<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแก๊งบันไรกัน ขายปืนออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุดหนุมานกองปราบปูพรมค้น 31 จุดใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ จับ 9 ผู้ต้องหาแก๊ง &amp;quot;บันไรกัน&amp;quot; ขายปืนและกระสุนทางออนไลน์ พร้อมเค้นสอบผู้ต้องสงสัยอีก 5 คน หนึ่งในนั้นปล่อยกู้ให้ลูกค้าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนนี้ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. ร่วมกับตำรวจ กก.1 บก.ป.และชุดปฏิบัติการพิเศษ หนุมานกองปราบ แถลงผลการจับกุมเครือข่ายขายอาวุธปืนและกระสุนออนไลน์ทั้งหมด 9 ราย ได้แก่ 1.นายปริญญา เอี่ยมละมัย อายุ 38 ปี 2.นายพัฒนะ การะเกตุ อายุ 37 ปี 3.นายเทพพร แก้วพระอินทร์ อายุ 31 ปี 4.นายสมยศ อยู่เจริญ อายุ 22 ปี 5.นายวรายุ กะลำพา อายุ 30 ปี 6.นายศรศักดิ์ นาระหัส อายุ 32 ปี 7.นายสิธร ศรีใส อายุ 27 ปี 8.นายวรวุฒิ พิมพ์สา อายุ 29 ปี และ 9.นายธนพัฒน์ ค้องรัมย์ อายุ 30 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในข้อหา &amp;ldquo;ร่วมกันทำและมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนให้แก่ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อหรือมีและใช้อาวุธปืน และเป็นอั้งยี่&amp;rdquo; หลังเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานกองปราบกระจายกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาในพื้นที่เป้าหมาย 31 จุด 14 จังหวัดทั่วประเทศ ยึดอาวุธปืนได้ 11 รายการ กระสุน 600 นัด ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกว่าร้อยรายการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า เมื่อปี 2562 ตำรวจกองปราบฯ ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีแก๊ง &amp;quot;บันไรกัน&amp;quot; ได้สาธิตการใช้อาวุธปืนผ่านยูทูบและโฆษณาขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาหลักหมื่นบาท ซึ่งต่ำกว่าปืนถูกกฎหมายหลายเท่า พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 9 ราย วันนี้ได้นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายพร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมด จากการสืบสวนพบว่าพฤติกรรมของขบวนการนี้แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.แอดมินกลุ่มไลน์ ทำหน้าที่จัดหาเสนอขายและรีวิวอาวุธปืน 2.ผู้ผลิต จะจัดทำสินค้าตามที่มีการสั่งเข้ามาผ่านแอดมิน 3.ผู้จัดส่งสินค้าผ่านทางบริษัทเอกชน และ 4.ฝ่ายบัญชี นอกจากนี้ตำรวจยังได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 5 ราย รวมผู้ต้องหา 14 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 ราย ทำหน้าที่อะไร เนื่องจากพบว่ามีการโอนเงินให้กับนายหน้าที่ขายอาวุธปืนในกลุ่ม และ 1 ใน 5 รายนี้ ยังทำหน้าที่ปล่อยกู้เงินสำหรับผู้ที่สนใจจะซื้อปืนอีกด้วย จากนี้เจ้าหน้าที่จะขยายผลตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนในบัญชี พร้อมตรวจสอบว่าอาวุธปืนที่ได้จากการขายจะถูกนำไปใช้กระทำความผิดหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การซื้อขายหรือผลิตอาวุธปืนต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์นั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงบีบีกันที่นำมาดัดแปลงก็ถือเป็นอาวุธปืน มีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน ซึ่งจะมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี&amp;quot; พ.ต.อ.เอนกกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69086</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนพัฒน์ ค้องรัมย์, ปริญญา เอี่ยมละมัย, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, พัฒนะ การะเกตุ, วรวุฒิ พิมพ์สา, วรายุ กะลำพา, ศรศักดิ์ นาระหัส, สมยศ อยู่เจริญ, สิธร ศรีใส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพพร แก้วพระอินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb60770a06e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.จับผับ-ฉี่ม่วงอื้อ ท้องที่หนาวถูกสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองปราบฯ นำ ป.ป.ส. ทหาร บุกตรวจนาซ่าผับย่านเกษตร-นวมินทร์ พบไอซ์ ยาเค ยาอีเกลื่อน ตรวจปัสสาวะนักเที่ยวมีสีม่วงกว่า 100 คน ท้องที่เหนียวยังไม่ถูกเด้ง ผบช.