัยทางด้านสุขภาพตามมาตรการของจังหวัด ขณะที่ในส่วนของททท.สำนักงานจังหวัดสุรินทร์ก็ได้ประสานกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หรือสินค้าชุมชนที่ส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องการทอผ้าไหมซึ่งเริ่มจากการทอในครัวเรือนและสืบทอดกันมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่มีเอกลักษณ์ลวดลายเฉพาะถิ่นของตนเอง กว่าจะทำได้และชิ้น แต่ละผืนใช้เวลายาวนาน ซึ่งในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 นั้น ก็ยังมีการทำงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นงานที่ต้องใช้คนมีฝีมือ มีทักษะเฉพาะทาง ที่มีอยู่ไม่มากนัก สภาพการทำงานไม่แออัด และบางขั้นตอนคนทำงานนำกลับไปทำที่บ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการททท. สำนักงานสุรินทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า สำหรับสินค้าหัตถกรรมงานผ้าไหมจากพื้นที่ใน 2 จังหวัดของดินแดนอีสานใต้คือในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ที่ผ่านมาในช่วงภาวะปกติ เป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานของนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้ามาชมกระบวนการผลิตผ้าไหม ซึ่งมีชื่อเสียงและมีเรื่องราวความเป็นมาน่าสนใจอยู่ในหลายพื้นที่ อาทิ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผ้าไหมยกทองโบราณ บ้านท่าสว่าง จ.สุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มต้นที่ &amp;quot;ผ้าไหมยกทองโบราณ บ้านท่าสว่าง&amp;quot;&amp;nbsp; จังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดจากการริเริ่มของกลุ่มทอผ้ายกทอง &amp;ldquo;จันทร์โสมา&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูการทอผ้ายกทองชั้นสูงแบบราชสำนักไทยโบราณ โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นแกนนำและเป็นผู้รวบรวมชาวบ้านท่าสว่างมารวมกลุ่มกันทำงานทอผ้ายามว่างจากงานไร่งานนา และมีโอกาสทอผ้ายกทองทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกลักษณ์ความโดดเด่นของผ้าไหมยกทอง บ้านท่าสว่าง เริ่มจากการออกแบบลวดลายที่สลับซับซ้อนงดงามและศักดิ์สิทธิ์ เป็นการผสมผสานกันระหว่างลวดลายการทอแบบราชสำนักกับเทคนิคการทอผ้าแบบพื้นบ้าน จนกลายเป็นผ้าทอที่มีความงดงามอย่างมหัศจรรย์และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก&amp;nbsp;ผลงานที่โดดเด่นของที่นี่ คือ ได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลให้ทอผ้าสำหรับตัดเสื้อผู้นำและผ้าคลุมไหล่สำหรับคู่สมรสผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจที่มาร่วมประชุมผู้นำเอเปกเมื่อปลายปี 2546 จนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อ &amp;ldquo;หมู่บ้านทอผ้าเอเปก&amp;rdquo; และได้เป็น OTOP ระดับ 5 ดาว ของประเทศ&amp;nbsp; ผู้สนใจสามารถสอบถามได้ที่ แหล่งผลิต กลุ่มทอผ้ายกทอง จันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัด สุรินทร์ โทร. 08-9202 -7009, 0 4-4558-4899-0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผ้าไหมสุรินทร์ บ้านท่าสวาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ผ้าไหมสุรินทร์ บ้านท่าสวาย &amp;quot; โดดเด่นในการผลิตเส้นไหมน้อย และกรรมวิธีการทอที่ภาษาเขมร เรียก &amp;ldquo;โซกซัก&amp;rdquo; มาใช้ในการทอผ้า &amp;ldquo;ไหมน้อย&amp;rdquo;เป็นผ้าไหมเส้นเล็ก เรียบ นิ่ม เวลาสวมใส่รู้สึกเย็นสบาย &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อนและเป็นกรรมวิธีที่ยาก ซึ่งต้องใช้ความสามารถและความชำนาญจริง เช่น การทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัว ซึ่งทำให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่นมีคุณค่า เพราะมีการทอแบบนี้ที่เดียวในประเทศไทย ผู้สนใจสอบถามได้ที่&amp;nbsp; วิสาหกิจชุมชนตลาดไหมใต้ถุนเรือน&amp;nbsp; ที่ คุณสิริญชัย