<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาชีวะล้อมกรอบ ตำรวจยิงเพื่อนดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นศ.เทคโนฯ กลับจากงานสถาปนาสถาบันกลางดึก เจอรถตำรวจคุม 5 ผู้ต้องหาคดียาเสพติด เข้าใจผิดคิดว่าเป็นอริต่างสถาบัน ชักปืนยิงใส่ เกิดดวลกันสนั่น ตัวเองถูกกระสุนตัดหัวใจตายคาที่ เพื่อนๆ รวมตัวฮือทำร้ายตำรวจมือปืน เจอประกาศ &amp;quot;ใครเข้ามากูยิง&amp;quot; ก่อนยิงขึ้นฟ้าแล้วสาดกระสุนใส่ ดีที่ไม่ถูกใคร พันจ่าอากาศพ่อผู้ตายครวญทำเกินกว่าเหตุ แต่ ผบช.น.ระบุป้องกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ พ.ต.ท.สุธีร์ ตันสกุล สารวัตร (สอบสวน) สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต บริเวณซอยร่มเกล้า 6 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงไปตรวจสอบพร้อมกับ พ.ต.อ.ชาญวิทย์ พุ่มโพธิ์ รอง ผบก.น.2, พ.ต.อ.พรเทพ สูติปัญญา ผกก.สน.มีนบุรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.น.3 ฝ่ายสืบสวน สน.มีนบุรี เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่มไทร และมูลนิธิร่วมกตัญญู จุดเกิดเหตุอยู่ระหว่างซอยร่มเกล้า 6 กับ 8 บนถนนพบศพนายเอกชัย บุญรัตน อายุ 22 ปี นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ชั้นปีที่ 4 คณะช่างยนต์ สภาพศพนอนคว่ำหน้า สวมเสื้อยืดสีขาว นุ่งกางเกงยีนส์ขายาวสีดำ สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม.ที่ใต้ราวนมซ้าย 2 นัด อกขวา 1 นัด และหน้าท้องขวา 1 นัด โดยมีซองปืนเหน็บเอวอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายในตัวของนายเอกชัย เจ้าหน้าที่ค้นกระเป๋ากางเกงพบกระสุนปืนขนาด .38 รวม 6 นัด ข้างศพพบอาวุธปืนพกขนาด .38 ถูกยิงจนหมดลูกโม่ตกอยู่ 1 กระบอก ใกล้กันพบจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ สีเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนของผู้ตายล้มอยู่ และมีจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กค 1218 กรุงเทพมหานคร ล้มอยู่อีกคัน เจ้าหน้าที่ยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.จำนวน 7 ปลอก ตกกระจายทั่วบริเวณ นอกจากนี้ทราบว่ามีผู้บาดเจ็บเป็นชายไม่ทราบชื่ออีก 1 คน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าบริเวณหน้าขาขวา 2 แห่ง ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่ง รพ.นพรัตน์ราชธานี ไปก่อนหน้านี้
เพื่อน นศ.เทคโนฯ ฮือล้อมกรอบ ตร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณที่เกิดเหตุได้มีเพื่อนร่วมสถาบันของผู้ตายรวมตัวกันหลายสิบคน ตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นผู้ยิงนายเอกชัยเสียชีวิต และเหตุการณ์ส่อจะเกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่พยายามควบคุมสถานการณ์ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ก็เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่กลุ่มเพื่อนนายเอกชัยก็ยังไม่ยอมสลายตัว พยายามจะเข้าทำร้ายชายสวมเสื้อแดงที่เชื่อว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบคนลั่นไก โดยเมื่อตำรวจนายนี้จะเดินไปขึ้นรถตำรวจที่จอดอยู่เพื่อหลบฝน กลุ่มนักเรียนกว่า 50 คน ได้วิ่งตรงไปที่รถและทุบรถ ทำร้ายร่างกายตำรวจนายดังกล่าวจนเกิดชุลมุน ซึ่งตำรวจนายนี้ได้ชักอาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมขึ้นลำ และชี้ไปที่กลุ่มนักเรียน กล่าวว่า &amp;ldquo;ใครเข้ามากูยิง&amp;rdquo; ก่อนที่นักเรียนจะพากันหยิบก้อนอิฐและขวดปาเข้าใส่นายตำรวจ นายตำรวจได้ยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด ก่อนจะยิงขึ้นฟ้า 2 นัด แต่กลุ่ม นศ.