<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91024</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.กางบัญชีทรัพย์สิน &#039;พ.ต.อ.ณรัชต์-มาดามแป้ง&#039; รวยระดับมหาเศรษฐี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.64 - สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เผยแพร่ รายการบัญชีทรัพย์สิน ของ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่เกษียณในตำแหน่งเมื่อ 30 กันยายน 2563 และคู่สมรส นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา อีกหลานบริษัท หลายหน่วยงาน รวมทั้งยังเป็นกลสุลกิตติมศักดิ์ รัฐลิทัวเนีย ณ กรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พบว่าพ.ต.อ.ณรัชต์ และคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 4,790,635,566.80 บาท หนี้สิน &amp;nbsp;100,328,874,28 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของ พ.ต.อ.ณรัชต์ แจ้งว่ามีทรัพย์สิน &amp;nbsp;135,631,677.87 ล้านบาท เป็นเงินฝากประมาณ 81 ล้านบาท เงินลงทุน 18 ล้านบาท &amp;nbsp;ที่ดิน 19 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 17 ล้านบาท &amp;nbsp;ยานพาหนะ 1.35 ล้านบาท ทรัพย์อื่นๆ อาทิพระเครื่อง นาฬิกา ปืน &amp;nbsp;3.3 ล้านบาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คู่สมรส นางนวลพรรณ ล่ำซำ มีทรัพย์สิน 4,651,003,888.93 บาท เงินฝากประมาณ159 ล้านบาท เงินลงทุน 993 ล้านบาท เงินให้กู้ 1.3 ล้านบาท ที่ดิน 1,539 ล้านบาท โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง 344 ล้านบาท &amp;nbsp;ทรัพย์สินอื่นๆ เป็นเครื่องประดับ นาฬิกา และกระเป๋า รวม 1,613 ล้านบาท &amp;nbsp; โดยแจ้งมีหนี้สิน 100,328,874.28 บาท ทำให้รวม พ.ต.อ.ณรัชต์ และ คู่สมรส มีทรัพย์สินรวมมากกว่าหนี้สิน 4,690,306,692.52 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91024</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชีทรัพย์สิน, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, มาดามแป้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600f7d3f12904.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2020 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยไม่ทราบกระแสข่าวเตรียมปล่อยตัวแกนนำนปช.  แต่บอกอาจเป็นไปได้ตามเงื่อนไขพระราชทานอภัยโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.63 - พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ​ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการปล่อยนพ.เหวง โตจิราการ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯในวันที่ 15 ก.ย.นี้ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูล โดยต้องดูว่าในพระราชกฤษฎีกา​พระราชทานอภัยโทษปี 2563 ซึ่งมีบทบัญญัติบางมาตราที่เป็นคุณกับผู้ต้องขัง อาทิ อายุเกิน 70 และไม่ได้ทำผิดคดีตามบัญชีแนบท้ายอาจจะออกไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่านพ.เหวง นายวิระกานต์ และนายวิภูแถลง ถูกศาลฎีกา สั่งจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในฐานความผิดมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จากกรณีนำขบวนผู้ชุมนมหลายพันคนบุกบ้านสี่เสาเทเวศน์เมื่อปี 2550&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2563 มาตรา 5 ระบุว่า ผู้ต้องโทษดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป อาทิ ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์​แทนค่าปรับ ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ และในมาตรา 6 ระบุว่า เป็นผู้ต้องโทษอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี และไม่ว่าในกรณีความผิดเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ หรือเป็นคนมีอายุ​ตั้งแต่ 70 ปี ขึ้นไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77221</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, อภัยโทษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200912/image_big_5f5c7aa803369.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 07:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บางขวางขังเดี่ยวบรรยิน ใช้&#039;ชุดหนุมาน&#039;คุมไปศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