ใจติก โทร 08-7962-3472&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผ้าไหมเก็บ บ้านเมืองหลวง อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ผ้าไหมเก็บ บ้านเมืองหลวง &amp;quot; อำเภอห้วยทับทัน&amp;nbsp; จังหวัดศรีสะเกษ &amp;ldquo; เป็นชุมชนที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมควบคู่ไปกับการทอผ้า ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงและโดดเด่น คือ ผ้าไหมเก็บ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงทั้งด้านความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์ เนื่องจากผ้าไหมเก็บเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน โดยมีการนำเอาประเพณีและวัฒนธรรมเข้ามาผสมผสานในการผลิต ผ้าไหมแต่ละผืนจึงมีคุณค่าและความหมายเป็นอย่างยิ่ง ผู้สนใจสอบถามได้ที่&amp;nbsp; กลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านเมืองหลวงโทร 08-5763- 4261 (คุณฉลวย ชูศรีสัตยา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ผ้าไหมมัดหมี บ้านหัวช้าง&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำเภอ อุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ&amp;nbsp; สำหรับการทอผ้าไหมของที่นี่เริ่มต้นตั้งแต่ปีพุทธศักราชใดไม่แน่นชัด แต่โดยที่บ้านหัวช้าง ที่เป็นชุมชนเผ่าลาว จากประวัติบอกเล่าของผู้สูงอายุในหมู่บ้าน เริ่มแรกเดิมทีจะทอผ้าไหมเป็นจำพวกผ้าไม่มีลาย เช่น ผ้าพื้น ผ้าหางกระรอก ผ้าซิ่นคั่น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นได้มีการพัฒนามาสู่ในระยะที่ 2 คือ การนำเอาเส้นไหมมาขึ้นเป็นลำเพื่อมัดหมี่ แต่จำนวนของลำไม่มาก เช่น 3 5 7 9 ลำ แล้วนำเอาวัสดุจากธรรมชาติ คือ ปอกล้วย หรือกาบของต้นกล้วยที่แห้ง มารีดตากแดด แล้วนำมามัดเป็นลาย สันนิษฐานว่า หมี่แรกเริ่มเดิมที คือ หมี่ข้าวสาร หมี่หมากจับ แล้วนำมาย้อมด้วยสีธรรมชาติ เช่น สีแดงจากครั่ง สีเหลืองจากเข สีฟ้าครามได้จากคราม เป็นต้น โดยทางกลุ่มเคยได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดผ้าไหมสวยงาม ประเภทผ้าโสร่ง ในปี พ.ศ. 2527 จากนั้นจนถึงระยะปัจจุบัน ทางกลุ่มได้พัฒนาลวดลายให้มีลวดลาย สีสัน ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีทั้งสีเคมี และสีธรรมชาติ เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาด และดึงดูดลูกค้าได้หลายกลุ่ม&amp;nbsp; ผู้สนใจติดต่อ ได้ที่ กลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่ บ้านหัวช้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; โทรศัพท์&amp;nbsp; 08-4835-3696 (คุณสิทธิศักดิ์ ศรีแก้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ผ้าไหม ชุมชนท่องเที่ยวบ้านตระกวน&amp;quot;&amp;nbsp; ต. พิงพวย อ. ศรีรัตนะ จ. ศรีสะเกษ &amp;nbsp;การทอผ้าของชุมชนแห่งนี้มีเล่าต่อกันมาว่า สมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่ท่านเล่าว่าไม่มีเสื้อผ้าใส่ ต้องหาใบไม้มาปิดบังร่างกาย ต่อมาได้นำเอาผลฝ้ายมาปั่นจนเป็นเส้น แล้วนำมาทอใส่กันจนเป็นผ้า ภายหลังมาพบตัวไหมที่มีใยเหนียวทำเป็นรังและชอบกินใบหม่อน และมีความทนกว่าผ้าฝ้าย จึงนำมาทอตัดเป็นเสื้อหรือผ้า และทำลวดลายต่าง ๆ โดยย้อมสีธรรมชาติเช่น ย้อมจากแก่นขนุน เปลือกไม้ประดู่ มะเกลือ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาจึงมีการคิดค้นลวดลายต่าง ๆ ตามท้องถิ่นของชุมชนบ้านตระกวน ซึ่งเป็นชุมชนชาวเขมรอยู่ติดกับประเทศกัมพูชา ใช้ภาษาเขมรในการสื่อสาร มีโบราณสถาน เช่น เขาพระวิหาร การคิดค้นลวดลายผ้าจึงเป็นลวดลายโบราณโดยนำลักษณะภูมิศาสตร์มาดัดแปลง เป็นผ้าไหมมัดหมี่ตามสถานที่ตั้งของชุมชน &amp;nbsp;ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชุมชนบ้านตระกวน โทร. 09-1834- 1195&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการททท. สำนักงานสุรินทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องของการสนับสนุนสินค้าจากแหล่งท่องเที่ยวทางด้านงานหัตถกรรมแล้ว ททท.