<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งกก.สอบ ยาเคบิ๊กล็อต ช่วงขนย้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; แจงจับยาเคล็อตมหึมาโอละพ่อ ขอเวลาตรวจสอบของ 3 หน่วยงาน คาดอาทิตย์หน้าได้ข้อสรุป ตั้งกรรมการสอบปมแคลงใจมีการเปลี่ยนของกลางระหว่างขนย้ายหรือไม่ ออกตัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อ้างแถลงข่าวตามหน้าที่ ขู่ฟ้อง &amp;quot;อัจฉริยะ&amp;quot; และนักเลงคีย์บอร์ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ที่หน้าห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 1 ชั้น 9 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีการจับกุมยาเคตามีน 11.5 ตัน ใน จ.ฉะเชิงเทรา แต่ตรวจสอบภายหลังพบว่าเป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวว่า การแถลงข่าวในวันจับกุมที่โกดัง จ.ฉะเชิงเทรา ตนขอยืนยันว่า เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นเคตามีน เพราะการใช้น้ำยาตรวจสอบปรากฏว่าเป็นสีม่วง แต่ผลจริงๆ ต้องรอจากห้องปฏิบัติการ และผลยืนยันเป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟต ทำให้ต้องมีการเก็บตัวอย่างร่วมกันของ 3 หน่วยงาน ทั้ง ป.ป.ส. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองพิสูจน์หลักฐานและนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ จะมาช่วยตรวจสอบให้จบภายในสัปดาห์หน้าว่าของกลางทั้งหมดเป็นยาเสพติดหรือไม่ จำนวนมากน้อยเท่าใด จึงได้เสนอให้แบ่งตรวจสอบของกลางเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เบื้องต้นในสัปดาห์นี้ ส่วนที่เหลือค่อยทยอยตรวจสอบภายหลังให้ครบ รวมถึงการจัดสัมมนาทางวิชาการกับหน่วยงานอื่นเพื่อปรับความเข้าใจใหม่ และหาความรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารไตรโซเดียมฟอสเฟต ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ส.ไม่เคยพบสารตัวนี้ ส่วนเครื่องมือเทสต์คิตที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ เป็นมาตรฐานเดียวกับสากล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมยอมรับว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับสารตัวนี้ เนื่องจากเป็นสารใหม่และไม่เคยปรากฏขึ้นในประเทศไทย ว่าหากเข้าเครื่องเทสต์คิตจะเป็นสีม่วงด้วย ซึ่ง UNODC บอกว่าประเทศอื่นเคยมีลักษณะนี้ แต่ในประเทศไทยถือเป็นครั้งแรก โดยจากนี้จะต้องมีการจัดเสวนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนด้วย ทั้งนี้ คำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ผมพร้อมน้อมรับ ซึ่งการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงยุติธรรม เราจะเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo; นายสมศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ข้อสงสัยเรื่องการขนส่ง จัดเก็บหลักฐานหรือเปลี่ยนของกลางนั้น ต้องมีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการขนย้าย และให้ชี้แจงโดยเร็วที่สุด ส่วนการจัดเก็บหลักฐาน ตนยืนยันว่ามีห้องเก็บหลักฐานหนาแน่น และระบบราชการ เรื่องการเก็บหลักฐานต่างๆ รัฐมนตรีไม่มีอำนาจเกี่ยวข้องเลย วันที่ไปแถลงการจับกุม ตนต้องไปตามหน้าที่ หากไม่ไปคนจะหาว่าเราละเลยหน้าที่ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าตนไม่เคยไปร่วมแถลงข่าวการจับกุมยาเสพติดเลย โดยตนจะเน้นการยึดทรัพย์ตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ยุติธรรมกล่าวด้วยว่า กรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าแจ้งความตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กล่าวโทษตนแถลงข่าวอันเป็นเท็จนั้น ขณะนี้ได้ให้นักกฎหมายตรวจสอบ หากประเด็นไหนทำให้เกิดความเสียหายฟ้องได้ก็ต้องฟ้อง เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริง ซึ่งตนพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ต้องมีผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ขณะนี้ต้องเร่งหาข้อเท็จจริงว่าสารที่เรายึดมาได้ทั้งหมดนั้นมีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีปลัด ยธ.เป็นประธาน และมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อเร่งกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ และยืนยันว่าการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งใคร เพราะการวิพากษ์วิจารณ์หากกระทบผมหรือ ป.ป.ส. ที่เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ยอมรับได้ แต่ห่วงที่จะกระทบผู้อื่นที่ทำให้เกิดความเสียหาย ต้องถูกดำเนินคดี ตรงนี้ไม่ควรเกิดการบิดเบือนข้อเท็จจริง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิชัยกล่าวว่า สังคมสงสัยว่าทำไมขั้นตอนการดำเนินคดีถึงได้ล่าช้า ตนขอชี้แจงว่า คดีนี้เรายึดของกลางได้โดยไม่มีผู้ต้องหา ไม่เหมือนกับการจับกุมของกลางพร้อมผู้ต้องหาที่เป็นความผิดซึ่งหน้า และคดีนี้เป็นคดีระหว่างประเทศ เป็นการประสานงานมาจากประเทศไต้หวัน ดังนั้น อำนาจในการสั่งสอบสวนจะอยู่ที่อัยการสูงสุด ทางตำรวจไม่มีอำนาจ ขั้นตอนคือ เมื่อ ป.