<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งตัวเข้าเรือนจำ ฆ่ายัดถังโบกปูน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝากขังหลานชายผู้ดูแลร้านวัสดุก่อสร้าง ร่วมกันฆ่าญาติยัดถังโบกปูนอำพรางคดี เจ้าตัวให้การภาคเสธ รับเห็นเหตุการณ์ แต่มีส่วนแค่ยกศพใส่ถัง ปรากฏไร้ญาติประกัน ถูกส่งเข้าเรือนจำพิเศษมีนบุรีตามมือฆ่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 เมษายนนี้ ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ถนนสีหบุรานุกิจ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม &amp;nbsp;ควบคุมตัวนายอรรถพล หรือนาย คงนวลใย อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ จ.261/2562 ลงวันที่ 30 มี.ค.2562 คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ กรณีฆ่ายัดถังโบกปูนฝังดิน มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-12 เม.ย. นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น และต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก รวมทั้งรอผลตรวจสอบประวัติอาชญากร โดยพนักงานสอบสวนก็ได้ยื่นคำคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหานี้ด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานต่างๆ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2562 เวลาประมาณ 17.30 น. ขณะที่นายอัชฌา หรือขิก หนูปทุม ผู้ตาย อายุ 38 ปี ชาว จ.พัทลุง ลูกจ้างร้านค้าวัสดุก่อสร้าง นั่งดื่มสุราอยู่กับพวก รวม 4 คน ได้มีคนมาเรียกนายอัชฌาให้ไปพบนายประยูร หรือจุ๊บ แก้วพยศ อายุ 48 ปี ในห้องทำงาน ซึ่งระหว่างนั้นมีคนซื้อเบียร์มาให้นายประยูรที่ห้องทำงาน (ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง) โดยขณะเกิดเหตุ เวลาประมาณ 18.00 น. มีนายอรรถพล ผู้ต้องหา, นายประยูร ผู้ต้องหาซึ่งถูกฝากขังไปแล้วเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา และนายอัชฌาอยู่ด้วยกันในห้องทำงานดังกล่าว โดยนายประยูรได้ใช้ของแข็งตีเข้าที่ศีรษะ จนทำให้นายอัชฌาล้มลง แล้วใช้ของแข็งดังกล่าวเป็นอาวุธตีซ้ำเข้าที่ศีรษะอีกหลายครั้ง ต่อมานายประยูรได้ใช้ถุงพลาสติกสีดำมาสวมที่ศีรษะของนายอัชฌา และใช้เชือกมัดบริเวณลำคอเพื่อปิดปากถุง ใช้ให้นายอรรถพล ผู้ต้องหา ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ยกร่างของนายอัชฌาใส่ลงในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่อยู่บริเวณประตูทางออกด้านหลังของร้านค้าวัสดุก่อสร้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลาประมาณ 22.00 น. นายประยูรให้ผู้ต้องหากับพวกคนงานร้านอาหารแห่งหนึ่ง มาช่วยกันยกถังน้ำมันที่มีร่างของนายอัชฌาใส่ท้ายรถกระบะของร้านค้าวัสดุก่อสร้าง แล้วขับไปที่ด้านหลังร้านอาหารแห่งหนึ่ง แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ที่อยู่ใกล้กับร้านค้าวัสดุก่อสร้าง (ประมาณ 1 กม.) กระทั่งวันที่ 7 มี.ค. เวลาประมาณ 06.00 น. นายประยูรได้นำปูนที่ผสมเสร็จแล้วไปเทใส่ถังน้ำมันดังกล่าว แล้วใช้รถแบ็กโฮนำถังน้ำมันใส่ไว้ใต้ดินเพื่ออำพรางศพ โดยเมื่อวันที่ 30 มี.ค. เวลา 16.00 น.เศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป.จับกุมตัวนายอรรถพล ผู้ต้งหาได้ตามหมายจับ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาดำเนินคดีฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และร่วมกันฝัง ซ่อนเร้น หรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การภาคเสธ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการยื่นฝากขังแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดหรือญาติมายื่นคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวนายอรรถพล ผู้ต้องหารายนี้แต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะได้นำตัวไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษมีนบุรีระหว่างการฝากขังนี้ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายประยูร หรือจุ๊บ ขณะเกิดเหตุเป็นผู้ดูแลอยู่ที่ร้านวัสดุก่อสร้าง ผู้ต้องหารายแรกที่พนักงานสอบสวน บก.ป.