<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมามันฆ่าน้องเอ๊กซ์!ญาติเหยื่อฆ่าตัดตอนโพสต์หลังฎีกาพลิกยกฟ้อง6ตร.กาฬสินธุิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12ต.ค.61-นางพิกุล พรหมจันทร์ อาของนายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ถูกฆ่าอำพรางแขวนคอ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ศาลฎีกายกฟ้องบอกตำรวจไม่ได้ฆ่า ก็แสดงว่าหมาและได้ชาติหมามันฆ่าน้องเอ๊กซ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายเกียรติศักดิ์ หรือ&amp;quot;เอ๊กซ์&amp;quot;เสียชีวิตในช่วงสงครามปราบปรามยาเสพติดเมื่อปี2547 ถูกนำไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม.5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด ต่อมามีการยื่นฟ้องตำรวจสภ.เมืองกาฬสินธุิ์ 6 ราย กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่11ต.ค.ที่ผ่านมาศาลฎีกาได้พิพากษากลับยกฟ้องตำรวจ6รายทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง บิดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา อายุ 54 ปี, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง อายุ 49 ปี, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ อายุ 48 ปี, พ.ต.ท.สำเภา อินดี อายุ 57 ปี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อายุ 68 ปี อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อายุ 51 ปี อดีตรอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดมียศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกานางพิกุลบอกว่า &amp;quot;พูดไม่ออก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นางพิกุล ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาประทับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2561
......
ก่อนจะมีหมายศาลนัดคู่ความทั้งสองฝ่ายมารับฟังการอ่านคำพิพากษานั้น น่าจะมีการลงชื่อครบแล้ว
จึงทำการออกหมายศาลนัดอ่านคำพิพากษา
.......
แต่วันนี้หลังจากได้คัดสำเนาคำพิพากษามาแล้ว
ปรากฎว่า นางอารยา วิชิตชลชัย ไม่ได้ลงชื่อใน คำพิพากษา ซึ่งผู้พิพากษาลงชื่อมาเพียง 2 คน
และนางอารยา วิชิตชลชัย เสียชีวิตไปตั้งแต่
วันที่ 1 กรกฎาคม 2561และ โดยตรรกะแล้ว
การทำงานของศาลสูงคือศาลฎีกา น่าจะมีระบบ
ระเบียบดีงามอยู่แล้ว ลงชื่อครบองค์ประชุม
และน่าจะลงชื่อไว้ก่อนเสียชีวิต 1 กรกฎาคม
........
หากวันนั้น 6 กันยายน 2561 คำพิพากษาออกมา
เช่นวันนี้ ...จำเลยที่ 5 จะหนีการอ่านครั้งแรกเพื่อ?
แต่ ผ่านมา 30 วัน นัดอ่านคำพิพากษาครั้งที่ 2 ในวันนี้ จำเลยหน้าระรื่นมาขึ้นศาล และญาติพี่น้องของจำเลยมารอต้อนรับจำเลย เสมือนรู้ว่า วันนี้... คำพิพากษาจะออกมาเช่นนี้
......