ป.ส.รวบรวมหลักฐานให้กับตำรวจ ทางตำรวจจะทำเอกสารให้อัยการสูงสุดเพื่อสั่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา ถึงจะมีอำนาจในการสอบสวนคดีนี้ ซึ่งในส่วนของผู้ต้องสงสัยนั้น เรามีข้อมูลแล้ว แต่เรากำลังสืบไปให้ถึงผู้ร่วมกระบวนการในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้ร่วมขบวนการกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมที่ไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อดีตเลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า กรณีการจับยาเค สังคมเกิดความคลางแคลงใจว่าของกลางมูลค่าสูงหายไปได้จริงหรือไม่ อย่างไร เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบต้องทำให้สังคมเข้าใจและเชื่อมั่นในกระบวนการของการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่การได้เบาะแส จนกระทั่งเข้าตรวจยึดของกลาง กระบวนการตรวจนับ จัดเก็บ กระบวนการส่งพิสูจน์ เพื่อในทุกขั้นตอนมีความชัดเจนถูกต้องด้วยความรอบคอบ ว่าจะไม่มีการสูญหาย หรือเปลี่ยนของกลางเป็นอย่างอื่นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นไปโดยสุจริต ชอบด้วยกฎหมายในทุกขั้นตอน เพราะหากในที่สุดของกลางที่ตรวจยึดได้นั้นไม่ใช่ยาเสพติดดังที่แถลงข่าวไปนั้น ผู้ต้องหาในเบื้องต้นอาจตกเป็นผู้เสียหาย ที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายกับเจ้าพนักงานได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร, พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. กับพวก แถลงว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากร กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสินค้าที่จะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย สำแดงชนิดสินค้าเป็นเศษอะลูมิเนียม ผลการตรวจสอบสินค้าดังกล่าวเป็นเครื่องยนต์เก่าสภาพชำรุด 74 เครื่อง พบไอซ์ 62 กิโลกรัม บรรจุอยู่ในถุงชาจีนแบบสุญญากาศในช่องว่างของเครื่องยนต์เก่า 33 เครื่อง มูลค่ายาเสพติดประมาณ 37 ล้านบาท ก่อนติดตามจับกุมผู้ส่งออกและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพชรกล่าวว่า เครื่องเอกซเรย์สามารถเห็นสิ่งผิดปกติได้ แต่เนื่องจากของกลางนั้นซุกซ่อนในเครื่องยนต์โดยห่อหุ้มด้วยกระดาษฟอยล์ และใส่น้ำมันเป็นของเหลวทำให้เครื่องยนต์ใช้การได้ จึงต้องใช้วิธีชำแหละเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดด้วย ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นมา กรมศุลกากรมีสถิติการตรวจยึดยาเสพติดทั่วประเทศ รวม 143 คดี มูลค่ายาเสพติดประมาณ 5,488,151,748 บาท ซึ่งไอซ์ในไทยมีมูลค่าประมาณกิโลกรัมละ 1 แสนบาท แต่หากส่งออกแล้วจะมีค่าสูงขึ้นอีก 10 เท่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84898</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, พชร อนันตศิลป์, พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก, วิชัย ไชยมงคล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201124/image_big_5fbcf85049d22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2018 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2018 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกสภาทนายฯชี้ตุ๋นทำข้าวกล่องเข้าข่ายฉ้อโกง หากตั้งใจหลอกเอาผลประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.61 - ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกฎหมายกรณีมีบุคคลหลอกลวงจ้างทำข้าวกล่องจำนวนมากแล้วไม่ยอมรับสินค้า ว่า กรณีเรื่องจ้างทำข้าวกล่อง ข้อเท็จจริงเบื้องต้นยุติว่ามีการทำสัญญาจ้างทำข้าวกล่องและน้ำดื่มวันละ 10,000 ชุด แล้วเกิดปัญหาโต้แย้งกันว่าน้ำดื่มไม่ได้มาตรฐาน ส่งข้าวกล่องล่าช้า ข้าวบูดบ้างจึงปฏิเสธไม่รับข้าวกล่อง และจะปรับแม่ค้าเป็นเงิน ประมาณ 350,000 บาท หากมองว่าเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ก็ต้องไปว่ากล่าวกันทางแพ่ง จากภาพข่าวที่ปรากฏในเบื้องต้น แม่ค้าเสียหายแน่นอน ข้าวกล่องกว่า 10,000 กล่อง และน้ำดื่ม 10,000 ชุด หากมีต้นทุนชุดละ 50 บาท ก็เสียหายกว่า 500,000 บาท เมื่อรวมกับค่าปรับแล้ว ถือว่าเสียหายหนักมากสำหรับแม่ค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นข้อสังเกตในกรณีนี้ หากผู้ว่าจ้างเป็นกลุ่มคนเดียวกันกับกรณีที่เคยเกิดขึ้น หรือหากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ติดต่อว่าจ้างไม่ได้มีเจตนาที่แท้จริงในการที่จะว่าจ้างทำข้าวกล่อง แต่ตั้งใจที่จะหลอกให้พ่อค้าหรือแม่ค้าที่คาดหวังถึงรายได้หรือผลประโยชน์ที่จะได้ในอนาคต เพื่อให้ผู้ว่าจ้างได้รับผลประโยชน์จากพ่อค้าแม่ค้าดังกล่าว โดยตั้งใจจะไม่รับเอาข้าวกล่องและน้ำดื่มทั้งหมด แต่จะอ้างว่าอาหารและน้ำดื่มไม่ได้มาตรฐาน บ้างผิดสัญญาบ้าง เพื่อจะเรียกค่าปรับ หากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานบ่งชี้ว่ามีลักษณะดังกล่าว เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือฉ้อโกงประชาชน มาตรา 343 ได้ เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับผิดชอบต้องรีบเข้าไปช่วยดูแลและทำข้อเท็จจริงทั้งหมดให้กระจ่าง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21602</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, หลอกลวงจ้างทำข้าวกล่อง, โฆษกสภาทนายความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180301/image_big_5a97a13b4652e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาทนายฯโอดหนี้ท่วมหัว ฉุดบุคลากรร่วมงานปฏิรูป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาทนายความยันบุคลากรมีความพร้อมร่วมโครงการทนายอาสาตามโรงพักสนองนโยบายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่งบประมาณไม่เพียงพอ เผยยังค้างหนี้สร้างที่ทำการใหม่ 300 ล้านบาท ค้างจ่ายทนายอาสาอีกหลายสิบล้าน วอนรัฐบาลช่วยดูแลให้ปลอดหนี้สินด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการดำเนินการระหว่างองค์กร โดยมีแผนระยะเร่งด่วนข้อ 2 คือ โครงการทนายอาสาประจำสถานีตำรวจ ว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาทนายความคือมาตรการเร่งด่วนข้อที่ 2 นั้น ทางสภาทนายความมีความพร้อมด้านบุคลากรที่เป็นทนายความอยู่ทั่วประเทศ แต่คงต้องดูรายละเอียดว่ารัฐจะให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบในมาตรการนี้ ทั้งการจัดสรรงบประมาณและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในโครงการทั้งหมดต้องมีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อการดำเนินการ ซึ่งที่ปฏิบัติอยู่เดิมเป็นการรับเงินงบประมาณงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายจากงบประมาณแผ่นดินผ่านทางกระทรวงยุติธรรม เพียงปีละ 50 ล้านบาท แต่ต้องช่วยเหลือประชาชนทั้งประเทศ คิดเป็นต่อหัวประชากรทั้งประเทศได้ไม่ถึง 1 บาทต่อคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าวว่า สภาทนายความเองต้องจัดสรรงบประมาณของสภาทนายความไปสมทบ ทั้งที่สภาทนายความยังมีภาระหนี้สินค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการสภาทนายความอยู่กว่า 300 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา ค่าตอบแทนทนายความอาสาจะได้วันละ 1,000 บาท ขณะนี้สภาทนายความยังมียอดค้างจ่ายทนายความอาสาอีกหลายสิบล้านบาท จะเห็นได้ว่าในต่างประเทศ รัฐให้การสนับสนุนสภาวิชาชีพโดยมีงบประมาณสนับสนุน ทั้งการก่อสร้างที่ทำการด้วย แต่ในประเทศไทยกลับไม่มีงบประมาณสนับสนุน สภาทนายความต้องไปกู้เงินจากธนาคารมาดำเนินการก่อสร้างเอง ครั้นเมื่อรัฐมีนโยบายให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็จะคิดถึงสภาทนายความ กำหนดมาตรการให้สภาทนายความรับผิดชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเรียนว่างานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความสามารถช่วยเหลือประชาชนได้โดยไม่มีข้อจำกัด และมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติครบถ้วน พร้อมดูแลประชาชนทุกคนได้ทันที และพร้อมตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในทุกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลสภาทนายความให้ปลอดภาระหนี้สิน และมีงบประมาณที่เพียงพอต่อการดำเนินการต่างๆ ด้วย ซึ่งนอกจากการช่วยเหลือประชาชนทางด้านการให้คำปรึกษา การจัดทนายความช่วยว่าต่างแก้ต่างทางคดี สภาทนายความยังมีโครงการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้แก่ประชาชนทั่วประเทศด้วย แต่ในระยะหลังนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึง เพราะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ&amp;quot; ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตามร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.สอบสวนคดีอาญาและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมมี 4 มาตรการเร่งด่วน ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การรับแจ้งความร้องทุกข์คดีอาชญากรรมต่างท้องที่ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วแก่ประชาชน ไม่ต้องเสียเวลาและค่าเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องที่จุดเกิดเหตุ แต่สามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งแล้วให้สถานีตำรวจที่รับเรื่องร้องทุกข์เร่งสอบปากคำผู้แจ้งโดยละเอียด ก่อนจะส่งเรื่องให้กับสถานีตำรวจท้องที่ภายใน 3 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการทนายความอาสาประจำสถานีตำรวจ ที่ทางสภาทนายความจะจัดทนายไปประจำแต่ละสถานีตำรวจ นำร่องที่ 150 สถานีตำรวจตัวเมือง และสถานีตำรวจที่มีคดีเกิดขึ้นมากกว่า 1,000 คดีต่อปี ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนสถานีที่มีคดีมากกว่า 2,000 คดี ต่อไปจะมีทนายอาสาตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่สถานีตำรวจที่เหลือ แม้จะไม่มีทนายอาสาในช่วงแรก แต่ประชาชนสามารถขอปรึกษากับทนายอาสาผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้เช่นกัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การห้ามนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในทุกกรณี เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิของผู้ต้องหา ที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด แต่สามารถนำรูปภาพของผู้ต้องหาหรือภาพถ่ายตามหมายจับมาเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนได้ในกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เช่น เพื่อการสืบสวนจับกุมคนร้าย หรือประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อเข้าแจ้งความเพิ่มเติมกับตำรวจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาในวันหยุดราชการ ซึ่งศาลจะมีการพิจารณาคำร้องผัดฟ้องฝากขังและปล่อยตัวชั่วคราวในวันหยุด ขณะที่ตำรวจก็จะเร่งพิจารณาว่าจะปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นพนักงานสอบสวนหรือไม่ภายใน 24 ชั่วโมง และสามารถฝากขังผู้ต้องหาได้ในช่วงวันหยุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20067</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc5e7043fd14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19176</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2018 17:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2018 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องระฆังดังเหยียดศาสนาหรือไม่ โฆษกสภาทนายฯมีคำตอบ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.61 - ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ ให้สัมภาษณ์กรณีบุคคลร้องเรียนระฆังวัดดังรบกวน เข้าข่ายเหยียดศาสนามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ตามที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ให้ความเห็นไว้หรือไม่ ว่า ความผิดฐานเหยียดหยามศาสนา เป็นความผิดที่ไม่ต้องการเจตนา แต่มุ่งพิจารณาจากพฤติการณ์ประกอบการกระทำว่าเข้าองค์ประกอบแห่งความผิดอาญาหรือไม่ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวต้องเอาความรู้สึกของวิญญูชนหรือคนทั่วไปมาเทียบว่า การกระทำของจำเลย เป็นการเหยียดหยามศาสนาหรือยัง และต้องรู้สำนึกในขณะกระทำด้วย ในความเห็นส่วนตัว ชาวคอนโดที่ร้องเรียนวัดอาจมีเพียงความรู้สึกว่าถูกรบกวนจากเสียง จึงใช้สิทธิที่ติดว่าตนเองมีเข้าร้องเรียนหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เยียวยาความรู้สึกของตนเท่านั้น ตามข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่ามีพฤติกรรมอื่นประกอบการกระทำ ดังนั้นเพียงเท่านี้ ยังไม่น่าเข้าข่ายผิดฐานเหยียดหยามศาสนา แต่หากต่อมามีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเช่น ตามข่าวบอกว่าบุคคลดังกล่าวโทรไปต่อว่าทางวัดตอนเช้ามืดหลายครั้ง ตรงนี้ไม่ทราบว่ามีข้อความอะไรที่กระทบพระหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19176</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศรีสุวรรณ จรรยา, พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, พระตีระฆัง, สภาทนายความ, โฆษกสภาทนายความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180301/image_big_5a97a13b4652e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนช.ส่อถอยล้มผู้ตรวจการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มหรรณพ&amp;quot; แฉเมกปั่นกระแสค้านแก้ พ.ร.ป.กกต. ยอดพรวดหลักแสนที่แท้มาจากไอพีแอดเดรสเดียว ล้มกระดานผู้ตรวจการเลือกตั้ง สนช.ทำท่าไปต่อลำบากส่อถอย สะพัด! วิปล็อบบี้ขอให้ทบทวน หวั่นเข้าทาง ส.ส.อ้างเป็นบรรทัดฐานแก้ กม.ลูก รื้อคดีอาญานักการเมือง-เลิกไพรมารีโหวต พท.ไม่พลาดยื่นเอาผิด 36 สนช.ทำผิด รธน.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความเคลื่อนไหวของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้ง ที่มีกระแสคัดค้านไม่เห็นด้วยในวงกว้าง โดยเมื่อวันจันทร์ นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สนช. กล่าวถึงกรณีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเรื่องการเสนอแก้ไข พ.ร.ป.ดังกล่าว ที่มีประชาชนมากกว่า 1 แสนความเห็นแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวว่า ได้ตรวจสอบโดยได้รับคำยืนยันจากฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐสภาแล้วว่า คะแนนไม่เห็นด้วยกว่า 1 แสนความเห็นที่ไม่สนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย กกต.นั้น มาจากไอพีแอดเดรสเดียวกัน เป็นลักษณะการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ปั่นคะแนน ไม่ทราบว่าเป็นฝ่ายใดทำและมีเจตนาเพื่ออะไร แต่แสดงถึงความผิดปกติในการลงคะแนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายมหรรณพกล่าวว่า การพิจารณาแก้ไข พ.ร.ป.กกต.ครั้งนี้ไม่ได้ยึดจำนวนคะแนนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นเกณฑ์สำคัญ เพราะเป็นการดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้ทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากประชาชนเมื่อมีการเสนอกฎหมายต่างๆ ดังนั้นจะดูจากความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลักเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาต่อไป จำนวนคะแนนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไม่ใช่การทำประชามติที่ยึดเอาจำนวนคะแนนเป็นเกณฑ์ กรณีนี้เป็นการทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่การนับจำนวนคะแนน ส่วนการแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำรุนแรง ไม่สุภาพ เราไม่ถือสา เป็นการสะท้อนให้เห็นวุฒิภาวะของบุคคลนั้นๆ ทั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งนี้ผ่านทางเว็บไซต์ www.senate.go.th ได้ต่อไปถึงวันที่ 18 ส.ค. จนครบกำหนด 15 วันในการรับฟังความคิดเห็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ส่วนกระแสข่าว สนช.เตรียมถอนร่างแก้ไขกฎหมาย กกต. หาก กกต.ชุดใหม่กับชุดเก่าสามารถตกลงเรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งได้นั้นไม่เป็นความจริง ขณะนี้ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอน ยังเร็วเกินไปที่จะพูดว่าจะถอนหรือไม่ ขณะนี้เพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการเสนอกฎหมาย คือการรับฟังความเห็นจากประชาชนเท่านั้น ยังมีหนทางและขั้นตอนอีกยาวไกลจากวิป สนช.และที่ประชุม สนช. จึงจะรู้ว่า จะดำเนินการสำเร็จหรือไม่ แต่ยืนยันได้ว่าการเสนอกฎหมายครั้งนี้ไม่มีเจตนาก้าวล่วงหรือแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ เป็นการทำหน้าที่ของ สนช. เมื่อเห็นว่ากฎหมายใดมีข้อบกพร่องก็เสนอให้แก้ไข แต่จะแก้ไขสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต&amp;quot; นายมหรรณพกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแหล่งข่าวจาก สนช.เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาชิก สนช.ที่ร่วมกับนายมหรรณพเสนอแก้ไข พ.ร.ป.กกต.ดังกล่าว ได้รับการประสานจากวิป สนช.บางรายให้ทบทวนการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.เพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว เนื่องจากไม่ต้องการให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญลำดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญถูกแก้ไขได้ง่ายเหมือนกับกฎหมายทั่วไป นอกจากนี้หาก สนช.ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติไปริเริ่มแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสียเอง โดยที่องค์กรอิสระในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มแล้ว อาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดในอนาคตได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรจะอาศัยแนวทางที่ สนช.ทำไว้ ด้วยการให้ ส.ส.เข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1 ใน 10 ของสภา แก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เช่นกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อยกเลิกการทำไพรมารีโหวต หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาว&amp;quot; แหล่งข่าวจาก สนช.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ทางออกของเรื่องนี้คือ หาก กกต.ชุดปัจจุบันตัดสินใจว่าจะไม่ลงนามรับรองผู้ที่ผ่านการสรรหาเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดยให้ กกต.ชุดใหม่ที่กำลังรอการโปรดเกล้าฯ มาทำการตรวจสอบรายชื่ออีกครั้ง วิป สนช.จะแจ้งข้อมูลไปยังคณะ สนช.ที่ริเริ่มเสนอกฎหมายให้ทบทวนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกฝ่ายบริหารและโฆษกสภาทนายความฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ในประเด็นที่ สนช.มีการแก้ไขโครงสร้างคณะกรรมการคัดเลือกในแต่ละจังหวัดยกเว้น กทม. ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีประธานสภาทนายความจังหวัดจากเดิมที่เคยมี ว่ายังไม่เห็นร่างแก้ไข พ.ร.ป.กกต.ดังกล่าว &amp;nbsp;ก็ไม่ทราบว่าร่างดังกล่าวออกมากี่วันแล้ว แต่ทราบว่ากระบวนการสรรหาเก่าจะมีประธานสภาทนายความจังหวัดอยู่ด้วย ก็ไม่ทราบเหตุผลในร่างแก้ไขดังกล่าว ทางสภาทนายความยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าวต่อว่า หากเป็นเช่นนั้นจริงคนที่ร่างกฎหมายต้องอธิบายเหตุผลให้ได้ว่า เหตุใดจึงตัดประธานสภาทนายความจังหวัดไป ซึ่งถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ในกระบวนการกฎหมาย &amp;nbsp;และเป็นเพียงกรรมการสรรหาคนหนึ่งเท่านั้น ถือเป็นบุคลากรที่เหมาะสมที่ควรจะมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง การที่ได้เข้ามาช่วยเป็นกรรมการสรรหาจะทำให้ได้รู้และช่วยตรวจสอบคัดกรองจากบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย การที่ถอดออกต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ชัดเจน เพราะการมีอยู่น่าจะมีประโยชน์มากกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงว่าสภาทนายความจะทำหนังสือค้านหรือสอบถามเหตุผลไปหรือไม่ ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าวว่าตอนนี้ยังไม่ได้คุยกัน หลังจากนี้จะต้องมีพูดคุยกันในกรรมการบริหารก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ให้ความเห็นกรณี กกต.