ได้ยื่นฝากขังไปก่อนแล้วเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ยื่นประกันตัวเช่นกัน ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่เรือนจำพิเศษมีนบุรี ส่วนนายอรรถพลเป็นหลานชายของนายประยูร ซึ่งในชั้นสอบสวนนายอรรถพลให้การภาคเสธ โดยรับว่าเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มจนจบ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมลงมือฆ่าด้วย เพียงแต่ช่วยยกศพผู้ตาย ขนย้ายไปฝังในถังน้ำมันและผสมปูน รวมถึงนายประยูรก็เป็นญาติห่างๆ กับนายอัชฌา ผู้ตายด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32739</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190401/image_big_5ca2123b3fae9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟ้องพี่น้องจารวิจิต ฟอกเงิน797ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บูมพาพ่อแม่เข้ากองปราบฯ รับทราบข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ให้การปฏิเสธ ยันเงิน 90 ล้านที่ลูกชายคนโตโอนให้ เป็นเงินที่ได้มาจากการทำธุรกิจของครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม อดีตนักแสดง ผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน ได้พานายวิสิทธิ์ และนางเลิศฉัตรกมล จารวิจิต พ่อและแม่ เข้าพบ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รอง ผกก.สอบสวน กก.1 บก.ป. หลังถูกออกหมายเรียกในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน คดีหลอกนักลงทุนชาวฟินแลนด์ร่วมลงทุนในสกุลเงินบิตคอยน์ มูลค่ากว่า 797 ล้านบาท หลังตำรวจพบเส้นทางการเงินว่าพ่อและแม่ของบูมรับโอนเงินจากนายปริญญา จารวิจิต ลูกชายคนโต จำนวน 90 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงนายอาร์นี ออตตาวา ซาริมา นักธุรกิจชาวฟินแลนด์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง นายจิรัชพิสิษฐ์เปิดเผยว่า พ่อและแม่ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ว่าเงินที่ได้รับโอนจากนายปริญญา จารวิจิต ลูกชายคนโต ได้มาจากการทำธุรกิจของครอบครัว และยืนยันไม่รู้จักกับนักธุรกิจชาวฟินแลนด์ โดยวันนี้ได้นำเอกสารเส้นทางการเงินมาชี้แจงกับตำรวจถึงที่มาของเงินที่ได้รับโอน และหลังจากนี้จะกลับไปรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายมาชี้แจงเพิ่มเติม ยอมรับรู้สึกโล่งใจที่วันนี้พ่อและแม่ได้รับการปล่อยตัว ทางครอบครัวพร้อมต่อสู้คดี ส่วนการยื่นประกันตัวของนายปริญญา เป็นเรื่องของทีมทนายดำเนินการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิสิทธิ์ และนางเลิศฉัตรกมล กล่าวว่า ขอความเป็นธรรมด้วย เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชรกล่าวว่า เบื้องต้นได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับนายวิสิทธิ์ และนางเลิศฉัตรกมล ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งทั้งคู่ได้ขอกลับไปรวบรวมหลักฐานเส้นทางการเงินต่างๆ ของครอบครัว เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง เพื่อชี้แจงที่มาของเงินที่นายปริญญาโอนให้ ซึ่งจะต้องมอบให้เจ้าหน้าที่ไม่เกิน 15 วันหลังจากนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปริญญา จารวิจิต อายุ 37 ปี (ตัวอยู่ในเรือนจำระหว่างฝากขัง), นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม นักแสดงซีรีส์วัยรุ่นชื่อดัง อายุ 27 ปี, น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต อายุ 32 ปี ทั้งสามคนเป็นชาว จ.ชลบุรี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวและเป็นพี่น้องกัน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้กระทำผิดฐานฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างต้นเดือน มิ.ย.-30 ธ.ค.2560 จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 6 คนร่วมกันวางแผนและสมคบกันด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หลอกลวงชักชวนให้นายอาร์นี ออตตาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ผู้เสียหาย ให้ร่วมลงทุนทำธุรกิจซื้อหุ้นของบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอร์ฟแวร์ จำกัด (Expay Software), ร่วมลงทุนประกอบธุรกิจสร้างเงินดิจิตอลสกุลดราก้อน คอยน์ กับบริษัท เอ็นเอ็กซ์ เชน อินคอร์ปอเรเต็ด (NX Chain Inc.) และซื้อหุ้นบริษัท ดีเอ็นเอ (2002) จำกัด (มหาชน) จำนวน 500 ล้านหุ้น ซึ่งผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินดิจิตอลสกุลบิตคอยน์ (Bitcoins) จำนวนหลายครั้งเข้าไปในกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยทั้งสามกับพวกที่เปิดรองรับไว้ แล้วพวกจำเลยได้นำเงินบิตคอยน์ดังกล่าวไปขายในระบบซื้อขายอินเทอร์เน็ต คิดเป็นเงินจำนวน 797,408,454.33 บาท และนำเงินที่ขายได้เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยทั้งสามกับพวก ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีการลงทุนทำธุรกิจจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่จำนวนหุ้นของบริษัทดีเอ็นเอที่ผู้เสียหายได้ซื้อไปก็ไม่ได้ครบตามจำนวนที่ตกลงซื้อ ซึ่งภายหลังจำเลยทั้งสามกับพวกก็ได้ร่วมกันนำทรัพย์สินดังกล่าวที่ได้จากการกระทำผิดหลายครั้งนั้นไปเปลี่ยนสภาพเพื่อปกปิดแหล่งที่มา โดยเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2560 จำเลยทั้งสามได้นำเงิน 20 ล้านบาท โดยนายปริญญา จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อและทำนิติกรรมซื้อที่ดิน 2 แปลง เนื้อที่ 2 งาน 7 ตารางวา แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม., วันที่ 12 ต.