<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>23243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2018 20:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลิกใช้ธนบัตร ฝังไมโครชิปที่มือแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาพ : ตัวอย่างไมโครชิปที่ฝังในร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่มา : https://www.bioteq.co.uk/index.php&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2018 ชาวสวีเดนกว่า 4,000 คนสมัครใจฝังไมโครชิปในร่างกายตัวเอง โดยฝังไว้ที่ชั้นใต้ผิวหนังของมือ ชิปดังกล่าวบรรจุข้อมูลอัตลักษณ์ของเขา (เหมือนบัตรประชาชน) ด้วยชิปนี้พวกเขาไม่ต้องถือเงินสดอีกต่อไป สามารถซื้อสินค้าบริการต่างๆ ด้วยการมีชิปเล็กๆ ขนาดเท่าเม็ดข้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้งานแสนง่ายดายเพียงแค่โบกมือหรือสแกนมือผ่านเครื่องจะปรากฏลิงค์ที่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว จากนั้นจะเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางเพื่อประมวลผลว่าทำอะไรได้บ้าง เช่น ซื้อสินค้าได้กี่บาท ใช้แทนกุญแจเปิดประตูต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาสาสมัครเหล่านี้เห็นว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขา ให้ความสำคัญเรื่องความสะดวกสบายมากกว่าการรักษาความเป็นส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกวันนี้บริษัทเอกชนหลายแห่งในสวีเดนพร้อมให้บริการฝังไมโครชิปฟรี เพื่อความปลอดภัยในการเข้าสู่อาคาร ห้องต่างๆ และใช้ชำระเงินซื้อสิ่งต่างๆ ในโรงอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฝังไมโครชิปจากข่าวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศนี้ ก่อนหน้านี้มีผู้สมัครใจฝังชิปหลายพันคนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุที่สวีเดนพัฒนาเรื่องทำนองนี้อย่างรวดเร็วเหนือประเทศอื่นๆ เพราะค่านิยมสังคมรองรับ คนเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้อื่น ระบบการชำเงินอิเล็กทรอนิกส์แพร่หลาย คนส่วนใหญ่เลิกใช้ธนบัตรมานานแล้ว กฎหมายอนุญาตการฝังไมโครชิปใต้ผิวหนัง ข้อมูลส่วนตัวได้รับการปกป้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บรรดาประเทศที่นิยมใช้แนวทางของสังคมไร้เงินสดอื่นๆ&amp;nbsp; อาทิ E-Wallet E-Money ทำธุรกรรมการเงินผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือน่าจะส่งเสริมการฝังไมโครชิปในอนาคต นับวันคนรุ่นใหม่จะไม่นิยมชำระค่าสินค้าบริการด้วยธนบัตร ร้านค้าบางแห่งถึงกับเอ่ยว่าการชำระด้วยธนบัตรกลายเป็นภาระ เพราะคนใช้บริการน้อยมาก แต่ยังต้องมีเจ้าหน้าที่คอยรองรับ สวีเดนมีธนาคารทั้งหมดรวม 1,400 สาขา กว่าครึ่งไม่มีบริการรับเงินสดอีกแล้ว ผู้ใช้บริการที่จะฝากเงินด้วยธนบัตรต้องไปสาขาที่ยังให้บริการเท่านั้น และเมื่อคนใช้ตู้ ATM น้อย การติดตั้งตู้จึงกลายเป็นภาระ ไม่คุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีอย่างสวีเดนเห็นได้ชัดว่านับวันธนบัตร เหรียญกำลังจะหายไปจากตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คริสตีน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าธนาคารแห่งชาติหลายประเทศกำลังพิจารณาเงินดิจิทัล (digital currencies) อย่างเคร่งเครียด สังคมไร้เงินสดสัมพันธ์กับเงินดิจิทัลโดยตรง