จำเลยเก่งมาก ประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำ
ยิ่งกว่านักกฎหมายเนติ ฯ เกียรตินิยมอันดับ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19734</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าตัดตอนจ.กาฬสินธุิ์, ฆ่าตัดตอน, นางอารยา วิชิตชลชัย, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ, พิกุล พรหมจันทร์, เกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bbff1eae1161.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกายกฟ้อง6ตร.กาฬสินธุ์ จี้จับคนฆ่าตัดตอนอีก20ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ฎีกาพลิก! ยกฟ้องทั้งกลุ่มตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ 6 นาย คดีฆ่าอำพรางแขวนคอวัยรุ่น 17 ปี ช่วงสงครามฆ่าตัดตอนยาเสพติดรัฐบาลทักษิณ ชี้พยานโจทก์มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ &amp;ldquo;ญาติ-ทนายโจทก์ร่วม&amp;rdquo; &amp;nbsp;พูดไม่ออก เคารพแต่ไม่เห็นพ้อง ระบุพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ยังมีคดีอุ้มฆ่าอีกกว่า 20 ศพ จี้ สตช.หาคนร้ายตัวจริงมาลงโทษให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฆ่าแขวนคอ หมายเลขดำ อ.3252/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง บิดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา อายุ 54 ปี, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง อายุ 49 ปี, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ อายุ 48 ปี, พ.ต.ท.สำเภา อินดี อายุ 57 ปี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อายุ 68 ปี อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อายุ 51 ปี อดีตรอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดมียศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22-23 ก.ค.2547 จำเลยที่ 1-3 และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ขณะนำตัวออกจาก สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ด้วยการบีบรัดคอจนเสียชีวิต จากนั้นจึงร่วมกันปิดบังเหตุการณ์ตายโดยย้ายศพผู้ตายจากท้องที่เกิดเหตุ ไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม.5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด โดยจำเลยที่ 4-6 ได้ร่วมกันข่มขู่พยานเพื่อให้การอันเป็นเท็จ ซึ่งจำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2555 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ส่วนจำเลยที่ 6 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ขณะที่จำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก 7 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ต.อ.มนตรี จำเลยที่ 5 ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลจึงให้ออกหมายจับปรับนายประกัน 1 ล้านบาท และเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามาเป็นวันนี้ ซึ่งในวันนี้ศาลเบิกตัว ด.ต.อังคาร, ด.ต.สุดธินันท์ และ ด.ต.พรรณศิลป์ จำเลยที่ 1-3 จากเรือนจำมาศาล พ.ต.ท.สำเภา จำเลยที่ 4 และ พ.ต.ท.สุมิตร จำเลยที่ 6 ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล ส่วน พ.ต.อ.มนตรี จำเลยที่ 5 ยังหลบหนีไม่มาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า วันที่ 16 ก.ค.2547 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวนายเกียรติศักดิ์ ผู้เสียชีวิต ควบคุมตัวไว้ที่ สภ.กาฬสินธุ์ ถึงในชั้นฝากขัง โดยภายหลังศาลได้อนุญาตปล่อยชั่วคราวผู้เสียชีวิต จำเลยได้นำตัวผู้เสียชีวิตขึ้นไปที่ห้องสืบสวน เช้าวันต่อมาพบผู้เสียชีวิตเป็นศพถูกแขวนคอ ทาง สภ.กาฬสินธุ์ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงสรุปว่าไม่มีหลักฐานรู้เห็นการตายของผู้เสียชีวิต จึงให้ยุติเรื่อง ต่อมานางพิกุล พรหมจันทร์ ญาติผู้เสียชีวิตยื่นร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าผู้เสียชีวิตถูกตำรวจ สภ.กาฬสินธุ์ฆ่า ดีเอสไอจึงรับเรื่องไว้เป็นคดีพิเศษ ดำเนินการแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งหก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกจำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่าโจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานซึ่งเป็นผู้เดินทางไป สภ.