<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือล้อมโรงพัก รุมด่านร.นอก แจ้งหมิ่นสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม่พาหนุ่มนักเรียนนอกเข้าให้ปากคำตำรวจ ไหว้ขอโทษคนไทยทั้งประเทศ บอกลูกชายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและลืมกินยา ขณะที่ผู้ก่อเหตุขออภัยใช้คำพูดรุนแรง ตำรวจกักตัวจนถึงเช้าหลังมวลชนชุมนุมหน้าโรงพักจะเอาเรื่อง มีผู้แจ้งกองปราบฯ ฟันหมิ่นสถาบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา นายรชฏ หวังกิจเจริญสุข อายุ 24 ปี หนุ่มนักเรียนนอกที่ปรากฏในคลิปขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนกับรถกระบะที่มีนายนันทวัฒน์ กมลรัมย์ อายุ 24 ปี เป็นคนขับ แล้วนายรชฏได้เดินลงมาด่าทออีกฝ่าย ทั้งยังกล่าวดูหมิ่นคนไทย และพาดพิงไปถึงสถาบัน เข้าให้ปากคำตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เจ้าของท้องที่ โดยระหว่างนั้น ประชาชนที่รู้ข่าวต่างพากันไปชุมนุมที่หน้าโรงพักตะโกนต่อว่านายรชฏ พร้อมทั้งขอดูหน้า ทำให้ตำรวจต้องวงกำลังอารักขาเพราะเกรงจะเกิดเหตุบานปลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 23.30 น. สถานการณ์เริ่มขยายวง เมื่อประชาชนรวมตัวมาสมทบมากขึ้นจากประมาณ 50 คน กลายเป็น 300 คน ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียด หลายคนใช้โทรศัพท์บันทึกภาพและไลฟ์สดผ่านสังคมออนไลน์ ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าด้วยความไม่พอใจ เจ้าหน้าที่จึงได้ล็อกประตูไม่ให้มีการเข้าออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พ.ต.อ.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.พุทธมณฑล ได้ซักถามนายรชฏกับมารดา ซึ่งมารดานายรชฏได้ยกมือไหว้ขอโทษคนไทย พร้อมกล่าวว่า ลูกชายไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ 6 ขวบ กลับมาไม่นานและอาจจะยังไม่เข้าใจและเรียนรู้วัฒนธรรมไทย ทำให้พลาดพลั้งเรื่องการใช้ภาษาและคำพูด แม้กระทั่งบางทีตนพูดคุยกับลูก เขายังบอกกับตนว่า คุณแม่พูดอะไรไม่รู้เรื่อง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประกอบกับลูกมีสุขภาพจิตที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย โดยคุณหมอได้วินิจฉัยว่าลูกเป็นโรคซึมเศร้าแนวเครียด คือถ้าไม่เป็นแนวซึมฆ่าตัวตาย ก็เป็นแนวเครียด โวยวาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มารดานายรชฏเปิดเผยว่า เหตุที่เป็นดังเช่นในคลิป อาจจะสืบเนื่องมาจากคืนก่อนเกิดเหตุ ทางครอบครัวเตรียมของที่จะไปวัด กลับบ้านมาก็เข้านอนเลย ยาเขาก็ไม่ได้ทาน ทำให้เขาเป็นแบบนี้ ตนอยากจะกราบขออภัยอีกครั้ง ทางครอบครัวไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น และทางครอบครัวก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขา เขาอยู่ในช่วงรักษาอาการป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายรชฏกล่าวว่า อยากจะขอโทษทุกคนที่อาจจะพูดอะไรพลั้งปากไปบาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นด้วยความโมโห และด้วยตนเป็นคนรักรถ และด้วยอาการที่เป็นอยู่ จึงทำให้ใช้คำพูดดูรุนแรงกว่าเหตุการณ์ปกติที่พบเจอในสังคม ตนก็ขอกราบขออภัยอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังสอบปากคำเสร็จ ตำรวจก็ยังไม่ปล่อยให้นายรชฏเดินทางกลับ เพราะยังมีผู้มาชุมนุมหน้าโรงพักจำนวนมาก เกรงว่านายรชฏจะได้รับอันตราย จึงให้หลบอยู่ในโรงพัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชัชปัณฑกาณฑ์กล่าวว่า คดีดังกล่าวตำรวจได้สอบปากคำไปแล้ว คาดว่าจะมีการส่งตัวไปให้อัยการส่งฟ้องที่ศาลแขวงภายใน 1-2 วันนี้ ทางคดีตำรวจก็ไม่ได้หยุดดำเนินการ โดยเป็นห่วงเรื่องความรู้สึกของคนไทยกับกรณีนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.