<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับขายประกันรถ ปลอมกรมธรรม์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนุ่มขายประกันภัยรถยนต์สุดแสบ ทำใบกรมธรรม์ปลอมให้ลูกค้ากว่าครึ่งร้อย เอาเงิน 3.5 แสนไปถลุงจนหมด กำชับใครเกิดอุบัติเหตุให้โทร.หา เอารถไปซ่อมถูกๆ ที่อู่เพื่อน ความแตกเมื่อลูกค้าบางรายติดต่อไม่ได้ จึงโทร.เข้าบริษัท ถูกจับดำเนินคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รักษาการผู้บังคับการกองปราบปราม สั่งการ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.อนุชา ศรีสำโรง สว.กก.4 บก.ป. นำกำลังจับกุมนายณัฐกิตติ์ อริยโชติพิพิธ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ 2 ต.หนองเอี่ยน อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ตามหมายจับศาลจังหวัดอ่างทอง ที่ 146/2561 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม จับกุมได้ที่ตลาดนัดโคกช้าง หมู่ 8 ต.อุทัย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายณัฐกิตติ์ซึ่งทำงานเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถยนต์ให้บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ได้ปลอมกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของลูกค้ากว่า 50 คน มูลค่า 3.5 แสนบาท ต่อมารถยนต์ของลูกค้าที่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยปลอมได้เกิดอุบัติเหตุ จึงมาแจ้งเคลมประกันกับทางบริษัท ทำให้ทราบว่ากรมธรรม์ที่ลูกค้าถืออยู่เป็นกรมธรรม์ปลอม ภายหลังทราบเรื่องทางบริษัทจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อนายณัฐกิตติ์ที่ สภ.เมืองอ่างทอง กระทั่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่านายณัฐกิตติ์ได้หลบหนีไปช่วยแฟนสาวขายของที่ตลาดนัดโคกช้างใน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงนำกำลังจับกุมตัวดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน นายณัฐกิตติ์รับสารภาพว่าเป็นพนักงานขายกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของบริษัทแห่งนี้มา 2 ปี และได้แอบนำเงินลูกค้าไปใช้จ่ายส่วนตัวจนหมด จึงคิดทำกรมธรรม์ประกันภัยปลอมให้ลูกค้า โดยจะนำเอกสารของลูกค้าเก่ามาตัดต่อเลขทะเบียนรถ ชื่อ นามสกุล และที่อยู่ ให้เป็นของลูกค้าที่มาติดต่อซื้อกรมธรรม์ ก่อนนำไปถ่ายเอกสารให้ดูเหมือนกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริงที่บริษัทออกให้ และหากรถยนต์ลูกค้าเกิดอุบัติเหตุ ตนจะให้ลูกค้าโทร.หาทันที จากนั้นจะนำรถยนต์ของลูกค้าไปซ่อมในอู่ของพรรคพวกที่รู้จักกัน โดยจะจ่ายค่าซ่อมให้ลูกค้าเอง ต่อมาเรื่องมาแดงเมื่อลูกค้าบางคนรถเกิดอุบัติเหตุและโทร.ติดต่อตนไม่ได้ จึงติดต่อทางบริษัทประกันภัยเอง กระทั่งบริษัทได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าลูกค้าได้ทำประกันภัยกับทางบริษัท จึงเข้าแจ้งความดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตามหมายจับ นำตัวส่ง สภ.เมืองอ่างทอง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22476</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.อนุชา ศรีสำโรง, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช, พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181121/image_big_5bf563a11fce4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19788</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจรวบแล้ว &#039;พันศักดิ์&#039; มือปืนฆ่าเสี่ยเจ้าของปั๊มน้ำมัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.61 -&amp;nbsp;ที่กองปราบปราม&amp;nbsp;พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รักษาการ ผบก.ป.พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2.บก.ป. พ.ต.ท.พัฒน์พงษ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผกก.2.บก.ป. พ.ต.ท.ปกรเกียรติ พงษ์ธนนิกร สว.กก.2.บก.ป. พ.ต.ต.เอกพล ปัญจมานนท์ สว.กก.2.บก.ป. นำกำลังจับกุม นายพันศักดิ์ มงคลศิลป์ อายุ 62 ปี อดีตตำรวจยศ พ.ต.ท.มือปืนชื่อดังพร้อมด้วย นางธนพร สุขโขจัย อายุ 50 ปี สองผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยจับกุมทั้งคู่ได้ที่รีสอร์ทครัวใหญ่ ต.ละหารไร่ อ.ปลวกแดงจ.ระยอง ก่อนจะนำทั้งคู่มาสอบสวน

หลังการสอบสวน นายพันศักดิ์ และนางธรพร ประมาณครึ่งชั่วโมง พ.ต.อ.จิรภพ ได้ออกมาเปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุมือปืนยิง นายประชา วรทัด อายุ 52 ปี เจ้าของปั๊มน้ำมันศรีสุวรรณรุ่งเรือง ถนนเทศบาล 6 อ.เมืองสระแก้ว และยิง นางปริดา วรทัด อายุ 50 ปี บาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ตั้งชุดไล่ล่าผู้ต้องหาทั้งคู่ประกอบด้วย พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป.พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.พัฒน์พงษ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผกก.2 บก.ป.พ.ต.ท.ปกรเกียรติ&amp;nbsp;พงษ์ธนนิกร พ.ต.ต.เอกพล ปัญจมานนท์ สว.กก.2บก.ป. พร้อมกำลังประมาณ 30 นาย ออกสืบสวนจับกุมตัวมาตลอดเนื่องจากเป็นการก่อเหตุที่อุกอาจและสะเทือนขวัญเป็นอย่างยิ่ง

พ.ต.อ.จิรภพ กล่าวต่อว่า กระทั่งวันนี้ ชุดไล่ล่าของปราบปรามได้นำพยานที่เป็นเพื่อนของ นายพันศักดิ์ ที่รู้จักกันขณะต้องโทษอยู่ภายในเรือนจำมาเค้นสอบจนทราบว่านายพันศักดิ์ พร้อมนางธนพร ได้หลบหนีมากบดานอยู่ในรีสอร์ทดังกล่าวหลายวันแล้ว จึงนำกำลังพร้อมอาวุธครบมือไปปิดล้อมกดดัน ผู้ต้องหาที่รีสอร์ทดังกล่าว เมื่อเวลา 13.00 น. หลังจากการเจรจาผ่านไปประมาณ 10 นาที นางธนพรและนายพันศักดิ์ จึงได้ยอมออกจากห้องมอบตัวแต่โดยดี จากการตรวจค้นพบอาวุธปืนขนาด .380 และกระสุนปืนอีก13 นัด จึงได้ควบคุมตัวนำกลับมาสอบสวนที่กองปราบปราม

พ.ต.อ.จิรภพ กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น นายพันศักดิ์ ให้การรับสารภาพ ว่าได้รับการว่าจ้างจาก นายดำรงค์ฤทธิ์ กิตติวราภรณ์&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;เฮียท้ง&amp;nbsp;อายุ 66 ปี&amp;nbsp;ชายพิการที่ฆ่าตัวตายโดยการเข็นรถวีลแชร์ลงบึงฆ่าตัวตาย ในราคาหลักแสน ให้มายิงนายประชา แต่นายพันศักดิ์ อ้างว่า ไม่ได้เป็นคนลงมือยิงเอง โดยแค่เป็นคนจัดหาปืนมาให้มือปืนที่รับช่วงต่ออีก&amp;nbsp;2 คนไปยิงแทน ส่วนสาเหตุที่รับงานนี้เพราะ มีความสนิทสนมกับเฮียท้ง มาตั้งแต่ตอนที่รับราชการตำรวจอยู่ หยิบยืมเงินเป็นประจำ รวมทั้งยังได้รับการช่วยเหลือเรื่องเงินระหว่างที่หลบหนีอีกด้วย เมื่อเฮียท้งขอความช่วยเหลือจึงรับงานดังกล่าว&amp;nbsp;