ต้องการขอใช้มาตรา 44 แบ่งเขตเลือกตั้งว่า ขณะนี้เรื่องการกำหนดเขตเลือกตั้งนั้นเป็นปัญหา เนื่องจากไปผูกกันหมดทั้งเขตเลือกตั้ง เรื่องตัวแทนประจำจังหวัด เพราะหากไม่มีเขตเลือกตั้งจะเริ่มทำอะไรไม่ได้ และในการทำจะต้องให้ประชาชนหรือพรรคการเมืองให้ความเห็น แต่ถ้าให้ความเห็นจะกลายเป็นกิจกรรมทางการเมืองซึ่งจะขัดกับคำสั่ง คสช. ดังนั้นหากไม่ใช้มาตรา 44 กกต.จะไม่มีสิทธิ์ทำอะไรได้ ทั้งนี้ผู้รับฟังความเห็นในระดับจังหวัดคือผู้ตรวจการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีตรงนี้ตรงนั้นก็ทำไม่ได้ เพราะ กกต.ส่วนกลางลงไปทำก็ไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้ กกต.ต้องไปตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งขึ้นมาก่อนเพื่อรอดำเนินการเรื่องนี้ ดังนั้นจุดนี้อาจจะทำให้การเลือกตั้งมีปัญหายืดเยื้อออกไป ส่วนเรื่องการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.ในเรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้ง เขาอาจคิดกันว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ในความจริงนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นการแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วที่พูดกันว่าไม่กระทบการเลือกตั้งนั้น จะไม่กระทบได้อย่างไรต้องกระทบแน่นอน กระทบโดยตรงและกระทบต่อผู้มีอำนาจอยู่ในขณะนี้คือพุ่งไปหา คสช. ถึงได้บอกว่ามันจะเสียไม่คุ้มได้ เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นผูกโยงกันไปหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. กล่าวว่า ตามที่ สนช. 36 คนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ป.กกต.ดังกล่าว โดยความในมาตรา 9 ดังกล่าวมีเนื้อความเป็นการแก้ไขกฎหมายเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเจาะจงที่อาจขัดมาตรา 26 วรรคสอง และอาจเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 (1) ตามมาอีกด้วย เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 (1) &amp;nbsp;เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้ สนช.ใช้สถานะไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ หากใครกระทำการฝ่าฝืนมาตรานี้ก็อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 101 (7)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ความในร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ป.กกต. (ฉบับที่...) พ.ศ. .... มาตรา 9 &amp;nbsp;ระบุไว้ว่า &amp;quot;บรรดาการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการคัดเลือกและการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้เป็นอันสิ้นผลไปนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ&amp;quot; แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า &amp;quot;กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง&amp;quot; ตามร่าง พ.ร.ป.กกต. มาตรา 9 ที่จะใช้บังคับแก่กรณีผู้ตรวจการเลือกตั้งเป็นการเจาะจงนั้น จึงอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคสอง และอาจมีลักษณะเข้าข่ายตามความในมาตรา 185 (1) ที่ กกต.สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ดังนั้นจะไปยื่นหนังสือให้ กกต.ใช้อำนาจตามมาตรา 82 วรรคสี่ พิจารณาตรวจสอบเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป โดยจะไปยื่นหนังสือร้องด้วยตนเองที่สำนักงาน กกต.วันที่ 14 ส.ค.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15331</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิกร จำนง, พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180813/image_big_5b7195cf7d10b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2018 20:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดปอร์เช่เมจิกสกิน จอดทิ้งอาบอบนวด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามยึดรถหรูของเจ้าของเมจิก สกิน หลังทิ้งปอร์เช่ไว้ที่ลานจอดรถอาบอบนวดเจ้าพระยา 3 พบมีการถ่ายโอนให้กรรมการบริษัทที่ยังไม่มาตามหมายเรียก &amp;quot;วิระชัย&amp;quot; บุกตรวจโรงงานผลิตเครื่องสำอางย่านอรุณอมรินทร์หลังมีข้อมูลผลิตสินค้าให้เมจิก สกิน ด้านน้องชายเหยื่ออาหารเสริม &amp;quot;ลีน&amp;quot; ที่กินแล้วเป็นศพ เข้าแจ้งความ ปคบ. เผยอีกฝ่ายเสนอเงินเยียวยา 1 ล้าน แต่ไม่รับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ ที่ลานจอดรถสถานบริการอาบอบนวดเจ้าพระยา 3 ถนนอรุณอัมรินทร ์แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. นำกำลังเข้าตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อปอร์เช่ ทะเบียนป้ายแดง น-8886 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของนางวรรณภา พวงสน เจ้าของบริษัท เมจิก สกิน ที่ถูกนำมาจอดทิ้งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวว่า ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยกันเสนอข่าว การติดตามอายัดรถของนางวรรณภา พวงสน และนายกร พวงสน 2 สามีภรรยาเจ้าของบริษัทเครือเมจิก สกิน ซึ่งนำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนไปซื้อรถหรูกว่า 30 คัน มูลค่า 68 ล้านบาท และหลังจากนำเสนอข่าวออกไป ได้มีผู้นำรถยี่ห้อปอร์เช่คันดังกล่าวมาจอดไว้ที่ลานจอดรถเจ้าพระยา 3 จากการตรวจสอบผู้ครอบครอง คือนายอภิวัส พงศ์พัฒนะนุกูล กรรมการบริหารบริษัท เมจิก สกิน จากนี้ไปเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสืบสวนขยายผลว่าทำไมรถคันดังกล่าวซึ่งเป็นของนางวรรณภามาอยู่ในความครอบครองของนายอภิวัส ซึ่งผู้ครอบครองจะต้องมีความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินด้วย ทั้งนี้ เจ้าพนักงานจะได้ทําการตรวจยึดเพื่อประมูลขายและเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ตำรวจ สน.บางยี่ขันได้รับแจ้งจากนายทองพูน เสงี่ยมศักดิ์ ผู้ดูแลลานจอดรถสถานอาบอบนวดเจ้าพระยา 3 ว่าพบรถปอร์เช่ซึ่งไม่ทราบเจ้าของเป็นผู้ใด มาจอดไว้ที่ลานจอดรถ กระทั่งเวลา 01.00 น. ซึ่งเป็นเวลาปิดสถานบริการ พบว่ายังไม่มีใครมานำรถคันดังกล่าวออกไป เมื่อใช้ไฟฉายส่องดูก็พบว่ามีกุญแจอยู่ภายใน และรถคันดังกล่าวไม่ได้ล็อก จากการตรวจค้นภายในพบเอกสารคู่มือการจดทะเบียน ระบุป้ายทะเบียน 5 กฉ 6095 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายอภิวัสเป็นผู้ครอบครอง นอกจากนี้ยังมีนามบัตรของนายอภิวัส และสินค้าตัวอย่างของเมจิก สกิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วิระชัยเปิดเผยว่า นายอภิวัสถูกเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกให้มาพบแล้ว 1 ครั้ง แต่ยังไม่มาพบ ต่อไปจะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 หากยังไม่มาก็จะออกหมายจับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 11.30 น. พล.ต.อ.วิระชัยนำกำลังพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินทางไปยังบริษัท ฮานิว โคเรีย จำกัด เลขที่ 1693-4 ซอยอรุณอมรินทร์ 53 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม. หลังสืบสวนทราบว่ามีการผลิตสินค้าให้กับเมจิก สกิน และตรีชฎา ซึ่งเป็นสินค้าในเครือเมจิก สกิน เบื้องต้นพบว่าภายในร้านมีสารเคมี สารตั้งต้นจำนวนมาก และยังห้องมีแล็บที่ใช้ผลิตสารเคมี ผลิตภัณฑ์ต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวว่า จากการเข้าตรวจค้น พบโรงงานแห่งนี้รับผลิตสินค้าให้กับเมจิก สกิน และตรีชฎาด้วย แต่ไม่พบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว รวมถึงไม่พบบรรจุภัณฑ์ด้วย โดยพบเพียงสารตั้งต้นและเครื่องผลิตครีมขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งทางตำรวจก็สงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ แต่จากการสอบสวนทราบว่า บริษัทดังกล่าวมีแหล่งเก็บสินค้าเป็นตึกแถวติดกัน 3 ห้อง ตั้งอยู่ตรงข้ามบริษัทดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างขอหมายค้นจากศาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น เมื่อได้หมายค้นจากศาล เจ้าหน้าที่ก็เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยมีนายทนงค์ วงศ์สมบูรณ์ และ น.ส.ปาจรีย์ วงศ์สมบูรณ์ กรรมการบริหารบริษัท ฮานิว โคเรีย จำกัด นำตรวจค้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหนึ่งที่มีการกล่าวอ้างว่ามีเยื่อไผ่และเห็ดจากญี่ปุ่นผสมนั้น ไม่เป็นความจริง และผลิตภัณฑ์ตรีชฎา ของ น.ส.ตรีชฎา ใจสบาย 1 ในผู้ต้องหาคดีเมจิก สกิน เป็นเจ้าของ ที่มีการกล่าวอ้างว่าผลิตที่ จ.นครราชสีมา ก็ไม่เป็นความจริง เพราะมาผลิตที่โรงงานแห่งนี้ ยืนยันว่าเอกสารที่ได้ภายในบริษัทชี้ให้เห็นว่า บริษัท ฮานิว โคเรีย มีการรับผลิตสินค้าให้บริษัท เมจิก สกิน จริง นอกจากนี้ จากการตรวจค้นยังพบบัญชีสรุปหนี้ของบริษัทดังกล่าว ว่าเป็นเจ้าหนี้บริษัท เมจิก สกิน จำนวน 27,828,809 บาท และมียอดค้างต่อบริษัทอื่นอีกรวมกว่า 40 ล้านบาท ส่วนเรื่องที่เจ้าของจะปฏิเสธอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจจะนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงเชิญผู้บริหารบริษัทไปสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้นในข้อหาโฆษณาเกินจริงที่กองปราบปรามภายในวันเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทนงค์กล่าวว่า บริษัทรับผลิตเนื้อครีมและขายส่ง ยืนยันส่วนผสม รวมถึงสารต่างๆ ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการแจ้งจดทะเบียนเมื่อปี 2556 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ อย.มาตรวจก็ไม่พบสารต้องห้าม ส่วนที่มีข้อมูลว่าบริษัท เมจิก สกิน ใช้โรงงานเป็นสถานที่การผลิตสินค้า ยอมรับว่ามีการติดต่อขอซื้อเนื้อครีมทารักแร้ของโรงงาน 3 ตัน ไปทดลองจำหน่ายแล้วได้ผลดี จึงทำหนังสือสัญญาว่าจ้างเป็นสถานที่ผลิตสินค้าให้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อตรีชฎา แต่บริษัทได้มีการตรวจสอบเลข อย.