ค.2560 นายปริญญา จำเลยที่ 1 ได้นำเงิน 59 ล้านบาทไปซื้อที่ดิน 2 แปลง เนื้อที่ 3 งาน 143.5 ตารางวา แขวง-เขต ดินแดง กทม., วันที่ 19 ต.ค.2560 นายปริญญา จำเลยที่ 1 ได้นำเงิน 27,140,000 บาท ไปซื้อที่ดิน 2 แปลง เนื้อที่ 3 งาน 118.9 ตารางวา ใน จ.นนทบุรี, วันที่ 29 พ.ย.2560 นายปริญญา จำเลยที่ 1 ได้นำเงิน 18,450,000 บาทไปซื้อที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 1 งาน 23 ตารางวา แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 6 ต.ค.2560 นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จำเลยที่ 2 นำเงิน 43,130,000 บาทไปซื้อที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 3 งาน 80 ตารางวา แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม., วันที่ 6 ธ.ค.2560 น.ส.สุพิชฌาย์ จำเลยที่ 3 นำเงิน 8.5 ล้านบาทไปจดทะเบียนขายฝากที่ดิน 6 แปลง เนื้อที่ 94.5 ตารางวา แขวงจันทรเกษม, แขวงลาดยาว, แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุเกิดที่แขวงจันทรเกษม, แขวงลาดยาว, แขวงจอมพล เขตจตุจักร, แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา, แขวง-เขตดินแดง แขวง-เขตห้วยขวาง แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี, แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม., ต.บางกร่าง และ ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี, ต.บางพระ และ ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 9 ส.ค.2561 เจ้าพนักงานจับกุมสามารถจับกุมนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จำเลยที่ 2 ได้ ส่วน น.ส.สุพิชฌาย์ จำเลยที่ 3 จับกุมได้เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2561 และจับกุมนายปริญญา จำเลยที่ 1 ได้เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ในชั้นสอบสวนทั้งสามให้การปฏิเสธ ซึ่งท้ายคำฟ้อง อัยการก็ได้ระบุว่าหากจำเลยทั้งสามขอปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี ก็ให้เป็นดุลพินิจศาลในการสั่งประกันตัวไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลได้ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ ฟย.50/2561 และนัดสอบคำให้การจำเลยทั้งสามในวันที่ 7 พ.ย. เวลา 09.00 น. โดยในส่วนของนายปริญญา จำเลยที่ 1 ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในชั้นฝากขังตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลก็จะเบิกตัวจำเลยมาสอบคำให้การตามวัน-เวลาดังกล่าวต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จำเลยที่ 2 กับ น.ส.สุพิชฌาย์ จำเลยที่ 3 ทั้งสองได้รับการประกันตัวตั้งแต่ชั้นฝากขังเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา คนละ 2 ล้านบาท ซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21180</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต, พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลิศฉัตรกมล จารวิจิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181101/image_big_5bdb01149ef7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2018 22:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดสมณศักดิ์7รูป สึก&#039;อดีตพระพรหมสิทธิ&#039;นอนคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนสมณศักดิ์ 7 พระเถระ โดนคดีทุจริตเงินทอนวัด มติ &amp;quot;มส.&amp;quot; รับทราบปลด &amp;quot;พระพรหมดิลก-พระพรหมสิทธิ-พระพรหมเมธี&amp;quot; พ้นกรรมการ มส. &amp;nbsp;พร้อมตั้งรักษาการตำแหน่งทางปกครองแทนพระผู้ใหญ่ 3 รูป &amp;quot;เจ้าคุณธงชัย&amp;quot; มอบตัวกองปราบฯ ตร.