พ.ต.อ.จิรภพ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้จากคำให้การของ นายพันศักดิ์ นั้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลว่าใครเป็นคนรับงานไปยิงนายประชา ส่วนสาเหตุการตายของเฮียท้ง นั้น ได้สั่งให้ พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3.บก.ป.ไปตรวจสอบ เบื้องต้นจากแนวทางการสืบสวนสอบสวน น่าเชื่อว่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย เนื่องจากอาจจะสำนึกผิดในเรื่องที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;หลังจากนี้จะขยายผลในเรื่องต่างๆ ที่ผู้ต้องหาให้การไว้ เมื่อสอบสวนเสร็จสิ้นจะประสานให้ตำรวจสระแก้วมารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19788</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบังคับการกองปราบปราม, พ.ต.ท.ปกรเกียรติ พงษ์ธนนิกร, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช, พันศักดิ์ มงคลศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bc0a86d58cd5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบเสธ.มุ่ยสั่งฆ่า ดร.พ่อผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองปราบฯ จู่โจมรวบ &amp;quot;เสธ.มุ่ย&amp;quot; พันเอกนอกราชการ พร้อม ส.จ.เก่งเมืองเพชร กับผู้ร่วมแก๊งอีก 2 คน ฆ่าดอกเตอร์วิศวกรบิดาผู้พิพากษา เหตุแค้นผู้ตายจะออกจากบริษัททำธุรกิจโซลาร์เซลล์ที่ เสธ.มุ่ยถือหุ้นใหญ่ไปตั้งบริษัทใหม่ จัดฉากขับรถเฉี่ยวชนแล้วลงมาทะเลาะก่อนมือปืนเมืองเพชรลั่นไกสังหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 กันยายนนี้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม สั่งการ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญญา ผกก.2 บก.ป., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป. นำกำลังจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุฆ่า ดร.อัครนันท์ มงคลชลสวัสดิ์ อายุ 56 ปี ประธานบริษัท ฟินิกซ์ เวิลด์ เอนเนอจี จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการระบบโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร ประกอบด้วย นายวิฑูรย กรีธาธร หรือ ส.จ.เก่ง อดีต ส.จ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/3 หมู่ 9 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 268/2561 ลงวันที่ 6 เม.ย.2561 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จับกุมได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 157/85 หมู่บ้านทองธัชการซอย 3 ต.ถนนขาด อ.เมือง จ.นครปฐม พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนขนาดต่างๆ จํานวน 5 กระบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 2 จับกุม พ.อ.สมศักดิ์ มุ่ยแฟง หรือเสธมุ่ย นายทหารนอกราชการ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 199/158 หมู่ 6 ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้ที่บริเวณหน้าอาคารไอเฮาส์ ลากูนา การ์เดนท์ เอฟ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ตามหมายจับของศาลสมุทรปราการ ในข้อหาผู้ใช้จ้างวาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 3 จับกุมนายโชติทิวัตถ จิรภัทรพุฒิธนา อายุ 44 ปี เจ้าของบริษัท ฟ้าชัย วิศวกรรม จํากัด เลขที่ 1299 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ และรายที่ 4 จับกุมนายวราวุฒิ ผาสุข อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 4 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จับกุมได้บริเวณริมถนนบริภัทร ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 พ.ย.60 ได้เกิดเหตุคนร้ายขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค ไล่ตามรถเก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของ ดร.อัครนันท์ มาตามถนนซอยมังกรนาคดี ถึงสะพานข้ามคลองก่อนถึงทางเข้าหมู่บ้านลัลลี่วิลล์ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ ดร.อัครนันท์พักอาศัยอยู่ หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายเปิดประตูลงจากรถมาโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ถึงขั้นชกต่อยกัน ก่อนที่คนร้ายจะวิ่งกลับไปที่รถ แล้วหยิบเอาปืนขนาด 11 มม. มากระหน่ำยิง ดร.อัครนันท์จนเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสืบสวนทราบว่า เหตุที่เกิดขึ้นกลุ่มคนร้ายได้วางแผนอำพรางคดี ทำให้เป็นเรื่องทะเลาะวิวาทอันมีสาเหตุมาจากการขับรถเฉี่ยวชน แต่สาเหตุที่แท้จริงมาจากปมขัดแย้งภายในบริษัทพลังงานโซลาร์เซลล์ที่ผู้ตายเป็นประธานบริษัทอยู่ แต่ภายหลังได้แยกตัวออกมาจากบริษัทดังกล่าว ที่มี พ.อ.สมศักดิ์ หรือเสธมุ่ย เป็นหุ้นส่วนใหญ่ แล้ว ดร.อัครนันท์ได้ไปตั้งบริษัทใหม่ ทำให้ลูกค้าเก่าหันไปใช้บริการ จนส่งผลให้บริษัทของเสธ.มุ่ยเกิดปัญหา เนื่องจากผู้ตายมีความเชี่ยวชาญในระบบพลังงานโซลาร์เซลล์ ที่ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและไว้ใจ จึงมีการวางแผนสังหาร โดยให้ ส.จ.เก่งติดต่อมือปืนจากซุ้มนักการเมืองใหญ่ในจังหวัดเพชรบุรีเข้ามารับงาน ในราคา 4 แสนบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ดร.อัครนันท์ เป็นวิศวกรผู้มีชื่อเสียงด้านพลังงาน และเป็นบิดาผู้พิพากษาคนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า เบื้องต้นในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาบางรายให้การรับสารภาพว่าลงมือก่อเหตุจริง ล่าสุดผู้ต้องหาทั้ง 4 คนถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ โดยก่อนหน้านี้ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน รวมจับกุมทั้งสิ้นในขณะนี้ 5 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามตัวผู้ต้องหาอีก 1 คน ซึ่งเป็นเจ้าของรถที่ใช้ขับไปยิง ดร.