ยังพยายามเข้าประชิดตัว ตำรวจนายนี้จึงยิงใส่ไปอีก 2 นัด ดีที่ไม่ถูกใคร จากนั้นได้มีรถคันหนึ่งมารับตำรวจนายนี้หายไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชาญวิทย์เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพยานทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด บก.น.4 ได้จับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวน 5 คน พานั่งรถกระบะผ่านมา โดยมีจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ขี่ประกบรถกระบะเพื่อกันผู้ต้องหาหลบหนี ปรากฏว่าผู้ตายได้ชักปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ก่อน คาดว่าคงเข้าใจว่าเป็นอริต่างสถาบัน กระสุนถูกหน้าขาเจ้าหน้าที่นายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะเกิดการยิงต่อสู้กัน และนายเอกชัยถูกยิงเสียชีวิต จากนี้จะเรียกพยานที่เกิดเหตุการณ์ พร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด บก.น.4 มาสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง โดยจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย
เผยนาทีดวลสนั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวแจ้งว่า เหตุการณ์ที่ดังกล่าว เริ่มจากตำรวจ กก.สส.น.4 ได้จับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดมาจากย่านโชคชัย ก่อนควบคุมตัวมาขยายผลล่อซื้อที่บริเวณถนนเคหะร่มเกล้า โดยมีการขับรถตามกันมา 3 คัน โดยรถคันแรกเป็นรถของหัวหน้าชุด คันที่สองเป็นรถของทีมงานตำรวจ ได้ขับล่วงหน้าไปก่อน และคันสุดท้ายเป็นรถกระบะที่มี ด.ต.วิรัตน์ ชีตารัตน์ เป็นผู้ขับขี่ และมี ด.ต.เอกกวี วงศ์ชนะ ควบคุมตัวผู้ต้องหาที่กระบะท้าย และมีรถจักรยานยนต์อาสาประกบมา 3 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ ปรากฏว่ามีจักรยานยนต์ของผู้ตายซึ่งกลับจากงานเลี้ยงของสถาบัน ได้ขี่เข้ามาตีคู่ที่กระบะด้านหลังและมีการด่าทอกัน จากนั้นกลุ่มผู้ตายได้ถามว่า &amp;ldquo;ใครด่าแม่กู&amp;quot; แล้วขี่รถจักรยานยนต์ไปปาดหน้า ใช้อาวุธปืนยิงไปที่รถของตำรวจ ซึ่งมีร่องรอยของหัวกระสุนฝังอยู่ภายในตัวถังและที่ยางล้อรถ ตำรวจจึงขับรถกระบะพุ่งชน เพื่อสกัดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตเพื่อระงับเหตุ ซึ่งรถคันดังกล่าวมีนายเอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี เป็นผู้ขับขี่ และมีนายเอกชัย บุญรัตน์ อายุ 22 ปี ผู้ตายนั่งซ้อนท้าย และจะเข้าจับกุมตัว แต่นายเอกชัยได้ยิงปืนโต้ตอบ ตำรวจจึงตัดสินใจยิงสวน จนกระทั่งทราบภายหลังว่ามีผู้เสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาหัวหน้าชุดจับกุมที่ใส่เสื้อสีแดงตามคลิปที่ปรากฏ ได้ขับรถกลับมาดูที่ท้ายขบวนและเรียกให้พนักงานสอบสวน สน.พื้นที่ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ ซึ่งระหว่างนั้นกลุ่มเพื่อนของผู้เสียชีวิตได้กรูเข้ามาจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเข้าใจว่าชายเสื้อสีแดงเป็นคนทำร้าย โดยระหว่างที่ชุลมุนกันอยู่นั้น ตำรวจนายดังกล่าวเห็นว่าจะเป็นอันตราย เพราะกลุ่มเพื่อนของผู้ตายเริ่มประชิดตัวเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีอารมณ์โกรธแค้น จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 2 นัด และพูดว่า &amp;ldquo;ใครเข้ามากูยิง&amp;quot; แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงสวนออกไปเพื่อเปิดทางหนี ซึ่งไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พ.ต.อ.