แฟ้มภาพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางขวางสั่งขังเดี่ยว &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; สกัดแหกคุก! กองปราบฯ ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานประกบระหว่างเดินทางไปศาล 22 มิ.ย. ดับฝันชิงตัวกลางทาง ขณะที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับให้เฉพาะคู่ความเเละบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าฟัง เพื่อความสงบเรียบร้อย ตร.ประชุมเครียด เชิญอดีตนักการเมืองที่ไม่ยอมร่วมแผน มาสอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน มีรายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ในช่วงเช้า พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้รายงานข้อมูลต่อผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมถึงเบาะแสความพยายามวางแผนจะหลบหนีออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และคดีอุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้แจ้งเบาะแสมายังกรมราชทัณฑ์ ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการการคุมขังให้เข้มข้นขึ้น จากนั้นสั่งย้าย พ.ต.ท.บรรยิน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับคุมขังนักโทษระหว่างการพิจารณาคดี ไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงเพื่อควบคุมดูแลเป็นกรณีพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังพบว่า พ.ต.ท.บรรยินได้วางแผนชิงตัวระหว่างเดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปฟังการพิจารณาคดีที่ศาลอาญา แต่ชุดสืบสวนกองปราบปรามรู้ความเคลื่อนไหวก่อน จึงประสานให้กรมราชทัณฑ์ปรับมาตรการการคุมขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีเบาะแสระบุว่า พ.ต.ท.บรรยินได้วางแผนให้ทนายความยื่นประกันตัวผู้ต้องขังคดีชิงทรัพย์รายหนึ่งที่ขังอยู่ด้วยกันกับพ.ต.ท.บรรยิน ให้ออกจากเรือนจำ เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อนก่อนที่ชุดสืบสวนกองปราบปรามจะเข้าจับกุมตัวนายโจ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีลักทรัพย์ได้ที่ซอยลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ หลังได้รับการประกันตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ยังคงมีหมายจับค้างเก่าติดตัวอีก 1 หมาย ก่อนนำมาสอบปากคำเบื้องต้น นายโจให้การรับสารภาพว่าที่ได้ประกันตัวออกมาเป็นเพราะ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ที่รู้จักกันในเรือนจำ ได้ให้ทนายความส่วนตัวติดต่อทนายความอีกคนให้มาประกันตัวนายโจออกจากเรือนจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังให้การเพิ่มเติมอีกว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.บรรยิน ช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นเพราะขณะที่รู้จักกันในเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยินมีคำสั่งให้ตนทำงานให้ 2 ข้อ ข้อแรก ให้หาทางชิงตัว พ.ต.ท.บรรยินออกจากคุก แต่ถ้าข้อแรกทำไม่สำเร็จ ให้ลักพาตัวภรรยาของ ผบ.เรือนจำ มาให้ได้เพื่อไว้ใช้ในการต่อรองกับ ผบ.เรือนจำ เรื่องการหนีออกจากคุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ยังสืบทราบว่า พ.ต.ท.บรรยินให้ลูกน้องประสานกับอดีต ส.ส.รายหนึ่งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการหลบหนี แต่ถูกปฏิเสธ จึงประสานไปยังศาลยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามให้ช่วยดูแลและตามตัวผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวออกไป จนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ สอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหารายดังกล่าวยอมรับว่า พ.ต.ท.บรรยินสั่งให้หาทางช่วยเหลือออกจากคุกจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินยังวางแผนให้คนมาวางระเบิดข้างเรือนจำ แล้วจะล้มเสาธงชาติกลางลานสนามหญ้าเพื่อใช้ปีนหนี เมื่อออกมาได้จะมีเฮลิคอปเตอร์มารับตัวอีกที ในที่สุดกรมราชทัณฑ์ได้ย้าย พ.ต.ท.บรรยินไปฝากขังที่เรือนจำกลางบางขวางแทน ทำให้ พ.ต.ท.บรรยินเกิดอาการเครียดอย่างหนัก และในช่วงเวลา 18.00 น. วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา พ.ต.ท.บรรยินคิดฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตัวเอง แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พบก่อนจึงช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