ส่งฝากขังค้านประกัน &amp;quot;ศาล&amp;quot; อนุญาต &amp;quot;อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ&amp;quot; โดนจับสึกเปลี่ยนนุ่งชุดขาวนอนคุกทันที &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ชี้ต้องแยกคดีทางโลกกับทางธรรม หากพ้นผิดกลับมาครองผ้าเหลืองได้ &amp;quot;พงศ์พร&amp;quot; ลุยเปรตโกงเงินต่อ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 15 ข เผยแพร่ประกาศเรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ด้วยปรากฏว่ามีกรณีพระภิกษุถูกกล่าวหาว่า กระทําการทุจริตและถูกดําเนินคดีอาญาในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาศัยอํานาจตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามความในมาตรา 5 ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถอดถอนสมณศักดิ์ จํานวน 7 รูป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนี้ 1.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร 2.พระพรหมเมธี (จํานงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม 3.พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา 4.พระราชอุปเสณาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระเมธีสุทธิกร) (สังคม สังฆะพัฒน์) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 5.พระราชกิจจาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระวิจิตรธรรมาภรณ์) (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 6.พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา 7.พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คํามา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ยกเว้นลําดับที่ 3 5 6 และ 7 ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ถูกจับกุมและสละสมณเพศ ผู้รับสนองพระราชโองการ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 15/2561 มีสมเด็จพระวันรัต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ &amp;nbsp;เป็นประธานประชุม เนื่องจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก &amp;nbsp;ทรงติดภารกิจ ร่วมกับกรรมการมหาเถรสมาคมท่านอื่นอีก 14 รูป และ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยพระพรหมเมธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดบูรณศิริ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และรองโฆษกสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมส.ได้รับทราบประกาศราชกิจจานุเบกษา ในการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอดถอนสมณศักดิ์จำนวน 7 รูป ได้แก่ 1.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 2.พระพรหมเมธี (จำนง เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศารามฯ 3.พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา 4.พระราชอุปเสนาภรณ์ (สังคม สังฆะพัฒน์) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 5.พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 6.พระอรรถกิจโสภณ(สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา 7.พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คำมา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ประชุมยังรับทราบถึงพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ให้กรรมการ มส.ทั้ง 3 รูป ประกอบด้วย พระพรหมดิลก, พระพรหมสิทธิ, พระพรหมเมธี พ้นจากตำแหน่งกรรมการ มส. รวมทั้งยังมีมติให้พระพรหมสิทธิ พ้นจากตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ&amp;quot; นายสิปป์บวรกล่าว
เจ้าคุณธงชัยมอบตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก พศ.กล่าวว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการ มส. ยังได้เสนอแต่งตั้งพระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส อายุ 76 พรรษา 56 รองเจ้าคณะภาค 10 เป็นรักษาการเจ้าคณะภาค 10 แทนพระพรหมสิทธิ &amp;nbsp;สำหรับตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานครที่ว่างลงนั้น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการ มส. &amp;nbsp;ได้แจ้งให้ มส.รับทราบถึงการแต่งตั้งให้พระธรรมสุธี(นรินทร์ นรินฺโท) เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นรักษาการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้แจ้งให้ มส.