<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซิวแก๊งตุ๋นต่างด้าว หลอกโอนเงินอื้อ!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สตม.ตรวจค้น-จับแก๊งตุ๋นคนต่างด้าวทำวีซ่า-ลอบขนแรงงานกัมพูชาเข้ากรุงเทพฯ เผยผู้ต้องหาที่ถูกจับหลอกให้โอนเงินค่าดำเนินเอกสารก่อนเชิดเงิน เดินหน้าขยายผลทลายเครือข่ายใหญ่ ย้ำนายกฯ กำชับควบคุมชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยในไทย ห่วงคนร้ายข้ามชาติแฝงตัวก่อเหตุ ใช้ไทยเป็นฐานทำชั่ว ระบุมีมาตรการกวดขัน และประสานกับเพื่อนบ้านช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 25 ก.พ. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 และว่าที่ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมแถลงผลการจับกุมคดีสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีแรก กก.สส.บก.ตม.3 ตรวจพบว่ามีผู้เสียหายได้โพสต์ข้อความลงในโซเชียลมีเดีย ว่ามีผู้ประกอบการและแรงงานคนต่างด้าวถูกนายหน้ารับจ้างทำเอกสารคนต่างด้าว มีพฤติกรรมหลอกให้ผู้ประกอบการหรือแรงงานต่างด้าวหลงเชื่อว่าสามารถดำเนินการเรื่องเอกสารคนต่างด้าวได้ จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าดำเนินการให้เพื่อไปดำเนินการเอกสารคนต่างด้าว จำนวน 20 คน รวมค่าใช้จ่ายที่โอนให้ 120,000 บาท ต่อมานายหน้าดังกล่าวได้นำเอกสารคนต่างด้าวมาคืนให้พร้อมแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ไม่ยอมคืนเงินค่าใช้จ่ายที่ผู้เสียหายโอนให้ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี ให้ดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และศาลแขวงนครปฐมได้อนุมัติหมายจับที่ 120/2563 ให้จับกุมผู้ต้องหาซึ่งกระทำผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ โดย กก.สส.บก.ตม.3 ได้สืบสวนติดตามจับกุมตัว แต่ผู้ต้องหาเปลี่ยนแปลงสถานที่พักอาศัยตลอด ต่อมาชุดจับกุมสืบทราบว่าผู้ต้องหาได้เดินทางมาในพื้นที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จึงได้เฝ้าติดตามและจับกุมตัวตามหมายจับได้ จึงได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนความเสียหายของรายอื่นๆ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลติดตามผู้เสียหาย และสืบสวนหาผู้ร่วมขบวนการดังกล่าวต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีที่ 2 กก.สส.บก.ตม.3 ได้รับแจ้งว่า กลุ่มแก๊งลักลอบขนชาวกัมพูชาเข้า-ออกพื้นที่ จ.สระแก้ว เข้าสู่พื้นที่ชั้นในทั้ง จ.ชลบุรีและกรุงเทพฯ จึงได้ทำการสืบสวน จนกระทั่งทราบว่ากลุ่มคนร้ายจะนำรถยนต์กระบะมีหลังคา ทะเบียน 9 กง xxxx กทม. มีพฤติกรรมวิ่งรับ-ส่งขนคนต่างด้าว จึงได้วางแผนจับกุม จนกระทั่งพบรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมด้วยรถยนต์ทะเบียน ฌป xxxx กทม. ลักษณะพิรุธ จึงได้ติดตามสกัดจับได้ที่บริเวณริมถนน สก.3086 ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบนายวีระวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี และนายชูชาติ (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี แสดงตนเป็นคนขับรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว ภายในรถตรวจพบคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 12 คน สอบถามรับว่ารับคนต่างด้าวดังกล่าว โดยนายวีระวัฒน์รับมาจากบริเวณช้างสามเศียร จ.สมุทรปราการ จำนวน 7 คน ส่วนนายชูชาติรับจากพื้นที่ชลบุรี จำนวน 5 คน เพื่อไปส่งให้นายหน้ากัมพูชาที่บริเวณชายแดนเพื่อส่งออก ขณะเดียวกันก็จะรับคนต่างด้าวเข้ามาในพื้นที่ชั้นอีกทีต่อหนึ่ง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า &amp;ldquo;ขัดคำสั่ง จว.สระแก้วที่ 944/2563 เรื่องห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาในจังหวัดสระแก้ว และกระทำการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. ในฐานะโฆษก สตม. เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ที่มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุข และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.อาชยนกล่าวต่อว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และการกระทำความผิดในกฎหมายอื่น การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประเทศเพื่อนบ้าน ให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดกฎหมาย การก่อเหตุอันตรายใดๆ อันกระทบต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อันอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ กรุณาแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 หรือหมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94266</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด, พ.