<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝากขังพี่ชาย&#039;บูม&#039; ฉ้อโกงหนุ่มฟินแลนด์ลวงลงทุนบิตคอยน์สูญ797ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ต.ค.61-ที่กองบังคับกาปราบปราม(บก.ป.) พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ควบคุมตัวนายปริญญา จารวิจิตร อายุ 35 ปี พี่ชายของนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ บูม นักแสดงหนุ่ม ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงินและฉ้อโกง ไปฝากขังที่ศาลอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กลางดึกวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. ได้รับการประสานงานจากด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ พบบุคคลตามหมายจับ คือนายปริญญา ขณะเดินทางเข้าประเทศ จึงนำกำลังเข้าควบคุมตัว ก่อนส่งให้กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ดำเนินการสอบปากคำ เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการจับกุมคดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่ นายเออาร์นี่ โมตาวา ซาริมา อายุ 23 ปี เจ้าพ่อเงินอิเล็คทรอนิคตระกูลบิตคอยน์ ชาวฟินแลนด์ เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. โดยระบุว่า นายปริญญากับพวกได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 797 ล้านบาท ด้วยการหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่กลับมีการถ่ายเทเงินไปยังที่ต่าง ๆโดยไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าพบว่ามีการโอนเงินไปยัง นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ บูม และพ่อ,แม่,น้องชายและน้องสาว เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท ล่าสุดวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับข้องกับการกระทำความผิด&amp;nbsp; 64 รายการ เป็นเงินฝากธนาคาร รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ประเภทโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานในทางทะเบียนที่ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิ์ครอบครองสามารถทำนิติกรรมโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองได้ มูลค่า 210 ล้านบาท ไว้ชั่วคราวและให้มาชี้แจงที่มาของทรัพย์สินภายใน30 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทนายได้เตรียมหลักทรัพย์ไว้ประกันตัว 20 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19744</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฉ้อโกงบิตคอยน์, นายปริญญา จารวิจิตร, นายเออาร์นี่ โมตาวา ซาริมา, บูม-จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bc020c3e71d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบบูมกล่อมเหยื่อ ได้มาเกือบ500ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บูมกับพี่ชายเข้ารับทราบข้อหาร่วมกันฉ้อโกงคดีบิตคอยน์ ถูกเค้นสอบ 2 ชั่วโมง ยืนกรานปฏิเสธ ส่วน &amp;quot;ปริญญา&amp;quot; พี่ชายคนโตยังหายตัว ตำรวจเตรียมออกหมายจับ ด้านพ่อแม่ก็ส่อไม่รอด รอง ผบก.ป.เผยครอบครัว &amp;quot;จารวิจิต&amp;quot; ได้เงินจากเหยื่อเกือบ 500 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) วันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม ดารานักแสดง ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน คดีหลอกลวงนายเออาร์นี ออตตาวา ซาอ์มิมาอ์ สัญชาติฟินแลนด์ ลงทุนธุรกิจค้าเงินดิจิตอลบิตคอยน์ สูญเงินกว่า 797 ล้านบาท พร้อมนายธนสิทธิ์ จารวิจิต พี่ชาย เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม คือร่วมกันฉ้อโกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้บูมกับนายธนสิทธิ์ และนายปริญญา จารวิจิต พี่ชายคนโต, นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท เอ็กเปย์ และนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้น เข้าพบในวันที่ 29 ส.ค. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร่วมฉ้อโกงเพิ่มเติม แต่ช่วงบ่ายวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา นายชาคริสและนายประสิทธิ์ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาก่อนวันนัดของพนักงานสอบสวน โดยมีผู้เสียหายเดินทางมาด้วย และมีการเจรจาทำบันทึกข้อตกลงจะจ่ายทรัพย์สินคืนให้ต่อหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยคดีฉ้อโกง เมื่อสามารถตกลงกันได้ ผู้เสียหายสามารถถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ขณะนี้จึงยังคงเหลือเพียงนายปริญญา ผู้ต้องหาคนสำคัญ ที่มีข่าวว่ายังอยู่ในสหรัฐอเมริกา และพนักงานสอบสวนแจ้งว่า หากพ้นจากวันนัดตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ก็จะขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บูมและพี่ชายคนรองได้ให้ปากคำต่อ พ.ต.ต.กำธร นิยม สารวัตรสอบสวน กก.1 บก.ป. เป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ หลังจากนั้น บูมกล่าวว่า วันนี้ได้เดินทางมาตามหมายเรียกที่พนักงานสอบสวนกองปราบฯ เชิญตัวมารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนในเรื่องของคำให้การนั้น ตนได้ให้การปฏิเสธ และยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดร่วมกับนายปริญญา ที่ผ่านมานับจากเกิดเรื่องก็ยังไม่ได้มีการติดต่อหรือพูดคุยกับนายปริญญาแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายธนสิทธิ์ ภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำเสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้รีบไปขึ้นรถเดินทางกลับทันที โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. กล่าวว่า ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม และนายธนสิทธิ์เข้ารับทราบข้อกล่าวหา เพราะเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทราบว่า ทั้งคู่ได้ร่วมกับนายปริญญาเดินทางไปเจรจาชักชวนนายเออาร์นีนำเงินบิตคอยน์มาร่วมลงทุนด้วย โดยใช้ความเป็นดารานักแสดงพอมีชื่อเสียงของนายบูมมาร่วมชักจูงใจ ทั้งนี้ พบว่าครอบครัวจารวิจิตได้เงินจากนายเออาร์นีมาเกือบ 500 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชาคริตกล่าวว่า ในส่วนพ่อแม่ของนายบูม ขณะนี้ทางพนักงานสอบได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกในคดีร่วมกันฟอกเงิน หลังเรียกทั้งคู่มาให้ปากคำในฐานะพยานก่อนหน้านี้ แต่ทั้งคู่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าที่ควร โดยให้การว่า เงินจำนวน 90 ล้านบาท ที่นายปริญญาโอนมาให้นั้น เป็นเงินที่มาจากการทำธุรกิจของครอบครัว ทั้งอสังหาริมทรัพย์และร้านอาหาร ซึ่งทางเราได้ตรวจสอบแล้วพบว่าครอบครัวนี้มีเพียงธุรกิจร้านอาหารที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ร้านเดียว รายได้ตกวันละ 5,000 บาทเท่านั้น แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเงินโอนเข้า-ออกบัญชีหลายสิบล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เร็วๆ นี้จะมีการออกหมายจับนายปริญญา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันฟอกเงินอย่างแน่นอน&amp;quot; พ.ต.อ.ชาคริตกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16440</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต, ชาคริส อาห์มัด, ธนสิทธิ์ จารวิจิต, ปริญญา จารวิจิต, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เออาร์นี ออตตาวา ซาอ์มิมาอ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b869fe71b03e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อฟันพ่อแม่บูม รู้เห็นลูกฟอกเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบก.ป.เผยผลสอบพ่อแม่ &amp;quot;บูม&amp;quot; พบมีหลักฐานส่อร่วมกระทำผิดกับลูกชายคนโต มีการโอนเงินเข้าบัญชีแม่กว่า 100 ล้าน ขณะที่พ่ออ้างไม่รู้เรื่อง แต่ก็ใช้เงินนั้น ด้านผู้กองมนัสส่งทนายขอเลื่อนพบ ตร.เป็น 12 ก.ย. อ้างติดธุระที่พะเยา นัด &amp;quot;บูม&amp;quot; กับพวกรับทราบข้อหาเพิ่ม ร่วมกันฉ้อโกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยเมื่อวันอังคาร ถึงการดำเนินคดีกับนายปริญญา จารวิจิต นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ดารานักแสดง พร้อมพวก ร่วมกันฟอกเงินคดีลวงชาวต่างชาติลงทุนบิตคอยน์สูญเงินไปกว่า 797 ล้านบาท ว่า จากการสอบปากคำนายสุวิทย์ นางเลิศฉัตรกมล บิดา-มารดานายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นางเลิศฉัตรกมล แม่ของบูมยอมรับว่าได้ไปเปิดบัญชีธนาคารอยู่หลายแห่ง และให้นายปริญญาลูกชายเป็นผู้เบิกเงินในบัญชีนั้นได้ ใช้โทรศัพท์ของนายปริญญาทำธุรกรรมทางการเงินในบัญชีนั้นได้ และยอมรับว่านายปริญญาลูกชายโอนเงินเข้ามาในบัญชี 100 กว่าล้านบาท โดยนายปริญญาได้สั่งให้แม่ทำธุรกรรมโอนเข้า-โอนออก วันหนึ่งยอดเงินในบัญชี 67 ล้านบาท ถอนออกจนหมดแล้วนำไปเปิดอีกบัญชีหนึ่ง จากนั้นก็ถอนเงินออก นำไปเปิดอีกบัญชีหนึ่ง วันหนึ่งเปิดบัญชีถึง 4 ธนาคาร โดยนายปริญญาบอกกับแม่ว่า เพื่อให้บัญชีเดินดีๆ ธนาคารจะได้ให้เครดิตในอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบก.ป.เปิดเผยต่อไปว่า นายปริญญาอ้างว่าเงินจำนวนมากที่โอนเข้าบัญชีแม่ได้มาจากการทำธุรกิจ แต่โดยหลักแล้วแม่ก็ควรรู้อยู่แล้วว่าเงินที่ได้มามากผิดปกติ โดยพฤติการณ์แม่ย่อมรู้ว่าลูกทำอะไร ทำมาหากินอะไรอยู่ ได้เงินมามากมายขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้น วิญญูชนย่อมสมควรรู้ เพราะเงินมันมากผิดปกติ ซึ่งแม่จะเข้าข่ายกระทำความผิดด้วยหรือไม่ อยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนพ่ออายุมากหน่อยไม่รับทราบ โดยมีแม่โอนเงินเข้าบัญชีจำนวน 55 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จะรับทราบหรือไม่รับทราบก็ใช้เงินจำนวนนั้นอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีกับพ่อและแม่ของบูมใช่หรือไม่ พล.ต.ต.ชาคริตกล่าวว่า หลักฐานที่มีอยู่น่าจะเพียงพอในการดำเนินคดี ส่วนจะเป็นข้อหาอะไรนั้น ขอเวลาสักนิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เดิมนัดจะเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกในวันที่ 28 ส.ค.นั้น พ.ต.อ.ชาคริตกล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่าได้ส่งทนายมาขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นวันที่ 12 กันยายน โดยให้เหตุผลว่ามีภารกิจส่วนตัวอยู่ที่จังหวัดพะเยา ส่วนความเกี่ยวข้องของ ร.อ.ธรรมนัส มาจากนายปริญญานำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดจำนวน 125 ล้านบาทไปซื้อหุ้น ไปซื้อบริษัทแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเกิดปัญหา นายปริญญาจึงโอนหุ้นไปให้ ร.อ.ธรรมนัส ส่วนจะเกี่ยวข้องหรือไม่ ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่ชัด นอกจากนี้ ในวันที่ 29 ส.ค. พนักงานสอบสวนได้เรียกนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม พร้อมพวกรวม 5 คน เข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงอีกข้อหาหนึ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16369</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180828/image_big_5b854f11c0c5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16283</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บูมพาพ่อแม่ เข้าให้ปากคำรับโอน90ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บูม&amp;quot; พาพ่อแม่เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบฯ หลังถูกออกหมายเรียกเพื่อสอบเส้นทางการเงิน จากการที่ลูกชายคนโตซึ่งยังหลบหนี โอนเงินเข้าบัญชีรวม 90 ล้าน ด้านผู้กองมนัสนัดให้ปากคำวันอังคาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) วันที่ 27 สิงหาคมนี้ นายสุวิทย์และนางเลิศฉัตรกมล จารวิจิต บิดา-มารดานายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ดารานักแสดง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน หลังจากเจ้าหน้าที่พบเส้นทางการเงินที่นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายบูม ผู้ต้องหาคนสำคัญที่อยู่ระหว่างหลบหนี โอนเงินเข้าบัญชีเกือบ 100 ล้านบาท โดยวันนี้บูมได้พาบิดา-มารดาเข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวฟินแลนด์ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามว่า ถูกนายปริญญา พร้อมกับพวก ร่วมกันหลอกลวงและร่วมกันวางแผนชักชวนให้ลงทุนประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิตอล ในชื่อ dragon coin (DRG) โดยหลอกลวงให้ซื้อหุ้นของบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, NX Chain Inc. และหุ้นของบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายหลงเชื่อและร่วมลงทุนด้วยการโอนเหรียญบิตคอยน์ ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิตอล จำนวนหนึ่งเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมเป็นเงิน 5,564.44650956 เหรียญบิตคอยน์ คิดเป็นสกุลเงินบาทไทย 797,408,454.33 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมายที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งหรือเงินปันผลแต่อย่างใด จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบฯ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับนายปริญญา นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม และ น.