<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับสึก2เจ้าอาวาส ผิดวินัยค้าของขลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดนแล้ว สำนักอาจารย์แจ๊ว เหนือดวง ปลุกเสกขายเครื่องรางของขลัง อวดอ้างไสยศาสตร์มนตร์ดำ ผบช.ก.สั่งตำรวจทางหลวงประสานสำนักพุทธฯ คุมหลวงตาแม็กกับพระอาจารย์ละผู้ทำพิธีไปให้พระผู้ใหญ่สึกฐานผิดวินัยสงฆ์ตามประกาศ มส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมนี้ พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการให้ พล.ต.ต.ชัช สุกแก้วณรงค์ ผบก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ทล., พ.ต.ท.รัชภูมิ กุสุมาลย์ สวญ.ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล., พ.ต.ต.อภิชน ขันกา สว.ส.ทล.2 กก.1 บก.ทล และ พ.ต.ต.นโรตน์ ยุวบูรณ์ สว.ส.ทล.1 กก.3 บก.ทล. นำกำลังเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีสำนักข่าวแห่งหนึ่งเสนอข่าวซึ่งมีภาพวิดีโอพร้อมเนื้อหา ระบุว่า สำนักอาจารย์แจ๊ว เหนือดวง ตั้งอยู่เลขที่ 188/3 หมู่ 1 ต.คูขวาง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จัดพิธีวัตถุมงคลหลากหลายชนิด ได้แก่ ตุ๊กตาลูกเทพ, กุมารทองเรียกทรัพย์, กุมารพรายเศรษฐี, กุมารพรายเรียกทรัพย์, ล็อกเกตเศรษฐีหน้าทอง, เทพราตรี, เทพจำแลงภมร และตะกรุดเหนือดวง หรือตะกรุดพระพุทธเจ้าเหนือดวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดทำวัตถุมงคลดังกล่าวมีการอวดอ้างสรรพคุณว่า ผู้ที่บูชาตะกรุดนี้จะเป็นคนเหนือ เป็นคนมีเสน่ห์เมตตามหานิยม เจริญลาภ ยศสรรเสริญ และมีชื่อเสียงหอมขจรขจาย ทำมาค้าขึ้น ไม่มีวันจน ประสบความสำเร็จทุกด้าน ชีวิตครอบครัวมีความสุขตลอดไป ใครคิดร้ายเพียงแค่คิดชีวิตของเขาก็จะแย่ลงตกต่ำลง หรือคิดจะแข่งขันไม่มีวันจะชนะได้ ผู้บูชาต้องหมั่นทำบุญ รักษาศีล สวดมนต์ไหว้พระ มีความกตัญญูรู้คุณแล้วชีวิตจะมีแต่ความเจริญ จากดวงที่ตกถึงขั้นวิกฤติก็จะกลับมาร้ายกลายเป็นดีได้ โดยพิธีดังกล่าวมีพระเกจิและอาจารย์สายพระเวทชื่อดังร่วมพิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุดสืบสวนจึงประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าเป็นไปตามที่เสนอข่าว อีกทั้งพบว่าพิธีดังกล่าวมี หลวงตาแม็ก วัดป่าภูยา อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู และพระอาจารย์ละ วัดสร้อยสุวรรณ จ.กำแพงเพชร ร่วมด้วย ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยสงฆ์ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่วัดป่าพิกุลทอง จ.หนองบัวลำภู พบหลวงตาแม็ก หรือนายจำเริญ แสงดี อายุ 56 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าภูยา อยู่ที่วัดดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กำลังอีกชุดยังได้เดินทางไปที่วัดบ่อสามแสน ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร พบพระอาจารย์ละ หรือนายวีระภัทร มาทำมา อายุ 41 ปี เจ้าอาวาสวัดสร้อยสุวรรณ ต.นาบ่อคำ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร และเป็นเจ้าคณะตำบลนาบ่อดิน เขต 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามประกาศของมหาเถรสมาคม เรื่องห้ามภิกษุ สามเณร เรียกเงินค่าเวทมนตร์ และห้ามทดลองของขลัง พ.ศ.2495 โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า &amp;ldquo;ด้วยปรากฏว่า มีภิกษุบางรูปเห็นแก่อามิสมุ่งลาภสักการะ ตั้งตนเป็นอาจารย์ปลุกเสกลงเลขยันต์ที่ศีรษะบ้าง หน้าผากบ้าง สอนเวทมนตร์เพื่อแคล้วคลาดศัตราวุธบ้าง โดยเรียกเงินจากผู้มาขอให้ปลุกเสกบ้าง เป็นการผิดสมณวิสัยจัดเข้าในอาชีววิบัติ มีโทษทางพระวินัย เสื่อมความเชื่อ ความเลื่อมใสของพระพุทธศาสนิกชน ไม่ใช่ข้อปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ตรงข้ามกลับเป็นที่ตำหนิของสาธุชน เพราะไม่ทนต่อการพิสูจน์ เป็นช่องทางให้พาลชนช่วยโฆษณาชวนให้คนหลงเชื่อ เพื่อทำทุจริตโดยแอบอ้างยึดเอาเป็นอาชีพอันมิชอบ เป็นความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์และพระศาสนา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีประกาศห้ามไม่ให้ภิกษุเป็นหมอเสน่ห์ยาแฝดอาถรรพ์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พ.