ชาญวิทย์กล่าวว่า เหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ แต่เป็นการป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่ที่กำลังควบคุมตัวผู้ต้องหาออกจากพื้นที่ อีกทั้งจากการตรวจสอบข้อมูลของชุดจับกุมทั้งหมด เบื้องต้นพบว่าไม่มีประวัติความขัดแย้งกับกลุ่มของผู้ตายมาก่อน ทั้งนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ต้องหา 3 คนที่อยู่ท้ายกระบะของรถตำรวจ อาจพยายามหาทางหลบหนี โดยใช้วิธีการชวนผู้ตายทะเลาะเพื่อสร้างจังหวะหลบหนี ซึ่งประเด็นดังกล่าวตำรวจอยู่ระหว่างนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนมาสอบสวนอย่างละเอียด ว่าช่วงก่อนเกิดเหตุได้มีการตะโกนด่าทอหรือชักชวนทะเลาะวิวาทหรือไม่ ส่วนกรณีที่กลุ่มวัยรุ่นมีการถกเถียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุ จนตนเองเกือบโดนทำร้ายด้วยนั้น จะไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มที่เข้ามาทำร้าย เพราะเข้าใจถึงความรู้สึกของเพื่อนผู้ตาย
ผบช.น.ยันลูกน้องป้องกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นคดีนี้ ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.4 ยิงปืนในลักษณะป้องกันตัว จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ สุริวงศ์ รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น. ตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีความสลับซับซ้อนอย่างไรหรือไม่ หากคดีไม่มีความซับซ้อนก็คงไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากที่ได้รับรายงานมา พบว่าที่ตัวของผู้เสียชีวิตมีทั้งอาวุธปืนและลูกกระสุนปืนที่ยังเหลืออยู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ หากเป็นไปตามที่ผมได้รับรายงานคงจะไม่เป็นอะไร เพียงแต่ต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่เสียชีวิตและผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำกล่าวอ้างนั้นด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.น.กล่าวว่า กรณีนี้จะมีคนนอกเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ ยังไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม หากภัยใกล้ตัวแม้แต่ป้องกันคนอื่นหรือภัยที่เกิดจากคนอื่น ทุกคนสามารถที่จะกระทำได้ ฉะนั้นหากเจ้าหน้าที่อาสาเป็นผู้ก่อเหตุจริง การที่จะป้องกันภัยให้ตนเองและคนอื่นคงไม่เป็นไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.4 กล่าวว่า กรณีดังกล่าวคนยิงเป็นตำรวจขับรถกระบะ ขณะเกิดเหตุคนตายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจับกุมคดียาเสพติด แต่ทราบว่าเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นวันสถาปนาสถาบันเทคโนโลยีชื่อดังย่านบางกะปิ จึงมีกลุ่มนักศึกษาขี่จักรยานยนต์อยู่บริเวณถนนร่มเกล้าและถนนรามคำแหงเป็นจำนวนมาก ระหว่างที่ชุดปราบปรามยาเสพติด บก.น.4 ปฏิบัติหน้าที่ ได้รายงานให้ทราบว่าคนตายขี่จักรยานยนต์ชี้หน้าเจ้าหน้าที่ขณะขับรถกระบะ จากนั้นขี่แซงขึ้นมาคล้ายกับต้องการให้รถหยุด ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ต้องหาคดียาเสพติด 5 ราย ที่ถูกจับกุมอยู่บริเวณท้ายกระบะ และได้ยิงกระจกด้านข้างฝั่งคนขับ จึงมีการยิงต่อสู้กันโดยที่ผู้ตายใช้อาวุธปืนลูกโม่ยิงจนหมด 6 นัด ตรวจสอบภายในตัวของผู้ตายยังมีอาวุธมีด และลูกกระสุนสำรองอีก 6 นัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานต่อมาว่า ตำรวจผู้ยิงนายเอกชัยเสียชีวิตเป็นดาบตำรวจ หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนได้นำตัวไปยังกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อตรวจหาเขม่าดินปืนพร้อมอาวุธปืนที่ใช้ยิง โดยแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ขณะที่ ด.ต.ผู้นี้ต่อสู้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่