อัครนันท์ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผู้ต้องหารายนี้คือนายโก๋ ที่ตำรวจมีข้อมูลว่าน่าจะเป็นคนยิง ดร.อัครนันท์ และภายหลังมีข่าวว่านายโก๋ถูกรถชนเสียชีวิตแล้วโดยอาจเป็นการฆ่าตัดตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการจับกุม 4 ผู้ต้องหาฆ่า ดร.อัครนันท์ ว่า พฤติการณ์ของการก่อเหตุ ทุกคนแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งติดต่อ ชี้เป้า ร่วมกันลงมือ ซึ่งจะต้องรวมรวบพยานหลักฐานทั้งหมดส่งฟ้องศาล ส่วน พ.อ.สมศักดิ์ มุ่ยแฟง หรือ เสธมุ่ย นายทหารนอกราชการ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ครั้งนี้ ก็เป็นหนึ่งในขบวนการ และหากสืบสวนพบว่ามีผู้กระทำความผิดมากกว่า 5 คน หรือเชื่อมโยงไปถึงใครเพิ่มเติมอีก ก็จะดำเนินการทั้งหมด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17507</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อัครนันท์ มงคลชลสวัสดิ์, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญญา, พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม, พ.อ.สมศักดิ์ มุ่ยแฟง, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสธ.มุ่ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b9a66985ad34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับดารา&#039;บูม&#039;ร่วมพี่ ตุ๋นบิตคอยน์797ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจตามรวบดาราหนุ่ม &amp;quot;บูม-จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต&amp;quot; ขณะถ่ายหนังกลางห้างดัง หลังศาลออกหมายจับพร้อมพี่ชาย พี่สาว ร่วมกันฟอกเงิน ตุ๋นต่างชาติลงทุนเงินสกุลบิตคอยน์มูลค่าความเสียหายสูงถึง 979 ล้านบาท เจ้าตัวปฏิเสธ ระบุพี่ชายที่หนีออกนอกประเทศไปแล้วเอาบัญชีของตนไปใช้ รอง ผบก.ป.แฉเจ้าพ่อตลาดหุ้นอยู่เบื้องหลัง เผยตำรวจนอกราชการคนดังติดต่อเหยื่อรับเคลียร์ ขอหัก 30%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ว่า พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม และ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป., พ.ต.ต.ธนศักดิ์ ปราสาททอง สว.กก.1 บก.ป. นำกำลังจับกุมนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต อายุ 27 ปี ดารา นายแบบ อยู่บ้านเลขที่ 46/22 หมู่ 8 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1694/2561 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน โดยจับได้บริเวณห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรัชโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2560 ได้มีผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติเข้าแจ้งความว่าถูกผู้ต้องหาพร้อมกับพวกร่วมกันหลอกลวง และร่วมกันวางแผนชักชวนให้ลงทุนประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ในชื่อ ดรากอน คอยน์ โดยหลอกลวงให้ซื้อหุ้นของบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, NX Chain Inc. และหุ้นของบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้ร่วมลงทุนด้วยการโอนเหรียญบิตคอยน์ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลจำนวนหนึ่ง เข้าไปยังกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallet) ในบัญชีของนายจิรัชพิสิษฐ์ที่เปิดรับรองไว้ส่วนหนึ่ง และบัญชีของผู้ต้องหาอื่นๆ อีก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,564.44650956 เหรียญบิตคอยน์ คิดเป็นสกุลเงินบาทไทยจำนวน 797,408,454.33 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมายที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน หรือเงินปันผล อีกทั้งไม่เคยได้รับเชิญประชุมผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทที่กลุ่มของผู้ต้องหาได้กล่าวอ้าง ไม่ได้เข้าไปประกอบธุรกิจเกี่ยวกับดรากอน คอยน์ แต่อย่างใด จึงได้สอบถามไปยังผู้ต้องหา แต่กลับได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบปราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาพวกรวม 7 ราย ในฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5), 5 (1) (2), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 กระทั่งชุดสืบสวน กก.1 บก.ป.สืบทราบว่าผู้ต้องหาได้มาถ่ายหนังที่ห้างย่านรัชโยธิน จึงนำกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.ดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. และ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. ชี้แจงว่า นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ถือเป็น 1 ใน 3 พี่น้องในครอบครัวนี้ที่ศาลออกหมายจับ คือนายจิรัชพิสิษฐ์ นายปริญญา และนางสาวสุพิชย์ฌา พี่ชายและพี่สาว เนื่องจากการสืบสวนสอบสวนพบว่า นายบูมเปิดบัญชีรับโอนเงินจากผู้เสียหายชาวต่างชาติแทนพี่ชาย ซึ่งเป็นตัวการหลักในขบวนการนี้ พบการโอนเงินออกนอกประเทศ และอายัดกลับมาได้ 200 ล้านบาท จากทั้งหมด 797 ล้านบาท จากการสอบสวน นายบูมยังให้การปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็น อ้างว่าบัญชีดังกล่าวถูกพี่ชายนำไปใช้ ซึ่งจากการตรวจสอบนายปริญญา พี่ชาย พบว่าเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ต.อ.ชาคริตกล่าวเพิ่มเติมว่า พฤติการณ์ของขบวนการนี้จะหลอกนักลงทุนชาวต่างชาติร่วมลงทุนเหรียญบิตคอยน์ในประเทศไทย โดยนำเหรียญดังกล่าวไปเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งสกุลเพื่อลงทุนต่อในตลาดหลักทรัพย์และในบ่อนการพนันที่มาเก๊า โดยไม่มีการนำเงินไปลงทุนตามที่กล่าวอ้าง แต่นำเงินไปหมุนเวียนใช้จ่ายภายในครอบครัวและใช้ซื้อที่ดิน จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีบัญชีที่เกี่ยวข้องกว่า 40 บัญชี สอบสวนนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม ยังให้การปฏิเสธ ส่วนนายปริญญาเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ขณะที่นางสาวสุพิชย์ฌาได้ติดต่อขอเข้ามอบตัว ทั้งนี้ จากข้อมูลทราบว่าขบวนการดังกล่าวมีตัวการเป็นเจ้าพ่อตลาดหลักทรัพย์ชื่อดังอีกด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า หลังนักลงทุนต่างชาติชาวฟินแลนด์รู้ตัวว่าถูกฉ้อโกง ก็ได้รับการติดต่อจากอดีตนายตำรวจนอกราชการชื่อดัง ขอเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ขอส่วนแบ่งร้อยละ 30 ผู้เสียหายกลัวจะเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย จึงเข้าแจ้งความที่กองปราบปรามแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม เป็นดารานายแบบหนุ่มหล่อ ปัจจุบันอายุ 27 ปี เรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เริ่มเข้าวงการเป็นที่รู้จัก มีผลงานถ่ายแบบนิตยสาร รวมถึงแจ้งเกิดจากการรับบท &amp;quot;หมอนัท&amp;quot; ชายรักชาย ในซีรีส์ &amp;quot;สงครามแย่งผู้ To be continued ตอนลงเอย&amp;quot; เมื่อปี พ.