ต.อ.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ, พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ, พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง, พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, ว่าที่ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603798f767990.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สตช.-อสส.ตั้งกก.สอบปล่อยบอส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทอนกระแสสังคม! อัยการสูงสุดสั่งตั้งคณะทำงาน 7 คน ตรวจสอบไม่สั่งคดี &amp;quot;บอส&amp;quot; นายกฯ ไม่สบายใจเร่ง สตช.ตั้ง กก.สอบเคลียร์ข้อครหา สตม.ถอนหมายจับทายาทกระทิงแดงตั้งแต่ 14 ก.ค. ไม่พบเดินทางเข้าไทย &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; บี้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ตั้งกรรมการอิสระสอบ 2 องค์กรฟื้นเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม 3 กมธ.สภาจ่อเรียก &amp;quot;อสส.-ผบ.ตร.&amp;quot; แจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม สำนักงานอัยการสูงสุดเผยแพร่เอกสารข่าว โดยนายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นชอบแล้ว โดยข่าวดังกล่าวสื่อมวลชนได้นำเสนอเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานอัยการสูงสุดขอชี้แจงว่า เมื่อปรากฏข่าวดังกล่าว อัยการสูงสุด ซึ่งกำลังปฏิบัติราชการอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 4 ในการประชุมสัมมนาข้าราชการฝ่ายอัยการในเขตพื้นที่ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 23-26 กรกฎาคม 2563 จึงทำการตรวจสอบและทราบว่า กรณีที่เป็นข่าว เป็นสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าการสั่งสำนวนคดีดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีเหตุผลในการสั่งพิจารณาคดีอย่างไร จึงมีคำสั่งทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ พิเศษ/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีดังกล่าว โดยมีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานอื่น รวมทั้งสิ้น 7 คน ทั้งนี้ โดยให้คณะทำงานเร่งตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็ว และเมื่อมีผลคืบหน้าประการใด จะได้แจ้งให้บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดและประชาชนทราบโดยทั่วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สั่งการให้ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในฐานะโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจเช็กข้อมูลและการเดินทางเข้าของบุคคลที่เป็นกระแสข่าวดังกล่าว ล่าสุดจากการตรวจสอบยังไม่พบว่านายวรยุทธเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย พบแต่ข้อมูลเดินทางออกไปนอกประเทศเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 และยังไม่พบเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับระบบตรวจคนเข้าเมือง เมื่อมีเอกสารหมายจับส่งมาไม่ว่าเป็นบุคคลใดก็ตามต้องนำเข้าระบบฐานข้อมูลบุคคลต้องห้าม (blacklist) แต่เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วและมีหนังสือให้ถอนหมายจับมาที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามขั้นตอนต้องถอนออกจากระบบ ซึ่งกรณีนี้ สตม.ได้รับหนังสือถอนหมายจับจาก สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.63 ทาง สตม.จึงได้ทำเรื่องถอนหมายจับออกจากระบบ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงดึกวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงกรณีที่ปรากฏข่าวนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความคิดเห็นกรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีกับนายวรยุทธในทำนองทำให้ระบบยุติธรรมหมดความหมายนั้น โดยสำนักงานศาลฯ ระบุว่า ข่าวดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญเกี่ยวกับที่มาของข้อความ เพื่อความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง สำนักงานฯ จึงขอเรียนมาเพื่อโปรดทราบว่าความคิดเห็นดังกล่าวได้รับการยืนยันจากนายทวีเกียรติว่า เป็นความคิดเห็นที่มีที่มาจากข้อเขียนทางวิชาการของ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ มิใช่ความคิดเห็นที่เป็นข้อเขียนของนายทวีเกียรติ และไม่มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด จึงเรียนชี้แจงมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน
บิ๊กตู่เร่งตร.ตั้งกก.สอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด กรณีที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยา ในทุกข้อกล่าวหา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่แย้งคำสั่งของอัยการ ทั้งนี้ เมื่อนายกฯ ทราบจากข่าวแล้ว ด้วยความไม่สบายใจ และเห็นว่าควรต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยรู้สึกเข้าใจดีถึงความรู้สึกของประชาชน พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีดังกล่าวตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ถึงขั้นตอนของอัยการว่าเป็นมาอย่างไร พร้อมทั้งรายงานโดยด่วน และยืนยันนายกฯ ไม่เคยช่วยเหลือใคร ไม่เคยแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายกฯ ย้ำว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องหลักตามกระบวนการยุติธรรมในกรณีนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีและพนักงานอัยการ โดยเฉพาะอัยการนั้นนายกฯ ไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้ง และมีอำนาจพิจารณาคดีได้อย่างอิสระตามขอบเขตของกฎหมาย ดังนั้น นายกฯ ไม่สั่งการใครในคดีนี้ และทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม หากใครทำผิดจะต้องถูกลงโทษทั้งสิ้น พร้อมทั้งเตือนขอให้อย่านำเรื่องนี้ไปบิดเบือนหรือเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ จนเกิดความเข้าใจผิดและสับสน นอกจากนี้ ขณะนี้ สตช.กำลังเตรียมการตั้งคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยด่วน เพื่อให้สังคมปราศจากข้อสงสัยได้โดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 11(6) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา เพื่อดำเนินการตรวจสอบฝ่ายอัยการและฝ่ายตำรวจ ว่าเหตุใดคดีของนายวรยุทธ ทายาทผู้ก่อตั้งเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ต้องหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งหมด จนในที่สุดอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทั้งๆ ที่อายุความของคดียังคงเหลืออยู่ถึงกว่า 7 ปี หากพบว่ามีกระบวนการแทรกแซงหรือการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตรงจุดไหน หรือฝ่ายใด จักได้ลงโทษเสีย ต้องยอมตัดนิ้วร้ายออกไปเพื่อรักษาชีวิต รักษากระบวนการยุติธรรมให้มีความหมาย ให้มีความน่าเชื่อถือของสังคมไทยสืบไป แต่ถ้านายกฯ ยังนิ่งเฉย ก็เตรียมตัวเตรียมใจกลับบ้านเก่าได้เลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า &amp;quot;กรณีอัยการไม่ฟ้องคดีบอสกระทิงแดง และไม่อุทธรณ์คดีโอ๊คกรุงไทย สั่นสะเทือนกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้เกิดการสร้างข่าวบิดเบือนและนำไปปลุกระดมม็อบโหนกระแสจนอาจบานปลาย เพราะความไม่พอใจไม่ได้เกิดเฉพาะในหมู่นิสิตนักศึกษา หากแต่เกิดขึ้นถ้วนทั่วทุกสีทุกฝ่าย นายกฯ ต้องสั่งสอบข้อเท็จจริงทั้ง 2 คดี เรื่องใดต้องแก้ไขในเชิงบริหารให้รีบแก้ เรื่องใดต้องแก้ไขด้วยกฎหมายต้องรีบทำ และต้องสั่งการเร่งคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเข้ารับดำเนินการอย่างจริงจังทันที และแถลงให้ประชาชนทราบผลความคืบหน้าเป็นระยะๆ
กมธ.สภา 3 ชุดเรียกแจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการประชุม กมธ. วันที่ 29 ก.ค.นี้ จะเสนอต่อที่ประชุมให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ กรณีขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิต เมื่อปี 2555 เพราะดูแล้วมีข้อพิรุธมากมายในการสั่งไม่ฟ้อง อะไรเป็นมูลเหตุมาหักล้างที่อัยการไปเชื่อพยานบุคคลใหม่ 2 คนที่มาให้การภายหลังว่าตำรวจ สน.ทองหล่อ เป็นฝ่ายประมาท เปลี่ยนเส้นทางรถไปหารถเฟอร์รารีของทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเอง กมธ.จะตรวจสอบว่าการกระทำของอัยการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจะเสนอให้ กมธ.ป.ป.ช.มาตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว จะเสนอให้เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งอัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีทุกคนมาให้การต่อคณะ กมธ. รวมถึงจะพิจารณาขอสำนวนอัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าวมาตรวจสอบด้วย เพราะเป็นคดีที่ประชาชนสงสัย มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม กรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น หากพบว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบจริง เคยมีตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 พิพากษาลงโทษอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง โดยใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ ไม่สมเหตุสมผลมาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ และที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ตำรวจ) เปิดเผยว่า พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้นิ่งดูดายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดย กมธ.ตำรวจ ซึ่งมีนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชารัฐ เป็นประธาน ได้มีมติเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี อาทิ ผบ.ตร., รอง ผบ.ตร. (คุมงานกฎหมาย), ตัวแทน สตช. และตัวแทนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าชี้แจงและตอบข้อสงสัยของกระแสสังคม ในวันที่ 30 ก.ค.นี้ เวลา 11.30 น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ทั้งอัยการสูงสุดที่สั่งไม่ฟ้องคดี ผบ.ตร.และนายตำรวจ 5 นาย ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีช่วยเหลือผู้ต้องหาให้พ้นความผิด มาชี้แจงเช่นเดียวกัน ซึ่งคาดว่าอาจเป็นวันที่ 29 ก.ค. หรือวันที่ 5 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คดีนี้เป็นที่น่าสงสัยว่าจะมีอะไรไปปิดปาก ปิดตา ปิดหูหรือไม่ ซึ่งงานนี้น่าจะมีคนติดคุกหรืออยากติดคุกแทนนายวรยุทธหรือไม่ และมีผลประโยชน์ตกมาที่ใครหรือไม่ ตอนนี้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย และยิ่งมีคำพูดว่าคุกมีไว้สำหรับขังคนจนเท่านั้นหรือไม่ เงินจะทำให้ตำรวจ อัยการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้หรือไม่ ในฐานะกรรมาธิการจะไปศึกษาและเรียกสำนวนทั้งหมด ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ จนการมีคำสั่งไม่ฟ้อง และใครขอความเป็นธรรมบ้าง เพราะเท่าที่ทราบมามีการขอความเป็นธรรมเฉพาะผู้ต้องหา แต่ไม่มีการขอความเป็นธรรมให้กับคนตาย แม้กระทั่งตัวผู้บังคับบัญชาระดับสูง สตช. เคยขอความเป็นธรรมให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่ ปกป้องศักดิ์ศรีการเป็นตำรวจหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กมธ.จะถามความยุติธรรมแทนคนตายจากผู้เกี่ยวข้องหรือตำรวจที่มาชี้แจง และหากใครมีข้อมูลมากกว่านี้ ขอให้ส่งมา โดย กมธ.จะมีการประชุมในวันที่ 29 ก.ค.นี้ โดยจะเชิญตำรวจและอัยการมาชี้แจง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72585</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรัจชัย พันธุมาศ, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล, ศรีสุวรรณ จรรยา, สมชาย แสวงการ, สัณหพจน์ สุขศรีเมือง, สิระ เจนจาคะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d7b897ad89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สตม.&#039;ถอนหมายจับ&#039;บอส&#039;แล้วแต่ลูกชายกระทิงแดงยังไม่เดินทางกลับเข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค.63-พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) กล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส จนนำไปสู่การถอนหมายจับว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผบช.สตม.และโฆษก สตม. ตรวจเช็คข้อมูลและการเดินทางเข้าออกบุคคลที่กำลังเป็นกระเเสถึงประเด็นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องระบบตรวจคนเข้าเมืองนั้นเมื่อมีเอกสารหมายจับมาไม่ว่าเป็นใครก็ตามก็ต้องนำเข้าระบบฐานข้อมูลบุคคลต้องห้าม(blacklist) แต่เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วและมีหนังสือให้ถอนหมายจับมา เราก็ต้องถอนออกจากระบบ กรณีนี้ สตม. ได้รับหนังสือถอนหมายจับจาก สน.ทองหล่อ มาเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ทาง สตม.จึงได้ทำเรื่องถอนหมายจับออกจากระบบไปเมื่อวันที่ 14 กค.