<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาองค์กรชุมชนตำบลจับมือ ‘สภาลมหายใจ’ แก้ไขปัญหาฝุ่นควันคลุมเชียงใหม่  เผยยอดตายพุ่ง เสนอทางออก ‘เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ปุ๋ย’ ลดการเผา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านและจิตอาสาช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลาม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ สภาองค์กรชุมชนตำบล จ.เชียงใหม่จับมือ &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันคลุมเมือง&amp;nbsp; ชี้รากเหง้าปัญหามาจากการพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp; ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&amp;nbsp; เผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากฝุ่นควันในภาคเหนือพุ่งพรวดจาก 93 รายในปี 2560&amp;nbsp; เป็น 225 รายในปี 2562&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่ที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนนำร่อง 32 ตำบลและขยายเป็น 210 ตำบลครอบคลุมทั้งจังหวัด&amp;nbsp; ด้าน ม.แม่โจ้จัดอบรมชาวบ้านเพาะเห็ดป่าแก้ปัญหาเผาป่าเพื่อเก็บเห็ด&amp;nbsp; นำเศษซากพืชมาใช้ประโยชน์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำถ่านชีวภาพ&amp;nbsp; ทำปุ๋ย&amp;nbsp; ผลิตจานจากใบไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ลดการเผา&amp;nbsp; ลดฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานนับสิบปี&amp;nbsp; และรุนแรงมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; จนทำให้จังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ของโลกที่มีปัญหาฝุ่นควันมากที่สุด&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&amp;nbsp; ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ทำให้ชาวเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; แพทย์&amp;nbsp; ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ชาวบ้าน&amp;nbsp; ศิลปิน&amp;nbsp; ภาครัฐ&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; หอการค้า ภาคเอกชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ในเดือนกันยายน&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชี้รากเหง้าปัญหาฝุ่นควันมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ-ยอดตายพุ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัชวาลย์&amp;nbsp; ทองดีเลิศ&amp;nbsp; ผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; รากเหง้าของปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ &amp;nbsp;มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีสาเหตุหลัก 5 ประการ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1.การจัดการทรัพยากรของรัฐมีปัญหา &amp;nbsp;ไม่สามารถจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ &amp;nbsp;ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงตลอดเวลา&amp;nbsp; 2.การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นควันจากไฟป่า-ภาพจากกลุ่มพารามอเตอร์ จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ระบบนิเวศป่าไม้เสียสมดุล &amp;nbsp;ป่าที่เชียงใหม่มีลักษณะเป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น &amp;nbsp;โดยทั่วไปในเขตป่าผลัดใบ&amp;nbsp; ต้นไม้จะมีการทิ้งใบจากต้นและเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต &amp;nbsp;และถูกความชื้นของป่าเขตนั้นหยุดยั้งไฟโดยอัตโนมัติ&amp;nbsp; แต่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้กระบวนการนี้แปรปรวน &amp;nbsp;ความชื้นจากเขตป่าดิบชื้นไม่สามารถหยุดยั้งการลามของไฟป่าได้ &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านต้องชิงเผาเพื่อควบคุมไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ฝุ่นควันจากยานพาหนะ &amp;nbsp;การเผาขยะ &amp;nbsp;การเปิดแอร์ &amp;nbsp;ควันไฟจากการทำครัว&amp;nbsp; การปิ้งย่าง&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากโรงงาน&amp;nbsp; และ 5.ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการเผาเศษพืชไร่&amp;nbsp; ประกอบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น &amp;nbsp;รวมถึงมีภาวะการกดอากาศสูงจากประเทศจีนเข้ามาปกคลุมเมืองเชียงใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; จึงทำให้ฝุ่นควันเกิดการสะสม&amp;nbsp; เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ข้อมูลจาก&amp;nbsp; นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ &amp;nbsp;ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &amp;nbsp;กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลทางวิชาการพบว่า ในปี 2552 &amp;nbsp;มีตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วประเทศจากฝุ่นมรณะ&amp;nbsp; จำนวน 