ศ.2559, ละคร นางอาย ทางช่อง 3 และล่าสุด รับบทเป็น &amp;quot;บุญส่ง&amp;quot; สายลับหนุ่มจากละครเรื่อง แนวสุดท้าย ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อต้นปี พ.ศ.2561 ทางช่อง GMM 25 รวมถึงเอ็มวีเพลง แก้บน ของหนิม คนึงพิมพ์ อีกด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15081</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต, พ.ต.ต.ธนศักดิ์ ปราสาททอง, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6c440126dd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เมธี&#039;หลุดมือ&#039;จักรทิพย์&#039;กลับไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จักรทิพย์&amp;quot; คว้าน้ำเหลว! แอบกลับบ้านมือเปล่า ขณะที่อดีตพระพรหมเมธีได้รับความคุ้มครองจากเยอรมนีตามกฎหมายว่าด้วยผู้ลี้ภัยเป็นที่เรียบร้อย แค่รอลุ้นได้รับไฟเขียวหรือไม่ ขณะที่ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ยังเชื่อครบ 3 วันจบเรื่อง ส่วน &amp;quot;พุทธะอิสระ&amp;quot; มีหน้าตาที่สดชื่นขึ้น อยู่ระหว่างการรักษาอาการปวดหลังและเลือดออกในกระเพาะอาหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้าคดีเงินทอนวัดและการติดตามจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง หลังจากรายงานข่าวแจ้งว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำประเทศเยอรมนีคุมตัวอดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ได้ที่สนามบิน ระหว่างเตรียมผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งอดีตพระพรหมเมธีได้ยื่นคำร้องขอลี้ภัยกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประเทศเยอรมนี (ตม.) ทันทีที่เดินทางไปถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ทาง ตม.เยอรมนีได้ส่งคำร้องขอลี้ภัยของอดีตพระพรหมเมธีไปยังสำนักงานผู้อพยพและผู้ลี้ภัยแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BAMF) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการรอสัมภาษณ์ ทำประวัติ เเละสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่ยื่นคำขอลี้ภัย โดยที่อดีตพระพรหมเมธีในขณะนี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎเกณฑ์ว่าด้วยผู้ลี้ภัยไปเเล้วนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีรายงานอีกว่า สถานะของอดีตพระพรหมเมธี หลังจากได้รับความคุ้มครองตามกฎเกณฑ์ว่าด้วยการลี้ภัยแล้วนั้น จะได้รับความคุ้มครองดูเเลเช่นเดียวบุคคลที่ยื่นคำขอลี้ภัยทั่วไป โดยจะไม่ถูกควบคุมตัว และในช่วง 3 เดือนแรก จะถูกจำกัดเขตพื้นที่ในการเดินทางห้ามเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานที่รับเรื่องดูแลผู้ลี้ภัยนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ใด แต่ภายหลังจาก 3 เดือนแล้ว อดีตพระพรหมเมธีจะสามารถเดินทางไปได้ทั่วประเทศเยอรมนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในระหว่างพิจารณาคำขอลี้ภัยนี้ ทางการของเยอรมนีจะจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่ผู้ยื่นคำขอลี้ภัย และจะได้รับใบอนุญาตให้พำนักอยู่ในเยอรมนีเป็นการชั่วคราว โดยที่จะมีทนายความซึ่งเป็นชาวเยอรมันเป็นผู้ช่วยเหลือดูเเลในเรื่องการขอลี้ภัยนี้อยู่ หากคำขอลี้ภัยได้รับการอนุมัติ ในช่วงแรกจะได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในเยอรมนีเป็นเวลา 3 ปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการที่อดีตพระพรหมเมธีจะได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยนั้น ขั้นตอนในการสัมภาษณ์มีความสำคัญที่สุด โดยการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ลี้ภัยหรือไม่ ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากการสัมภาษณ์นี้ ซึ่งจะมีล่ามช่วยในการแปลระหว่างการสัมภาษณ์ และมีสิทธิจะขอให้ทนายความชาวเยอรมันร่วมอยู่ในการสัมภาษณ์ด้วยได้ ซึ่งอดีตพระพรหมเมธีจะต้องแสดงเอกสารและพยานหลักฐานให้เห็นว่าถูกกลั่นแกล้ง ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเพราะจากมูลเหตุทางศาสนาหรือทางการเมือง หรือจากเหตุอื่นๆ เช่น อดีตพระพรหมเมธีอาจจะอ้างว่าการออกหมายจับ การจับสึกพระผู้ใหญ่โดยไม่ให้ประกันตัวในคดีที่ผ่านๆ มา มาจากความขัดแย้งทางศาสนาและการเมือง ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับคดีอื่นๆ ที่มีความผิดร้ายแรงกว่าก็ได้
ผบ.ตร.กลับมือเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานการเดินทางกลับของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมคณะ ที่บินตรงไปยังนครแฟรงก์เฟิร์ตเพื่อรับตัว อดีตพระพรหมเมธี โดยกำหนดการเดินทางจากนครแฟรงก์เฟิร์ตประเทศเยอรมนี ถึงไทยเช้าวันที่ 7 มิ.ย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการเดินทางไปรับตัวอดีตพระพรหมเมธีครั้งนี้ที่ประเทศเยอรมนี สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลพบเส้นทางการหลบหนีของอดีตพระพรหมเมธี พบว่าใช้รถยนต์ตู้อัลพาร์ด ทะเบียน 3 กภ 8672 กทม. เป็นพาหนะจากจังหวัดพิษณุโลกไปหลบซ่อนอยู่ที่วัดป่าสุคนธรักษ์ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ก่อนจะข้ามฝั่งไปยังประเทศลาว มีขบวนการช่วยหลบหนี 5 คน เป็นคนไทย 2 คน และชาวลาวอีก 3 คน ข้ามต่อไปยังประเทศกัมพูชา ขึ้นเครื่องบินไปยังประเทศเวียดนาม-กาตาร์ เปลี่ยนเครื่องมุ่งตรงไปยังสนามบินนครแฟรงก์เฟิร์ต แต่ด่านตรวจคนเข้าเมืองตรวจพบหมายจับของทางการไทยที่ประสานไปยังตำรวจสากลให้เฝ้าระวังจับตา และได้รับการประสานงานเป็นบุคคลเป้าหมายที่ต้องการตัว พล.