<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26630</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2019 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2019 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เตือนอย่าแห่ซื้อ&quot;N95&quot;ใช้ไม่ถูกวิธีช่วยอะไรไม่ได้ แนะหน้ากากอนามัยป้องกันได้50% ถ้าเสริมทิชชู่อีก3-4ชั้นยิ่งเวิร์ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค.62- ที่ศูนย์การแพทย์และสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีการแถลงข่าวการเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพจากสภาพจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยมี &amp;nbsp;นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย นายเถลิงศํกดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นพ.สุนทร สุนทรชาติ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต และ นพ.กิติพงศ์ พนมยงค์หัวหน้ากลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี &amp;nbsp;ร่วมกันแถลงข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายแพทย์สุขุม &amp;nbsp;กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีกรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ ร่วมปฏิบัติงาน และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กรมควบคุมมลพิษ พร้อมทั้งมีการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์ทางโซเชียลมิเดีย ช่องทางอื่นๆ และ รพ.อื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีค่า PM 2.5 เกินมาตรฐานจนกว่าสถานการณ์จะเบาลง โดยยกระดับจาก EOC ของกรมอนามัยที่เปิดมาตั้งแต่เริ่มพบปัญหาฝุ่นละออง เมื่อเดือนธันวาคม 2561 พร้อมทั้งกรมควบคุมโรค ได้ติดตามเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด และจำนวนผู้ป่วยที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งมีการสื่อสารเตือนภัยให้ประชาชนทราบความเสี่ยงและป้องกันดูแลสุขภาพของตนเองได้ ซึ่งจะมีการดำเนินการจนกว่าสถานการณ์จะเรียบร้อยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เราพบข้อเท็จจริงว่าการใส่หน้ากาก N 95 แม้ว่าจะสามารถป้องกันได้กว่า 90 % แต่เวลาใส่ก็ต้องใส่ให้แน่นมากพอที่จะป้องกันก็สามารถป้องกันได้เยอะ หากใส่แล้วไม่อึดอัดใส่แล้วสบายดี นั่นแสดงว่าไม่ถูกวิธี ซึ่งหากใส่ไม่ถูกต้องก็แทบไม่มีผลในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก และเมื่อเทียบกับหน้ากากทั่วไปถือว่ามีราคาแพง อย่างไรก็ตามหน้ากากN95 ไม่ใช่เป็นเพียงคำตอบเดียว จริงๆมาตรการต่างๆ จะต้องเอามาประมวลและใช้ร่วมกัน ซึ่งหน้ากากอนามัยที่เราใช้ทั่วไป ก็สามารถป้องกันได้ส่วนหนึ่งจากงานวิจัยสามารถป้องกันได้ 50 % ซึ่งหากในช่วงที่รอรถเมล์ในช่วงที่มีฝุ่นละอองก็สามารถใช้ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง และจากการวิจัยหากเอาทิชชู่เข้าไปอีก 3-4 ชั้นก็สามารถป้องกันได้มากขึ้นอีก &amp;nbsp;ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ซึ่งไม่อยากให้พี่น้องประชาชนตระหนกและไม่เร่งวิ่งหาซื้อหน้ากาก N 95&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเถลิงศํกดิ์ กล่าวว่า จากการตรวจวัดทั้ง กทม .พบว่ามี เส้นทางจราจร 22 เขต มีค่าฝุ่นละอองเกินกว่าค่ามาตรฐาน จากการตรวจวัดในช่วง 7 โมงเช้า อยู่ที่ประมาณ 46-90 ไมโครกรัม แต่สถานการณ์ล่าสุดอยู่ที่ 18 ไมโครกรัม ซึ่งต้องเรียนว่าไม่ได้สูงตลอดทั้งวัน จะมีการขึ้นๆลงๆทั้งวัน ดังนั้นในการรับข้อมูลต้องตรวจเช็คดูว่าข้อมูลเหล่านั้นมาจากที่ไหน ซึ่งมีทั้งจากแหล่งที่เชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.พรรณพิมล &amp;nbsp;วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบสุขภาพของประชาชน ซึ่งในเรื่องของฝุ่นละอองมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการทำงาน มีการเตรียมการมาตั้งแต่ช่วง พ.ย. ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าปลายธ.ค. ตอเนื่องมา ม.ค. กทม.จะมีสถานการณ์ที่ส่งผลต่อค่าฝุ่นละอองที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งจากการทำงานร่วมกับทั้งทางกรมควบคุมมลพิษ และ กทม. มีการทำแผนเตรียมการ พบว่าตั้งแต่วันที่ 5ธ.ค. เริ่มมีการสะสมของตัวค่าฝุ่นละออง &amp;nbsp;ซึ่งได้ออกประกาศค่าเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งเป็น 5 สีตามระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นไปตามค่าคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ มีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวของประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง โดยสีส้มและสีแดงเป็นสีที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยคุณภาพอากาศระดับสีส้ม (เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) คือเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมและออกกำลังกายกลางแจ้ง กลุ่มเสี่ยงให้ลดการทำกิจกรรมและออกกำลังกายกลางแจ้ง แต่หากคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีแดง (เกิน 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) เป็นระดับที่มีผลต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไปควรลดหรืองด และกลุ่มเสี่ยงให้งดการทำกิจกรรมและออกกำลังกายกลางแจ้ง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กเมื่อออกนอกบ้าน หากมีอาการผิดปกติเช่น หายใจติดขัด แน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะ หรือหมดสติ ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ผู้มีโรคประจำตัวควรเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.