ส.สุพิชย์ฌา พี่สาวบูม โดยนายปริญญาอยู่ระหว่างหลบหนี ส่วนพี่สาวได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน ขณะที่บูมถูกจับกุม แต่บูมและพี่สาวได้ประกันตัวในชั้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า นายปริญญาได้โอนเงินเข้าบัญชีนายสุวิทย์ บิดา และบัญชีนางเลิศฉัตรกมล มารดา รวม 90 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวมาให้ปากคำในฐานะพยาน และในวันที่ 28 ส.ค. พนักงานสอบสวนได้เรียก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือผู้กองมนัส มาให้ปากคำที่ได้รับการโอนหุ้นจากนายปริญญา ว่าได้มาโดยชอบหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป กล่าวว่า วันนี้ครบกำหนดหมายเรียกครั้งที่ 1 ในส่วนของนายสุวิทย์และนางเลิศฉัตรกมล ที่จะต้องมาให้ปากคำเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน และการรับโอนเงินจากนายปริญญา ลูกชายคนโต หลังตรวจสอบพบมีเงินหมุนเวียนเข้าบัญชีจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;.วันที่ 29 สิงหาคมนี้ พนักงานสอบสวนได้เรียกบุคคล 5 คนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฉ้อโกง ประกอบด้วย นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม นายปริญญาพี่ชายคนโต นายธนสิทธิ์ จารวิจิต พี่ชายคนรองของบูม นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท เอ็กเปย์ และนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย เนื่องจากพบข้อมูลว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการหลอกผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนบิตคอยน์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16283</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลิศฉัตรกมล จารวิจิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b83f9dd345d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2018 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2018 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายเรียก &#039;ผู้กองมนัส&#039; พร้อมพวก 8 คนปมบิตคอยน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.61 - ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีโกงเงินบิตคอยน์ ว่า ทางพนักงานสอบสวนจะนำหมายเรียกไปส่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานชัดเจนและพร้อมจะแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหา &amp;quot;ฉ้อโกงทรัพย์&amp;quot; ประกอบด้วย นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม ดารานักแสดงหนุ่ม&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของนายบูม ที่ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินไปแล้วก่อนหน้านี้&amp;nbsp;,นายธนสิทธิ์ จารวิจิต น้องของนายปริญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เอ็กเปย์ จำกัด และ นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ที่อ้างกับผู้เสียหายว่าจะขายหุ้นบริษัทดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ให้กับผู้เสียหาย 500 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 50 สตางค์ แต่กลับหาหุ้นมาให้ได้เพียง 345 ล้านหุ้นเท่านั้น และเป็นคนที่ไปเจรจานอกรอบกับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมความ โดยให้ทั้ง 5 คน เข้ามาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 28-29 ส.ค.นี้ ส่วนกรณีนายปริญญา ที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศก็ต้องออกหมายเรียกไปตามขั้นตอน หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการออกหมายจับทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ชาคริต กล่าวต่ออีกว่า ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่จะต้องเรียกมาสอบปากคำก่อน คือ นางเลิศฉัตรกมล และนายสุวิทย์ จารวิจิตร พ่อแม่ของนายบูม ที่รับโอนเงินเข้าบัญชี 90 ล้านบาท ให้เข้ามาให้ปากคำในวันที่ 27 ส.ค.