กาฬสินธุ์ ในวันเกิดเหตุ เบิกความว่าพบจำเลยที่ 2 ควบคุมตัวผู้เสียชีวิตไว้เมื่อเวลา 18.00 น. ทำการถ่ายรูปและด่าทอผู้เสียชีวิต พยานได้ยินผู้เสียชีวิตโทรศัพท์คุยกับมารดาว่าให้รีบมารับ เขาจะเอาตนไปฆ่า จากนั้นเห็นจำเลยที่ 1, 3 นำตัวผู้เสียชีวิตออกไปจากห้อง วันต่อมาพยานเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวผู้เสียชีวิต และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งขอให้ช่วยเหลือ อย่าพูดความจริง จะถูกแขวนคอเหมือนผู้เสียชีวิต ตำรวจได้นำเอกสารคำให้การจำนวน 4 หน้า ที่พิมพ์ไว้แล้วมาให้พยานท่องไว้ ต่อมาพยานได้ทำบันทึกเล่าความจริง ให้การตามจริงต่อดีเอสไอ โดยความช่วยเหลือของนางพิกุล ซึ่งเป็นพยานปากเดียว ไม่มีประจักษ์พยาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพยานถูกข่มขู่เกรงจะได้รับอันตราย จึงร้องขอความคุ้มครอง กองบังคับการปราบปรามให้พยานไปพักที่แฟลตตำรวจ ซอยวัชรพล อยู่ในอำนาจกองปราบฯ แล้ว ไม่มีเหตุต้องกลัวอีก หลังพักอยู่ 3 สัปดาห์ นางพิกุลพาพยานไปให้การต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แต่ไม่ได้ให้การตามจริงทั้งหมดต่อกองปราบฯ อ้างกลัวอยู่ ไม่เหมือนให้การต่อ กสม. อีกทั้งพยานไม่แจ้งความเอาผิดตำรวจที่ขอให้ช่วยเหลืออย่าพูดความจริง และเมื่ออยู่ในความคุ้มครองของกองปราบฯ แล้วเหตุใดจึงโทร.หานางพิกุลให้ไปรับออกจากการคุ้มครองของกองปราบฯ แล้วขอเงินนางพิกุลไปอยู่ จ.สระแก้ว พร้อมขอค่ามัดจำห้องเช่า เหตุใดจึงไม่ให้ กสม.ไปสอบปากคำพยานที่กองปราบฯ พฤติการณ์ของพยานเป็นพิรุธให้สงสัยว่าถูกข่มขู่เพื่อให้การเท็จและเกรงกลัวอันตรายตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่พยานทำบันทึกเล่าความจริงไว้กับน้องสาวพยาน เหตุใดโจทก์และโจทก์ร่วมถึงไม่นำบันทึกดังกล่าวมาแสดงและนำน้องสาวพยานมาเบิกความต่อศาล อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 22 ก.ค.2547 ระยะเวลานับตั้งแต่จำเลยที่ 1, 3 พาผู้เสียชีวิตออกไปจากห้องสอบสวนหลังจากเวลา 19.00 น. ลงไปขึ้นรถเดินทางออกจาก สภ.กาฬสินธุ์ ถึงถนนบายพาสกาฬสินธุ์ และเชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด ในเวลา 19.12 น. เป็นไปไม่ได้ พยานเป็นพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับจำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธโดยตลอด จึงน่าสงสัยว่าจำเลยทั้งหกร่วมกระทำความผิดจริงหรือไม่ ให้การช่วยเหลือในการกระทำความผิดจริงหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายกฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับองค์คณะ ประกอบด้วย นายประยูร ณ ระนอง, นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ และนางอารยา วิชิตชลชัย ในส่วนนางอารยา มีหนังสือรับรองคดีนี้ได้ทำคำพิพากษาว่า นางอารยาได้ร่วมประชุมปรึกษาเป็นองค์คณะ ลงลายมือชื่อไว้ในต้นร่างคำพิพากษาแล้ว แต่เนื่องจากนางอารยาพ้นจากตำแหน่งไปก่อนที่จะลงลายมือชื่อในคำพิพากษานี้ (เสียชีวิตเมื่อ 1 ก.ค.61) &amp;nbsp;โดยหมายศาลลงวันที่ 31 ก.ค.2561 นัดฟังคำพิพากษาครั้งแรกวันที่ 6 ก.ย.61
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น บรรดาญาติและผู้ติดตามให้กำลังใจพวกจำเลยต่างดีใจร่ำไห้เข้าสวมกอดพวกจำเลย ขณะที่นางพิกุล ญาติผู้เสียชีวิตระบุเบื้องต้นว่า &amp;quot;พูดไม่ออกเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรัษฎา มนูรัษฏา กรรมการสิทธิมนุษยชนของสภาทนายความฯ ในฐานะทนายความโจทก์ร่วม ให้สัมภาษณ์ว่า เคารพคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ยังไม่เห็นพ้องด้วย ที่ศาลฎีกายกฟ้องโดยหยิบยกความเห็นของพยานที่ให้ผู้ตายยืมโทรศัพท์เพื่อโทร.ติดต่อหาย่าผู้ตายซึ่งยังมีข้อสงสัย แต่เราเห็นว่ายังมีพยานปากสำคัญอื่นๆ อีก โดยเฉพาะย่าของผู้ตายและมีบุคคลมาประกันตัวให้ผู้ตายโดยที่ญาติไม่ทราบเรื่อง แล้วตำรวจทำบันทึกประจำวันว่าปล่อยตัวกลับบ้านไปแล้ว พยานเหล่านี้อยู่ในสำนวนคดีที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอทำไว้อย่างดีที่สุด ซึ่งศาลฎีกายังไม่ได้หยิบยกประเด็นเหล่านี้ เราจะได้ศึกษาในเชิงวิชาการว่ารายละเอียดคำพิพากษาเป็นอย่างไร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากจะฝากถึงกรณีที่มีผู้เสียชีวิตใน จ.