พ่อร้องขอความเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลาต่อมา พันจ่าอากาศเอกนภัสกร บุญรัตน์ และนางเจียมใจ บุญรัตน บิดามารดานายเอกชัย ได้เดินทางไปยัง สน.มีนบุรี เพื่อติดต่อเรื่องเอกสารในการนำศพลูกชายไปบำเพ็ญกุศล โดย พ.จ.อ.นภัสกรกล่าวว่า ตนมีปืนพกอยู่ 1 กระบอก แต่ไม่เคยปล่อยให้ลูกนำไปพกพา ปืนที่ตำรวจพบในที่เกิดเหตุจึงไม่ทราบว่าเป็นปืนของใคร อย่างไรก็ตาม จะรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางเกิดเหตุ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอความเป็นธรรมให้กับลูกชาย หากผิดก็ว่าไปตามผิด ตนยอมรับได้ แต่ขอความชัดเจนในการกระทำของตำรวจที่ดูเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พ.จ.อ.นภัสกรพร้อมภรรยาได้เดินทางไปยังสถาบันนิติเวชฯ รพ.ตำรวจ เพื่อรับศพนายเอกชัยไปบำเพ็ญกุศลที่วัดลาดบัวขาว ย่านมีนบุรี ทั้งนี้ แพทย์ระบุผลชันสูตรว่า สูญเสียโลหิตปริมาณมากในช่องอกจากบาดแผลกระสุนปืนทำลายหัวใจและปอด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บก.น.4 นำรถกระบะมาสด้า 4 ประตู สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ษห 7672 กรุงเทพฯ ของตำรวจที่เกิดการยิงปะทะกับนายเอกชัย เข้าตรวจหาวิถีกระสุนปืนและร่องรอยการยิง รวมถึงเก็บพยานหลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ขอเวลาในการทำงานจึงจะทราบข้อเท็จจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า การตรวจพิสูจน์วิถีกระสุนในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบจำนวนกระสุนที่ถูกยิงไปที่รถกระบะ บริเวณประตูฝั่งคนขับทั้ง 5 นัด ว่าจะมีการยิงมาจากทิศทางเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งระยะห่างไกลจากจุดยิงมากน้อยเพียงใด ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการยิงหวังผลให้เสียชีวิต ต้องรอตรวจสอบพยานหลักฐานชิ้นอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางได้รับพยานหลักฐานมาเพียงแค่รถยนต์กระบะเท่านั้น หลักฐานอื่นๆ เช่น ปลอกกระสุน หัวกระสุน ซึ่งขณะนี้อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจที่เกิดเหตุ ยังไม่ได้รับมอบ หากได้รับพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วก็อาจจะสามารถชี้ชัดได้ว่ารอยกระสุนปืนทั้ง 5 นัดมาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ รวมถึงผู้ที่ก่อเหตุยิงมีกี่คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28860</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.สุธีร์ ตันสกุล, พ.ต.อ.ชาญวิทย์ พุ่มโพธิ์, พ.ต.อ.พรเทพ สูติปัญญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190211/image_big_5c61780c21825.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกหมู่บ้านบิ๊กป้อม ยกเค้านักธุรกิจ2ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตีนแมวบุกหมู่บ้าน &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ย่านมีนบุรี ย่องขึ้นบ้านหรูนักธุรกิจหญิงนำเข้าเครื่องสุขภัณฑ์ ลากเซฟหนัก 100 กก.จะขึ้นรถหนี แต่แบกไม่ไหว เปิดไม่ออก ได้แต่รื้อค้นทรัพย์สินภายในห้องนอนกวาดไป 2 ล้าน สาวใช้ยันอยู่แต่ในห้องบ้านข้างๆ ไม่รู้เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 5 มิถุนายนนี้ พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.สมนึก น้อยคง ผบก.น.3, พ.ต.อ.พรเทพ สูติปัญญา ผกก.สน.มีนบุรี และ พ.ต.อ.ถนัด นักธรรม ผกก.สส.บก.