นี้ และนายธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตทหาร ที่รับโอนหุ้นจากพี่ชายบูม ซึ่งจะต้องเรียกเข้ามาสอบปากคำในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ถึงที่มาทรัพย์สินและหุ้น ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15596</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบิตคอยน์, ธรรมนัส พรหมเผ่า, บิตคอยน์, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180817/image_big_5b767a2acfde6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมายเรียก&#039;บรรยิน&#039;ฟอกเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองปราบฯ ออกหมายเรียก &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; &amp;nbsp; พร้อมพวกรวม 5 คน ข้อหาฟอกเงิน จากการยักยอกทรัพย์ &amp;quot;เสี่ยชูวงษ์&amp;quot; ที่ถูกฆาตกรรม เจ้าตัวอ้างติดธุระต้องขึ้นศาล ยังไม่ขอเข้าพบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. ได้ออกหมายเรียก พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.กระทรวงพาณิชย์ และ น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล หรือป้อนข้าว อดีตโบรกเกอร์ เพื่อให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคดีร่วมกันฟอกเงิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เป็นคดีที่สืบเนื่องมาจากคดีการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด ที่เสียชีวิตหลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะที่เดินทางกลับจากไปตีกอล์ฟกับ พ.ต.ท.บรรยิน แต่ทางญาติของผู้ตายไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ กระทั่งร้องเรียนให้กองปราบฯ รื้อคดี ก่อนจะมีความเห็นว่าเป็นเหตุฆาตกรรม อันมีสาเหตุมาจากการปลอมหลักฐานการโอนหุ้นของนายชูวงษ์มูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท ให้กับ น.ส.อุรชาและ น.ส.กัญฐณา สาวคนสนิท พ.ต.ท.บรรยิน ซึ่งต่อมาผู้ต้องหาก็ได้มีการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้จากการขายหุ้นดังกล่าว ก่อนนำไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.ต.ท.บรรยินกล่าวว่า ไม่ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามที่ถูกออกหมายเรียกแต่อย่างใด &amp;nbsp;เนื่องจากในวันที่ 15 ส.ค. ตนติดคดีที่ศาลพระโขนง หลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนก็คงจะออกหมายเรียกซ้ำให้เข้ามาพบเพื่อแจ้งข้อหา ซึ่งต้องพิจารณาอีกว่าในวันที่ออกหมายเรียก ตนมีคดีที่ศาลอีกหรือไม่ แต่ยืนยันไม่ได้คิดหลบหนี เพราะหากตนไม่เดินทางไปศาลตามกำหนดนัด ก็เกรงว่าอาจถูกเพิกถอนการประกันตัวในชั้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.บรรยินกล่าวต่อว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ถูกดำเนินเพิ่มเติมครั้งนี้ ทราบว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ต่อเนื่องจากคดีโอนหุ้นและคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่ากรณีที่ ปปง.มาแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฟอกเงิน เพราะก่อนหน้านี้ได้มีผู้ต้องหาโอนหุ้นบางคนไปแจ้งความดำเนินคดีกับเลขาฯ ปปง. ในความผิดตามมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เนื่องจากได้ยึดทรัพย์ของผู้ต้องหาเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 90 วัน แต่ยังไม่ดำเนินการใดๆ ให้ ต่อมาทาง ปปง. จึงเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา 5 คนในข้อหาฟอกเงินดังกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเสกสรร เสนาชู ทนายความของ น.ส.กัญฐณา ศิวาธนพล หรือน้ำตาล อดีตพริตตี้คนสนิทเสี่ยชูวงษ์ เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้เข้ามาขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวนไปเป็นวันที่ 28 ส.ค.นี้ พร้อมเผยว่า เนื่องจากเพิ่งจะได้รับหมายเรียก ซึ่งพนักงานสอบสวนส่งไปที่บ้านพักย่านถนนราชพฤษ์ เพราะตามปกติ น.ส.กัญฐณาไม่ค่อยได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว นอกจากนี้ก็ยังรวบรวมเอกสารหลักฐานไม่ทันด้วย จึงขอเลื่อนการเข้าพบไปก่อน โดยยืนยันว่าไม่ได้คิดหลบหนี และก็ยังยืนยันว่า น.ส.กัญฐณาขอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 15 ส.ค.61 น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล หรือป้อนข้าว อดีตโบรกเกอร์ พร้อมด้วย น.