ต.อ.จักรทิพย์ พร้อมคณะฝ่ายกฎหมายบินด่วนเพื่อขอรับตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ทางการไทยได้ประสานขอความร่วมมือกับทางการเยอรมนีเพื่อเร่งรัดให้ขั้นตอนดังกล่าวรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก และมีโอกาสสูงที่คณะของ พล.ต.อ.จักรทิพย์คว้าน้ำเหลวเดินทางกลับมือเปล่า และตามกำหนดเดิม การเดินทางกลับของ พล.ต.อ.จักรทิพย์จะกลับเที่ยวบินที่ TG 921 ที่ออกจากนครแฟรงก์เฟิร์ต เวลา 14.20 น. จะมาถึงสนามบินสวรรณภูมิ เวลา 06.20 น. วันที่ 7 มิ.ย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มีรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์พร้อมคณะเดินทางจากนครแฟรงก์เฟิร์ตด้วยเที่ยวบิน TG 923 เวลา 20.40 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 12.30 น. เมื่อวันพุธแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานระบุว่า เวลา 12.22 น. เที่ยวบินดังกล่าวแลนดิ้ง โดยเที่ยวบินดังกล่าวมี พล.ต.อ.จักรทิพย์, &amp;nbsp;พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่มีชื่อของอดีตพระพรหมเมธีแต่อย่างใด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดเดินทางออกช่องวีไอพี ซึ่งยังไม่มีใครพบเห็นตัว ผบ.ตร.พร้อมทีมงานแต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าจะเดินทางเข้าทำเนียบฯ เพื่อไปรายงานกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่อย่างไรก็ตาม ที่เยอรมนียังคงมี พล.ต.ท.สุทธิพงศ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมทีมงานอีกจำนวนหนึ่ง คอยประสานงานกับเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;
&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot;ยังขอ 3 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า ขอเวลา 3 วัน และสื่อเพิ่งถามเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.นี้เอง เมื่อถามว่า ผบ.ตร.จะเดินทางกลับมาก่อนหรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่า ยังไม่กลับ ตอนนี้ก็ยังไม่ครบ 3 วันเลย ส่วนการประสานพูดคุยกับทางการเยอรมนีเรียบร้อยดี เยอรมนีขอเวลา 3 วันเพื่อพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ามีเปอร์เซ็นต์สูงหรือไม่ที่จะได้ตัวกลับมา พล.อ.ประวิตรบอกว่า ยังไม่รู้ แต่เราก็ช่วยเหลือเขามาเยอะ เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ทางการเยอรมนีเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง พล.อ.ประวิตรตอบว่า บอกเขาไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าเยอรมนีอาจมองว่าเรายังเป็นรัฐบาลทหารอยู่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ใช่ๆ เขากำลังดำเนินการตามวิธีเขาอยู่ จากเดิมที่จะใช้เวลา 2 เดือน แต่เราขอให้ใช้เวลาแค่ 3 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า เราต้องรออีกสักระยะหนึ่ง จะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้ เพราะ ผบ.ตร.อยู่ตรงนั้นแล้ว ส่วนที่ทางอดีตพระพรหมเมธีไม่ยอมพบกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่เดินทางไปนั้น ไม่เป็นไร ว่ากันไปตามกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวถึงความคืบหน้าคดีเงินทอนวัดว่า พศ.ยังไม่มีการรายงานเพิ่มเติม แต่ถ้าพบว่ามีใครเกี่ยวข้อง ให้เดินหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม ความจริงเรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้เรามองพระสงฆ์ที่น่าเคารพนับถือ ซึ่งยังมีอีกจำนวนมาก ที่ผ่านมาเราเห็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำให้เกิดความเสียหาย ศาสนาเสื่อมเสีย ตนอยากเห็นภาพประชาชนเคารพพระสงฆ์ที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้าน ชุมชน หรือพระสงฆ์ที่ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติธรรม ยังมีอีกเยอะมาก อยากให้คิดว่าประเทศเราคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และยังเชื่อมั่นในศาสนาอยู่ จึงอยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณ อย่าเอาคนไม่กี่คนที่ทำให้เสื่อมเสียมาเป็นปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่พระสงฆ์ที่ทำให้เสื่อมเสียเป็นถึงพระผู้ใหญ่ พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า พระสงฆ์ในประเทศไทยระดับราชาคณะมีเป็นร้อยรูป แต่ที่เราเห็นอยู่ 5-10 คน ที่ทำให้เป็นปัญหา ส่วนที่ดีมีอยู่อีกเป็นร้อยรูป โดยเฉพาะสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีมาก อยากให้ประชาชนได้ดูพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ แต่เราไปสนใจแต่เรื่องที่ทำให้เกิดความสะใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีทุจริตเงินทอนวัดที่เกิดขึ้น โดยส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนสามารถแยกแยะได้ เพราะการทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางคณะสงฆ์ และมีความคืบหน้าทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการทั้งหมด เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมคุณธรรม
ต้องรอทางเยอรมนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์กรณีที่พระพรหมเมธียื่นขอลี้ภัยหนีคดีทุจริตเงินทอนวัดที่ประเทศเยอรมนีว่า ต้องดูว่าทางประเทศเยอรมนีพิจารณาอย่างไร แต่ตามที่ตำรวจไทยทราบข่าวและเดินทางไปถึงเยอรมนีนั้น ประเทศไทยน่าจะมีความร่วมมือที่ดี การขอลี้ภัยเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายของประเทศเยอรมนีเอง ทางเราคงต้องรอกระบวนการทางนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงความคืบหน้าอาการป่วยอดีตพระพุทธะอิสระ ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมพระปรมาภิไธยว่า ได้รับรายงานจากผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า อาการป่วยหลังจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ให้อดีตพระพุทธะอิสะ ทำกายภาพบำบัดมาแล้ว 5 ครั้ง ซึ่งอาการปวดหลังดีขึ้น ส่วนอาการเลือดออกในระบบทางเดินกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาอาการโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โดยแพทย์ได้เปลี่ยนเป็นการฉีดยาเข้าเส้นเลือดทุก 12 ชม. และได้นัดตรวจอาการอย่างละเอียดด้วยวิธีการส่องกล้องในวันที่ 7 มิ.ย. นี้ ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อหาสาเหตุและรักษาอาการ ซึ่งระหว่างนี้ก็นำตัวมาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่ได้พักที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวว่า สำหรับพระรูปอื่นที่เป็นผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัด ตอนนี้สามารถปรับตัวเหมือนกับผู้ต้องขังรายอื่นแล้ว ส่วนสภาพร่างกายยังไม่พบว่ามีอาการป่วยแต่อย่างใด นอกจากนี้ที่มีอดีตพระที่ไม่ได้รับประทานอาหารเย็น และยังคงนั่งสมาธิ ทางเรือนจำก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมหัศจักร โสดี ผู้ประสานงานกลุ่มศิษย์วัดอ้อน้อย ซึ่งนำคณะศิษย์เดินทางเข้าเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระเผยว่า รู้สึกโล่งใจที่ถึงเห็นอดีตพระพุทธะอิสระมีหน้าตาที่สดชื่นขึ้น แม้จะป่วยด้วยอาการปวดหลังและเลือดออกในกระเพาะอาหาร ที่อยู่ระหว่างการรักษาอาการ โดยอดีตพระพุทธะอิสระยังต้องใช้เครื่องช่วพยุงตัวเดินออกมายังห้องเยี่ยมญาติ แต่อาการโดยรวมดูดีขึ้น และกำลังใจยังดีอยู่ ซึ่งลูกศิษย์ก็ดีใจที่ได้มาเห็นอาการด้วยตาของตัวเอง ทั้งนี้ อดีตพระพุทธะอิสระไม่ได้กล่าวถึงอาการป่วย บอกกับกลุ่มศิษย์เพียงว่าไม่ต้องเป็นห่วง สามารถใช้ชีวิตในเรือนจำได้ตามปกติ ตื่นตีหนึ่งตีสอง มานั่งทำสมาธิเหมือนกับอยู่ที่วัด และยังนุ่งขาวห่มขาวเหมือนเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10837</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, มหัศจักร โสดี, สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประเทศเยอรมนี, สำนักงานผู้อพยพและผู้ลี้ภัยแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เที่ยวบิน TG 923, เที่ยวบินที่ TG 921, โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b17e51baea74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรหมเมธี&#039;สิ้นฤทธิ์ เยอรมนีรวบคาตม./&#039;จักรทิพย์&#039;หิ้วกลับไทย6มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อดีตพระพรหมเมธี&amp;quot; สิ้นฤทธิ์ โดนเจ้าหน้าที่ ตม.เยอรมันจับคาสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตประเทศเยอรมนีระหว่างยื่นพาสปอร์ตสีน้ำเงินขอเข้าประเทศ หลังหลบออกจาก สปป.ลาวเข้ากัมพูชา-เวียดนาม &amp;quot;จักรทิพย์&amp;quot; นำทีม ตร.ขึ้นเครื่องบินตามไปรับตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไทย 6 มิ.ย.นี้ &amp;nbsp;&amp;quot;กองปราบฯ&amp;quot; เร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับ 5 ศิษย์คนสนิทพาหนี &amp;quot;ผบ.เรือนจำ&amp;quot; เผย &amp;quot;อดีตเจ้าคุณธงชัย&amp;quot; เริ่มปรับตัวได้แล้ว &amp;quot;รองโฆษก พศ.&amp;quot; ขออย่าเพิ่งตัดสินเจ้าคุณปิงเสพเมถุน รอผลสอบลามกอนาจารพระกับฆราวาสชายภายในกุฏิวัดสระเกศฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ มีความคืบหน้าการติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมมฺจารี) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร อดีตกรรมการ มหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตเจ้าคณะภาค 4-7 ผู้ต้องหาคดีร่วมกันทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม และเป็น 1 ใน 7 พระชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกถอดสมณศักดิ์ หลังจากหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยช่วงกลางดึกของวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)ประจำสนามบินนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ได้ควบคุมตัวอดีตพระพรหมเมธี ขณะยื่นหนังสือเดินทางขอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสนามบินนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต แต่ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเยอรมนีไม่ให้ผ่าน เนื่องจากเป็นบุคคลตามหมายจับที่ทางตำรวจไทยได้ประสานตำรวจสากลไว้แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสนามบินนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ตได้ประสานมาทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทยถึงกรณีดังกล่าว ซึ่งหลังจากได้รับแจ้ง ทาง พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ได้โทรศัพท์สายตรงรายงาน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ก่อนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ตัดสินใจบินด่วนเพื่อเดินทางไปประเทศเยอรมนี ในการประสานความร่วมมือตามขั้นตอนทางกฎหมายในการรับตัวอดีตพระพรหมเมธี ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการไทยกลับมาดำเนินคดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเวลา 09.05 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุทธิพงษ์, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะอัยการของไทย เดินทางด้วยสายการบินไทยออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบินที่ TG926 ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ในเวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยมีกำหนดเดินทางกลับมายังประเทศไทยเวลา 06.25 น. ของวันที่ 6 มิ.ย.นี้ ด้วย TG921 สายการบินไทย ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอดีตพระพรหมเมธี ได้หลบหนีการจับกุมหลังทราบข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องในคดีเงินทอนวัด ซึ่งขณะนั้นอดีตพระพรหมเมธีได้รับกิจนิมนต์ที่ จ.พิษณุโลก จึงเดินทางด้วยรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน 3 กภ 8672 กรุงเทพมหานคร จากจังหวัดพิษณุโลก มุ่งหน้าไป จ.นครพนม ก่อนที่จะนำรถคันดังกล่าวจอดทิ้งไว้ใกล้กุฏิพระเจ้าอาวาสวัดป่าสุคนธรักษ์ บ้านค่ายเสรี ต.นางาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม จากนั้นได้เดินทางข้ามฝั่งจากประเทศไทยไปยังเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&amp;nbsp;