ศ.2476 ระบุว่า &amp;ldquo;ถ้าภิกษุรูปใดประพฤติล่วงละเมิด เมื่อพิจารณาได้ความจริง ให้เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะในท้องที่ที่เกิดอธิกรณ์ลงโทษให้สึกเสีย แล้วรายงานตามลำดับ&amp;quot; จึงได้ทำการสึกพระทั้งสองรูปทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ยังได้เตือนไปยังสำนักต่างๆ ที่ทำการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง อวดอ้างไสยศาสตร์มนตร์ดำ โฆษณาสรรพคุณเกินจริง สร้างความเชื่อที่ไม่ถูกต้องให้กับประชาชน อันเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงประชาชน หรือนิมนต์พระสงฆ์มาเข้าร่วมพิธีกรรม เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเครื่องรางของขลังนั้น เพื่อให้จำหน่ายได้มากขึ้น ซึ่งพระสงฆ์ที่ได้กระทำดังกล่าวถือว่าผิดวินัยสงฆ์ มีบทลงโทษให้สึกจากการเป็นพระ และขอให้ประชาชนอย่าได้หลงเชื่อซื้อมาบูชา เนื่องจากอาจจะถูกหลอกลวงและได้รับความเสียหายตามมาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43528</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ต.นโรตน์ ยุวบูรณ์, พ.ต.ต.อภิชน ขันกา, พ.ต.ท.รัชภูมิ กุสุมาลย์, พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พล.ต.ต.ชัช สุกแก้วณรงค์, พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190815/image_big_5d5554e775653.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.จับผับ-ฉี่ม่วงอื้อ ท้องที่หนาวถูกสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองปราบฯ นำ ป.ป.ส. ทหาร บุกตรวจนาซ่าผับย่านเกษตร-นวมินทร์ พบไอซ์ ยาเค ยาอีเกลื่อน ตรวจปัสสาวะนักเที่ยวมีสีม่วงกว่า 100 คน ท้องที่เหนียวยังไม่ถูกเด้ง ผบช.น.ขอเวลาสอบก่อนปล่อยปละละเลยหรือไม่ สั่งปิดสถานบริการแล้ว พร้อมเรียกเจ้าของสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บังคับการกองปราบปราม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบฯ (หน่วยสวาท) เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และทหาร เข้าตรวจค้นสถานบันเทิง &amp;ldquo;นาซ่าผับ&amp;rdquo; ถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร-นวมินทร์) แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. พบนักท่องเที่ยวทั้งชายและหญิงกว่า 500 คน กำลังสนุกสนานตามจังหวะเสียงเพลงดังกระหึ่ม เจ้าหน้าที่จึงได้สั่งให้ปิดเพลงและเปิดแสงไฟสว่าง ก่อนจัดแบ่งแยกนักเที่ยวชายและหญิงออกเพื่อตรวจบัตรประชาชน และตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ขณะเดียวกันก็พบยาเสพติด ทั้งไอซ์ ยาเค และยาอีจำนวนมาก บรรจุถุงพลาสติกขนาดเล็กและห่อด้วยธนบัตรฉบับละ 20 บาท ทิ้งกระจายตามพื้นภายในผับ เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบวัยรุ่นทั้งชายและหญิง มีปัสสาวะสีม่วงรวมกว่า 100 คน เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ ก่อนที่จะส่งให้ตำรวจ สน.โคกครามดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การที่ตำรวจกองปราบฯ นำกำลังเข้าตรวจสถานบริการนาซ่าผับ พบยาเสพติดจำนวนมาก ขณะนี้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว ยืนยันว่าจะไม่มีการอุ้มลูกน้องแต่อย่างใด หากพบว่าเป็นการปล่อยปละละเลย บช.น.มีขั้นตอนลงโทษทางวินัยกับตำรวจท้องที่นั้นๆ อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โคกครามเข้ามาชี้แจงข้อมูล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุทธิพงษ์กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการปฏิบัติ เนื่องจากที่ผ่านมามีการกำชับและเข้มงวดในการตรวจตราตามสถานบันเทิงอยู่แล้ว ส่วนข้อมูลที่มีการระบุว่า สถานบันเทิงแห่งนี้เปิดมาเป็นระยะเวลานาน และมักจะเปิดเกินเวลานั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทางฝ่ายป้องกันปราบปราม สน.โคกคราม มีการประสานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกวดขันจับกุม ซึ่งทาง พล.ต.ท.สุทธิพงษ์สั่งการให้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงยังไม่ได้เซ็นคำสั่งให้ช่วยราชการแต่อย่างใด ส่วนสถานบริการดังกล่าวก็สั่งปิดตามกฎหมายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.อภิวัชร์ ไชยศรีสุทธิ์ ผกก.สน.