ส.ศรีธรา พรหมมา มารดา และนายชัยพรรณ พรหมมา น้องชาย ที่ถูกออกหมายเรียกให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวในคดีเดียวกันจะเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป.ในวันพรุ่งนี้ตามกำหนดเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15423</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญฐณา ศิวาธนพล, ชัยพรรณ พรหมมา, ชูวงษ์ แซ่ตั๊ง, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี, ศรีธรา พรหมมา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุรชา วชิรกุลฑล, เสกสรร เสนาชู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b72ebb069da0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสี่ยประสิทธิ์ดอดแจงบิตคอยน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บูม&amp;quot; ดารา-นายแบบยืนกรานปฏิเสธร่วมกับพี่ตุ๋นค้าบิตคอยน์เกือบ 800 ล้าน ลิ้มรสห้องขังกองปราบฯ ก่อนถูกส่งฝากขัง ศาลให้ประกันด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้าน ห้ามออกนอกประเทศ เผยคำร้องฝากขังระบุผู้กระทำผิดนอกจาก 3 พี่น้องแล้วยังมีเจ้าพ่อวงการหุ้นกับเพื่อนนักธุรกิจลวงชาวฟินแลนด์ร่วมลงทุน &amp;quot;ไมตรี&amp;quot; แย้มเตรียมออกหมายจับเพิ่มอีก 5-6 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ดาราและนายแบบ ซึ่งถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีรายงานว่า ถูกพนักงานสอบสวนสอบปากคำอย่างหนัก แต่ดาราหนุ่มยังยืนยันว่ามิได้กระทำผิดดังที่มีผู้เสียหายชาวต่างชาติเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกตนเองและครอบครัวหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล ทำให้เสียหาย 797 ล้านบาท โดยศาลออกหมายจับนายจิรัชพิสิทธิ์ พร้อมนายปริญญา จารวิจิต และนางสาวสุพิชย์ฌา จารวิจิต พี่ชายและพี่สาว ในข้อหาเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังการสอบปากคำ ตำรวจได้คุมขังนายจิรัชพิสิษฐ์ไว้ที่กองปราบฯ กระทั่งเช้าจึงมีเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่งพากันไปเยี่ยม และรีบเดินทางกลับเมื่อบรรดาสื่อมวลชนไปติดตามข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. เปิดเผยว่า นางสาวสุพิชย์ฌาได้ประสานผ่านคนกลางมาเพื่อขอเข้ามอบตัว &amp;nbsp;แต่ไม่ระบุวัน เวลา สถานที่มอบตัว และยังไม่พบการเดินทางออกนอกประเทศ ทั้งนี้ เตรียมออกหมายจับเพิ่มอีกประมาณ 5-6 คน ที่รับเงินจากการฉ้อโกงเข้าหมุนเวียนในบัญชี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. ยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมหรือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นลักษณะแอบอ้างว่าบริษัทตัวเองอยู่ในเครือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ บุคคลที่มีชื่อเสียงในตลาดหลักทรัพย์ ที่เข้ามาพบตน ชี้แจงอ้างว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของขบวนการนี้เช่นเดียวกัน แต่จากการสืบสวนรวบรวมหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบข้อมูลที่เชื่อได้ว่านายประสิทธิ์อาจจะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และจากการตรวจสอบ 3 บริษัท ที่มีการเปิดทั้งในประเทศไทยและเกาะฮ่องกง ยังพบว่านายปริญญา พี่ชายนายจิรัชพิสิษฐ์ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว โดยทะเบียนการค้าทั้ง 3 บริษัท พบว่ามีคนในตระกูลจารวิจิตเข้าร่วมด้วยและบางบริษัทมีการแอบอ้างกับผู้เสียหายโดยไม่มีตัวตนจริง นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวอีกหลายบริษัท ซึ่งตำรวจกองปราบฯ อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน ทั้งนี้ นายปริญญาเคยมีประวัติถูกออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ในพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เป็นชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา ถือเป็นคนดังในวงการหุ้นและเป็นเจ้าของฉายาซีอีโอหมื่นล้าน เคยติด 1 ใน 5 ของซีอีโอที่ได้รับเงินเดือนสูงที่สุดในประเทศไทยจากการจัดอันดับในปี พ.ศ. 2551&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 10.45 น. พนักงานสอบสวนกองปราบฯได้ควบคุมตัวนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม เดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 10-21 ส.