กาฬสินธุ์ กว่า 20 ราย ในช่วงปี 2546-2547 แล้วยังหาตัวคนร้ายไม่ได้เลย คดีมีอายุความนาน 20 ปี จึงเห็นว่าเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องสั่งการให้สืบหาตัวคนร้ายที่แท้จริงมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ ญาติพี่น้องของคนตายเขายังสงสัยอยู่ว่าคนร้ายที่ทำให้ลูกหรือคนในครอบครัวเขาตายเมื่อไหร่จะถูกนำตัวมาลงโทษ ทั้งนี้ ขอให้มีการคุ้มครองพยานในคดีนี้ ที่เขาออกมาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถือว่ามีความเสี่ยงที่ออกมาพูดความจริง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพยาน เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ต้องให้ความสำคัญ&amp;quot; นายรัษฎากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางพิกุล พรหมจันทร์ อาของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ศาลฎีกาได้หยิบยกคำฎีกาของจำเลยมา ฎีกาของโจทก์แทบไม่หยิบยกมาเลย พยานคดีนี้ไม่ได้มีแค่คนเดียว มีการผ่าพิสูจน์ศพของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ด้วย เรื่องการใช้โทรศัพท์ในเขตพื้นที่ก็เป็นการดำเนินการของ พล.ต.ท.ไมตรี ฉิมเฉิด ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บังคับการปราบปรามภาค 4 ได้ดำเนินการอย่างดีที่สุด รอบคอบที่สุด แทบจะไม่มีพิรุธ เป็นข้อสงสัยว่าทำไมศาลฎีกาไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงท้าย นางพิกุลกล่าวด้วยว่า ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ได้ระบุถึงมูลเหตุจูงใจที่นายเกียรติศักดิ์ถูกฆ่าไว้ในหน้า 33 ด้วยว่า น่าจะไปรู้เห็นพัวพันเกี่ยวกับการซื้อขายยาเสพติด พร้อมหยิบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหน้า 33 ขึ้นมาโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย โดยกล่าวอีกว่า ทุกวันนี้มีความวิตกในความปลอดภัย ซึ่งตนก็ไม่เคยมีปัญหาพิพาทกับใคร ถ้าตนเกิดเสียชีวิต ก็ขอให้สื่อมวลชนทุกคนเป็นพยานว่ามีเรื่องนี้เรื่องเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นในปี 2547 ช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) ประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันช่วงเวลาดังกล่าวพบว่ามีผู้เสียชีวิตและหายสาบสูญใน จ.กาฬสินธุ์ อย่างต่อเนื่อง ที่สามารถตรวจสอบรายชื่อได้มีทั้งสิ้น 28 ราย โดยเฉพาะกรณีการฆ่าแขวนคอนายเกียรติศักดิ์ &amp;nbsp;ญาติของนายเกียรติศักดิ์ได้เข้าร้องเรียนสาเหตุการเสียชีวิตต่อดีเอสไอ พนักงานสอบสวนดีเอสไอจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถจับกุมตัวจำเลยทั้งหกได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19721</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง, ด.ต.อังคาร คำมูลนา, พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, พ.ต.ท.สำเภา อินดี, พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ, พิกุล พรหมจันทร์, รัษฎา มนูรัษฏา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbf5a19b1aff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 21:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 21:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นคำพิพากษาศาลฎีกาคดี 6 ตำรวจฆ่าแขวนคอหนุ่มวัย 17</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 11 ต.ค.นี้ &amp;nbsp;เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณา 913 &amp;nbsp;ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฆ่าแขวนคอโจ๋ หมายเลขดำ อ.3252/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง บิดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา อายุ 54 ปี ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง อายุ 49 ปี ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ อายุ 48 ปี พ.ต.ท.สำเภา อินดี อายุ 57 ปี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อายุ 68 ปี อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อายุ 51 ปี อดีตรอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดมียศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22-23 ก.ค.47 จำเลยที่ 1-3 และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ ผู้ต้องหาคดีลักรถ จยย. ขณะนำตัวออกจาก สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ด้วยการบีบรัดคอจนเสียชีวิต &amp;nbsp;ก่อนนำศพไปอำพรางคดีด้วยการแขวนคอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.ย ศาลได้ออกหมายจับ พ.ต.อ.มนตรี ปรับนายประกัน 1ล้านบาท เนื่องจาก พ.ต.อ.มนตรี ไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา &amp;nbsp; เบิกตัว ด.ต.อังคาร ด.ต.สุดธินันท์ และด.ต.พรรณศิลป์ &amp;nbsp;จากเรือนจำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19613</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง, คดีฆ่าแขวนคอโจ๋, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง, ด.