โคกคราม กล่าวว่า ขณะนี้ส่งปัสสาวะไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์จึงจะทราบผล ส่วนกลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดได้ปล่อยชั่วคราว เนื่องจากต้องรอผลตรวจปัสสาวะออกมาก่อน หากพบว่ามีความผิดก็จะเรียกบุคคลที่กระทำผิดมารับทราบข้อกล่าวหาภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อภิวัชร์กล่าวว่า ในการดำเนินการกับสถานบันเทิงดังกล่าว ขณะนี้ได้สั่งการให้ปิดชั่วคราว และจะมีการตรวจสอบว่าสถานบันเทิงดังกล่าวมีการขออนุญาตให้เปิดบริการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยหลังจากนี้จะเรียกเจ้าของสถานบริการมาสอบปากคำภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าของสถานบันเทิงยังไม่ได้ติดต่อกลับมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คืนเดียวกัน พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จำนวน 50 นาย ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.เข้าปิดล้อมตรวจค้นสถานบริการชื่อนาวาบาร์ ตั้งอยู่เลียบคลองรังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พบผู้ใช้บริการรวม 123 คน แบ่งเป็นชาย 57 คน, หญิง 66 คน มีนายจักรกริช แสงนวล แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านหรือผู้จัดการร้าน ตรวจสอบภายในร้านพบไอซ์ ยาเค และยาอีจำนวนมากใส่ถุงขนาดเล็ก ตกเกลื่อนพื้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในร่างกายเหล่านักเที่ยว พบมีปัสสาวะเป็นสีม่วง 17 คน แยกเป็นหญิง 11 คน และชาย 6 คน ในจำนวนนี้มีผู้ครอบครองยาเสพติดจำนวน 3 คน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ควบคุมตัวชายวัยรุ่น 2 คน พกพาอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ นำผู้ต้องหาทั้งหมดและยาเสพติด ปืนของกลาง ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ดำเนินคดีตามกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23028</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.ต.อ.อภิวัชร์ ไชยศรีสุทธิ์, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์, พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181128/image_mid_5bfe9a4edfd07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ้างฝากเข้ารร.ดัง เรียกเงินกว่า10ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองปราบฯ ตามจับติวเตอร์โรงเรียนกวดวิชา อ้างสนิทกับ &amp;quot;วิทยา คุณปลื้ม&amp;quot; สามารถฝากเด็กเข้าโรงเรียนชลชาย เรียกค่าหัวรายละ 1-2 แสนบาท ผู้ปกครองหลงเชื่อยอมจ่ายเงินรวมแล้วกว่า 10 ล้าน แต่เหลวเลยเข้าแจ้งความ อ้างผู้บริหารโรงเรียนร่วมมือและรับเงินไปแล้วก้อนโต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองปราบปราม เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนนี้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พ.ต.อ.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป. พ.ต.ท.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผกก.4 บก.ป. พ.ต.ต.พิทยา คงเจริญ สว.กก.4 บก.ป. ร่วมแถลงผลจับกุมนายมณฑล นิ่มยี่สุ่น อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 ซอย 2 ถนนบางแสน-อ่างศิลา ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดชลบุรี ที่ จ.174/2561 ลงวันที่ 27 เมษายน 2561 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น จับกุมได้ที่ร่มไทรรีสอร์ท หมู่ 12 ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ต.ไมตรีกล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา นายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี อดีต ส.ส.ชลบุรี ได้พาผู้ปกครองนักเรียนเข้าแจ้งความที่ สภ.เมือง จ.ชลบุรี เพื่อให้ดำเนินคดีต่อนายมณฑล อาจารย์สอนอยู่โรงเรียนกวดวิชาบ้านส้มฟ้า ที่อ้างกับผู้เสียหายว่ามีความสนิทสนมกับนายวิทยา และสามารถพาบุตรหลานที่เข้ามาเรียนกวดวิชากับโรงเรียนกวดวิชาของผู้ต้องหา ให้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชลราษฎรอำรุง หรือโรงเรียนชลชายได้ แต่มีค่าดำเนินการรายละ 1-2 แสนบาท ทำให้มีผู้ปกครองหลายรายหลงเชื่อ นำเงินมอบให้ผู้ต้องหา แต่เมื่อประกาศผลสอบออกมา ก็ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่สามารถฝากเข้าเรียนได้ตามที่กล่าวอ้าง จึงรวมตัวเข้าแจ้งความ เบื้องต้นมีผู้เสียหาย 20 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าผู้ต้องหาหนีมากบดานใน จ.