กรมคุกยอมรับมีเค้าวางแผนหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.บรรยินได้ขอสิทธิพิเศษต่างๆ โดยขอให้ทางเรือนจำย้ายตัวเองไปอยู่ในแดนที่มีความสะดวกสบาย แต่ผู้บัญชาการเรือนจำไม่ยินยอม เนื่องจากผิดหลักเกณฑ์และระเบียบของกรมราชทัณฑ์ พร้อมข่มขู่ผู้บัญชาการเรือนจำให้ปล่อยตัว มิเช่นนั้นจะอุ้มภรรยา นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินให้ลูกน้องประสานกับอดีต ส.ส.รายหนึ่งในพื้นที่นครสวรรค์ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ถูกปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พ.ต.ท.บรรยินถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเป็นจำเลยในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นนายชูวงษ์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกรวม 3 คน คนละ 8 ปี, คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งจะมีการสืบพยานฝ่ายโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.-23 ก.ย.นี้ และจะเริ่มสืบพยานฝ่ายจำเลย 24 ก.ย.-14 ต.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคดีอุ้มฆ่าพี่ชาย น.ส.พนิดา พ.ต.ท.บรรยินถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนายมานัส อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ อายุ 48 ปี , นายชาติชาย อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน อายุ 33 ปี , ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด อายุ 63 ปี ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดตรวจหลักฐานในวันที่ 22 และ 25 มิ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีตำรวจกองปราบปรามเข้าสืบสวนข้อเท็จจริง หลังได้รับเบาะแส พ.ต.ท.บรรยินวางแผนแหกคุกว่า กรณีดังกล่าวกรมราชทัณฑ์คงไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดหรือยืนยันเหตุการณ์ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกทั้งข้อมูลที่มีการเผยแพร่ก็เป็นเพียงแหล่งข่าวเท่านั้น ตนในฐานะอธิบดีกรมราชทัณฑ์คงไม่สามารถให้สัมภาษณ์ในลักษณะเป็นการยืนยันเหตุการณ์ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ส่วนมาตรการควบคุมตัว พ.ต.ท.บรรยิน ก็คงบอกไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนอย่างไร เป็นเรื่องของมาตรการระบบความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า ตั้งแต่ พ.ต.ท.บรรยินถูกนำตัวมาคุมขังที่เรือนจำ ได้มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เพื่อวางแผนหลบหนีว่า ตรงนี้ก็พอมีเค้าอยู่บ้าง เนื่องจาก พ.ต.ท.บรรยินเคยเป็นอดีตข้าราชการ เป็นตำรวจเก่า แต่รายละเอียดก็เป็นข้อมูลเชิงลับ คงเปิดเผยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กรมราชทัณฑ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปฏิบัติตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยทั้งของตัวเจ้าหน้าที่และผู้ต้องโทษ ตามปกติอยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนตรี บุนนาค ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เปิดเผยว่า พ.ต.ท.บรรยินถูกย้ายมาขังที่เรือนจำบางขวางได้ 5-6 วันแล้ว เรือนจำได้ทำการประเมินความเครียด รวมทั้งทดสอบทางจิตวิทยาและติดตามพฤติกรรมผ่านกล้องวงจรปิดของเรือนจำ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจับตาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังเคยพยายามทำร้ายตัวเอง
ขังเดี่ยว&amp;quot;บรรยิน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า กระแสข่าวที่มีความพยายามจะหลบหนีนั้น เรือนจำไม่มีข้อมูล แต่ได้กำหนดมาตรการควบคุมผู้ต้องขังพิเศษเท่านั้น ซึ่งรายที่ต้องควบคุมดูแลเป็นพิเศษการคุมตัวไปศาลต้องรัดกุมที่สุด ส่วนแผนการแหกคุกตนคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ได้วางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าว โดยขณะนี้เรือนจำอนุญาตให้เฉพาะทนายเข้าเยี่ยมได้เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเรือนจำกลางบางขวางได้แยก พ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยว และจัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คอยควบคุมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเอง ซึ่งการแยก พ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยวไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรง เพราะการขังร่วมกับผู้ต้องขังอื่นจำนวนมากเช่นเดียวกับการขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะทำให้ พ.ต.ท.บรรยินสร้างความสนิทสนมกับผู้ต้องขังคดีอื่น และใช้เงินซื้อตัวเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขังไว้เป็นพวก เพื่อวางแผนก่อเหตุจลาจลในเรือนจำ หรือวางแผนจัดหาทนายประกันตัวออกไปก่อเหตุแหกหักชิงตัวประกันอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายของ พ.ต.ท.บรรยิน ยังเชื่อว่าไม่ได้ต้องการฆ่าตัวตายจริง แต่อาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อดึงดูดความสนใจและคอยสังเกตพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ว่าจะดำเนินการกับ พ.ต.ท.