น.3 เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 6026 ซอย 3/2 หมู่บ้านกฤษดานคร 25 แขวงทรายกองดินใต้ เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ของนางนภัสนันท์ วิมลภัตรานนท์ อายุ 61 ปี ประกอบธุรกิจนำเข้าเครื่องสุขภัณฑ์ เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนเข้าไปลักทรัพย์ภายในห้องนอน ประกอบด้วย นาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ จำนวน 2 เรือน แหวนเพชร 2 วง กำไลหยกหลายชิ้น และของมีค่าอื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมเงินสดประมาณ 4-5 แสนบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่หายไปประมาณ 2 ล้านบาท โดยคนร้ายยกตู้เซฟที่วางอยู่ภายในห้องนอนชั้นสอง ลากตู้เซฟมาไว้ชั้นล่างเพื่อเปิดรื้อค้นเอาทรัพย์สิน แต่เปิดตู้ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนภัสนันท์กล่าวว่า ออกจากบ้านไปทำธุระช่วงเวลา 19.00-21.45 น.ของวันที่ 4 มิถุนายน โดยที่บ้านมี น.ส.ละเอียด หอมสุวรรณ คนรับใช้ พักอยู่ข้างบ้าน เมื่อกลับถึงบ้านพบเห็นเซฟใบดังกล่าว จึงได้สอบถามเด็กรับใช้ ซึ่งก็ไม่ทราบเหตุเพราะอยู่แต่ในห้อง เบื้องต้นชุดสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบ และเก็บรอยนิ้วมือแฝงในจุดที่เกิดเหตุ พร้อมหาพยานหลักฐานอื่นๆ มาประกอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สมพงษ์ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า คนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 4 คน เนื่องจากตู้เซฟมีน้ำหนักกว่า 100 กก. รวมไปถึงต้องใช้รถขนาดใหญ่เพื่อสะดวกต่อการนำเซฟกลับไป แต่ด้วยน้ำหนักตู้เซฟจึงทำให้คนร้ายยอมทิ้งไว้ที่ชั้นล่าง และไปขโมยของชิ้นอื่นแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หมู่บ้านกฤษดานคร 25 เป็นหมู่บ้านใหญ่ อีกทั้งยังมีบ้านพักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อยู่ภายในหมู่บ้านดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานด้วยว่า ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในหมู่บ้าน นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบริเวณโดยรอบ เชื่อว่าคนร้ายเข้ามาจากบริเวณด้านหลังที่ติดคลองเล็ก และติดกับสนามกอลฟ์ ไม่มีรั้วกั้น เชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในละแวกใกล้เคียง ที่รู้ว่ามีใครอยู่บ้านบ้าง เพราะบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านหลังสุดท้ายของซอยนี้ ซึ่งบ้านแต่ละหลังเป็นบ้านขนาดใหญ่ และไปอีกไม่กี่ซอยก็เป็นบ้านของ พล.อ.ประวิตร ที่มีทหารเฝ้าอยู่ และบริเวณทางเข้ามีตู้รับแจ้งเหตุของ สน.มีนบุรีตั้งอยู่หน้าหมู่บ้านด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10764</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ละเอียด หอมสุวรรณ, พ.ต.อ.ถนัด นักธรรม, พ.ต.อ.พรเทพ สูติปัญญา, พล.ต.ต.สมนึก น้อยคง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b1687f5dd598.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 21:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งยาทางไปรษณีย์ จับได้4-ยึด60ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำรวจแกะรอยแก๊งยาเสพติดใช้วิธีส่งของทางไปรษณีย์ ตามรวบได้ 3 ขณะกำลังบรรจุยาเพื่อจำหน่ายในคอนโดฯ ยึดยาบ้ากว่า 2 แสนเม็ด ไอซ์ 7 กก. ยาเค 1 กก. ก่อนขยายผลจับเอเยนต์ใหญ่ย่านคลองเตย พร้อมของกลางมูลค่า 60 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) วันที่ 31 พฤษภาคมนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น., พล.ต.ต.