น.ขอเวลาสอบก่อนปล่อยปละละเลยหรือไม่ สั่งปิดสถานบริการแล้ว พร้อมเรียกเจ้าของสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บังคับการกองปราบปราม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบฯ (หน่วยสวาท) เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และทหาร เข้าตรวจค้นสถานบันเทิง &amp;ldquo;นาซ่าผับ&amp;rdquo; ถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร-นวมินทร์) แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. พบนักท่องเที่ยวทั้งชายและหญิงกว่า 500 คน กำลังสนุกสนานตามจังหวะเสียงเพลงดังกระหึ่ม เจ้าหน้าที่จึงได้สั่งให้ปิดเพลงและเปิดแสงไฟสว่าง ก่อนจัดแบ่งแยกนักเที่ยวชายและหญิงออกเพื่อตรวจบัตรประชาชน และตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ขณะเดียวกันก็พบยาเสพติด ทั้งไอซ์ ยาเค และยาอีจำนวนมาก บรรจุถุงพลาสติกขนาดเล็กและห่อด้วยธนบัตรฉบับละ 20 บาท ทิ้งกระจายตามพื้นภายในผับ เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบวัยรุ่นทั้งชายและหญิง มีปัสสาวะสีม่วงรวมกว่า 100 คน เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ ก่อนที่จะส่งให้ตำรวจ สน.โคกครามดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การที่ตำรวจกองปราบฯ นำกำลังเข้าตรวจสถานบริการนาซ่าผับ พบยาเสพติดจำนวนมาก ขณะนี้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว ยืนยันว่าจะไม่มีการอุ้มลูกน้องแต่อย่างใด หากพบว่าเป็นการปล่อยปละละเลย บช.น.มีขั้นตอนลงโทษทางวินัยกับตำรวจท้องที่นั้นๆ อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โคกครามเข้ามาชี้แจงข้อมูล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุทธิพงษ์กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการปฏิบัติ เนื่องจากที่ผ่านมามีการกำชับและเข้มงวดในการตรวจตราตามสถานบันเทิงอยู่แล้ว ส่วนข้อมูลที่มีการระบุว่า สถานบันเทิงแห่งนี้เปิดมาเป็นระยะเวลานาน และมักจะเปิดเกินเวลานั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทางฝ่ายป้องกันปราบปราม สน.โคกคราม มีการประสานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกวดขันจับกุม ซึ่งทาง พล.ต.ท.สุทธิพงษ์สั่งการให้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงยังไม่ได้เซ็นคำสั่งให้ช่วยราชการแต่อย่างใด ส่วนสถานบริการดังกล่าวก็สั่งปิดตามกฎหมายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.อภิวัชร์ ไชยศรีสุทธิ์ ผกก.สน.โคกคราม กล่าวว่า ขณะนี้ส่งปัสสาวะไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์จึงจะทราบผล ส่วนกลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดได้ปล่อยชั่วคราว เนื่องจากต้องรอผลตรวจปัสสาวะออกมาก่อน หากพบว่ามีความผิดก็จะเรียกบุคคลที่กระทำผิดมารับทราบข้อกล่าวหาภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อภิวัชร์กล่าวว่า ในการดำเนินการกับสถานบันเทิงดังกล่าว ขณะนี้ได้สั่งการให้ปิดชั่วคราว และจะมีการตรวจสอบว่าสถานบันเทิงดังกล่าวมีการขออนุญาตให้เปิดบริการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยหลังจากนี้จะเรียกเจ้าของสถานบริการมาสอบปากคำภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าของสถานบันเทิงยังไม่ได้ติดต่อกลับมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คืนเดียวกัน พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จำนวน 50 นาย ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.เข้าปิดล้อมตรวจค้นสถานบริการชื่อนาวาบาร์ ตั้งอยู่เลียบคลองรังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พบผู้ใช้บริการรวม 123 คน แบ่งเป็นชาย 57 คน, หญิง 66 คน มีนายจักรกริช แสงนวล แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านหรือผู้จัดการร้าน ตรวจสอบภายในร้านพบไอซ์ ยาเค และยาอีจำนวนมากใส่ถุงขนาดเล็ก ตกเกลื่อนพื้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในร่างกายเหล่านักเที่ยว พบมีปัสสาวะเป็นสีม่วง 17 คน แยกเป็นหญิง 11 คน และชาย 6 คน ในจำนวนนี้มีผู้ครอบครองยาเสพติดจำนวน 3 คน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ควบคุมตัวชายวัยรุ่น 2 คน พกพาอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ นำผู้ต้องหาทั้งหมดและยาเสพติด ปืนของกลาง ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ดำเนินคดีตามกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23028</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.