พรรณพิมล &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า สำหรับการเลือกสวมใส่หน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้น ขอให้ประเมินความเสี่ยงของตนเองว่ามีความเสี่ยงสูงหรือไม่ เช่น อาศัยอยู่ในพื้นที่และช่วงเวลาที่มีค่า PM 2.5 สูง และกลุ่มคนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ ต้องทำงานหนักกลางแจ้งเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ตำรวจจราจรที่ทำงานกลางแจ้ง วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนงานที่ทำงานก่อให้เกิดฝุ่น เป็นต้น ควรสวมใส่หน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้ ตั้งแต่มาตรฐาน N95 ขึ้นไป และใส่ให้ถูกวิธีจึงจะป้องกันได้ กลุ่มที่มีโรคประจำตัวได้แก่ หอบหืด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรขอคำปรึกษากับแพทย์ประจำตัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26630</URL_LINK>
                <HASHTAG>N95, กระดาษทิชชู่, กระทรวงสาธารณสุข, ฝุ่น2.5ไมครอน, หน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190115/image_big_5c3d9b7de7beb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผยวันนี้&quot;ฝุ่นลด&quot;แต่ภาพรวมยังเป็น&quot;สีส้ม&quot;มีผลกระทบสุขภาพ แนะเลี่ยงออกกำลังกายกลางแจ้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14ม.ค.62-นายแพทย์สุขุม &amp;nbsp;กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบให้กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กรมอนามัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพและให้ความรู้ในการป้องกันตนเองจากสภาพอากาศที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานในพื้นที่กทม.และปริมณฑลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2561 อย่างไรก็ดีจากการติดตามสถานการณ์กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในวันนี้ (14 มกราคม 2562) ปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลง คุณภาพอากาศโดยรวมยังอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงได้มอบให้นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อติดตามเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพ ให้ความรู้ประชาชนและวิธีป้องกันตัวที่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้วางแนวทางในการดูแลและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จากมลพิษในอากาศร่วมกับกทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้มาตรการทางกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 รวมทั้งการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่ กทม. ใน 2 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด มีการสื่อสารเตือนภัยให้ประชาชนทราบความเสี่ยงและป้องกันดูแลสุขภาพของตนเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ได้เกินค่าในทุกพื้นที่ และพื้นที่ที่มีค่าเกินมาตรฐานก็ไม่ได้ค่าสูงอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยาที่ได้รับรายงานในโรงพยาบาลเครือข่ายกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2561 &amp;ndash; 7 มกราคม 2562 ไม่พบว่ามีผู้ป่วย 3 กลุ่มโรคที่เฝ้าระวังสูงขึ้นผิดปกติ หรือพบเป็นกลุ่มก้อนเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้แก่ หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด และไม่มีรายงานผู้ที่มีอาการรุนแรง&amp;rdquo; นายแพทย์สุขุมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านแพทย์หญิงพรรณพิมล &amp;nbsp;วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ป่วยด้วยโรคประจำตัว เช่นโรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด ภูมิแพ้ โรคหัวใจ หากออกจากบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันและสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจมีเสียงวี๊ด แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ เมื่อยล้าผิดปกติ หรือวิงเวียนศีรษะขอให้ไปพบแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26522</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ตรวจวัดสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, ฝุ่น2.5ไมครอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c49657b779.