ฤชากร จรเจวุฒิ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สมนึก น้อยคง ผบก.น.3, พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบก.สปพ. (191), พ.ต.อ.พรเทพ สูติปัญญา ผกก.สน.มีนบุรี, พ.ต.ท.ชินวุฒิ ตั้งวงศ์เลิศ รอง ผกก.สส.สน.ลำหิน ชุดสืบสวน สน.มีนบุรี และชุดสืบสวน บก.สปพ. (191) ร่วมแถลงข่าวการจับกุมนายอภินันท์ หรือฮิม วันจะนาบี อายุ 31 ปี, นายเจษฎากร หรือปู ค้ำคูณ อายุ 23 ปี และ น.ส.ปวิศรา หรืออัง บุญชู อายุ 34 ปี ข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า, ไอซ์ และยาอี) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่งดำเนินคดีที่ สน.มีนบุรี โดยสามารถจับกุมได้บ้านเลขที่ 1/572 ซอยเคหะรามคำแหง 1 แขวงและเขตมีนบุรี กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสุไลมาน คาน อายุ 21 ปี ดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า, ไอซ์ และยาอี) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่งดำเนินคดี สน.ท่าเรือ โดยจับกุมได้ที่บริเวณชุมชนคลองเตย ถนนอาจณรงค์ แขวงและเขตคลองเตย กทม. พร้อมของกลางยาบ้า 414,000 เม็ด, ไอซ์ 28 กก., ยาอี 18,000 เม็ด, ยาเค (เคตามีน) 1.8 กก., รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์ ทะเบียน สร 1065 กรุงเทพมหานคร, รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีน้ำเงิน ทะเบียน 1 กต 1994 กรุงเทพมหานคร, เงินสดจำนวน 108,000 บาท มูลค่าของกลาง 60 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ฤชากรเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 พ.ค. เวลาประมาณ 19.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มีนบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชปส.บก.น.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สายตรวจ บก.สปพ. (191) ได้เร่งรัดปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดในเขตกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับเบาะแสว่ามีการจำหน่ายยาเสพติดขนส่งผ่านไปรษณีย์พื้นที่เขตหลักสี่ เป็นยาอี 18,000 เม็ด จึงได้ขยายผลจนทราบว่านายอภินันท์มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติด จึงเข้าทำการตรวจค้นห้องพักที่คอนโดลุมพินี ซอยรามคำแหง แยก 43/1 พบนายอภินันท์พร้อมด้วยนายเจษฎากร และ น.ส.ปวิศรา กำลังบรรจุยาเสพติดเพื่อจำหน่าย จึงยึดของกลางยาบ้า 216,000 เม็ด ไอซ์ 7 กก. ยาเคตามีน 1 กก. รถยนต์ 2 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการขยายผลทราบว่า ผู้ต้องหาได้สั่งซื้อยาเสพติดจากนายสุไลมาน จึงได้ติดต่อล่อซื้อยาบ้า 192,000 เม็ด ไอซ์ 20 กก. นัดส่งของกลางที่ถนนรัชดา-รามอินทรา ฝั่งตรงข้ามแฟชั่นไอส์แลนด์ แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม. พื้นที่ สน.บางชัน ขณะเดียวกันกำลังส่วนหนึ่งก็ไปที่บ้านพักนายสุไลมาน ย่านชุมชนคลองเตย พื้นที่ สน.ท่าเรือ ภายหลังสืบทราบว่าได้ติดกับนายอภินันท์ จึงได้ประสานให้ออกมาพบก่อนแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมของกลางยาเค 5 กรัมในกระเป๋ากางเกง และเงินสด 108,000 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10427</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.พรเทพ สูติปัญญา, พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์, พล.ต.ต.ฤชากร จรเจวุฒิ, พล.ต.ต.สมนึก น้อยคง, พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก๊งยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0ff7baed8ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