ต.อ.อภิวัชร์ ไชยศรีสุทธิ์, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์, พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181128/image_mid_5bfe9a4edfd07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับดารา&#039;บูม&#039;ร่วมพี่ ตุ๋นบิตคอยน์797ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจตามรวบดาราหนุ่ม &amp;quot;บูม-จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต&amp;quot; ขณะถ่ายหนังกลางห้างดัง หลังศาลออกหมายจับพร้อมพี่ชาย พี่สาว ร่วมกันฟอกเงิน ตุ๋นต่างชาติลงทุนเงินสกุลบิตคอยน์มูลค่าความเสียหายสูงถึง 979 ล้านบาท เจ้าตัวปฏิเสธ ระบุพี่ชายที่หนีออกนอกประเทศไปแล้วเอาบัญชีของตนไปใช้ รอง ผบก.ป.แฉเจ้าพ่อตลาดหุ้นอยู่เบื้องหลัง เผยตำรวจนอกราชการคนดังติดต่อเหยื่อรับเคลียร์ ขอหัก 30%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ว่า พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม และ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป., พ.ต.ต.ธนศักดิ์ ปราสาททอง สว.กก.1 บก.ป. นำกำลังจับกุมนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต อายุ 27 ปี ดารา นายแบบ อยู่บ้านเลขที่ 46/22 หมู่ 8 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1694/2561 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน โดยจับได้บริเวณห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรัชโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2560 ได้มีผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติเข้าแจ้งความว่าถูกผู้ต้องหาพร้อมกับพวกร่วมกันหลอกลวง และร่วมกันวางแผนชักชวนให้ลงทุนประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ในชื่อ ดรากอน คอยน์ โดยหลอกลวงให้ซื้อหุ้นของบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, NX Chain Inc. และหุ้นของบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้ร่วมลงทุนด้วยการโอนเหรียญบิตคอยน์ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลจำนวนหนึ่ง เข้าไปยังกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallet) ในบัญชีของนายจิรัชพิสิษฐ์ที่เปิดรับรองไว้ส่วนหนึ่ง และบัญชีของผู้ต้องหาอื่นๆ อีก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,564.44650956 เหรียญบิตคอยน์ คิดเป็นสกุลเงินบาทไทยจำนวน 797,408,454.33 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมายที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน หรือเงินปันผล อีกทั้งไม่เคยได้รับเชิญประชุมผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทที่กลุ่มของผู้ต้องหาได้กล่าวอ้าง ไม่ได้เข้าไปประกอบธุรกิจเกี่ยวกับดรากอน คอยน์ แต่อย่างใด จึงได้สอบถามไปยังผู้ต้องหา แต่กลับได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบปราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาพวกรวม 7 ราย ในฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5), 5 (1) (2), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 กระทั่งชุดสืบสวน กก.1 บก.ป.สืบทราบว่าผู้ต้องหาได้มาถ่ายหนังที่ห้างย่านรัชโยธิน จึงนำกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.ดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. และ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. ชี้แจงว่า นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ถือเป็น 1 ใน 3 พี่น้องในครอบครัวนี้ที่ศาลออกหมายจับ คือนายจิรัชพิสิษฐ์ นายปริญญา และนางสาวสุพิชย์ฌา พี่ชายและพี่สาว เนื่องจากการสืบสวนสอบสวนพบว่า นายบูมเปิดบัญชีรับโอนเงินจากผู้เสียหายชาวต่างชาติแทนพี่ชาย ซึ่งเป็นตัวการหลักในขบวนการนี้ พบการโอนเงินออกนอกประเทศ และอายัดกลับมาได้ 200 ล้านบาท จากทั้งหมด 797 ล้านบาท จากการสอบสวน นายบูมยังให้การปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็น อ้างว่าบัญชีดังกล่าวถูกพี่ชายนำไปใช้ ซึ่งจากการตรวจสอบนายปริญญา พี่ชาย พบว่าเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ต.