ได้รับทราบถึงการแต่งตั้ง พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช &amp;nbsp;เจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) เป็นรักษาการเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 แทนพระพรหมเมธีด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องการแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหารและวัดสามพระยานั้น ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยให้รองเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส ตามลำดับลงมาปฏิบัติดูแลความเรียบร้อยภายในวัดไปก่อน ซึ่งต้องรอดูการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งต่อไปว่าทางเจ้าคณะปกครองจะเสนอรูปใดมาทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสแทน ส่วนเรื่องของการตั้งกรรมการ มส.ที่ว่างลง ต้องเป็นพระอำนาจของสมเด็จพระสังฆราช จะพระวินิจฉัย&amp;quot; รองโฆษก พศ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงการจับกุมดำเนินคดีพระสงฆ์ รองโฆษก พศ.กล่าวว่า ขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่นเดียวกับเรื่องของการลงโทษเจ้าหน้าที่ของ พศ.ที่ทุจริตเงินทอนวัด ตนก็ไม่ทราบ ขอให้เป็นการพิจารณาของผู้บริหาร พศ.ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีรายงานว่า พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโน) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ผู้ต้องหาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งหลบหนีการจับกุมจะขอเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ทำให้ทางปราบปรามจัดกำลังรอรับมอบตัว อย่างไรก็ดี ในระหว่างที่สื่อมวลชนรอการเดินทางมาของเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กระทั่งเวลา 12.00 น.ปรากฏว่ามีรถตู้ของกองปราบฯ วิ่งเข้ามา 2 คัน ก่อนจะอ้อมไปด้านหลังอาคาร โดยภายในรถมีพระพรหมสิทธิ อยู่ในรถ ก่อนที่ตำรวจจะพารีบขึ้นอาคารทันที เพื่อหลบผู้สื่อข่าว โดย พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เข้าร่วมสอบปากคำทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 15.15 น. พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง พนักงานสอบสวนกองปราบปราม กก.1 บก.ป. ได้นำตัวพระธงชัย สุขโข อายุ 60 ปี เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรืออดีตพระพรหมสิทธิ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตฯ คดีร่วมกันฟอกเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา และโครงการของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงฯ ของวัดสระเกศฯ รวม 63,700,000 บาท เดินทางมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่ 30 พ.ค.-10 มิ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 20 ปาก และรอผลการตรวจพิมพ์ลายนิ้วมือจากกองทะเบียนประวัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า ผู้ต้องหาร่วมกับนายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กับพวกซึ่งเป็นฆราวาสและพระ ในการโอนเงินและซุกซ่อนเงินที่ได้จากการกระทำ ด้วยการโอนเงินที่ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทั้ง 2 โครงการจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาวงเวียนโอเดียน ใน 2 บัญชี รวม 32 ครั้ง ให้แก่กลุ่มฆราวาสที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไปโดยทุจริต โดยมีการขอหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2561&amp;nbsp;
ไม่ให้ประกันจับศึก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากมีเอกสารจำนวนมากอยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหา เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน นอกจากนี้ พฤติการณ์ของผู้ต้องหามีการกระทำเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ อีกทั้งคดีมีอัตราโทษ จึงเกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาจะหลบหนีด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคำร้องฝากขัง ซึ่งได้อ่านรายละเอียดให้ผู้ต้องหาและทนายความฟังแล้ว แจ้งให้พนักงานสอบสวน ผู้ร้อง และผู้ต้องหากับทนายความทราบว่า ต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์มีความจำเป็นตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่า ทนายความได้แถลงคัดค้านการฝากขัง โดยอ้างว่าจากการนำเสนอข่าวของสื่อต่างๆ ทราบว่าพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ วจึงไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องฝากขังผู้ต้องหาอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชรได้แถลงยืนยันการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ยังมีเหตุจำเป็นต้องสอบปากคำพยานอีก 20 ปาก