บรรยิน อย่างไร ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ต้องขังอาจจะจับเจ้าหน้าที่หรือผู้อื่นเป็นตัวประกัน กรมราชทัณฑ์จึงต้องป้องกันเหตุให้รอบด้าน เพราะคนที่เข้าตาจนสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเบิกตัวพ.ต.ท.บรรยินไปศาลนั้น ที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งให้เบิกตัว พ.ต.ท.บรรยินไปขึ้นศาลแล้วหลายครั้ง แต่ช่วงเกิดเชื้อไวรัสโคโรนาระบาดกรมราชทัณฑ์และศาลยุติธรรมได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันให้ผู้ต้องขังเบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดย พ.ต.ท.บรรยิน มีนัดตรวจหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ก็ได้ทำหนังสือขออนุญาตศาลเพื่อขอให้ พ.ต.ท.บรรยินเบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่ขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุดศาลทุจริตมีคำสั่งวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ให้พิจารณาลับเฉพาะคนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวเข้าห้องพิจารณาได้
ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งให้การอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยินมีแผนการตามที่เป็นข่าวจริง ขณะที่ตำรวจกองปราบปรามกำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าคำให้การของนายโจ หนึ่งในลูกน้องที่ทนายความของ พ.ต.ท.บรรยิน ประกันตัวจากเรือนจำออกมาดำเนินการตามแผนนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด หากพบว่าจริง ต้องนำมาพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมแก่ใครได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.เผยอีกว่า ตำรวจกองปราบปรามมีมาตรการป้องกันการหลบหนีและมีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจากนี้ไปคดีของ พ.ต.ท.บรรยินก็จะมีการใช้กำลังชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานเข้าไปสนับสนุนกำลังตำรวจท้องที่และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เวลาต้องคุมตัวไปศาล รวมไปถึงการสืบหาข่าวร่วมกับทางกรมราชทัณฑ์ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รองผบก.ป.) เปิดเผยถึงแผนชิงตัวว่า กรณีที่เกิดขึ้น นายโจและนายท็อปถือว่าเป็นผู้ที่ถูก พ.ต.ท.บรรยินใช้ให้ไปเตรียมก่อเหตุชิงตัวออกจากเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยินถือเป็นผู้ใช้จ้างวานหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นให้กระทำผิด ตามที่ระบุในมาตรา 87 ของประมวลกฎหมายอาญา มีอัตราโทษ 1 ใน 3 ของความผิดที่ก่อขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากแผนการชิงตัวเกิดขึ้นจริง นายโจและนายท็อปจะต้องรับโทษเท่ากับผู้ใช้หรือสั่งการให้กระทำผิดด้วย แม้ตอนนี้ทั้งคู่จะยังไม่ได้ก่อเหตุขึ้น แต่ตำรวจมีหลักฐานว่านายโจพยายามขอความช่วยเหลือจากอดีตนักการเมืองรายหนึ่งให้พา พ.ต.ท.บรรยินหนีออกจากเรือนจำจริง แต่นักการเมืองรายนี้ไม่ร่วมด้วย จากนี้จะต้องเชิญอดีตนักการเมืองนี้มาสอบปากคำ รวมถึงทนายความที่นายโจให้การอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยินให้มาช่วยประกันตัวออกไปว่ามีส่วนรู้เห็นกับแผนการชิงตัวนักโทษด้วยหรือไม่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า พร้อมทั้งตรวจสอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมร่วมระหว่างตำรวจกองปราบปรามและตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาลเกี่ยวกับคดีนี้อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะเบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน ว่าขณะนี้คดีสำคัญที่ พ.ต.ท.บรรยินตกเป็นจำเลยมีอยู่ 2 คดี คือคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ศาลอาญาพระโขนง การดำเนินการเรื่องแผนรักษาความปลอดภัยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก เจ้าพนักงานตำรวจศาล ส่วนที่ 2 คือการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัย ป้องกันเหตุร้ายหรือการชิงตัวจำเลย เราดำเนินการไปทั้งหมด