อ.ชาคริตกล่าวเพิ่มเติมว่า พฤติการณ์ของขบวนการนี้จะหลอกนักลงทุนชาวต่างชาติร่วมลงทุนเหรียญบิตคอยน์ในประเทศไทย โดยนำเหรียญดังกล่าวไปเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งสกุลเพื่อลงทุนต่อในตลาดหลักทรัพย์และในบ่อนการพนันที่มาเก๊า โดยไม่มีการนำเงินไปลงทุนตามที่กล่าวอ้าง แต่นำเงินไปหมุนเวียนใช้จ่ายภายในครอบครัวและใช้ซื้อที่ดิน จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีบัญชีที่เกี่ยวข้องกว่า 40 บัญชี สอบสวนนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม ยังให้การปฏิเสธ ส่วนนายปริญญาเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ขณะที่นางสาวสุพิชย์ฌาได้ติดต่อขอเข้ามอบตัว ทั้งนี้ จากข้อมูลทราบว่าขบวนการดังกล่าวมีตัวการเป็นเจ้าพ่อตลาดหลักทรัพย์ชื่อดังอีกด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า หลังนักลงทุนต่างชาติชาวฟินแลนด์รู้ตัวว่าถูกฉ้อโกง ก็ได้รับการติดต่อจากอดีตนายตำรวจนอกราชการชื่อดัง ขอเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ขอส่วนแบ่งร้อยละ 30 ผู้เสียหายกลัวจะเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย จึงเข้าแจ้งความที่กองปราบปรามแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม เป็นดารานายแบบหนุ่มหล่อ ปัจจุบันอายุ 27 ปี เรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เริ่มเข้าวงการเป็นที่รู้จัก มีผลงานถ่ายแบบนิตยสาร รวมถึงแจ้งเกิดจากการรับบท &amp;quot;หมอนัท&amp;quot; ชายรักชาย ในซีรีส์ &amp;quot;สงครามแย่งผู้ To be continued ตอนลงเอย&amp;quot; เมื่อปี พ.ศ.2559, ละคร นางอาย ทางช่อง 3 และล่าสุด รับบทเป็น &amp;quot;บุญส่ง&amp;quot; สายลับหนุ่มจากละครเรื่อง แนวสุดท้าย ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อต้นปี พ.ศ.2561 ทางช่อง GMM 25 รวมถึงเอ็มวีเพลง แก้บน ของหนิม คนึงพิมพ์ อีกด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15081</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต, พ.ต.ต.ธนศักดิ์ ปราสาททอง, พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6c440126dd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉ&#039;ฐิติทัตน์&#039;ซี้ปึ้กแก๊งเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พันกันไปหมด! เงินทอนวัดโยงไปถึงคลังแสง เปิดตัว &amp;quot;ร.ท.ฐิติทัตน์&amp;quot; ประวัติไม่ธรรมดา หลานชายอดีต ส.ว.นครปฐม เด็กอดีตผู้ว่าฯ สตง. แฉงานบวชมาครบทีม เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าคุณเทอด เจ้าคุณสังคม ล็อต 3 เป็นพระพี่เลี้ยง ไปกันใหญ่ &amp;quot;ศรีวราห์&amp;quot; ชี้อาจเกี่ยวคดีความมั่นคงด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ ร่วมกับ พล.ต.คณิศร สุนทรธีมากร ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย คสช. แถลงข่าวกรณีที่ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าตรวจบ้านเลขที่ 265/154 หมู่บ้านสีวลี รามคำแหง ถนนราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง กทม. ภายหลังสืบทราบว่าบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือคดีเงินทอนวัด โดยพบว่ามีการโอนเงิน 25 ล้านบาท มายังบัญชีธนาคารของ น.ส.นุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการตรวจค้นบ้านพักหลังนี้ พบว่ามี ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นเจ้าของบ้าน รวมทั้ง น.ส.นุชรา ตรวจสอบพบตู้เซฟ 3 ใบ อาวุธปืนยาว 4 กระบอก ได้แก่ ปืนลูกซอง 3 กระบอก และปืนลูกกด 1 กระบอก, ปืนสั้น 18 กระบอก ขนาด 9 และ 11 มม. พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาดต่างๆ รวม 1,005 นัด รวมทั้งทองรูปพรรณ แหวนเพชร และทรัพย์สินมีค่าต่างๆ หลายรายการ เอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดอาวุธปืนและของกลางทั้งหมดไว้ตรวจสอบที่มาที่ไป ก่อนสืบสวนขยายผลทางคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า จากการประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรืออีโอดี ตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าอาวุธปืนทั้งหมดมีทะเบียนถูกต้อง แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบการครอบครองว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนกล้องเล็งไม่เข้าข่ายเป็นยุทธภัณฑ์ สำหรับใบ ป.4 อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะนี้ได้มอบหมายให้ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกรณีการครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดนั้นเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล เพื่อพิจารณาขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ความเกี่ยวพันกับคดีเงินทอนวัดนั้น ก็ยังอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน หากมีผู้ใดเกี่ยวข้อง ก็จะพิจารณาดำเนินคดีทั้งหมด โดยรายละเอียดต่างๆ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเกรงจะกระทบกับสำนวนคดี แต่ขณะนี้ทางฝ่ายความมั่นคงจะมุ่งเน้นการตรวจสอบในประเด็นการครอบครองอาวุธปืนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถูกใช้งานในเหตุการณ์ใดหรือไม่ โดยยืนยันว่าจะต้องมีการพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในส่วนของ ร.ท.ฐิติทัตน์ เนื่องจากเป็นข้าราชการ หากพบประเด็นใดที่เข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ก็จะต้องส่งเรื่องให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำเนินการต่อไป ซึ่งหลักๆ แล้วที่ตนมาดำเนินการในวันเดียวกันนี้ เป็นเพราะมีการพบอาวุธปืนจำนวนมากจึงต้องมีการตรวจสอบ เพราะอาจเกี่ยวพันกับคดีความมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.คณิศรเปิดเผยว่า ในส่วนของกฎหมาย ก็คงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไป และยังต้องรอผลการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ส่วนทางวินัย ยังไม่ได้มีการพิจารณา สำหรับกรณีการครอบครองอาวุธปืนที่มีจำนวนมากนั้น ก็ไม่สามารถระบุหรือจำกัดได้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารต้องมีอาวุธอยู่ในครอบครองเท่าใด เพียงแต่ว่าหลังจากนี้ เมื่อมีหลักฐานปรากฏเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนจะตรวจสอบที่มาที่ไปว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่มีข้อกำหนดด้วยว่าต้องครอบครองปืนได้เท่าใด แต่ภารกิจของทหารสังกัด ศรภ.ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนมากขนาดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ร.ท.ฐิติทัตน์ มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 265/154 หมู่บ้านสีวลี รามคำแหง ถนนราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง กทม. ที่กองปราบปรามนำหมายค้น มีความสนิทสนมกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถูกนายพิศิษฐ์ดึงตัวมาช่วยงานที่ สตง. ในตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าฯ สตง.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังปรากฏภาพนายพิศิษฐ์ไปเป็นประธานงานอุปสมบทของ ร.ท.ฐิติทัตน์ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2559 ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรูปภาพในงานอุปสมบทดังกล่าว มีแขกเหรื่อมาร่วมงานจำนวนมาก รวมถึงนายบุญเลิศ โสภา อดีตผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา พศ. ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุดการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด ล็อตที่ 2 ขึ้นไปคล้องพวงมาลัยให้กับ ร.ท.ฐิติทัตน์อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การอุปสมบทดังกล่าวของ ร.ท.ฐิติทัตน์ มีพระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระราชกิจจาภรณ์ (เจ้าคุณเทอด) กับพระเมธีสุทธิกร (เจ้าคุณสังคม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ที่ถูก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจ้งข้อกล่าวหาคดีเงินทอนวัดในล็อตที่ 3 ร่วมกับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) อีก 3 รูป เป็นพระพี่เลี้ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังพบว่า ร.ท.ฐิติทัตน์ เป็นหลานชายของนายปรีชา นิพนธ์พิทยา อดีต ส.ว.จังหวัดนครปฐมอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ได้รับรายงานการเข้าค้น ส่วนเส้นทางการโอนเงิน 25 ล้านบาท ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับใคร อย่างไรบ้าง เรื่องนี้อยู่ที่ตำรวจ จึงอยากให้ไปสอบถามจากทางตำรวจ ในส่วนของ พศ.