ซึ่งเกี่ยวข้องการเส้นทางการเงินและการกระทำผิดของกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งเป็นพระวัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่, ราชบุรี, ขอนแก่น และนครศรีธรรมราช โดยจะเร่งดำเนินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พนักงานสอบสวนยังมีความจำเป็นต้องสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องอีก จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วันตามคำร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการฝากขังแล้ว ในเวลา 17.00 น. ขณะที่พระธงชัยถูกควบคุมตัวจากห้องพิจารณาที่ 3 (ห้องเวรชี้) ไปยังห้องควบคุมชั้นล่างของศาล เพื่อรอฟังสั่งขอประกันตัว ซึ่งผู้ต้องหาได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 1 ล้านบาท เสนอต่อศาลเพื่อพิจารณาขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฝากขัง ซึ่งมีรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นผู้พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการพิจารณาฝากขัง ก็มีเจ้าหน้าที่จาก พศ. มาร่วมฟังการพิจารณาด้วย โดยไม่มีการนำพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่มาเพื่อทำพิธีสึกพระ &amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าที่ พศ.แจ้งว่าเมื่อศาลอนุญาตฝากขังแล้วหากไม่อนุญาตให้พระธงชัย ผู้ต้องหา ประกันตัวระหว่างฝากขังแล้ว กระบวนการก็จะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 30 ระบุว่า &amp;quot;เมื่อจะต้องจำคุก กักขัง หรือขังพระภิกษุรูปใดตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวพระธงชัย ผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ พศ.และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงถอดจีวรผู้ต้องหาเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดขาว คุมตัวไปขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างการฝากขัง 12 วันต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทนายความของพระธงชัยกล่าวว่า ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ จะเดินทางมายังศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.30 น. รถเรือนจำได้นำตัวอดีตพระธงชัยออกจากศาลเดินทางไปส่งคุมขัง ปรากฏว่าอดีตพระธงชัยขณะที่นั่งในรถคุมขังของเรือนจำนั้น ได้นั่งลักษณะก้มศีรษะลงต่ำเพื่อหลบผู้สื่อข่าวและช่างภาพที่รอถ่ายภาพด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับกลุ่มฆราวาส 4 ราย คือ น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา มารดาของ ร.ท.ฐิติทัศน์, น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านร่วมรับโอนเงิน 25 ล้านบาท, นายธีระพงษ์ พันธุ์ศรี และนายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณฯ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศฯ ที่ถูกฝากขังพร้อมอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป วัดสระเกศฯ และวัดสามพระยา เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเรื่องขอประกันตัวระหว่างการฝากขังออกมาด้วยว่า ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวด้วย กลุ่มฆราวาสจึงต้องถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อสังเกตพระสงฆ์ซึ่งถูกดำเนินคดีและถูกถอดสมณศักดิ์สามารถกลับมาบวชเป็นพระได้หรือไม่ว่า การถอดสมณศักดิ์กับการบวชไม่เกี่ยวกัน ต้องแยกจากกัน เพราะความผิดทางโลกเป็นเรื่องหนึ่ง ความผิดทางธรรมเป็นเรื่องหนึ่ง สมมติว่าพระอยู่กับสีกา ถือเป็นความผิดทางธรรม แต่ไม่ผิดทางโลก ส่วนการจะสึกนั้นทางกฎหมายบังคับให้สละสมณเพศ แต่จะด้วยความสมัครใจหรือไม่สมัครใจหรือไม่ ต้องไปว่ากันภายหลัง เมื่อคดีทางโลกจบแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องสมณศักดิ์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทรงพระกรุณาโปรดฯ พระราชทาน และสามารถเรียกกลับคืนได้ เรียกว่าถอดถอนสมณศักดิ์ ซึ่งพระบางรูปอาจเจอทุกเรื่อง ยกตัวอย่างพระพิมลธรรม อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ กรุงเทพฯ ซึ่งถูกข้อกล่าวหาเสพเมถุน ต่อมากลับมาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ก็โดนทั้งให้สละสมณเพศ ถอดจากสมณศักดิ์ และถูกดำเนินคดีอาญา แต่เมื่อศาลทหารตัดสินว่าไม่ผิด ทุกอย่างก็กลับคืนมาสามารถกลับไปนุ่งครองผ้าเหลืองตามเดิม เนื่องจากยังไม่ได้เปล่งวาจาว่าสึก เมื่อเดินเข้าไปกราบพระในแต่ละวัด แล้วสมเด็จพระวัดต่างๆ รับไหว้ แสดงว่ายังคงยอมรับว่าเป็นพระ จนต่อมาได้ขอพระราชทานสมณศักดิ์คืน เป็นต้น&amp;quot; รองนายกฯกล่าว
ลุยคดีเงินทอนวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินทางเข้าพบนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล พศ. เพื่อรายงานการทำงานของ พศ. และความคืบหน้าการดำเนินการสอบสวนเรื่องการทุจริตเงินทอนวัด ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.พงศ์พรกล่าวว่า กรณีพระผู้ใหญ่ถูกดำเนินคดีเรื่องเงินทอนวัด ซึ่งกระทบศรัทธาของประชาชน ทาง พศ.จะทำให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องคดีว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะประชุมเรื่องทุจริตเงินทอนวัดล็อตที่ 3 ได้ประสานขอข้อมูลจาก พศ.หรือไม่ พ.ต.ท.พงศ์พรกล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ถ้าขอมาจะให้ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีหนังสือจาก ป.ป.ช.เพื่อขอพยานหลักฐานมาเป็นประจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องการดำเนินคดีพระผู้ใหญ่ในขณะนี้ ไม่สะดวกที่จะตอบ&amp;quot; ผอ.พศ.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุวพันธุ์กล่าวว่า ได้เชิญ ผอ.พศ.มาเพื่อหารือเรื่องคดีเงินทอนวัดที่ดำเนินการไปแล้วในล็อตที่ 1-3 ส่วนล็อตที่ 4 ยังไม่ได้คุยกัน ตอนนี้หลักการที่ให้ไปคือ ให้ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ไปดำเนินการตามหลักฐาน และอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ส่วน พศ.ให้ดำเนินการเกี่ยวกับข้าราชการที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้กำชับ พศ.ในเรื่องของการใช้งบประมาณในปี 2561 ให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ ซึ่งหลักเกณฑ์เดิมถือว่าดีอยู่แล้ว แต่ถ้าจำเป็นหรือเห็นว่ามีจุดอ่อนก็ขอให้พิจารณาดู เพื่อให้มันรัดกุมเพิ่มมากขึ้น&amp;quot; นายสุวพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณี บก.ปปป.ตร.ส่งสำนวนการสอบสวนคดีเงินทอนวัด 4 คดี ให้สำนักงาน ป.ป.ช.ดำเนินการว่า ที่ประชุมเห็นว่า ปปป.ได้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาบางรายในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งมีมูลฐานจากคดีความผิดฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และได้มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาบางรายไว้แล้ว ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ป.ป.ช.จึงมีมติส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป และส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาพิจารณาดำเนินการทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงความเป็นอยู่ของอดีตพระทั้ง 5 ราย ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า การดูแลของผู้ต้องขังระหว่างนี้กิจกรรมจะไม่เข้มข้นเท่าผู้ต้องขังเด็ดขาด เพราะว่าเขาจะต้องต่อสู้คดี แม้ว่าหลายคนจะถอดผ้าเหลืองแล้ว แต่ก็ยังอยากถือศีล ไม่รับประทานอาหารเย็น เราก็อนุโลมตามที่สมควร เฉพาะที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อระเบียบปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น ชาวมุสลิมที่อยู่ในเรือนจำ ช่วงนี้เป็นช่วงรอมฎอนถือศีลอด เราก็อนุโลมให้ปฏิบัติศาสนกิจได้ตามสมควร บางคนนุ่งโสร่ง สวมหมวก และต้องทำละหมาด เพราะฉะนั้นทุกศาสนาก็ดีทั้งสิ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถอดถอนสมณศักดิ์ 7 พระเถระ, บก.ป., พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง, พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม), พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน), พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ), พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี), พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด วงศ์ชะอุ่ม), พระราชอุปเสนาภรณ์ (สังคม สังฆะพัฒน์), พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คำมา), พระอรรถกิจโสภณ(สมทรง อรรถกฤษณ์), พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ), พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์, ฟอกเงิน, มส., ยักยอกทรัพย์, ราชกิจจานุเบกษา, สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ), สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตโต), สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร, สิปป์บวร แก้วงาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0eaeff5b259.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