ศาลรักษาความปลอดภัยเข้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องต้องใช้กำลังแค่ไหน และเฝ้าระวังจุดไหนบ้างนั้น ตรงนี้อยู่ในแผนรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเป็นความลับ เพื่อไม่ให้ผู้ประสงค์ที่จะก่อเหตุทราบถึงยุทธวิธี เรามีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด ทราบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการส่งเจ้าหน้าที่มาหลายหน่วย ทั้งจาก บช.น., กองปราบฯ รวมถึงหน่วยพิเศษอื่น ซึ่งถือว่าเป็นแผนการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด จะมาดูแลทุกนัดที่ พ.ต.ท.บรรยินมาขึ้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในทางข่าวกรองมีการรายงานเบาะแสบ้างหรือไม่ นายสราวุธตอบว่า ปกติเราจะได้รับรายงานข่าวกรองตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมของสำนักงานศาลฯ ที่มีการประสานทั้งหน่วยงานข้างนอก รวมถึงการวางกำลังรักษาความปลอดภัยของเราเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าที่ปรากฏเป็นข่าว พ.ต.ท.บรรยินมีการวางแผนแหกคุก โดยจะใช้วิธีจับตัวประกันต่อรอง ซึ่งเป็นพฤติการณ์รุนแรงแบบเดียวกับที่เคยจับตัวพี่ชายผู้พิพากษา ตรงนี้ผู้พิพากษามีการหวั่นถึงความไม่ปลอดภัยหรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ ฉะนั้นการดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะต้องดูแลให้เกิดความปลอดภัย ทางสำนักงานศาลฯ พร้อมดำเนินการให้ หากมีการร้องขอเข้ามา เราพร้อมดำเนินการทุกอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดตรวจพยานหลักฐานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ ศาลมีคำสั่งว่า เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและคู่ความในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่อยู่ในบริเวณศาล จึงเห็นสมควรให้พิจารณาเป็นการลับ โดยให้โจทก์, พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และทนายความจำเลยที่ 1-2 มาศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดี ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงรายละเอียดที่ได้สรุปบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณา ยกเว้นบุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้าอยู่ในห้องพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และให้โจทก์, จำเลยที่ 2-6 พร้อมด้วยทนายความมาศาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ดี หากคู่ความไม่มาในวันนัดตรวจหลักฐานดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลจะพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปตามรูปคดีที่ปรากฏในสำนวนและตามรายงานของเจ้าพนักงานคดี.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69254</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, มนตรี บุนนาค, สราวุธ เบญจกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200620/image_big_5eee1dbe69419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 19:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 19:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชทัณฑ์โอนเงินให้เรือนจำทั่วประเทศ 193 ล้านบาท ซื้อเวชภัณฑ์ป้องกันภัยโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.63 - พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตามมาตรการด้านงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 และเพิ่มพื้นที่ลดความแออัดของผู้ต้องขัง ตามนโยบายของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยได้โอนเงินจำนวน 193.52 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายใน 3 กรณี คือ หมวดที่ 1 สำหรับจัดซื้อวัสดุเวชภัณฑ์ทางการแพทย์/งานบ้านงานครัว ป้องกันการแพร่เชื้อโรค วงเงิน 56.6 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 29 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมวดที่ 2 สำหรับจัดซื้อวัสดุทำห้องกักโรค/เพิ่มพื้นที่นอน วงเงิน 56.3 ล้านบาท โดยเป้าหมายให้ได้ทั้งหมด 1,259 ห้อง รองรับผู้ต้องขังจำนวน 24,558 คน ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 730 ห้อง และหมวดที่ 3 สำหรับจัดซื้อวัสดุทำที่นอน 2 ชั้น วงเงิน 80.6 ล้านบาท โดยเป้าหมายให้ได้ทั้งหมด 1,087 ห้อง รองรับผู้ต้องขังจำนวน 24,217 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 923 ห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเดิมเรือนจำทั่วประเทศมีพื้นที่เรือนนอนรองรับผู้ต้องขังได้ 220,000 คน แต่หากดำเนินการสร้างห้องกักโรค และที่นอนสองชั้นแล้วเสร็จตามเป้าหมายจะมีพื้นที่นอนเพิ่มขึ้น 58,529 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้ต้องขัง 48,775 คน รวมมีพื้นที่รองรับผู้ต้องขังได้จำนวน 268,775 คน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศ 380,000 คน วงเงินที่เบิกจ่ายไปแล้วจำนวน 57.9 ล้านบาท ยังคงเหลือเงินที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 135.6 ล้านบาท
&amp;nbsp;