38,410 คน &amp;nbsp;สูงเป็น 4 เท่าของการเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;และทำให้ประชากรมีอายุสั้นลง 0.98 ปี &amp;nbsp;ในขณะที่ภาคเหนือปี 2560 &amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต 93 ศพ &amp;nbsp;ปี 2561 เสียชีวิต 107 ศพ &amp;nbsp;และปี 2562 &amp;nbsp;เสียชีวิต 225 คน &amp;nbsp;เป็นตัวเลขที่ก้าวกระโดด&amp;nbsp; หรือเพิ่มขึ้น 60% จากโรคหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ และติดเชื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและคิดให้ออกว่าจะแก้ไขปัญหาฝุ่นมรณะที่ทำให้คนเสียชีวิตจริงๆ นี้อย่างไร &amp;nbsp;โดยไม่คำนึงเพียงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและจิตวิทยาเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.ชายชาญกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นับแต่ก่อตั้ง &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ในเดือนกันยายน 2562 &amp;nbsp;สภาฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ล่าสุดมีการจัดกิจกรรม &amp;lsquo;มหกรรมรวมพลังเชียงใหม่ลมหายใจเดียวกัน&amp;rsquo; เมื่อวันที่&amp;nbsp; 19 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้ยานยนต์หันมาปั่นจักรยาน&amp;nbsp; กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; เวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; การ&amp;nbsp; ซุ้มกิจกรรมให้ความรู้&amp;nbsp; ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์จากใบไม้&amp;nbsp; การทำถ่าน ไบโอชาร์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลเชียงใหม่ 210 ตำบลจับมือสภาลมหายใจฯ แก้ปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลจัดตั้งขึ้นตาม&amp;nbsp; &amp;lsquo;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; สมาชิกองค์กรชุมชน &amp;nbsp;และประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล &amp;nbsp;เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ทั้งในระดับจังหวัด &amp;nbsp;รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้&amp;nbsp; ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว 7,778 &amp;nbsp;สภาฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดม&amp;nbsp; อินทรจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในจังหวัดเชียงใหม่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้ว&amp;nbsp; 210 ตำบลใน 25 อำเภอ&amp;nbsp; เมื่อมีการจัดตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลจึงเข้าร่วมด้วย&amp;nbsp; เนื่องจากสภาองค์กรชุมชนฯ เป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้ว&amp;nbsp; และเป็นการดำเนินการตามภารกิจของสภาองค์กรชุมชนฯ ตามมาตรา 21 ที่ระบุว่า&amp;nbsp; ให้สภาองค์กรชุมชนตำบลมีภารกิจต่างๆ เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในการจัดการ &amp;nbsp;การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกองค์กรชุมชน รวมตลอดทั้งการร่วมมือกันในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;(6) จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;สุขภาพอนามัย &amp;nbsp;คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; โดยการลงพื้นที่ในตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ มีพื้นที่นำร่อง 32 ตำบลใน 25 อำเภอ &amp;nbsp;เพื่อหาข้อมูลหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านอย่างไร&amp;nbsp; รวมทั้งให้ชาวบ้านเสนอความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันควรจะมีวิธีใดที่เหมาะสมแก่ชุมชนนั้นๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอุดมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดมยกตัวอย่างว่า&amp;nbsp; บางตำบลปัญหาฝุ่นควันเกิดจากการเผาซังข้าวโพด&amp;nbsp; เผาเศษฟางในนาข้าวก่อนทำนารอบใหม่การตัดแต่งกิ่งลำไยแล้วนำมาเผา&amp;nbsp; การ &amp;lsquo;ชิงเผาป่า&amp;rsquo; เพื่อเป็นแนวป้องกันไม่ให้ไฟป่ารุกลาม&amp;nbsp; รวมทั้งการเผาใบไม้-กิ่งไม้ในสนามกอล์ฟ&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้บางตำบลชาวบ้านจะเผาป่าในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตก&amp;nbsp; โดยมีความเชื่อว่าการเผาป่าจะทำให้ผักหวาน&amp;nbsp; และเห็ดต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเห็ดถอบออกเยอะ&amp;nbsp; ราคาขายกิโลกรัมละ 300-400&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; บางครอบครัวมีรายได้เฉพาะช่วงเห็ดถอบออก (พฤษภาคม-มิถุนายน) ประมาณ 100,000 บาท&amp;nbsp; ทำให้มีการเผาเศษซากพืชและเผาป่าหมุนเวียนตลอดทั้งปี&amp;nbsp; แต่ปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่จะรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสนอทางออก &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลปัญหาที่พบ&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp; นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน&amp;nbsp; โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp; จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) ให้แก่ชาวบ้านแม่กำปอง&amp;nbsp; อำเภอแม่ออน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมอบรมประมาณ 50 คน&amp;nbsp; และมีแผนอบรมการเพาะเห็ดป่า&amp;nbsp; เห็ดถอบ&amp;nbsp; ในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลใน 5 อำเภอในช่วงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอบรมเพาะเชื้อเห็ดฮ้าที่บ้านแม่กำปอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้ &amp;nbsp;กิ่งไม้ &amp;nbsp;หญ้า &amp;nbsp;ฟางข้าว &amp;nbsp;เหง้ามันสําปะหลัง &amp;nbsp;ซังและต้นข้าวโพด &amp;nbsp;โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด&amp;nbsp; เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน &amp;nbsp;ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร &amp;nbsp;ลดระยะเวลาการปลูก &amp;nbsp;ใช้เป็นวัสดุเพาะต้นกล้า ช่วยทำให้พืชเติบโตได้ดี &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไบโอชาร์เปลือกกาแฟใช้เพาะต้นกล้วย ไบโอชาร์แกลบใช้เพาะผัก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยใช้เพียงดินปลูกผสมไบโอชาร์ตามสูตรแม่โจ้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถใช้ปลูกผักสลัด &amp;nbsp;ผักสวนครัว &amp;nbsp;โดยที่ไม่ต้องเติมปุ๋ยเพิ่มเติม &amp;nbsp;และช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งเสริมการทำวนเกษตร&amp;nbsp; ปลูกพืชยืนต้น&amp;nbsp; หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ไผ่&amp;nbsp; ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; นำฟางข้าว&amp;nbsp; กิ่งลำไยมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่าฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคิดค้นนวัตกรรมจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำใบไม้นำมาทำจานใส่อาหาร ทดแทนการใช้พลาสติก&amp;nbsp; และลดการเผาใบไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เศษกิ่งไม้ใบไม้นำมาย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอจากสภาลมหายใจ-สภาองค์กรชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุดม&amp;nbsp; อินทรจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของสภาลมหายใจเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้มีข้อมูลปัญหาและข้อเสนอทางออกที่มาจากพื้นที่&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน&amp;nbsp; 32 ตำบล (จากทั้งหมด 210 ตำบลใน 25 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่) และได้นำข้อมูลมานำเสนอเป็นนโยบายสาธารณะต่อหน่วยงานระดับจังหวัด&amp;nbsp; รวมทั้งมีการเชื่อมประสานความร่วมมือกับประชาชนในเขตเมืองเพื่อจัดการปัญหาฝุ่นควันร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ขอให้มีการสนับสนุนงบประมาณตำบลที่มีพื้นที่ติดป่าเพื่อเพิ่มมาตรการป้องกัน &amp;nbsp;ตั้งแต่การทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; ชิงเผา&amp;nbsp; การลาดตระเวน&amp;nbsp; การดับไฟ&amp;nbsp; 2.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้งบกลางในการสนับสนุนชุมชนป้องกันฝุ่นควัน&amp;nbsp; 3.ให้มีกองทุนเพื่อดูแลนักผจญไฟป่า&amp;nbsp; เมื่อได้รับอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต&amp;nbsp; 4.การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบระหว่างแปลงจัดการไฟป่าโดยใช้ไฟ-ไม่ใช้ไฟ&amp;nbsp; 5.ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นสร้างห้องปลอดฝุ่นที่ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ&amp;nbsp; 6.อบรมให้ความรู้เรื่องฝุ่นควัน&amp;nbsp; การป้องกัน&amp;nbsp; การทำห้องปลอดฝุ่นควัน&amp;nbsp; 7.ให้มีการสื่อสารเตือนภัยฝุ่นควัน&amp;nbsp; คุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดนี้&amp;nbsp; ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว&amp;nbsp; จำนวนประมาณ 1,800,000 บาท&amp;nbsp; โดยทางเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจะนำไปขับเคลื่อนในตำบลต่างๆ&amp;nbsp; เพิ่มเติมจากพื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลนำร่อง 32 ตำบล&amp;nbsp; ขยายเป็น&amp;nbsp; 210 ตำบลต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝุ่นควัน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., สภาลมหายใจเชียงใหม่, สภาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200128/image_big_5e2fd322b9b13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