&amp;#39;เมธี&amp;#39;สิ้นฤทธิ์ที่เยอรมนี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาชุดสืบสวนพบความเคลื่อนไหวของอดีตพระพรหมเมธี ที่โรงแรมดงชัย เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่ามีการเดินทางออกจากโรงแรมดังกล่าวเมื่อเที่ยงคืนของวันที่ 26 มิ.ย. โดยภาพวงจรปิดของโรงแรมดังกล่าวจับภาพอดีตพระพรหมเมธีเดินออกจากโรงแรมดังกล่าวพร้อมกับชายไทยชื่อ โค๊ด ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายของอดีตพระพรหมเมธี โดยมีเพียงสัมภาระเป็นกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางไปยังท่ารถโดยสารเพื่อเดินทางไปยังประเทศกัมพูชา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นชุดสืบสวนพบความเคลื่อนไหวของอดีตพระพรหมเมธีอีกครั้ง เมื่อเวลา 05.15 น. วันที่ 1 มิ.ย. อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ พร้อมด้วยหลานชายคนสนิท ได้ขึ้นเครื่องด้วยสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ เที่ยวบิน QR971 จากกรุงพนมเปญ ก่อนแวะจอดที่สนามบินโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อเวลา 06.23 น. จากนั้นเครื่องบินลำดังกล่าวได้บินไปยังสนามบินโดฮา ประเทศกาตาร์ ทรานซิต (Transit) ต่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อดีตพระพรหมเมธีเคยเดินทางไปเยอรมนีเมื่อปี 2558 โดยขณะนั้นเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ขออนุมัติจากมหาเถรสมาคมเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดพระธรรมกายบาวาเรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตามที่พระวิเทศภาวนาธรรม เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายบาวาเรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้อาราธนาให้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจเป็นประธานสงฆ์ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และประกอบพิธีผูกพัทธสีมา ณ อุโบสถวัดพระธรรมกายบาวาเรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 22-27 พ.ค.2558 โดยให้ทุกรูปใช้หนังสือเดินทางราชการ นั่นคือพาสปอร์ตสีน้ำเงินของพระชั้นผู้ใหญ่ มีกำหนดอายุหนังสือเดินทาง 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่อดีตพระพรหมเมธีเลือกที่จะไปที่วัดพระธรรมกายแฟรงก์เฟิร์ต หรือวัดพระธรรมกายไรน์แลนด์นั้น เพราะหากดูจากทำเลที่ตั้ง จะเห็นว่าค่อนข้างปลีกวิเวก ห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร ทำให้ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าใดนัก โดยหากไปอยู่ที่วัดพระธรรมกายเบอร์ลิน ที่มีพระโสภณพุทธิวิเทศ (จิตติก์ ญาณชโย) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เบอร์ลิน หรือเจ้าคุณเบอร์ลินนั้น อาจถูกเพ่งเล็งได้ เพราะที่ผ่านมาเจ้าคุณเบอร์ลินเคยเคลื่อนไหวสมัยพระธัมมชโยแล้ว จึงเลือกที่จะไปที่วัดพระธรรมกายไรน์แลนด์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานด้วยว่า ในส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องช่วยเหลืออดีตพระพรหมเมธีหลบหนี ทางตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน เตรียมดำเนินคดีในฐานความปิดให้การช่วยเหลือผู้ต้องหา โดยพบมีทั้งหมด 5 คน เป็นชาวลาว 3 คน และมีชาวไทยอีก 2 คน ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูล พบชาวไทยที่เป็นสีกาคนสนิทและเป็นลูกศิษย์ที่ให้การช่วยเหลือทั้งสองรายตำรวจได้ควบคุมตัวไว้แล้ว และกำลังมีการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสีกาคนสนิทที่สำคัญ มีอาชีพเป็นนักธุรกิจชื่อดัง และมีสามีทำธุรกิจเหมืองแร่ใน สปป.ลาว ทำให้รู้ช่องทางในการช่วยเหลือหลบหนีออกต่างประเทศได้ง่าย โดยทางตำรวจกำลังมีการตรวจสอบข้อมูลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เยอรมันยังไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครแฟรงก์เฟิร์ตเข้าเยี่ยมอดีตพระพรหมเมธี หลังถูกควบคุมตัวได้ที่ท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต&amp;nbsp;
อย่าเพิ่งตัดสินพระเกย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการควบคุมอดีตพระเถระผู้ใหญ่ภายในเรือนจำว่า อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตท่านเจ้าคุณธงชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เรือนจำได้นำตัวไปคุมขังยังแดน 3 ล่าสุดเริ่มปรับตัวได้แล้ว อาการป่วยไม่มีอาการน่าเป็นห่วง ทุกคนเริ่มใช้ชีวิตในเรือนจำเหมือนผู้ต้องขังรายอื่นๆ แต่ยังคงไม่รับประทานอาหารเย็น ระหว่างวันก็นั่งสมาธิ สวดมนต์ ทำกิจกรรมอื่นเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤชกล่าวว่า ในส่วนอาการป่วยของอดีตพระพุทธะอิสระ ยังคงต้องให้ทำกายภาพเพื่อบรรเทาอาการปวดหลังของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ตอนนี้ก็ไม่ได้ให้เคลื่อนไหวมากนัก เรือนจำได้ให้นั่งรถเข็นหรือเดินด้วยเครื่องช่วยพยุง สามารถทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ แต่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยสะดวกเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความจำเป็นในการรักษาโดยการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการหรือไม่ เป็นดุลยพินิจของแพทย์ และความเหมาะสม แต่ตอนนี้คงยังไม่มีความจำเป็น เพราะโรคดังกล่าวมีขั้นตอนการรักษา อีกทั้งการคุมตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำไปเข้ารับการรักษาพยาบาล มีขั้นตอนพอสมควร&amp;quot; ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และรองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามไปตรวจค้นกุฏิพระวิสุทธิศาสนวิเทศ หรือเจ้าคุณปิง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ พบภาพลามกอนาจารและมีเพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่หน้าคล้ายกับอดีตเจ้าคุณปิงกับชายรายหนึ่ง &amp;nbsp;รวมทั้งภาพเปลือยผู้ชายจำนวนมาก ทำให้มีการตั้งข้อกล่าวหากระทำผิดพระธรรมวินัยร้ายแรง เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าต้องขอให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะพระที่ถูกกล่าวหาด้วย ซึ่งขอทำความเข้าใจว่า หากเป็นเรื่องของคดีอาญา ก็ต้องให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากพระถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัย ตั้งแต่อาบัติเบา จนถึงปาราชิกนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะปกครอง ที่จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อสืบสวนให้ความเป็นธรรมกับพระที่ถูกกล่าวหา เมื่อดำเนินการสอบสวนแล้ว หากพระรูปดังกล่าวกระทำผิดจริง เจ้าคณะปกครองจะพิจารณาโทษตามพระธรรมวินัย&amp;quot; นายสิปป์บวรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก พศ.