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลเกี่ยวข้องการทำธุรกรรมอีก 10 ปาก และรอเอกสารทางการเงินของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับรอผลตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือจาก สตช. ทั้งนี้ หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนก็ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ (Mr. aarni Otava Saarimaa) ชาวฟินแลนด์ ซึ่งประกอบธุรกิจซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ผู้เสียหาย ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของผู้ต้องหา กับพวก กรณีที่ได้ร่วมกันหลอกลวงเอาเงินของนายอาร์นีไปโดยทุจริต จำนวน 797,408,454.33 บาท สืบเนื่องจากต้นเดือน มิ.ย.2560 นายอาร์นี และ น.ส.ชนนิกานต์ แก้วสาสี นักธุรกิจ ซึ่งรู้จักกับนายปริญญา, นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ และนายปัณณ์ฉัตร ชยุตธนา ทั้ง 3 คนเป็นนักธุรกิจ ได้ชักชวนให้นายอาร์นีและ น.ส.ชนนิกานต์ ร่วมลงทุน โดยติดต่อผ่านนายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหา ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ กระทั่งมีการนัดหมายพูดคุยเจรจาธุรกิจกัน โดยกลุ่มของนายปริญญาได้นำเสนอธุรกิจหลากหลายรูปแบบให้นายอาร์นี ผู้เสียหาย พิจารณา และพวกของนายปริญญาอีก 3 คน ก็ยังพูดชักจูงใจให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนในบริษัทที่กลุ่มเพื่อนของนายปริญญาเป็นกรรมการ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ร่วมลงทุนเป็นเงิน 92,692,200 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาต้นเดือน ส.ค.2560 นายปริญญากับพวกยังได้ชักชวนผู้เสียหายลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิทัล (dragon coin หรือ DRG) อีกเป็นเงิน 400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง มีผู้ถือหุ้น 4 คน คือ นายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหา, นายประสิทธิ์, นายชาคริส อาห์มัด และนายอาร์นี ผู้เสียหาย ซึ่งแต่ละคนจะต้องลงเงินคนละ 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อโอนไปที่บริษัทในเขตปกครองพิเศษมาเก๊า โดยนายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหาอ้างว่าเงินลงทุนในส่วนของผู้เสียหายสามารถโอนเป็นเหรียญบิตคอยน์ ผ่านกระเป๋าเงิน E-Wallet ได้ ตามข้อตกลงในสัญญาซื้อขายเหรียญโทเคน ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 ส.ค.2560 ระหว่างผู้เสียหายกับนายชาคริส หลังจากนั้นผู้เสียหายจึงเริ่มโอนเงินบิตคอยน์เข้ากระเป๋าเงิน E- Wallet ของนายปริญญากับพวก ระหว่างวันที่ 26 ส.ค.-5 ก.ย.2560 รวม 2,958.75948993 เหรียญบิต คิดเป็นมูลค่าเสียหาย 440,007,281.33 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น นายชาคริสยังได้ชักชวนผู้เสียหายไปซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยอีกด้วย โดยเสนอแผนธุรกิจว่าผู้เสียหายสามารถซื้อหุ้นได้สูงสุด 500 ล้านหุ้น คิดเป็นเงินจำนวน 250 ล้านบาท โดยเสนอให้ผู้เสียหายชำระเป็นเงินบิตคอยน์ได้ แล้วต่อมาวันที่ 14 ก.ย.-30 ธ.ค.2560 ผู้เสียหายก็ได้โอนเงินเหรียญบิต จำนวน 1,355.55701963 เหรียญบิต คิดเป็นมูลค่า 264,780,973 บาท แต่หลังจากนั้น นายปริญญาพี่ชายผู้ต้องหากับพวกได้นำเหรียญบิตคอยน์ที่ได้รับโอนมาจากผู้เสียหาย ทยอยขายออกไปแล้วถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ของกลุ่มพี่ชายผู้ต้องหารวม 7 ราย ประกอบด้วย นายชาคริส อาห์มัด 2 บัญชี จำนวน 162,994,510 บาท, นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของผู้ต้องหา 1 บัญชี จำนวน 111,938,265 บาท, นายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหา 1 บัญชี เป็นเงิน 21,687,603 บาท กับพี่น้องตระกูลจารวิจิต อีก 2 คน จำนวน 146,309,884 บาท (3 บัญชี) และจำนวน 140,184,665 บาท (1 บัญชี), นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ โอนเข้า 2 บัญชี เป็นเงิน 66,542,948 บาท และนายชัชวาล ฉัตราติชาต จำนวน 2 บัญชี เป็นเงิน 96,125,883 บาท สรุปยอดเงินรวมทุกบัญชีทั้งสิ้น 745,783,761 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหลังจากโอนเงินบิตคอยน์ให้กลุ่มนายปริญญาแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายก็ไม่ได้รับหุ้น รวมทั้งไม่เคยได้รับเชิญการประชุมผู้ถือหุ้นหรือเงินปันผลจากบริษัทแต่อย่างใด อีกทั้งการลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจสร้างสกุลเงินดิจิทัลในชื่อ dragon coin หรือ DRG ก็ไม่มีการลงทุนทางธุรกิจจริง ผู้เสียหายจึงมอบอำนาจให้ น.