สำนักงานสุรินทร์ยังนำเสนอเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งประเพณีวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เช่นเทศกาลเข้าพรรษา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนหายคิดถึง และไม่ลืมเลือนแหล่งท่องเที่ยว อาหารการกิน ผลไม้ ต่างๆ อย่างเช่น ผลไม้ภูเขาไฟในพื้นที่อำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษณ์ &amp;nbsp;ในจังหวัดศรีสะเกษ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนหรือผลไม้อื่นอย่างเช่นฝรั่งสด น้ำฝรั่งค้นสดแปรรูป&amp;nbsp; กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีความหลากหลาย เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของททท.สำนักงานสุรินทร์&amp;nbsp; และ ททท.ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผู้บริโภคจากทั่วประเทศ สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้เลย ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันสินค้าก็ส่งให้ถึงมือแบบสะดวก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;หลากผลไม้จากสวนบุญส่ง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผลิตผลจากสวนทุเรียนโกมลแนวบุตร อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการททท. สำนักงานสุรินทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า&amp;nbsp; ททท.ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีใหม่ หรือ New Normal ที่เน้นความปลอดภัยด้านสุขภาพ&amp;nbsp; เน้นการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเล็กๆ&amp;nbsp; เว้นระยะห่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้ำให้ผู้คนสวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทางท่องเที่ยว พกพาอุปกรณ์ป้องกันและฆ่าเชื้อ หมั่นล้างมือให้สะอาด กินร้อนช้อนตัวเอง และปฏิบัติตามกฏระเบียบของแต่ละจังหวัดและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆตามมาตรฐานสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ เข้าร่วมรับตราสัญลักษณ์ ตามมาตรฐาน โครงการ Amazing Thailand Safety &amp;amp; Health Administration -SHA &amp;nbsp; ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยททท. กับกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ โดยนำมาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุขผนวกกับมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพของสถานประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวว่า&amp;nbsp; ทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดี มีความสุข และความปลอดภัยด้านสุขอนามัยจากสินค้าและบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ &amp;nbsp;ผู้สนใจเรื่องราวการท่องเที่ยวและสนใจอุดหนุนสินค้าของชุมชนต่างๆ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสุรินทร์และศรีสะเกษ สามารถติดตามข้อมูลได้จาก Facebook : ททท.สำนักงานสุรินทร์ tat surin และ เว็บไซต์ www .เที่ยวอีสาน.com &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;สรณะ&amp;nbsp; รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109978</URL_LINK>
                <HASHTAG>Sha, www .เที่ยวอีสาน.com, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), จันทร์โสมา, ตราสัญลักษณ์, ททท., ท่องเที่ยววิถีใหม่, นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ, ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยว, ผลไม้ภูเขาไฟ, ผ้าไหม, ผ้าไหม ชุมชนท่องเที่ยวบ้านตระกวน, ผ้าไหมมัดหมี บ้านหัวช้าง, ผ้าไหมยกทองโบราณ บ้านท่าสว่าง, ผ้าไหมสุรินทร์ บ้านท่าสวาย, ผ้าไหมเก็บ บ้านเมืองหลวง, สำนักงานททท.