ต.อังคาร คำมูลนา, พ.ต.ท.สำเภา อินดี, พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6969a7391c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2018 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2018 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายจับ&#039;อดีต ผกก.กาฬสินธุ์&#039; เบี้ยวฟังคำพิพากษาฏีกาคดีฆ่าแขวนคอหนุ่มวัย 17 เหยื่อฆ่าตัดตอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.6 1 &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฆ่าแขวนคอ หมายเลขดำ อ.3252/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง บิดาผู้เสียชีวิต เป็นโจทก์และโจทก์ร่วมยื่นฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา อายุ 54 ปี, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง, อายุ 49 ปี, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ อายุ 48 ปี, พ.ต.ท.สำเภา อินดี อายุ 57 ปี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อายุ 68 ปี อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อายุ 51 ปี อดีต รอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดเป็นยศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22- &amp;nbsp;23 ก.ค. 2547 จำเลยที่ 1-3 และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ &amp;nbsp;ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ขณะนำตัวออกจาก สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ด้วยการบีบรัดคอจนเสียชีวิต จากนั้นจึงร่วมกันปิดบังเหตุการณ์ตายโดยย้ายศพผู้ตายจากท้องที่เกิดเหตุ ไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม. 5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด โดยจำเลยที่ 4- 6 ได้ร่วมกันข่มขู่พยานเพื่อให้การอันเป็นเท็จ จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2555 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ส่วนจำเลยที่ 6 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ขณะที่จำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก 7 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาอัยการโจทก์, โจทก์ร่วม และจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ 4 ปาก สอดคล้องเชื่อมโยงกัน แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่าได้ปล่อยตัวผู้ตายไปแล้ว แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีอื่นและถูกคุมตัวอยู่ในห้องขัง สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ให้การว่า พบเห็นจำเลยที่ 1-3 พาผู้ตายออกไปจากห้องขังในช่วงเย็นวันเกิดเหตุ และไม่พบผู้ตายอีกเลย สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่นที่พบเห็นจำเลยที่ 2 พาผู้ตายขึ้นไปห้องสืบสวน นอกจากนี้พยานปากที่เคยถูกจำเลยที่ 5 ข่มขู่เพื่อให้การเป็นประโยชน์ต่อพวกจำเลยนั้น ได้ให้การใหม่กับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า จำเลยที่ 1-3 พาผู้ตายออกมาจากห้องขังไปยังห้องสืบสวนบนชั้น 2 ของ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ &amp;nbsp;และสามารถชี้ตัวยืนยันจำเลยที่ 1-3 ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ประกอบกับพยานไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าน่าจะเบิกความไปตามจริง สอดคล้องกับที่ญาติได้รับโทรศัพท์จากผู้ตายให้มารับกลับบ้าน แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบผู้ตายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลต่อไปว่า และเมื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยพบว่าจำเลยที่ 1-3 ได้โทรศัพท์ไปยังบ้านในบ้านหลังหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุที่พบศพผู้ตาย และผู้ตายยังเคยเป็นสายลับให้กับจำเลยอื่นในคดียาเสพติด ซึ่งอาจจะกุมความลับของจำเลยไว้ ส่วนจำเลยที่ 4 แม้ไม่ได้มีหน้าที่ในการทำคดีดังกล่าว แต่กลับยื่นปล่อยชั่วคราวผู้ตาย ถือเป็นการฝ่าฝืนนโยบาย มีการหลอกลวงให้คนไปรับญาติผู้ตาย และหลอกลวงว่าผู้ตายได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว จำเลยที่ 4 จึงมีเจตนาร่วมกันวางแผนให้ผู้ตายได้รับการปล่อยตัว แต่จริงๆ แล้วผู้ตายกลับไม่ได้รับการปล่อยตัวไป บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1-3 