จะดูเรื่องวินัย เรื่องการสอบสวนความผิดของข้าราชการ พศ. และการประสานการทำงานควบคู่กับตำรวจ ก็ให้เป็นหน้าที่ของ พศ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทราบว่าเป็นกระบวนการทุจริตงบประมาณแผ่นดินของพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินและอดีตผู้ว่าฯ สตง. ออกมาปกป้องพระผู้ใหญ่ โดยพยายามกดดัน แทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ทุกวิถีทาง แต่ตอนนี้มีหลักฐานปรากฏแล้วว่าพระชั้นผู้ใหญ่ในระดับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เฉพาะวัดนี้เบิกงบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปแล้วหลายร้อยล้าน ปีละ 60 ล้านบาท โดยกรณีนี้นำเงินหลวงมาเข้าบัญชีวัดที่ตนเป็นเจ้าอาวาส จากนั้นก็โอนเงิน 25 ล้านบาทเข้าบัญชีสีกา แล้วให้สีกาเบิกเงินเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายคืนให้กับคนที่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส. แล้วก็นำไปใช้ต่อ พฤติกรรมอย่างนี้ทำให้เชื่อได้ว่าเข้าข่ายเป็นการฟอกเงินที่ได้จากการทุจริตเงินหลวงแล้ว และล่าสุดทราบว่าพระชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส.รายนี้ขณะนี้อยู่ต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์เชื่อว่า การตรวจสอบทุจริตเงินหลวงของพระชั้นผู้ใหญ่ในระดับกรรมการ มส. โดยหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลไปยังขบวนการหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกมาก เป็นความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลในยุคนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญนำไปสู่การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ และการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ตามแนวทางที่คณะผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปเสนอนโยบายแก้ไขปัญหา โดยให้มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับ &amp;ldquo;ธรรมาธิปไตย&amp;rdquo; ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวในหน่วยงานตรวจสอบว่า หจก. ดี ดี ทวีคูณ ปรากฏชื่อเข้าไปรับงานเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์วัดแห่งหนึ่งมาโดยตลอด ขณะที่ น.ส.นุชรา สิทธินอก มีฐานะเป็นตัวแทน หรือนอมินี ให้เข้ามาช่วยถือหุ้นแทนเท่านั้น ส่วนเจ้าของ หจก.ตัวจริง ถูกระบุว่าแท้จริงแล้ว คือแม่ของ ร.ต.ฐิติทัตน์นั่นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น น.ส.นุชราให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ปปง. ว่าปกติมีอาชีพขายลูกชิ้นอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมือง แต่มารับทำงานเสริมเป็นแม่บ้าน ช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานให้กับเจ้าของบ้าน พร้อมกับยอมรับว่าเป็นผู้รับเงินที่โอนมาจากทางวัด และมีการเบิกเงินออกมาจริง เนื่องจากคนในบ้านคนหนึ่งที่สนิทสนมกับตนเองได้มาขอให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งหลังจากที่มีเงินเข้ามาแล้วก็จะไปทำการถอนออกให้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งข่าวจากกองทัพไทยให้ข้อมูลยืนยันว่า ร.ต.ฐิติทัตน์เข้ามารับราชการทหารเพราะมีผู้ใหญ่ฝากมาทำงานในกองทัพ แต่หลังจากได้รับการบรรจุเข้ารับราชการที่ ศรภ.แล้ว ไม่เคยเข้ามาทำงานที่ ศรภ.แต่อย่างใด ตั้งแต่รองเสธ. จนกระทั่งเป็นเสธ. ก่อนที่จะมีการทำเรื่องขอตัวจาก สน.เสธทหาร ไปช่วยราชการติดตาม พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี แต่ก็มีข่าวว่า ร.ต.ฐิติทัตน์มักจะไปปรากฏตัวที่วัดสระเกศฯ เนื่องจากเป็นคนสนิทเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เข้านอกออกในวัดอยู่เป็นประจำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9430</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ธรรมาธิปไตย, พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ, พฐ., พล.ต.คณิศร สุนทรธีมากร, พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี, ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา, ศรภ., สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อีโอดี, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd865ad26f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