กาญจนบุรี จึงนำกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน นายมณฑลให้การรับสารภาพว่า ตนรับเงินจากกลุ่มผู้ปกครองเด็กเพื่อฝากเข้าเรียนจริง เพราะมีผู้บริหารรายหนึ่งของโรงเรียนดังกล่าวร่วมอยู่ด้วยรับดำเนินการให้ โดยทำมานานกว่า 3 ปีแล้ว เงินที่ได้มาก็นำไปให้ผู้บริหารรายดังกล่าวด้วย โดยตนยังมีคลิปหลักฐานขณะที่นำเงินไปให้ถึง 17 คลิป อย่างไรก็ตาม ขอปฏิเสธว่าไม่เคยกล่าวอ้างถึงอดีต ส.ส.ชลบุรีแต่อย่างใด ทั้งนี้ อยากขอร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าขอให้ช่วยลงมาดูแลปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อเอาผิดถึงผู้บริหารรายนี้ให้ได้ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ก่อนนำตัวส่ง สภ.เมืองชลบุรี รับตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12313</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ต.พิทยา คงเจริญ, พ.ต.ท.เนติ วงษ์กุหลาบ, พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์, พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, วิทยา คุณปลื้ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180628/image_big_5b34e5346196f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาทนายไม่พอใจ ล็อกสุกิจบนโรงพัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาทนายฯ เคลื่อนไหวกรณีตำรวจล็อกใส่กุญแจมือทนายสุกิจบนโรงพัก เผยสมาชิกทั่วประเทศไม่สบายใจ ชี้ไม่ให้เกียรติกัน กระทบต่อศักดิ์ศรีและวิชาชีพ นัดประชุม 28 มิ.ย. เพื่อกำหนดท่าที โยนเจ้าตัวตัดสินใจจะฟ้องชุดจับกุมผิด ม.157 หรือไม่ ผบ.ตร.ยันไม่เกินกว่าเหตุ ขณะที่บิ๊กป้อมก็หนุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน กทม. วันที่ 20 มิถุนายนนี้ ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ พร้อมด้วยทีมผู้บริหารสภาทนายฯ แถลงข่าวกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอการจับกุมนายสุกิจ พูนศรีเกษม ประกอบวิชาชีพเป็นทนายความ ที่อยู่ระหว่างการพาลูกความไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ว่า จากการดูคลิปเบื้องต้น ตัวนายสุกิจที่ถูกจับกุมตามหมายจับ ขณะนั้นกำลังปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมด้วยวิธีการที่ปรากฏตามสื่อเป็นการสมควรหรือไม่ เมื่อนายสุกิจเป็นทนายความ การจับกุมดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อวิชาชีพ ศักดิ์ศรีของทนายความ และความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องได้รับความคุมครองตามรัฐธรรมนูญและ ป.วิอาญา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตรงนี้เราไม่ได้ออกมาว่าจะปกป้องการกระทำผิด ทุกอาชีพย่อมมีคนที่จะกระทำผิดปะปนกันไป แต่เราตั้งข้อสังเกตถึงวิธีการจับกุมเป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เราจึงอยากฝากถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่าเราเข้าสู่ยุคปฏิรูปแล้ว การเข้าควบคุมแม้จะเป็นไปตามหมายจับ ก็จะต้องกระทำด้วยความเหมาะสมต่อสภาพและหลักปฏิบัติ เท่าที่เห็นตามคลิปก็ไม่มีทีท่าทีจะหลบหนี สถานที่เป็น สน. แค่เชิญตัวเขาก็ไปแล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุมีญาติของนายสุกิจได้แจ้งเรื่องดังกล่าวมายังสภาทนายความให้รับทราบ และเฝ้าระวังในกรณีที่นายสุกิจถูกควบคุมตัวในลักษณะแบบนั้น ซึ่งการจะฟ้องร้องตำรวจชุดจับกุมหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนายสุกิจซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำ ส่วนการเข้าควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดฐานการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่นั้น จะต้องดูรายละเอียดในเรื่องนี้อีกครั้ง ตรงนี้ตนได้เห็นรายละเอียดเพียงเบื้องต้นที่นำเสนอโดยสื่อมวลชน ซึ่งผู้ที่ชี้ว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิดหรือไม่ ต้องเป็นศาลยุติธรรมที่มีอำนาจชี้ขาดความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีของทนายความทั่วประเทศมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าวว่า ทนายความทั่วประเทศไม่สบายใจเรื่องนี้อย่างมาก หลังเกิดเหตุมีการสอบถามมาทางสภาทนายความถึงหลักการปฏิบัติดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่ากระทบต่อเกียรติ ศักดิ์ศรีของวิชาชีพ ซึ่งก็ยอมรับว่ามีทนายความจำนวนมากไม่พอใจ ส่วนจะออกมาเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่นั้น