ที่ผ่านมา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามล่าสุดจากการตรวจสอบยังไม่พบว่า นายวรยุทธ ได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย พบแต่ข้อมูลเดินทางออกไปนอกประเทศล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2560 และยังไม่พบเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72543</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส กระทิงแดง, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล, พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, สตม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cc3fb3af1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับรายวันขายหน้ากากโก่งราคาทางวีแชท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจล่อซื้อจับเหลือบสังคมขายหน้ากากอนามัยออนไลน์โก่งราคาชิ้นละ 15 บาท ติดต่อลูกค้าด้วยภาษาจีน ได้ผู้ต้องหาชายหญิง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เขตสาทร วันที่ 12 มีนาคมนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมแถลงข่าวจับกุมขบวนการค้าหน้ากากอนามัยออนไลน์เกินราคา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ได้กระจายสู่หลายประเทศหลายภูมิภาคในโลก และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทำให้มีผู้ต้องการใช้หน้ากากอนามัยจำนวนมาก เพื่อไว้ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 โดยกองกำกับการสืบสวน ซึ่งได้เฝ้าติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ได้รับแจ้งจากสายลับว่าน่าจะมีชาวต่างชาติจำหน่ายหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในประเทศไทยเกินราคา โดยมีการเสนอขายออนไลน์ผ่านโปรแกรมวีแชท ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;หวางต้า Amazing&amp;rsquo;Tom Cafe&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 จึงได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลในโปรแกรมวีแชท ชื่อ &amp;ldquo;หวางต้า Amazing&amp;rsquo;Tom Cafe&amp;rdquo; ดังกล่าว ซึ่งเป็นการสนทนาด้วยภาษาจีน พบว่ามีการโพสต์ขายหน้ากากอนามัยให้แก่คนไทยและชาวต่างชาติโดยไม่จำกัดจำนวนจริง เจ้าหน้าที่จึงให้สายลับชาวจีนติดต่อผ่านโปรแกรมวีแชทดังกล่าว ทำทีขอซื้อหน้ากากอนามัย จำนวน 5,000 ชิ้น โดยตกลงซื้อขายกันในราคาชิ้นละ 15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 75,000 บาท นัดหมายส่งมอบสินค้าบริเวณจุดจอดรถหน้าโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถนนกำแพงเพชร 6 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ในวันที่ 9 มีนาคม 2563 เวลา 21.30 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนถึงเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ ได้จัดวางกำลังไว้โดยรอบบริเวณสถานที่นัดหมายและเฝ้ารอ จนกระทั่งเวลา 21.45 น. สายลับได้รับแจ้งว่าสินค้ามาถึงแล้ว ขอให้มารับสินค้าได้ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตรวจสอบดูจนแน่ใจว่าเป็นเป้าหมาย จึงได้แสดงตัวและตรวจสอบรถยนต์คันต้องสงสัย ซึ่งมีนายชัย (นามสมมุติ) เป็นผู้ขับขี่ ตรวจสอบภายในตัวรถและกระโปรงท้าย พบลังกระดาษสีน้ำตาลจำนวน 5 ลัง ภายในบรรจุหน้ากากอนามัยยี่ห้อหนึ่ง จำนวน 5,000 ชิ้น เจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ก่อนควบคุมตัวและยึดของกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยให้การรับสารภาพว่า หวางต้า Amazing&amp;rsquo;Tom Cafe เป็นชื่อที่ตนใช้ในการขายหน้ากากอนามัยในโปรแกรมวีแชท สาเหตุที่โพสต์ผ่านโปรแกรมวีแชท เพราะตนสามารถพูดภาษาจีนได้ ซึ่งอาจมีลูกค้าชาวต่างชาติให้ความสนใจนอกเหนือจากลูกค้าชาวไทย เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการตรวจสอบขยายผล จนทราบว่าในการซื้อขายแต่ละครั้งจะมีนางสาวณัฐ (นามสมมุติ) เป็นนายทุน เจ้าหน้าที่จึงได้ไปเชิญตัวนางสาวณัฐมาทำการสอบสวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวณัฐให้การว่า มีหน้าที่เป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงินในการซื้อขายสินค้าทุกครั้ง โดยใช้บัญชีชื่อ MR.ZAW นักธุรกิจชาวบังกลาเทศในการโอนเงิน และตนจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายสินค้าดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อหา &amp;ldquo;ร่วมกันจำหน่ายหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในราคาสูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้า&amp;rdquo; และนำตัวส่งหนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการโอนเงินในบัญชีในรอบ 7 วัน พบว่าได้เงินจากการจำหน่ายหน้ากากอนามัยไปแล้วกว่า 1.7 ล้านบาท ซึ่งจะได้ขยายผลต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59610</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล, พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา, พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e6a36061d584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