พุทธมณฑล เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำนายรชฏ พบว่านายรชฏมีอาการเหมือนคนเป็นโรคจิตอ่อนๆ ระหว่างสอบปากคำนายรชฏจะกำมือ และทุบศีรษะตนเองบ่อยครั้ง อีกทั้งยังเอาหัวโขกกับโต๊ะสอบปากคำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปราม วันที่ 24 ต.ค.นี้ นายราเชน ตระกูลเวียง ประธานสหพันธ์คนไทยปกป้องสถาบัน เข้าพบ ร.ต.อ.สมพิศ อ่อนมา รอง สว. (สอบสวน) กก.5 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายรชฏ หวังกิจเจริญสุข เจ้าของรถยนต์ซีวิค ในข้อหาตามมาตรา 112 ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และหมิ่นประมาทคนไทยทั้งประเทศ โดยนำหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอและภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กมามอบเป็นหลักฐาน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำนายราเชน ผู้ร้องเอาไว้ก่อนนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48799</URL_LINK>
                <HASHTAG>นันทวัฒน์ กมลรัมย์, พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย, พ.ต.อ.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง, รชฏ หวังกิจเจริญสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191024/image_big_5db1a07c2a3d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถเฉี่ยวชน ด่าคนทั้งปท. ตร.ไล่เช็กบิล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนุ่มตี๋ขับซีวิคป้ายแดงเฉี่ยวชนกระบะ ลงมาด่ายับทั้งที่ตัวเองน่าจะผิด ลามไปถึงดูหมิ่นประเทศไทย บริษัทต้นสังกัดประกาศปลดทันที ชาวเน็ตขุดวีรกรรม ระบุเป็นลูกเจ้าหน้าที่สถานทูต ตำรวจเตรียมเช็กบิล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก โต้ เจ็ทโด้ ได้โพสต์คลิปวิดีโอ พร้อมระบุข้อความ &amp;ldquo;กลับรถไม่ดูรถมาทางตรงเลยน่ะเสี่ย ลงมาด่ากูยับเลย ไม่ตะบันหน้าให้ก็บุญแล้ว&amp;rdquo; ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ป้ายแดง เฉี่ยวชนกับรถกระบะ บริเวณถนนอุทยาน หรือถนนอักษะ ย่านทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เขตเชื่อมต่ออำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งคนขับรถฮอนด้า ผิวขาว สวมแว่น ได้ลงมาโวยวายด่าทอคู่กรณี ลามไปถึงด่ากราดคนไทยทั้งประเทศ ว่าด้อยพัฒนา คนจนเป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีบ้าน-รถหรู อย่างตน ก่อให้เกิดกระแสไม่พอใจในสื่อออนไลน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา บริษัท กาซ่าดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงว่า เบื้องต้นทางบริษัท กาซ่าดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้จัดตั้งในประเทศไทยและได้ดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายไทยตลอดมา บริษัทเคารพและเชิดชูในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด จากเหตุการณ์ตามคลิปที่โพสต์ลงสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีพนักงานของบริษัท กาซ่าดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ใช้คำพูดและแสดงกิริยาก้าวร้าวรุนแรง