ส.ชนนิกานต์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีนายปริญญากับพวกตามกฎหมาย จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสอบสวนจึงได้มีหนังสือรายงานความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไปยังเลขาธิการสำนักงาน ปปง. ขอให้ตรวจสอบพิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน กระทั่ง ปปง.สรุปรายงานแจ้งว่านายปริญญา พี่ชายของผู้ต้องหา, นายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหา และกลุ่มผู้ต้องหาได้รับเงินจากการกระทำความผิดฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาได้โอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไปมาระหว่างกันหลายครั้ง แล้วนำเงินไปเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มา หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นฯ ในการทำผิด ซึ่งนายปริญญา พี่ชายของผู้ต้องหา และผู้ต้องหา ได้นำเงินนั้นไปจดทะเบียนซื้อฝาก-ขายที่ดินรวม 14 แปลง มูลค่ากว่า 176,220,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กทม., แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน, แขวงจอมพล เขตจตุจักร, แขวง-เขตห้วยขวาง กทม., จ.นนทบุรี, จ.ชลบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามติดตามจับกุมนายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหานี้ ได้เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา และแจ้งข้อกล่าวหาทราบแล้ว ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ญาติของนายจิรัชพิสิษฐ์ ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท พร้อมคำร้องประกอบการพิจารณาของศาลระบุเหตุผลว่า ผู้ต้องหาทำงานเป็นนักแสดง มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง รวมทั้งไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ซึ่งขณะถูกจับกุมก็กำลังทำงานถ่ายแบบ จึงขอความเมตตาจากศาลให้ปล่อยชั่วคราวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งข้อหาและการกระทำของผู้ต้องหาตามคำร้องชั้นฝากขังแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาไม่มีส่วนร่วมเจรจากับผู้เสียหายให้มาลงทุน อีกทั้งยังจับกุมผู้ต้องหาในที่สาธารณะ โดยไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ในชั้นนี้จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ตีราคาประกัน 2 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล กรรมการบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล dragon coin นั้น บริษัทขอชี้แจงว่าทางบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล รวมทั้งการฟอกเงินหรือการฉ้อโกงใดๆ อย่างใดทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า หากประชาชนถูกชักชวนให้ลงทุนในไอซีโอ หรือซื้อโทเคนดิจิทัลในช่วงนี้ ขอให้ทราบว่า ในปัจจุบันยังไม่มีผู้ออกไอซีโอรายใดได้รับการอนุญาต รวมทั้งยังไม่มีผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล ( ICO portal) ที่ได้รับการยอมรับจาก ก.ล.ต. ซึ่งในอนาคตเมื่อมีผู้ออกไอซีโอ หรือ ICO portal ที่เป็นไปตามเกณฑ์แล้ว ก.ล.ต. จะเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. ต่อไป ส่วนกรณีที่ถูกชักชวนให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลโดยมีผู้แสดงตนเป็นตัวกลาง ไม่ว่าจะในฐานะศูนย์ซื้อขาย นายหน้า หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ก.ล.ต.ขอให้ผู้ลงทุนตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ติดต่อชักชวนบนเว็บไซต์ ก.ล.ต.ก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15161</URL_LINK>
                <HASHTAG>797 ล้านบาท, บิตคอยน์, บูม จารวิจิต, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, สกุลเงินดิจิทัล, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180810/image_big_5b6da0d6768b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