ต้องรอดูคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้ว่าจะมีการพิจารณาออกมาอย่างไร ก็จะเป็นท่าทีของสภาทนายความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ในฐานะที่เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม จะนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการปฏิรูปฯ ด้วยหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าวว่า แน่นอน เรื่องนี้จะต้องนำเข้า เพราะตำรวจก็ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม เรื่องหลักในการปฏิบัติที่จะเข้าควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะกระทบสิทธิเสรีภาพที่จะต้องมีการปฏิรูป โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ทางตนเองก็ได้มีการนัดหมายพูดคุยกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ถึงหลักการปฏิบัติและหาทางออกในเรื่องนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่านายสุกิจเคยถูกลงโทษถอนใบอนุญาตเป็นทนายความชั่วคราวหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าวว่า ทราบว่านายสุกิจในอดีตเคยถูกคำสั่งห้ามว่าคดีบางประเภทชั่วคราว แต่ตอนนี้นายสุกิจอยู่ในสถานะทนายความที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ ส่วนรายละเอียดที่เคยถูกสั่งห้ามว่าความในอดีตต้องไปดูอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกฝ่ายต่างประเทศและกรรมการประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า การควบคุมตัวตามหมายจับย่อมเป็นสิทธิที่จะทำได้ ซึ่งมีหลักปฏิบัติวางไว้อยู่แล้ว ตนมองว่าการจับกุมในคดีนี้เกินสมควรกว่าเหตุทั้งในด้านของอัตราโทษและพฤติการณ์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย ทางสภาทนายความจึงได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และจะมีการประชุมเพื่อหารือสรุปท่าทีของสภาทนายความในเรื่องนี้ในวันที่ 28 มิ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ต่อมาสภาทนายความยังออกแถลงการณ์ระบุว่า กรณีเหตุการณ์จับกุมทนายความสุกิจ พูนศรีเกษม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.พหลโยธิน เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2561 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อสารมวลชนนั้น สภาทนายความในฐานะที่เป็นองค์กรทางวิชาชีพกฎหมายขอแถลงจุดยืนต่อเหตุการณ์นี้ว่า สภาทนายความเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจับกุม ต้องใช้วิธีการหรือป้องกันเท่าที่เหมาะสมและจำเป็นแก่พฤติการณ์ในการจับกุม แต่หากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกินกว่าอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และอาจเป็นความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดต่อร่างกาย และในการนี้จะได้รวบรวมนำข้อสรุปดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสภาทนายความ เพื่อพิจารณาดำเนินการบนพื้นฐานของสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน บทบัญญัติของกฎหมายและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ สน.พหลโยธิน ขณะที่นายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความ ได้พา น.ส.แสงสุริยเทพ พระมหาสุริยา ร่างทรง 4G มาแจ้งความต่อตำรวจ สน.พหลโยธิน เพื่อดำเนินคดีต่อนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ในข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงหมายจับข้อหารุกที่ป่าสงวนในจังหวัดตาก แต่เจ้าตัวพยายามขัดขืน เจ้าหน้าที่จึงจับใส่กุญแจมือ และขณะนี้อยู่ระหว่างลงบันทึกการจับกุมตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ตำรวจเขาทำตามหน้าที่ของเขา และก่อนจับได้ให้เดินไปห้องสืบสวนดีๆ แต่ขัดขืน&amp;nbsp;ถ้าเดินไปดีๆ ก็จบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ แต่เป็นการทำตามหน้าที่และขั้นตอน และเชื่อว่าคงไม่ต้องชี้แจงกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เมื่อวานนี้ตนได้ให้นายสุกิจและตำรวจชุดจับกุมคุยกัน ก็ปรับความเข้าใจกันแล้ว ว่าเป็นความเข้าใจผิดกัน ตอนนี้ไม่ติดใจเอาความกันทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต่างคนต่างมีเหตุผล เจ๊ากันไป ยืนยันว่าเมื่อวานนี้ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน ไม่มีการเข้าข้างใคร หรือทนายคนไหนตามที่คนในสังคมบางส่วนแสดงความเห็น ความเห็นแบบนั้นเลอะเทอะ แล้วนายสุกิจก็เป็นทนายรู้กฎหมาย เราคงไม่ไปกลั่นแกล้งด้วยกฎหมายหรอก แต่ถ้าข้องใจตำรวจก็มาร้องทุกข์กันได้ ถ้าใครกลั่นแกล้งกันก็ต้องดำเนินคดี&amp;quot; รอง ผบ.ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บังคับการกองปราบปราม หนึ่งในเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กล่าวว่า ยืนยันว่าทุกอย่างที่ทำไปเป็นไปตามยุทธวิธีถูกต้องตามขั้นตอน ไม่มีการใช้อาวุธ หรือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะปฏิบัติตามยุทธวิธีตามกฎหมาย ป.วิอาญา ที่ว่าด้วยบุคคลใดที่ขัดขวางหรือหลบหนี ผู้จับสามารถใช้ยุทธวิธีการจับกุมตามความเหมาะสมตามแต่สถานการณ์ ส่วนที่สภาทนายความระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติวิชาชีพทนายความ ในส่วนนี้อยากชี้แจงว่า พวกคุณเข้าใจกฎหมายทุกอย่าง อย่าพยายามสร้างบรรทัดฐานไปในทางที่ไม่ดี ทุกอย่างต้องว่ากันตามกฎหมาย ส่วนที่มีกระแสว่านายสุกิจจะฟ้องกลับนั้น ฟ้องได้เลยทุกข้อหา เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงกระทำได้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า จากการตรวจร่างกายนายสุกิจเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. พบว่ามีบาดแผลถลอกตรงเข่า ขนาด 1และ 2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกที่ต้นคอด้านหลัง มีอาการบวม เจ็บที่แผ่นหลังและเอว โดยบาดแผลที่เกิดเป็นบาดแผลใหม่ ส่วนจะทำให้สะโพกเคลื่อนหรือไม่ ในขั้นนี้ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะตนตรวจเบื้องต้น ต้องเอกซเรย์อีกครั้ง ตนตรวจตอนนายสุกิจกำลังนั่งและยืน ไม่สามารถบอกได้ว่าทำให้นายสุกิจถึงขั้นเดินไม่ได้หรือไม่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11780</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทัศไนย ไชยแขวง, พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สุกิจ พูนศรีเกษม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์, าที่ ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร, แสงสุริยเทพ พระมหาสุริยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180620/image_big_5b2a572c4e843.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉ&#039;ฐิติทัตน์&#039;ซี้ปึ้กแก๊งเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พันกันไปหมด! เงินทอนวัดโยงไปถึงคลังแสง เปิดตัว &amp;quot;ร.ท.ฐิติทัตน์&amp;quot; ประวัติไม่ธรรมดา หลานชายอดีต ส.ว.นครปฐม เด็กอดีตผู้ว่าฯ สตง. แฉงานบวชมาครบทีม เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าคุณเทอด เจ้าคุณสังคม ล็อต 3 เป็นพระพี่เลี้ยง ไปกันใหญ่ &amp;quot;ศรีวราห์&amp;quot; ชี้อาจเกี่ยวคดีความมั่นคงด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ ร่วมกับ พล.ต.คณิศร สุนทรธีมากร ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย คสช. แถลงข่าวกรณีที่ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าตรวจบ้านเลขที่ 265/154 หมู่บ้านสีวลี รามคำแหง ถนนราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง กทม. ภายหลังสืบทราบว่าบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือคดีเงินทอนวัด โดยพบว่ามีการโอนเงิน 25 ล้านบาท มายังบัญชีธนาคารของ น.ส.นุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการตรวจค้นบ้านพักหลังนี้ พบว่ามี ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นเจ้าของบ้าน รวมทั้ง น.ส.นุชรา ตรวจสอบพบตู้เซฟ 3 ใบ อาวุธปืนยาว 4 กระบอก ได้แก่ ปืนลูกซอง 3 กระบอก และปืนลูกกด 1 กระบอก, ปืนสั้น 18 กระบอก ขนาด 9 และ 11 มม. พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาดต่างๆ รวม 1,005 นัด รวมทั้งทองรูปพรรณ แหวนเพชร และทรัพย์สินมีค่าต่างๆ หลายรายการ เอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดอาวุธปืนและของกลางทั้งหมดไว้ตรวจสอบที่มาที่ไป ก่อนสืบสวนขยายผลทางคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า จากการประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรืออีโอดี ตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าอาวุธปืนทั้งหมดมีทะเบียนถูกต้อง แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบการครอบครองว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนกล้องเล็งไม่เข้าข่ายเป็นยุทธภัณฑ์ สำหรับใบ ป.4 อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะนี้ได้มอบหมายให้ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกรณีการครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดนั้นเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล เพื่อพิจารณาขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ความเกี่ยวพันกับคดีเงินทอนวัดนั้น ก็ยังอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน หากมีผู้ใดเกี่ยวข้อง ก็จะพิจารณาดำเนินคดีทั้งหมด โดยรายละเอียดต่างๆ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเกรงจะกระทบกับสำนวนคดี แต่ขณะนี้ทางฝ่ายความมั่นคงจะมุ่งเน้นการตรวจสอบในประเด็นการครอบครองอาวุธปืนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถูกใช้งานในเหตุการณ์ใดหรือไม่ โดยยืนยันว่าจะต้องมีการพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในส่วนของ ร.ท.ฐิติทัตน์ เนื่องจากเป็นข้าราชการ หากพบประเด็นใดที่เข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ก็จะต้องส่งเรื่องให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำเนินการต่อไป ซึ่งหลักๆ แล้วที่ตนมาดำเนินการในวันเดียวกันนี้ เป็นเพราะมีการพบอาวุธปืนจำนวนมากจึงต้องมีการตรวจสอบ เพราะอาจเกี่ยวพันกับคดีความมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.คณิศรเปิดเผยว่า ในส่วนของกฎหมาย ก็คงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไป และยังต้องรอผลการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ส่วนทางวินัย ยังไม่ได้มีการพิจารณา สำหรับกรณีการครอบครองอาวุธปืนที่มีจำนวนมากนั้น ก็ไม่สามารถระบุหรือจำกัดได้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารต้องมีอาวุธอยู่ในครอบครองเท่าใด เพียงแต่ว่าหลังจากนี้ เมื่อมีหลักฐานปรากฏเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนจะตรวจสอบที่มาที่ไปว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่มีข้อกำหนดด้วยว่าต้องครอบครองปืนได้เท่าใด แต่ภารกิจของทหารสังกัด ศรภ.ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนมากขนาดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ร.ท.ฐิติทัตน์ มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 265/154 หมู่บ้านสีวลี รามคำแหง ถนนราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง กทม. ที่กองปราบปรามนำหมายค้น มีความสนิทสนมกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถูกนายพิศิษฐ์ดึงตัวมาช่วยงานที่ สตง. ในตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าฯ สตง.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังปรากฏภาพนายพิศิษฐ์ไปเป็นประธานงานอุปสมบทของ ร.ท.ฐิติทัตน์ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2559 ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรูปภาพในงานอุปสมบทดังกล่าว มีแขกเหรื่อมาร่วมงานจำนวนมาก รวมถึงนายบุญเลิศ โสภา อดีตผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา พศ. ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุดการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด ล็อตที่ 2 ขึ้นไปคล้องพวงมาลัยให้กับ ร.ท.ฐิติทัตน์อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การอุปสมบทดังกล่าวของ ร.ท.ฐิติทัตน์ มีพระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระราชกิจจาภรณ์ (เจ้าคุณเทอด) กับพระเมธีสุทธิกร (เจ้าคุณสังคม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ที่ถูก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจ้งข้อกล่าวหาคดีเงินทอนวัดในล็อตที่ 3 ร่วมกับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) อีก 3 รูป เป็นพระพี่เลี้ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังพบว่า ร.ท.ฐิติทัตน์ เป็นหลานชายของนายปรีชา นิพนธ์พิทยา อดีต ส.ว.จังหวัดนครปฐมอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ได้รับรายงานการเข้าค้น ส่วนเส้นทางการโอนเงิน 25 ล้านบาท ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับใคร อย่างไรบ้าง เรื่องนี้อยู่ที่ตำรวจ จึงอยากให้ไปสอบถามจากทางตำรวจ ในส่วนของ พศ.