กล่าวว่า กรณีของเจ้าคุณปิง เป็นเรื่องของพระธรรมวินัย ก็ต้องให้มีผู้ร้องมาถึงเจ้าคณะปกครอง หรือหากเจ้าคณะปกครองเห็นว่าจะกระทบต่อพระพุทธศาสนา ก็สามารถดำเนินการสอบอธิกรณ์ เพื่อสอบข้อเท็จจริง หลักฐาน ตัวบุคคล และดูว่า กระทำผิดพระธรรมวินัยหรือไม่ และขั้นใดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.)ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ คาดว่า มส.จะมีการพิจารณาตำแหน่งสำคัญ 3 เก้าอี้ ประกอบด้วย 1.ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ซึ่งเดิมเป็นของอดีตพระพรหมสิทธิ เพราะมีงานสำคัญในปลายเดือน มิ.ย.นี้ คือการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ณ วัดอตัมมยตาราม เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา 2.เจ้าอาวาสวัดสามพระยา แทนอดีตพระพรหมดิลก และ 3.เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ แทนอดีตพระพรหมสิทธิ&amp;nbsp;
จับตาประชุม มส.10มิ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่น่าจับตามากที่สุดคือตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เพราะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายค่อนข้างรุนแรง ต่างจากวัดสามพระยา ซึ่งไม่น่ามีปัญหา และที่ผ่านมาเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ในช่วงหลังๆ ก็มักมีปัญหาตลอด ตั้งแต่พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญญาวชิโร) หรือเจ้าคุณเสนาะ ที่ถูกปลดก่อนตัดสินใจฆ่าตัวตาย และล่าสุดคืออดีตเจ้าคุณธงชัย ที่ถูกจับสึกไปหลังวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา&amp;rdquo; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ในการประชุม มส. เมื่อวันที่ 30 พ.ค. &amp;nbsp;มส.มติที่สำคัญนอกจากรับทราบการถอดถอน ตำแหน่งและสมณศักดิ์ของกรรมการ มส. 3 ท่าน อันได้แก่ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา และพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามฯ ไปแล้ว จากนั้น มส.ได้รับทราบการแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค 10 (มหานิกาย) เจ้าคณะ กทม. (มหานิกาย) และเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต) และต่อมาพระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท) เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ในฐานะรักษาการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งแต่งตั้งให้พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และเจ้าคณะภาค 12 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และแต่งตั้งพระราชวิสุทธิดิลก (ละเอียด กิตติสุขุโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และเจ้าคณะแขวงวัดสามพระยา เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสามพระยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจอีเจี๊ยบ เลียบด่วน ซึ่งมีผู้ติดตามมากถึง 2,695,951 คน ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงปัญหาทุจริตเงินทอนวัดในขณะนี้ ตอนหนึ่งว่า ดูข่าวกวาดล้าง จับกุม การทุจริตวงการสงฆ์ ทั้งพระชั้นผู้ใหญ่ พระผู้ช่วย ไม่ใช่วัดในชนบทหลังเขา ห่างไกลสายตานะ แต่ละวัดนี่คือวัดดังมาก ขนาดมหึมาใจกลางเมืองหลวง ไหนจะพระ ลูกศิษย์ ข้าราชการ นักธุรกิจเครือข่ายที่คอยช่วยเหลือ พระอะไรวะ มีเงินในบัญชีชื่อของตัวเองเป็นร้อยล้าน นี่คือ 1 คนนะ แล้วรวมทุกคนในเครือข่าย ไม่เป็นพันๆ ล้านรึ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่แค่ที่หลักฐาน พยานชัดเจน แล้วไอ้ที่เข้าไปไม่ถึง หรือถึงแล้วแต่หลักฐานไม่พอ อีกกี่คน กี่วัด เวลาเห็นมีพวกชมรม ภาคี เครือข่าย ออกมาต่อต้านการกวาดล้าง การตรวจสอบ อยากจะด่าชิบ... ไม่ได้ปกป้องศาสนา กำลังปกป้องคน...ที่เข้ามาหาแดกกะศาสนา นี่เฉพาะวัดยักษ์ๆ นะ แล้ววัดกลาง วัดเล็กวัดน้อย สำนักสงฆ์ ที่แม่งมีเรื่องเงินทำบุญ เรื่องเพศมั่วสีกา มั่วผู้ชาย เรื่องยา แดกเหล้าเมาปลิ้น เรื่องไสยศาสตร์ หลอกลวงชาวบ้าน พวกนั้นอีกเท่าไหร่ทั้งประเทศ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพจดังกล่าวระบุตอนท้ายช่วงหนึ่งว่า ในความเห็นนะ เคลียร์ใหญ่แบบนี้แหละดี จะจับไปสักสิบกี่คน &amp;nbsp;ปิดไปกี่วัดก็เอาเลย จัดการซะให้หมด ให้เหลือแต่พระดี พระแท้ๆ พระที่ยึดแต่คำสอน ไม่สนใจวัตถุ เงินทอง พระที่คนเต็มใจไหว้แค่สิบรูปทั้งประเทศ ยังดีซะกว่ามีพระเดินกันเต็มประเทศ ที่มีแต่เรื่องเพศ ยา เหล้า สีกา พระตุ๊ด พระเกย์ พระแก่ล่อเด็ก วัตถุมงคล ใบ้หวย อยากได้แต่อำนาจ ยศ ตำแหน่ง จำนวนเงิน จำนวนลูกศิษย์ สร้างวัด สร้างพระ สร้างตึก สร้างอาคาร สร้างเครือข่าย มึงรู้มั้ยว่า คนเจอพระไม่อยากจะไหว้กันแล้วทุกวันนี้ ไม่ให้เค้ากวาดล้างตอนนี้จะรอตอนไหน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10606</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤช กระแสร์ทิพย์, ตม., บุษฎี สันติพิทักษ์, ประเทศเยอรมนี, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช, พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, วัดพระธรรมกายเบอร์ลิน, สนามบินนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต, สิปป์บวร แก้วงาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180603/image_big_5b13f348195fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