รวมถึงหมิ่นประเทศไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางบริษัทรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้พนักงานดังกล่าวพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ตามมาตรการและระเบียบบริษัท โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในโลกออนไลน์ยังมีการขุดคุ้ยการกระทำในอดีตของคนขับรถฮอนด้า ซีวิค รายนี้ ว่าเคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีผู้ระบุว่าชายคนนี้เป็นลูกชายเลขานุการทูตประจำประเทศหนึ่งในยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 ต.ค.นี้ รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์ ได้กลับรถบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 4 ช่วงหน้าพุทธมณฑล แล้วเฉี่ยวชนกับรถกระบะสีขาวคู่กรณีเพียงเล็กน้อย แต่ที่เป็นประเด็นคือทางฝ่ายรถเก๋งมีการด่าว่าฝ่ายรถกระบะ แต่เมื่อตำรวจไปถึงจุดเกิดเหตุทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้แล้ว และได้เรียกประกันมาตกลงค่าเสียหายกันเอง โดยไม่มาที่สถานีตำรวจ เพราะไม่มีคนเจ็บแต่อย่างใด ก่อนจะแยกย้ายกันไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ขับขี่รถซีวิคคันดังกล่าว ที่มีการด่าทอ ดูถูกคนไทย ดังปรากฏในคลิปที่มีการแชร์ไปทั่วทั้งสังคมออนไลน์นั้น สภ.พุทธมณฑลจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลในคลิปต่อไป ในข้อหาดูหมิ่น หมิ่นประมาท มีอัตราโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ส่วนจะมีข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมอีกหรือไม่ ขณะนี้กำลังตามตัวหนุ่มซีวิคคนดังกล่าวเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก สภ.พุทธมณฑลแล้ว ซึ่งในประเด็นที่มีการด่าว่าหรือดูหมิ่นกันนั้น คงต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน หากเป็นความผิดต่อส่วนตัว ฝ่ายที่เสียหายจะต้องมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน เจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถกล่าวโทษเองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ชายคนดังกล่าวพูดในคลิปลักษณะที่ว่า ตนเองอายุ 24 ปี เป็นลูกเศรษฐี มีรถป้ายแดงคันละล้านสอง มีทุกอย่างที่เจ้าของคลิปไม่มี และตนไม่แคร์ตำรวจ เพราะรู้จักนายตำรวจใหญ่นั้น ถึงแม้จะเป็นการพูดส่วนตัวของคู่กรณี ก็ไม่อยากให้มาพูดพาดพิงหรือส่งผลเสียต่อองค์กรอื่น โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่าการกระทำจากเหตุการณ์ข้างต้นเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายใด ก็จะดำเนินคดีตามพยานหลักฐาน ไม่มีการยกเว้นว่ารู้จักผู้ใดหรือไม่ โดยที่ผ่านมามักมีการแอบอ้างลักษณะนี้เยอะ ทำให้ประชาชนมององค์กรตำรวจไม่ดี&amp;quot; รองโฆษก ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกกรณีหนึ่ง มีการแชร์คลิปเหตุการณ์ชายรูปร่างอ้วนขับรถเก๋งโตโยต้า คัมรี่ สีขาว ผ่านเข้ามาในพื้นที่ควบคุมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ทางด้านฟรีโซน โดยขับผ่านตู้จ่ายบัตร GH2 ซึ่งเป็นทางเข้าโดยโดยไม่ยอมรับบัตรจอดรถจากเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงเรียกให้หยุดเพื่อให้วนกลับไปรับบัตรเข้าจอด แต่กลับถูกชายคนดังกล่าวซึ่งอยู่ในอาการคล้ายคนเมาสุราลงมาต่อว่าและด่าทอเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งแสดงพฤติกรรมลักษณะข่มขู่เจ้าหน้าที่และทำลายทรัพย์สิน ต่อมามีชายสูงวัยขับรถมารับชายคนก่อเหตุออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า บุคคลดังกล่าวเข้ามารับทำงานในสนามบินสุวรรณภูมิเกี่ยวกับการชาร์จไฟ และทำป้ายโฆษณาภายในสนามบิน ซึ่งในวันที่เกิดเหตุมีปัญหาทะเลาะกันแฟนสาวจึงก่อเหตุดังกล่าวขึ้น โดยแนวทางการปฏิบัตินั้น เจ้าหน้าที่สนามบินจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนด้วยการจับกุมและควบคุมตัวไป สภ.สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเหตุเกิดตั้งแต่ 02.00 น.วันที่ 22 ต.ค. แต่กลับมาแจ้งความตอนตี 04.00 น. นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้รายงานผลการเกิดเหตุดังกล่าวให้กับตนได้รับทราบ มารู้ทีหลังเป็นเวลาช่วงบ่ายแล้ว ซึ่งได้ให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนกรณีที่ไม่รายงานในเรื่องนี้ และพร้อมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิตติพงษ์ กิตติขจร รอง ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ ทอท.ไม่จับกุมตัวผู้ก่อเหตุในช่วงที่เกิดเหตุ เป็นเพราะบิดาของผู้ก่อเหตุได้ไหว้ขอโทษเจ้าหน้าที่และตบหน้าลูกชายให้ได้สติ ซึ่งพนักงานเห็นว่าบิดาไม่ได้เข้าข้างบุตรชาย และบิดาขอนำตัวบุตรชายกลับบ้านไปก่อน และจะนำบุตรชายเข้าพบพนักงานสอบอีกครั้ง โดยได้นำตัวบุตรชายเข้าพบตำรวจแล้ว และเรื่องนี้ไม่มีการไกล่เกลี่ย จะต้องขึ้นศาลดำเนินคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายวัฒนา ศุริยะพงษ์ บิดาของนายพศวัต ศุริยะพงษ์ ได้พาบุตรชายที่ก่อเหตุเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา&amp;nbsp;เบื้องต้นมีการแยกแจ้งความเป็น 2 ส่วน โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแจ้งความในข้อหา บุกรุกยามวิกาล รวมทั้งละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งอยู่ในส่วนของบริษัทผู้รับสัมปทาน ก็แจ้งความข้อหา ทำลายทรัพย์สิน ตามคลิปภาพที่ปรากฏ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48717</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงษ์ กิตติขจร, น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์, บริษัท กาซ่าดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย, วัฒนา ศุริยะพงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191023/image_big_5db04a6f299a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขานรับคำสั่งนายกฯ&#039;ตำรวจทำเนียบ&#039;ตรวจเข้มห้ามสตาร์ทรถเปิดแอร์รอนาย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ม.ค.62 - ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สั่งห้ามจอดรถติดเครื่องในสถานที่ราชการ รวมถึงทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ทำเนียบรัฐบาล ได้สั่งการตำรวจในทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;ออกตรวจรถยนต์ที่จอดในทำเนียบฯทุกคัน ซึ่งปฏิบัติการเป็นวันแรก โดยขึ้นรถยืนไฟฟ้า (เซกเวย์) ซึ่งมีป้ายข้อความระบุว่า &amp;ldquo;จอดรถกรุณาดับเครื่องยนต์&amp;rdquo; วิ่งตรวจรอบทำเนียบฯทุกตึก โดยเฉพาะตึกที่มีการประชุม ไม่ว่าจะเป็นสันติไมตรี ตึกไทยคู่ฟ้า ตึกภักดีบดินทร์ ตึกบัญชาการ 1 เป็นต้น ซึ่งจะมีการวิ่งตรวจประมาณ 2 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้งตลอดทั้งวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27314</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอดรถกรุณาดับเครื่องยน, ทำเนียบรัฐบาล, พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190123/image_big_5c4806c8766a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