สุรินทร์, สำนักงานสุรินทร์, หมู่บ้านทอผ้าเอเปก, อุดหนุนสินค้า, เที่ยวทิพย์, โครงการ  Amazing Thailand Safety &amp; Health Administration -SHA, โซกซัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f16b4976019.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนาธร&#039; เจ็บหนัก &#039;มิสเตอร์ผ้าไหม&#039; อบรมชุดใหญ่ หลังแกว่งปาก &#039;กรมหม่อนไหม&#039; คือภาระของชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.64 - นายศักดา แสงกันหา หรือมิสเตอร์ผ้าไหม-โคราช โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พาดพิงการจัดสรรงบประมาณกรมหม่อนไหม จำนวน 560 ล้านบาท ว่ามีจำนวนมากเมื่อเทียบกับงบประมาณของกรมปศุสัตว์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโพสต์ของนายศักดา มีรายละเอียดดัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมหม่อนไหม คือ &amp;ldquo;โอกาส&amp;rdquo; มิใช่ภาระของชาติ อย่างที่เขาถากถาง!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีมีคนตั้งถามทำร้ายหัวใจพวกเราชาวอีสาน ชาวเหนือผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และได้รับโอกาสในการทำงานร่วมกับ &amp;ldquo;กรมหม่อนไหม&amp;rdquo; มายาวนานนับชั่วคน กับคำถามที่ว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;..ทำไมต้องมีกรมหม่อนไหม ไปส่งเสริมปศุสัตว์ประมง ดีกว่ามั้ย?&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคำนี้ใจร้ายมาก เปี่ยมไปด้วยอคติ ความตื้นเขินทางความคิด และขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อ วิถีชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องของผมที่ภาคอีสาน และภาคเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผม &amp;quot;ศักดา แสงกันหา&amp;quot; ผมโตมากับต้นหม่อนและตัวไหม ผมกับแม่ เราเป็นเกษตรกร เราปลูกหม่อน เลี้ยงตัวไหม ทอผ้าขาย นี่คือชีวิตของเรา นี่คือวิถีชีวิตของครอบครัวอีกหลายครอบครัว และนี่คือคำดูถูกที่พวกเรา รับไม่ได้!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[ ผ้าไหมกับวิถีชาวบ้าน ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเกิดและเติบโตมาในภาคอีสาน ตั้งแต่เล็กจนโตเห็นการใช้ผ้าไหมในวิถีชีวิตต่างๆ โดยในสมัยก่อนผ้าไหมไม่ได้เป็นสินค้าในการจำหน่ายซะทีเดียว แต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจะเป็นอาชีพเสริมที่ผู้หญิง จะต้องทำผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย เพื่อใช้ในพิธีการต่างๆ เช่น งานแต่งงาน ใช้เป็นเครื่องไหว้ต้อนรับ ผู้ใหญ่ของอีกฝ่าย และ ตัดชุดซึ่งคิดว่าเป็นชุดที่สวยที่สุดในวันสำคัญของชีวิต ต่อมาหากมีลูกเป็นผู้ชาย ก็จะนำผ้าไหม ให้ลูกใช้ใส่เป็นนาคก่อนบวช หรือ นำไปตัดเป็นผ้าไตรให้ลูกสำหรับใช้บวช นอกจากสองพิธีที่กล่าวมาข้างต้น ในงานมงคลต่างๆ ทางศาสนา ก็จะมีผ้าไหมเป็นองค์ประกอบอยู่เสมอๆ เพื่อสื่อว่า &amp;quot;ผ้าไหมคือผ้าที่ดีที่สุด มงคลที่สุด&amp;quot; และเมื่อถึงวาระสุดท้าย คุณค่าอันสูงสุดของวิถีชีวิตของพวกเรา ผ้าไหมใช้ห่ออัฐิของบิดามารดาเพื่อเก็บไว้ประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[ ผ้าไหมกับการสร้างรายได้และอาชีพ ]&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในปัจจุบัน ในหมู่บ้านของผมนั้น ผ้าไหมแทบจะกลายเป็นรายได้หลักในยามที่มีวิกฤต โรคระบาดเช่นนี้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสามารถสร้างรายได้ได้ตั้งแต่ ใบหม่อน ราคารับซื้อในปัจจุบันตอนนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 10-30 บาท โดย 1 ไร่สามารถผลิตใบหม่อนได้เกือบ 5,000 กิโลกรัมในตลอดทั้งปี ต่อมาคือการเลี้ยงไหม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านเริ่มด้วยการ ซื้อไข่ไหมราคาเป็นธรรมจากกรมหม่อนไหมมาในราคา 15-20 บาท หรือบางครั้งมีการแจกให้ฟรี ไข่ไหมหนึ่งแผ่น(ขนาดเท่ากระดาษเอสี่) สามารถเลี้ยงและสาวเป็นเส้นไหมได้ 4-6 กิโลกรัม เส้นไหมราคาปัจจุบันอยู่ที่ กิโลกรัมละ 1,400-1,600 บาท นอกจากเส้นไหมที่ขายได้แล้วดักแด้ ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการผลิตเส้นไหมยังสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้ สามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 80-120 บาท ไข่ไหม 1 แผ่นจะสามารถได้ดักแด้ประมาณ 10-20 กิโลกรัม หลังจากเราได้เส้นไหมมาแล้วเราจะนำเส้นไหมไปผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การฟอกกาวไหม ย้อมไหม มัดหมี่ และสุดท้ายทอออกมาเป็นผ้าไหม ซึ่งสามารถขายได้ ตั้งแต่ราคา เมตรละ 400 บาทจนถึงราคาเมตรละหลายหมื่นบาทไปจนถึงเมตรละเป็นแสนก็มี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[ ภูมิปัญหาท้องถิ่น คือโอกาสที่ต้องส่งเสริม ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทคนิคที่พูดถึงนั้น ก็หมายถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ที่เป็นสิ่งล้ำค่า สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้า แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด พระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระราชินีในรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านได้นำภูมิปัญญาการทอผ้าไหมของไทยไปตัดเป็นชุดฉลองพระองค์และเผยแพร่ให้กับคนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความงามของผ้าไหมไทยและภูมิปัญญาในการทอผ้าของไทย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
[ การทำงานร่วมกับ กรมหม่อนไหม ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมหม่อนไหม&amp;rdquo; ได้มีส่วนสำคัญในการเข้ามาพัฒนาสายพันธุ์ของไหมไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงไหมให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น และยังสนับสนุนส่งเสริมด้านต่างๆ อีกมากมาย เช่นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีคุณภาพและมาตฐานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมไปถึงการประสานงานช่วยหาตลาดร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[ หม่อนไหม คือ โอกาสของประเทศ ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยอ่านเจอวิสัยทัศน์หนึ่งของผู้บริหารประเทศเมื่อ 10 ปีก่อน ที่พูดถึง &amp;quot;เศรษฐกิจสร้างสรรค์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยากจะบอกว่า นี่คือโอกาสของประเทศ ไหมไทย คือโอกาสของเกษตร ของคนไทย เราสร้างมูลค่าเพิ่มมากมายได้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ และโดยเฉพาะจากผ้าไหม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทียบงบประมาณปีล่าสุด กรมหม่อนไหม ได้รับงบ 560 ล้านบาท เพื่อดูแลเรื่องนี้ทั้งระบบ แต่รายได้ของการขายผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ต่างไหมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ยา หรือเครื่องนุ่งห่ม เราสร้างรายได้รวมเข้าประเทศได้หลักหมื่นล้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครที่จะมาเป็นนักการมือง หรือเป็นผู้บริหารประเทศไทยต่อไป ยิ่งต้องมองเป็น &amp;ldquo;โอกาส&amp;rdquo; หาใช่การผลักไสวิถีชีวิตของพวกเราไปเป็นเรื่องตลก หรือมองเป็น &amp;ldquo;ภาระ&amp;rdquo; และท่านจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากเสียงของพวกเราอีกเลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109930</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมหม่อน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ผ้าไหม, ศักดา แสงกันหา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f116e50244b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2026 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ท่องเที่ยวภาคอีสานหน้าฝน  ชุมชนน่ารัก“สุรินทร์-บุรีรัมย์”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จังหวัดสุรินทร์ มีมากกว่าความเป็นเมืองช้างและผ้าไหมงาม ขณะที่เมืองบุรีรัมย์ ไม่ได้มีแต่เรื่องฟุตบอล&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนามแข่งรถ และปราสาทหินพนมรุ้งเท่านั้น เพราะสองเมืองรอง หรือ Go Local ในดินแดนอีสานใต้แห่งนี้ ยังมีเสน่ห์ของการท่องเที่ยวหมู่บ้านชุมชนที่ให้ทั้งความอบอุ่นและเป็นมิตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้ ผ่านกิจกรรม &amp;ldquo;เที่ยวอีสานหน้าฝนกับชุมชนน่ารัก@สุรินทร์-บุรีรัมย์&amp;rdquo; ที่กำลังจัดขึ้นในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นางสาวบุณยานุช วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุรินทร์ รับผิดชอบพื้นที่สุรินทร์และบุรีรัมย์ กล่าวว่า ททท.สำนักงานสุรินทร์กำหนดจัดกิจกรรม &amp;ldquo;เที่ยวอีสานหน้าฝนกับชุมชนน่ารัก@สุรินทร์-บุรีรัมย์&amp;rdquo; ตั้งแต่บัดนี้ - 30 กันยายน 2561 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองรองในภาคอีสานในช่วงหน้าฝนของจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์ในมุมมองใหม่ ให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางมาสัมผัสวิถีชุมชนที่มีวัฒนธรรม ประเพณี และมนต์เสน่ห์ของชาวบ้านในการต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ และนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรง โดยมีชุมชนร่วมกิจกรรม&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ชุมชนท่องเที่ยวดังกล่าวมีหลายแห่ง เช่น ในจังหวัดสุรินทร์ &amp;ldquo;หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง&amp;rdquo; อำเภอท่าตูม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นชุมชนที่นักท่องเที่ยวเดินชมวิถีความเป็นอยู่ได้อย่างปลอดภัย สัมผัสความผูกพันระหว่างคนในชุมชนกับช้าง รวมทั้งประเพณีและวัฒนธรรมที่น่าชื่นชมอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านตากลางทุกครัวเรือนเลี้ยงช้าง และถือว่าเป็นสมาชิกในครอบครัว มีความผูกพันกันตั้งแต่เกิดจนตาย หมู่บ้านช้างบ้านตากลางถือว่าเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;หมู่บ้านทอผ้าไหมโบราณบ้านท่าสว่าง&amp;rdquo; อำเภอเมือง&amp;nbsp;


สล็อต789&amp;nbsp; เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องงานหัตถกรรมไทย เพราะงานทอผ้าไหมของบ้านท่าสว่างมีการออกแบบลวดลายที่สลับซับซ้อน งดงาม และมีความเชื่อความศรัทธาร่วมอยู่ มีการผสมผสานงานออกแบบลวดลายและการทอแบบราชสำนักกับเทคนิคการทอผ้าแบบพื้นบ้าน จนกลายเป็นผ้าทอที่มีความงดงามอย่างมหัศจรรย์และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ผลงานที่โดดเด่นของหมู่บ้านทอผ้าไหมโบราณบ้านท่าสว่าง คือได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลให้ทอผ้าสำหรับตัดเสื้อผู้นำและผ้าคลุมไหล่สำหรับคู่สมรสผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจที่มาร่วมประชุมผู้นำเอเปกเมื่อปลายปี 2546 จนเป็นที่รู้จักในชื่อ &amp;quot;หมู่บ้านทอผ้าเอเปก&amp;quot; และได้รับรางวัล OTOP ระดับ 5 ดาว ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หมู่บ้านต่อมา คือ &amp;ldquo;บ้านสวาย&amp;rdquo; ตำบลสวาย เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตผ้าไหมสวยที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ จุดเด่นอยู่ที่กรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อน มีความยาก ต้องใช้ความสามารถและทักษะความชํานาญในการทอ โดยเฉพาะการทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัว ทําให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่น และสมาชิกของชุมชนกว่า 70% ยังคงสืบสานวัฒนธรรมการทอผ้า และรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มหัตถกรรมสตรีทอผ้าไหมบ้านสวายขึ้น เพื่อพัฒนางานผ้าทอต่างๆ อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;หมู่บ้านเครื่องเงินเขวาสินรินทร์&amp;rdquo; อำเภอเขวาสินรินทร์ มีชื่อเสียงในการทอผ้าไหมพื้นเมืองที่เรียกว่า&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย ผ้าโฮล และโดดเด่นเรื่องการทำเครื่องเงินโบราณ มีการผลิตลูกประคำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน เรียกกันว่า &amp;quot;ลูกปะเกือม&amp;quot;&amp;nbsp; โดยนำแผ่นเงินมาตีเป็นลูกกลมหรือทำเป็นแบบรีๆ เกลี้ยงๆ แล้วนำมาลงยาและลงลายต่างๆ&amp;nbsp; กลายเป็นเครื่องประดับที่มีความสวยงาม ลายที่ขึ้นชื่อได้แก่ ลายไข่แมงดา ลายดอกพิกุล ลายดอกทานตะวัน นำไปใช้ทำกำไล เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวสุภาพสตรีอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนคนสนใจเรื่องของการเลี้ยงไหม &amp;ldquo;หมู่บ้านท่องเที่ยวไหมบ้านพญาราม&amp;rdquo; อำเภอเมือง โดดเด่นเรื่องการเลี้ยงไหมพื้นบ้าน มีการอนุรักษ์งานด้านหม่อนไหม มีผ้าไหมที่สวยงามและมีคุณภาพ และกรมหม่อนไหม&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ยกให้ชุมชนนี้เป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยวแหล่งวัฒนธรรมเชิงเกษตรด้านหม่อนไหมแห่งที่ 3 ของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ข้ามมาที่หมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนที่จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มต้นกันที่ชุมชนน่ารัก &amp;ldquo;บ้านสนวนนอก&amp;rdquo; อำเภอห้วยราช ชุมชนโบราณที่ดำรงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ใช้ภาษาพื้นถิ่นเขมรและสืบสานการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาจนปัจจุบัน และมีผ้าไหมหางกระรอก ลายดั้งเดิมที่ตกทอดกันมาแต่โบราณ ที่มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในหมู่บ้านนี้นักท่องเที่ยวจะได้ชมและร่วมกิจกรรมกับชุมชน โดยมีมัคคุเทศก์ของหมู่บ้านพาชมกระบวนการต่างๆ ที่กว่าจะมาเป็นผ้าไหมหางกระรอกได้ นับตั้งแต่การปลูกชำต้นหม่อน การเก็บใบหม่อน การเลี้ยงไหม ให้อาหารตัวไหม สาวไหมจากดักแด้ ฟอกกาวไหมออกจากเส้นไหม การเตรียมเส้นไหมเพื่อมัดหมี่ การย้อมสีธรรมชาติ เรียนรู้กวิธีการมัดหมี่ การทอผ้าไหม และการสร้างสรรค์ลวดลายต่างๆ บนผืนผ้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ผ้าภูอัคนี บ้านเจริญสุข&amp;rdquo; อำเภอเฉลิมพระเกียรติ หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณภูเขาไฟเขาอังคาร ซึ่งนอกจากจะมีผืนดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุลาวาภูเขาไฟที่เคยปะทุออกมาในอดีต เหมาะแก่การเพาะปลูกอย่างมากแล้ว ชาวบ้านบริเวณนี้ยังคิดค้นวิธีการนําดินภูเขาไฟซึ่งเป็นวัตถุดิบหาได้ง่ายๆ ใกล้ๆ บ้านมาประยุกต์ใช้ในการย้อมผ้าจนเกิดเป็นผืนผ้าสีสันธรรมชาติอันสวยงาม และมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เพราะมีสีสันเหมือนกับโทนสีของเขาพนมรุ้ง อีกทั้งบ้านเจริญสุขได้รับรางวัลหมู่บ้าน OVC (OTOP Village Champion) ประเภทหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่สะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นถิ่นผ่านผืนผ้า &amp;ldquo;ภูอัคนี&amp;rdquo; ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาอันน่าภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ต่อมาคือ &amp;ldquo;บ้านโคกเมือง&amp;rdquo; อำเภอประโคนชัย เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ปรากฏร่องรอยอารยธรรมขอมอันรุ่งเรืองมาแต่อดีต โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สําคัญ คือปราสาทเมืองต่ำ ศาสนสถานศิลปะขอมแบบบาปวนที่มีอายุมากกว่า 1,400 ปี เป็นปราสาทหินอารยธรรมขอมที่มีขนาดใหญ่และมีความสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บ้านโคกเมือง ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม ผ่านงานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ของชุมชน อาทิ ผ้าไหมทอลายผักกูด หัตถกรรมชั้นดี ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณและเป็นเอกลักษณ์ของบ้านโคกเมือง เนื่องจากเป็นลายผ้าที่นำมาจากศิลปะบนเสาซุ้มประตูของปราสาทเมืองต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านนาโพธิ์ &amp;ldquo;ผ้าซิ่นตีนแดง&amp;rdquo; อำเภอพุทไธสง ผ้าไหมมัดหมี่ของที่นี่ถือเป็นผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อที่ได้รับการกล่าวขาน โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่&amp;nbsp; ตีนแดง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;ผ้าซิ่นตีนแดง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ซิ่นหมี่รวด&amp;rdquo; ถือเป็นผ้าเอกลักษณ์พื้นถิ่นของชาวนาโพธิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหัวซิ่นและตีนซิ่นจะย้อมเป็นสีแดง ตรงกลางดำ มัดหมี่เหลือง แดง ขาว ปนสีเขียวบ้าง และการมัดหมี่ซิ่นตีนแดงนี้ถือว่ามีความซับซ้อนยุ่งยากกว่าการทำมัดหมี่ชนิดอื่นจึงไม่ค่อยมีคนทำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายที่ &amp;ldquo;ชุมชนบ้านหนองตาไก้&amp;rdquo; อำเภอนางรอง&amp;nbsp; หมู่บ้านขนาดเล็ก ประกอบด้วยบ้านหนองตาไก้และหนองตาไก้น้อย ชาวบ้านมักเรียกตัวเองว่า &amp;ldquo;ไทยนางรอง &amp;rdquo; เป็นชาวไทยเชื้อสายลาวที่ย้ายมาจากจังหวัดศรีสะเกษ ดำรงชีวิตเรียบง่าย สืบทอดการปลูกหม่อน เลี้ยงไหมและทอผ้า สามารถเยี่ยมชมวิถีชีวิตและการผลิตผ้าไหมตั้งแต่ขั้นแรกไปจนถึงการสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าได้ครบวงจร ภายในหมู่บ้านมีมัคคุเทศก์ การแสดงทางวัฒนธรรมและโฮมสเตย์ไว้ให้บริการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุรินทร์ กล่าวต่อว่า เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมหมู่บ้านในชุมชนต่างๆ ผ่านกิจกรรม &amp;ldquo;เที่ยวอีสานหน้าฝนกับชุมชนน่ารัก@สุรินทร์-บุรีรัมย์&amp;rdquo; ยังสามารถขอรับของที่ระลึกเป็นกระบอกน้ำน้องสุขใจเพื่อลดโลกร้อน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีกติกาดังนี้คือ 1.เดินทางท่องเที่ยวตามชุมชนที่กำหนดไว้และขอรับคู่มือได้ที่ ททท.สุรินทร์ และททท.สำนักงานในประเทศทุกแห่ง 2.ถ่ายรูปกับสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนที่เป็นจุดเด่น และในภาพต้องมีท่านอยู่ในภาพ 3.โพสต์รูปภาพลง Facebook พร้อมกับเปิดสาธารณะ และติด #เที่ยวอีสานหน้าฝนสุรินทร์บุรีรัมย์ #ททท_สำนักงานสุรินทร์ และ 4.ผู้ส่งสามารถส่งได้ 1 ภาพต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น โดยผู้โชคดีจะได้รับของที่ระลึกกระบอกน้ำน้องสุขใจ จำนวน 1 ใบ และ ททท.สุรินทร์จะติดต่อกลับ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นรูปภาพที่ท่านโพสต์จำนวน 400 ท่านแรกเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสุรินทร์-จังหวัดบุรีรัม&amp;ldquo;เที่ยวอีสานหน้าฝนกับชุมชนน่ารัก @สุรินทร์-บุรีรัมย์&amp;rdquo; เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานสุรินทร์ (รับผิดชอบพื้นที่ สุรินทร์-บุรีรัมย์ ) 355/3-6 ถนนเทศบาล 1 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โทร. 0-4451-4447-8 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.30-16.30 น. หรืออีเมล tatsurin@tat.or.th&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สรณะ&amp;nbsp; รายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15671</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทำเครื่องเงินโบราณ, ท่องเที่ยว, บ้านสวาย, ผ้าโฮลโบราณ, ผ้าไหม, สุรินทร์, หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง, หมู่บ้านทอผ้าเอเปก, หมู่บ้านทอผ้าไหมโบราณบ้านท่าสว่าง, อำเภอท่าตูม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180818/image_big_5b7822aa296eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