ไม่ช้าไม่นานเงินดิจิทัลจะกลายเป็นระบบเงินที่ใช้แพร่หลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สังคมไร้เงินสด เงินดิจิทัล และไมโครชิปที่ฝังในร่างกายทั้งหมดสัมพันธ์กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เพียงที่สวีเดน เมื่อปี 2017 บริษัท Three Square Market (32M) ในรัฐวิสคอนซินเผยว่า ตนเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของสหรัฐที่ฝังไมโครชิปในพนักงานของตน ชิปดังกล่าวทำหน้าที่เปิดประตูห้องทำงาน เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงาน ซื้ออาหารของร้านค้าในบริษัท อย่างไรก็ตาม ชิปดังกล่าวไม่มีระบบติดตามการเคลื่อนไหว (GPS)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชิปนี้ราคาชิ้นละ 300 ดอลลาร์ ฝังชั้นใต้ผิวหนังระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ เพียงแค่โบกมือไปมา ระบบก็จะทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหล่านี้เป็นตัวอย่างบริษัทเอกชนส่วนหนึ่งที่ฝังชิปกับพนักงานลูกจ้างของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; BioTeq เป็นบริษัทเอกชนรายแรกของอังกฤษที่พัฒนาไมโครชิปที่สามารถเปิดประตูรถยนต์ ประตูบ้านเพียงแค่เจ้าของโบกมือ ขายในราคา 300 ปอนด์ต่อ 1 ประตู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนตัว เพื่อประโยชน์ด้านการดูแลรักษาสุขภาพ ลดภาระของพยาบาล การดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไมโครชิปนี้มีบริการแก่ประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มที่สนับสนุนจะกล่าวว่าการฝังชิปไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเพราะเหมือนกับไปฉีดวัคซีน ทนปวดไม่กี่วันก็หาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การฝังไมโครชิปในความเข้าใจแบบต่างๆ :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฝังไมโครชิปในร่างกายมนุษย์มีทั้งคุณและโทษ ใช้ประโยชน์เรื่องการดูแลสุขภาพ ความมั่นคงปลอดภัยและด้านการเงิน แต่เคยมีประวัติว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง มีผลต่อยีน สูญเสียความเป็นส่วนตัว กระตุ้นแนวคิดคัดเลือกแต่คนสายพันธุ์ดี (eugenics movement)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีทั้งคนที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ขึ้นกับว่าให้น้ำหนักเรื่องใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกคำถามสำคัญคือสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องที่ควรเข้าใจคือการฝังไมโครชิปยังเป็นของใหม่อยู่ระหว่างการทดลอง แม้การทดลองแรกๆ ย้อนหลังได้อย่างน้อย 3-4 ทศวรรษ เจ้าของโครงการมีทั้งเอกชนกับหน่วยงานรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางคนอาจนึกถึงการฝังไมโครชิปในแง่ใช้ประโยชน์ตามยุคสังคมไร้เงินสด (cashless society) เพียงแค่ฝังชิปเท่ากับมีกระเป๋าเงินอยู่ใน &amp;ldquo;ร่างกาย&amp;rdquo; ทั้งสะดวกและน่าจะปลอดภัยจากโจรขโมย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แท้จริงแล้ว เทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อใช้ในทางอื่นๆ อีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการทดลองถึงขั้นที่ตัวชิปเชื่อมต่อกับเซล อวัยวะ แม้กระทั้งระดับ DNA เพื่อเข้าถึง เชื่อมต่อกับส่วนของร่างกายมนุษย์ จะพูดว่าไมโครชิปเป็น &amp;ldquo;ส่วนหนึ่ง&amp;rdquo; ของร่างกายก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทดลองดำเนินต่อไป