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/01/2019 16:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/01/2019 16:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คพ.ออกมาตรฐานเตาเผาศพ 4.0 ปี 62 เริ่มปรับวัดใน กทม. ช่วยลดฝุ่นจิ๋ว2.5 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 2 ธ.ค.&amp;nbsp;นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ปัญหาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเขม่าควันและกลิ่นจากการเผาศพมีอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในเขตชุมชน มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นจากการเผาศพ ได้แก่ กลิ่น ฝุ่นละออง รวมถึงฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และขี้เถ้าจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ซึ่งมาจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์หรืออุณหภูมิไม่สูงพอ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชนด้วย สำหรับองค์ประกอบของกลิ่นเผาศพจะประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด เช่น แอมโมเนีย ไฮโดเจนซัลไฟด์ เมอร์แคปแทน และฟอร์มาลดีไฮด์จากนํ้ายารักษาศพ&amp;nbsp;เป็นต้น ก๊าซเหล่านี้จะถูกกำจัดได้โดยการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงในห้องเผาไหม้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประลอง กล่าว่า จากปัญหาข้างต้น พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ คพ. จัดทำระดับมาตรฐานเตาเผาศพเพื่อยกระดับเตาเผาศพในประเทศไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบรบกวนกับชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับวัดหรือฌาปนสถาน รวมทั้งเพื่อพัฒนาและปรับปรุงเตาเผาศพที่ใช้ในประเทศให้มีประสิทธิภาพรควบคุมมลพิษในระดับที่สูงขึ้น คพ. กำหนดระดับมาตรฐานเตาเผาศพเป็น 4 ระดับ คือ &amp;nbsp;เตาเผาศพ 1.0 เป็นเตาเผาศพชนิด 1 ห้องเผา ใช้ถ่านไม้หรือฟืนเป็นเชื้อเพลิง และไม่มีการควบคุมอุณหภูมิในการเผาศพ มีประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษต่ำ เหมาะสำหรับวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล, เตาเผาศพ 2.0 เป็นเตาเผาศพชนิด 1 ห้องเผา ใช้น้ำมันเตาหรือน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง และมีการควบคุมอุณหภูมิในการเผาศพ มีระบบควบคุมและบันทึกข้อมูลการ ทำงานของเตาเผาศพ มีประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษในระดับพอใช้ เหมาะสำหรับวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชุมชนหรือมีการกระจายตัวของชุมชนไม่หนาแน่น ,เตาเผาศพ 3.0 เป็นเตาเผาศพชนิด 2 ห้องเผา โดยห้องเผาแรกเ ป็นห้องเผาศพ และห้องเผาที่สองเป็นห้องเผาก๊าซและควันที่เกิดจากห้องเผาแรกก่อนระบายอากาศเสียสู่บรรยากาศ ใช้น้ำมันดีเซลหรือก๊าซเป็นเชื้อเพลิง มีการควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาในการเผาควันและก๊าซตลอดจนการเผาศพ มีระบบควบคุมและบันทึกข้อมูลการทำงานของเตาเผาศพอัตโนมัติ มีประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษในระดับดีเหมาะสำหรับวัดที่ตั้งอยู่ ในพื้นที่ชุมชนเมือง ที่มีการอยู่อาศัยค่อนข้างหนาแน่น และเตาเผาศพ 4.0 มีห้องเผาอย่างน้อย 2 ห้องเผา โดยห้องเผาแรกเป็นห้องเผาศพ และห้องเผาสุดท้ายเป็นห้องเผาก๊าซและควันที่เกิดจากห้องเผาแรกก่อนระบายอากาศเสียสู่บรรยากาศ ใช้น้ำมันดีเซลหรือก๊าซเป็นเชื้อเพลิง หรือเป็นเตาที่ใช้ไฟฟ้าในการเผาไหม้ มีการควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาในการเผาควันและก๊าซตลอดจนการเผาศพ มีระบบควบคุมและบันทึกข้อมูลการทำงานของเตาเผาศพอัตโนมัติ มีระบบควบคุมมลพิษทางอากาศอื่นๆ มีประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษในระดับดีเยี่ยม เหมาะสำหรับวัดในพื้นที่ชุมชนเมืองอยู่อาศัยหนาแน่น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; ข้อมูลล่าสุดพบว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีวัด&amp;nbsp;456 วัด เป็นวัดที่มีเตาเผาศพจำนวน 310 วัด&amp;nbsp;ทั้งหมดจัดเป็นเตาเผาศพระดับ 3.0 และภายในปี 2562 สามารถปรับให้เป็นเตาเผาศพระดับ 4.0 ได้จำนวน 20 วัด การยกระดับเตาเผาศพจะช่วยลดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนและก๊าซต่างๆ ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้น ซึ่ง คพ.จะได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานพระพุทธศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;quot; &amp;nbsp;นายประลอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25612</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, ประลอง ดำรงค์ไทย, ฝุ่น2.5ไมครอน, มาตรฐานเตาเผาศพ, สำนักงานพระพุทธศาสนา, เตาเผาศพระดับ4.0</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190102/image_big_5c2c85d1507ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