จะดูเรื่องวินัย เรื่องการสอบสวนความผิดของข้าราชการ พศ. และการประสานการทำงานควบคู่กับตำรวจ ก็ให้เป็นหน้าที่ของ พศ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทราบว่าเป็นกระบวนการทุจริตงบประมาณแผ่นดินของพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินและอดีตผู้ว่าฯ สตง. ออกมาปกป้องพระผู้ใหญ่ โดยพยายามกดดัน แทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ทุกวิถีทาง แต่ตอนนี้มีหลักฐานปรากฏแล้วว่าพระชั้นผู้ใหญ่ในระดับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เฉพาะวัดนี้เบิกงบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปแล้วหลายร้อยล้าน ปีละ 60 ล้านบาท โดยกรณีนี้นำเงินหลวงมาเข้าบัญชีวัดที่ตนเป็นเจ้าอาวาส จากนั้นก็โอนเงิน 25 ล้านบาทเข้าบัญชีสีกา แล้วให้สีกาเบิกเงินเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายคืนให้กับคนที่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส. แล้วก็นำไปใช้ต่อ พฤติกรรมอย่างนี้ทำให้เชื่อได้ว่าเข้าข่ายเป็นการฟอกเงินที่ได้จากการทุจริตเงินหลวงแล้ว และล่าสุดทราบว่าพระชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส.รายนี้ขณะนี้อยู่ต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์เชื่อว่า การตรวจสอบทุจริตเงินหลวงของพระชั้นผู้ใหญ่ในระดับกรรมการ มส. โดยหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลไปยังขบวนการหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกมาก เป็นความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลในยุคนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญนำไปสู่การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ และการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ตามแนวทางที่คณะผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปเสนอนโยบายแก้ไขปัญหา โดยให้มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับ &amp;ldquo;ธรรมาธิปไตย&amp;rdquo; ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวในหน่วยงานตรวจสอบว่า หจก. ดี ดี ทวีคูณ ปรากฏชื่อเข้าไปรับงานเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์วัดแห่งหนึ่งมาโดยตลอด ขณะที่ น.ส.นุชรา สิทธินอก มีฐานะเป็นตัวแทน หรือนอมินี ให้เข้ามาช่วยถือหุ้นแทนเท่านั้น ส่วนเจ้าของ หจก.ตัวจริง ถูกระบุว่าแท้จริงแล้ว คือแม่ของ ร.ต.ฐิติทัตน์นั่นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น น.ส.นุชราให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ปปง. ว่าปกติมีอาชีพขายลูกชิ้นอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมือง แต่มารับทำงานเสริมเป็นแม่บ้าน ช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานให้กับเจ้าของบ้าน พร้อมกับยอมรับว่าเป็นผู้รับเงินที่โอนมาจากทางวัด และมีการเบิกเงินออกมาจริง เนื่องจากคนในบ้านคนหนึ่งที่สนิทสนมกับตนเองได้มาขอให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งหลังจากที่มีเงินเข้ามาแล้วก็จะไปทำการถอนออกให้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งข่าวจากกองทัพไทยให้ข้อมูลยืนยันว่า ร.ต.ฐิติทัตน์เข้ามารับราชการทหารเพราะมีผู้ใหญ่ฝากมาทำงานในกองทัพ แต่หลังจากได้รับการบรรจุเข้ารับราชการที่ ศรภ.แล้ว ไม่เคยเข้ามาทำงานที่ ศรภ.แต่อย่างใด ตั้งแต่รองเสธ. จนกระทั่งเป็นเสธ. ก่อนที่จะมีการทำเรื่องขอตัวจาก สน.เสธทหาร ไปช่วยราชการติดตาม พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี แต่ก็มีข่าวว่า ร.ต.ฐิติทัตน์มักจะไปปรากฏตัวที่วัดสระเกศฯ เนื่องจากเป็นคนสนิทเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เข้านอกออกในวัดอยู่เป็นประจำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9430</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ธรรมาธิปไตย, พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ, พฐ., พล.ต.คณิศร สุนทรธีมากร, พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี, ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา, ศรภ., สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อีโอดี, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd865ad26f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