แล้ว พบว่าไม่ถูกต้อง จึงมิได้ผลิตสินค้าให้บริษัท เมจิก สกิน แต่ภายหลังบริษัท เมจิก สกิน ได้นำสินค้าตัวใหม่มาให้บริษัท ฮานิว โคเรีย ผลิตให้ ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นเครือข่ายบริษัท เมจิก สกิน และโรงงานเปิดมาก่อนจะมีแบรนด์ดังกล่าวอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ปาจรีย์กล่าวว่า ข้อเท็จจริงสารประกอบครีมยี่ห้อคาโอะ ยืนยันว่าในผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมจากเยื่อไผ่และเห็ดญี่ปุ่นตามที่มีการโฆษณา ส่วนกรณีที่ตำรวจพบข้อมูลบัญชีหนี้สินแล้วมีชื่อบริษัท เมจิก สกิน เป็นลูกหนี้ 27 ล้านบาท เรื่องดังกล่าวขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย ปรีชาทวีกิตต์ รองเลขาธิการ อย. ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าบริษัท ฮานิว โคเรีย ผลิตสินค้าให้กับตรีชฎา คือเซรั่มและครีมทารักแร้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งอาจเข้าข่ายการปลอมแปลงสินค้า ส่วนกรณีที่ชาวบ้านบริเวณนี้ร้องเรียนว่าได้รับความเดือดร้อนจากโรงงาน อาทิ เรื่องกลิ่นรบกวน ก็สามารถร้องเรียนมาได้ ทาง อย.พร้อมจะเข้าตรวจสอบและยกเลิกโรงงานต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่ออาหารเสริมลดน้ำหนักยี่ห้อลีน (LYN) กรณีการเสียชีวิตของ น.ส.พิมลวรรณ หมอนอิง อายุ 31 ปี พนักงานธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ที่ผลตรวจทางนิติเวชยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตมาจากหัวใจล้มเหลว เนื่องมาจากสารไซบูทรามีนในอาหารเสริมดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 พ.ค. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมนายวุฒิกร หมอนอิง อายุ 30 ปี น้องชายของ น.ส.พิมลวรรณ ผู้เสียชีวิต เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พูลสวัสดิ์ ผกก. (สอบสวน) กก.4 บก.ปคบ. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ช่วยดำเนินคดีและจับกุมผู้กระทำผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรณณรงค์เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมา บก.ปคบ.เพื่อต้องการให้ดำเนินคดีกับเจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมยี่ห้อลีน เนื่องจากเป็นคดีซับซ้อน เพราะต้องมีผลตรวจทางการแพทย์มายืนยันด้วย โดยผลตรวจจากกลุ่มนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลราชบุรี ระบุสาเหตุว่าหัวใจล้มเหลวจากผลแทรกซ้อนของยาไซบูทรามีน อีกทั้งจะเดินทางไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อให้รื้อคดีที่มีผู้เสียชีวิตจากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลีนทั่วประเทศทุกราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายวุฒิกรกล่าวว่า คดีนี้ตนได้ไปแจ้งความไว้แล้วที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ต่อมามีตัวแทนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลีนโทรศัพท์มาเคลียร์ปัญหา พร้อมยื่นข้อเสนอเป็นเงินเยียวยา 1 ล้านบาท แต่ตนไม่กล้าไปพบ เพราะกลัวอันตราย นอกจากนี้ เงินจำนวนดังกล่าวไม่สามารถชดเชยชีวิตพี่สาวได้ จึงมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ปคบ.เพื่อดำเนินการต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่อจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ลีนอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.ไพฑูรย์กล่าวว่า ขณะนี้สำนวนคดียังอยู่ที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี หากมีความซับซ้อนมากอาจเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาโอนสำนวนคดีมายัง บก.ปคบ.ดำเนินการตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดโรงงานผลิตและยึดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทั้งหมดมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกฝ่ายบริหารและโฆษกสภาทนายความ กล่าวว่า สภาทนายความพร้อมให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน จากการบริโภคยาปลอม โดยให้ผู้เสียหาย, ทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสีย สามารถร้องขอคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของสภาทนายความ ซึ่งมีนายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ เป็นผู้กำกับดูแล ได้ที่สภาทนายความในวันและเวลาราชการ โดยให้นำพยานหลักฐานเท่าที่มีมาด้วย ทั้งนี้ จะมีทนายความสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9415</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรีชฎา ใจสบาย, ทองพูน เสงี่ยมศักดิ์, นางวรรณภา พวงสน, นายกร พวงสน, บริษัท ฮานิว โคเรีย จำกัด, พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, พิมลวรรณ หมอนอิง, รถปอร์เช่, สน.บางยี่ขัน, สมชาย ปรีชาทวีกิตต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาบอบนวดเจ้าพระยา 3, เมจิก สกิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd82be24a73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