ในอนาคตร่างกายคนเราอาจมีชิปไม่เพียงแค่ 1 ชิ้น แต่มีหลายชิ้นหลายแบบขึ้นกับความต้องการและความจำเป็น ทำหน้าที่หลากหลาย อาจเรียกว่าเป็นมนุษย์ชิปก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางคนอาจนึกว่าการฝังชิปเพื่อเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์คือการที่เราเป็นผู้ &amp;ldquo;ควบคุม&amp;rdquo; ความจริงแล้วการไหลของข้อมูลจำต้องผ่าน &amp;ldquo;ระบบ&amp;ldquo; คอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ผ่านระบบการไหลของข้อมูลซึ่งจะมีผู้ควบคุมอีกชั้นหนึ่ง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นเอกชนหรือรัฐบาล หรือหลายฝ่ายร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฝังชิปอีกแบบคือเพื่อควบคุมมนุษย์โดยตรง เช่น ฝังชิปในตัวนักโทษเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหว รู้ตำแหน่งว่าอยู่ที่ใด บริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งจดสิทธิบัตรชิปดังกล่าวตั้งแต่ปี 1999 (สมาร์ทโฟนที่ใช้กันทั่วไปคืออีกอุปกรณ์ที่สามารถจับตำแหน่งบุคคล) การฝังชิปในร่างกายยากที่จะนำชิปออก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอนาคตบัตรประจำตัวประชาชนอาจเป็นชิปตัวหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ทุกคนจะถูกฝังตามวัย ฯลฯ นักเรียนเมื่อเข้าห้องหรือทำกิจกรรมจะต้องสแกนชิปก่อน ใครที่โดดเรียนจะถูกจับได้ทันที คนเข้างานตอกบัตรด้วยการสแกนชิปเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกฝังชิปน่าจะเป็นประโยชน์ทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงานและความมั่นคงประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชาชนแต่ละคนจะได้รับสวัสดิการจากรัฐหรือไม่ก็ด้วยข้อมูลที่บรรจุอยู่ในไมโครชิป (หรือจากสัญญาณที่เชื่อมต่อกับตัวชิป)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกคนสามารถเดินทางไปทั่วโลกโดยไม่ต้องมีวีซ่าหรือหนังสือเดินทางอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวเอกสารหาย เพราะข้อมูลทุกอย่างฝังอยู่ในชิปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชิปจะเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางเข้าถึงข้อมูลสุขภาพทั้งหมด ทั้งยังคอยตรวจตราสุขภาพ แจ้งเตือนให้ไปสถานพยาบาล เตือนว่ากินยาตรงเวลาหรือไม่ น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหรือลดลง พร้อมส่งสัญญาณไปถึงสถานพยาบาลที่กำหนด ระบบจะเก็บข้อมูลสุขภาพทุกวันพร้อมกับประมวลข้อมูลสุขภาพทุกวัน สามารถบอกว่ากำลังจะป่วยด้วยโรคร้ายหรือไม่ ฯลฯ เฉพาะที่สหรัฐชิปประเภทนี้มีการใช้นับล้านชิ้นแล้ว ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครที่อยู่ระหว่างการบังคับของกฎหมาย เช่น ห้ามขับรถ 30 วันก็จะขึ้นกับอยู่ชิปนี้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลบางชิ้นระบุว่าอาจใช้ชิปนี้เพื่อการลงโทษ เช่น ทำให้ฝันร้าย ซึมเศร้า มีปัญหาทางสายตา แม้กระทั่งกระตุ้นให้เป็นมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกการทดลองที่พยายามทำแล้วหลายทศวรรษคือการควบคุมความคิดมนุษย์ ให้ลดการต่อต้านรัฐบาล แนวคิดนี้เคยพยายามทำด้วยหลายเทคโนโลยี ไมโครชิปที่ฝังในร่างกายมนุษย์คืออีกแนวทางที่อยู่ระหว่างการทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสู้กันในชั้นกฎหมายและอื่นๆ :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฝังชิปอาจทำโดยสมัครใจ ดังเช่นการใช้ในสวีเดน บริษัทบางแห่ง ไมโครชิปที่เป็นของรัฐต้องมีกฎหมายรองรับ (เช่น ชิปบัตรประจำตัวประชาชน) เป็นประเด็นถกเถียงว่าการฝังชิปนั้นสมควรหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากว่าชิปเป็นต้นเหตุให้เจ็บป่วย (มีข้อมูลว่าชิปรุ่นแรกๆ&amp;nbsp; เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง) ใครเป็นผู้รับผิดชอบและรับผิดชอบอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นข้อกฎหมายจะเป็นเรื่องระดับโลก ถกเถียงกันในระดับโลก เพราะไมโครชิปที่ฝังในร่างกายมนุษย์มีผลต่อความเป็นไปของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาความปลอดภัยเป็นอีกประเด็นที่กำลังถกกันมาก เกรงการรั่วไหลของข้อมูลไม่เพียงที่ตัวชิปเท่านั้น แต่เกิดขึ้นได้ทุกจุด ดังที่มีข่าวเป็นระยะๆ ว่าระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัทระดับโลกที่น่าจะมีความปลอดภัยสูงยังโดนเจาะเข้าระบบ ข้อมูลลับลูกค้าถูกขโมยนับหมื่นนับแสนราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การพัฒนาและการถกเถียงยังดำเนินต่อไป มีแนวโน้มว่าคนจะยอมรับมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยความยินยอมพร้อมใจ จำยอมหรือถูกบังคับ ไม่ต่างจากการใช้บัตรเครดิต สมาร์ทโฟน สื่อโซเชียลมีเดีย ที่ข้อมูลส่วนตัวของเราถูกระบบเก็บและประมวลผล การฝังไมโครชิปคือความก้าวหน้าอีกขั้นที่กำลังเกิดขึ้น ต่างกันตรงที่ระบบจะเก็บข้อมูลได้มากขึ้น ละเอียดขึ้นและต่อเนื่องเพราะฝังติดตัวในร่างกายมนุษย์.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกวันนี้คนนับพันล้านยอมรับและใช้สมาร์ทโฟน โซเชียลมีเดีย ในอนาคตการฝังไมโครชิปในร่างกายน่าจะเป็นที่นิยมแพร่หลายเช่นกัน ด้วยประโยชน์ของผู้ใช้ ผู้ให้บริการและผู้ควบคุมระบบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23243</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝังไมโครชิปจระเข้, สถานการณ์โลก, สวีเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37c198cdef1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประมงตั้งกก.ดูแล &#039;ยะนุ้ยภูเก็ต&#039; ตรวจดีเอ็นเอเป็นจระเข้น้ำเค็ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.61 - นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า&amp;nbsp;ผลสรุปจากการตรวจดีเอ็นเอของจระเข้ยะนุ้ย&amp;nbsp;พบว่าเป็นจระเข้น้ำเค็ม&amp;nbsp;ทั้งนี้การดำเนินการหลังจากนี้จะเป็นอำนาจของกรมประมงในการดำเนินการว่าจะนำจะเข้ไปไว้ที่ใด ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโกวิทย์ เก้าเอี้ยน ประมงจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ตามที่สถานีวิจัยและพัฒนาประมงทะเลจังหวัดระนองได้ส่งเจ้าหน้าที่มาดำเนินการตรวจสอบ ลักษณะภายนอกของจระเข้ยะนุ้ย ที่จับได้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;พบว่าตัวจระเข้ตัวดังกล่าวในภาพรวมมีลักษณะคล้ายจระเข้น้ำเค็ม (Crocodylus porosus ) เพศเมีย&amp;nbsp;ลักษณะจะงอยปากแคบแหลม มีสันบนดั้งจมูกชัดเจน เกล็ดท้ายทอยมีขนาดเล็ก เกล็ดข้างลำตัวมีขนาดเล็ก&amp;nbsp;เท้าหลังมีแผ่นหนังขนาดใหญ่ระหว่างนิ้วเท้า 2 นิ้วสุดท้ายแต่พบลักษณะเกล็ดข้างตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าเกล็ดทั่วไปเล็กน้อย 2 แถวซึ่งอาจเป็นลักษณะความผันแปรของเกล็ด หรือเกิดจากการผสมข้ามชนิดกับจระเข้น้ำจืด (hybrid C.porosus x C.siamensis) ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสารพันธุกรรมเพื่อยืนยันต่อไป&amp;nbsp;จระเข้ดังกล่าวมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงมีการตอบสนองเมื่อถูกกระตุ้นทันที พบบาดแผลเล็กน้อยซึ่งเกิดระหว่างการจับและขนย้ายและแผลสดใหม่ที่เกิดจากการดิ้นในบ่อปูน ก่อนการตรวจสอบลักษณะเพื่อจำแนกชนิดซึ่งได้ให้ยารักษาแผลหลังการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสังเกตอื่นๆจากจระเข้ตัวนี้คือ มีตะไคร่น้ำขึ้นทั้งบริเวณหัวลำตัวและหางทั้งด้านบนและด้านข้าง&amp;nbsp;สันนิษฐานว่า จระเข้ตัวดังกล่าวเคยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่งเป็นเวลานานมาก่อนที่ออกสู่ทะเล ซึ่งลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นยากมากในจระเข้ธรรมชาติแต่พบได้เสมอในจระเข้ที่อยู่ในที่เลี้ยง&amp;nbsp;จระเข้ตัวดังกล่าวยอมรับโครงไก่เป็นอาหาร แต่ไม่ยอมกินปลาซึ่งอาจเป็นความคุ้นชินต่ออาหารที่เคยได้กินประจำมาก่อน สัตว์กลุ่มเพรียงหินเกาะที่บริเวณหางและเกล็ดคอ แสดงถึงน้ำที่เคยอาศัยอยู่มาก่อนเป็นน้ำเค็ม&amp;nbsp;จากการสแกนจากเจ้าหน้าที่ไม่พบไมโครชิพและไม่มีการขลิบเกล็ดที่หาง แสดงว่าจระเข้ตัวนี้ไม่เคยอยู่ในระบบจระเข้ที่ถูกครอบครองอย่างถูกกฎหมายมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในกรณีหากเป็นจระเข้ตัวแท้ ชาวภูเก็ตส่วนหนึ่งอยากให้ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่ไม่ใช่บริเวณจังหวัดภูเก็ตส่วนหนึ่งต้องการให้ขังเพื่อความปลอดภัยต่อคนที่จะไม่โดนจระเข้ทำลายและจระเข้จะไม่ถูกคนไล่ล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผลการตรวจดีเอ็นเอจระเข้ยะนุ้ย เป็นจระเข้น้ำเค็ม&amp;nbsp;โดยยืนยันจากรายงานผลตรวจสุขภาพจระเข้จังหวัดภูเก็ตวันที่ 15 สิงหาคม 2561 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการตรวจสุขภาพและเก็บตัวอย่างส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ จากการประเมินสุขภาพเบื้องต้นพบว่าจระเข้มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าและสิ่งแวดล้อมดี ไม่มีการตัดเกล็ดหรือทำเครื่องหมายใดๆบนตัว&amp;nbsp;พบแผลถลอกบริเวณโคนหางด้านซ้าย&amp;nbsp;แผลบริเวณตีนทั้ง 4 ข้างและแผลที่บริเวณปากฟันหัก 1 ซี่&amp;nbsp;จากการจับบังคับและตรวจไม่พบไมโครชิพที่ระบุตัวสัตว์จึงได้ทำการฝังไมโครชิพที่บริเวณโคนหางด้านซ้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นทำการเก็บตัวอย่างเลือด ,เซลล์เยื่อบุตา,เซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และส่งเลือดตรวจพิสูจน์ชนิดพันธุ์ที่ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากการประเมินสภาพสัตว์เบื้องต้นพบว่าจระเข้มีการตอบสนองดีไม่พบความผิดปกติจึงได้พิจารณาให้วิตามินบำรุงเข้ากล้ามเนื้อ&amp;quot; นายโกวิทย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนี้กรมประมงจะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อหาข้อยุติในการดูแลจระเข้ยะนุ้ยให้เกิดความเหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17868</URL_LINK>
                <HASHTAG>จระเข้น้ำเค็ม, จระเข้ยะนุ้ย, จระเข้โผล่ทะเลภูเก็ต, ตรวจดีเอ็นเอจระเข้, ฝังไมโครชิปจระเข้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0c311e67d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