สำหรับสถานการณ์วันนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม ยอดเดิมผู้ต้องขังติดเชื้อ 2 ราย (หายแล้ว) และมีเจ้าหน้าที่ติดเชื้อ 3 ราย (อยู่ระหว่างรักษาตัว) ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์จะได้ติดตามสถานการณ์การเจ็บป่วยของผู้ต้องขังในทุกเรือนจำอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อจำกัดจำนวนผู้ต้องขังที่อยู่ ในภาวะเสี่ยงและติดโรคระบาดนี้ให้น้อยที่สุด ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค รวมทั้งสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลแม่ข่ายต่างๆ อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63962</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, ราชทัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf3c1d5987bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แจงกรณีปล่อยนักโทษเกือบ 8,000 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย. 63 - พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่กรมราชทัณฑ์จะมีการปล่อยนักโทษเกือบ&amp;nbsp;8,000 คนว่า มีการปล่อยตัวผู้ต้องขังด้วยการพักการลงโทษจริงตามข่าวที่ปรากฏจริง แต่ไม่ใช่การปล่อยในคราวเดียวเกือบ 8,000 คน แต่เป็นการทยอยปล่อยการพักการลงโทษรวม 6 เดือน โดยในเดือนต.ค.62 ปล่อย 1,261 คน เดือนพ.ย.62 จำนวน 1,167 คน เดือนธ.ค62 จำนวน 1,317 คน เดือนม.ค.63 จำนวน 1,377 เดือนก.พ.จำนวน 903 คน และเดือนมี.ค.จำนวน 1,865 คน รวมทั้งสิ้น 7,890 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การปล่อยผู้ต้องขังต้องมีการคัดกรอง เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ ต้องมีความประพฤติดีเยี่ยมจึงจะได้รับการพิจารณา ในส่วนที่ 2 ของการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ คือ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ และต้องเป็นผู้ที่ชราภาพมีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีอาการเจ็บป่วยหรือพิการจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยกลุ่มคนเหล่านี้ต้องมีการทำแบบประเมินการช่วยเหลือตนเอง ว่าหมดความสามารถและไม่มีแนวโน้มในการกระทำผิดซ้ำ ถึงได้รับการอนุมัติ อย่างไรก็ตามการปล่อยต้องมีหลักเกณฑ์ตามที่กำหนด โดยก่อนปล่อยตัวต้องมีญาติมาเซ็นอุปการะดูแลและเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติจนกว่าจะสิ้นสุดตามกำหนดโทษ หากยังกระทำผิดซ้ำ หรือ ผิดเงื่อนไขจะถูกเพิกถอนการพักการลงโทษ และนำตัวกลับเข้ามารับโทษในเรือนจำตามโทษที่เหลือต่อไป&amp;quot; พ.ต.อ.ณรัชต์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63356</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมราชทัณฑ์, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf3c1d5987bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อธิบดีราชทัณฑ์&#039;ลงพื้นที่เรือนจำบุรีรัมย์มั่นใจคุมสถานการณ์ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค.63- กรมราชทัณฑ์ ออกเอกสารชี้แจงกรณีที่มีเหตุจลาจลในเรือนจำจ.บุรีรัมย์ ว่า กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการคลี่คลายสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เดินทางเพื่อบริหารสถานการณ์ด้วยตนเอง คาดว่าอีกไม่นานจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบโดยทั่วกันอย่างรวดเร็วต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61337</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมราชทัณฑ์, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, เรือนจำจ.บุรีรัมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bc03af271718.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรือนจำพิเศษกรุงเทพรับตัว&#039;ปลอดประสพ&#039; เป็นนักโทษใหม่ ตรวจร่างกาย-ทำประวัติผู้ต้องขัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.63 - พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า ในช่วงเย็นวันนี้ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับตัวนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการรับตัวผู้ต้องขังใหม่ มีการถ่ายรูป ตรวจร่างกาย เพื่อทำประวัตินักโทษ ซึ่งในวันนี้แพทย์อาจตรวจสุขภาพผู้ต้องขังใหม่ไม่ทัน เนื่องจากรับตัวเข้ามาในช่วงเย็น หากพบว่า&amp;nbsp;มีอาการเจ็บป่วย เรือนพิเศษกรุงเทพฯอาจส่งตัวไปคุมขังในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58973</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลอดประสพ สุรัสวดี, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, เรือนจำพิเศษกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afadac76b742.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