วางแผนฆ่าผู้ตายโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จึงมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและปิดบังซ่อนเร้นสาเหตุการตายด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนจำเลยที่ 5 - 6 แม้พยานโจทก์อ้างว่าเห็นจำเลยที่ 5-6 อยู่ในการสอบปากคำด้วย แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5-6 ได้ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ 1-4 ฆ่าผู้ตาย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่จำเลยที่ 5 - 6 ได้มีการข่มขู่พยานเพื่อให้การเท็จช่วยเหลือจำเลยที่ 1-4 ไม่ให้ต้องได้รับโทษทางอาญา การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นอัยการโจทก์, โจทก์ร่วม และจำเลยต่างยื่นฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-3 มาจากเรือนจำบางขวาง ส่วนจำเลยที่ 4 และ 6 ซึ่งได้รับการประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท เดินทางมาศาล แต่ พ.ต.อ.มนตรี จำเลยที่ 5 ที่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน และนายประกันไม่มาศาล นอกจากนี้ยังมีญาติและคนใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตและของจำเลยเดินทางมาศาล รวมถึงนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อศาลออกนั่งบัลลังก์ ได้สอบถามทนายความจำเลยที่ 5 แล้ว ทนายความแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อกับจำเลยที่ 5 ได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พ.ต.อ.มนตรี จำเลยที่ 5 ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาล ถือว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับ ปรับนายประกันเต็มตามจำนวน 1 ล้านบาท และเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นวันที่ 11 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลัง นางพิกุล พรหมจันทร์ อาของนายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง ผู้เสียชีวิต ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้รอฟังผลคำพิพากษาวันที่ 11 ต.ค. ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร กังวลว่าครั้งหน้าจำเลยจะมาครบหรือไม่ และหวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัยของตน เพราะจำเลยชั้นสัญญาบัตรได้รับการประกันตัว 3 คน ยังมีอำนาจหน้าที่ราชการตำรวจตำแหน่งสูงขึ้นกว่าเดิม คือ พ.ต.ท.สำเภา อินดี จากเดิมก่อนพิพากษาอุทธรณ์เป็นรองผู้กำกับอำเภอรอบนอกของ จ.กาฬสินธุ์ หลังศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาไม่กี่เดือนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้กำกับสืบสวนสอบสวน ภาค 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนเรื่องการขอคุ้มครองพยานนั้น นางพิกุล กล่าวว่า ตนยื่นเรื่องคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม บอกไม่เข้ามาตรการทั่วไป แต่ตามกฎหมายบัญญัติว่าหากจำเลยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน ตนไม่ได้รับการคุ้มครองตั้งแต่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาจนถึงวันนี้ ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ ถึงมีกองทุนยุติธรรมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้แต่บาทเดียวกรมคุ้มครองสิทธิฯ ก็ไม่เคยช่วยเหลือ ตนจึงไปยื่นฟ้องอธิบดีและรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ฐานงดเว้นและเลือกปฏิบัติ ต่อศาลปกครอง อยู่ระหว่างรอฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางพิกุล ยังเผยด้วยว่า ตนเคยถูกคุกคาม มีกลุ่มคนอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรวม 3 นาย ขับรถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ติดฟิล์มทึบทั้งคันบุกไปที่บ้าน บอกว่าจะนำตนไปพบผู้กำกับ มีภาพวงจรปิด ตนขอดูคำสั่งว่าจากไหนที่มาตรวจเยี่ยม เขาบอกว่าถ้าอยากดูต้องไปพบผู้กำกับเอง พอตนบอกจะไปเองเขาก็บอกว่าผู้กำกับไม่ว่าง ต้องไปพร้อมกับพวกเขา ตนก็เรียก รปภ.มาอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งสุดท้ายตนก็ไม่ไป ใช้เวลาเจรจาอยู่นาน ส่วนวันนี้ก็ยังกังวล ตามที่เห็นแล้วว่าจำเลยที่ 4 มีอำนาจสืบสวนสอบสวนของภาค 4 ที่มาศาลวันนี้ก็มีลูกน้องทีมสืบของภาค 4 มาจำนวนมาก 5-6 คนขึ้นไป ไม่ได้มาฟังคำพิพากษา แต่มาอยู่หน้าห้องมองหน้าโจทก์ ตนจึงรอเวลาให้จำเลยกลับแล้วถึงลงมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพิกุล กล่าวช่วงท้ายว่า ยังมีพยานปากสำคัญฝ่ายตนเสียชีวิตปริศนาที่โรงพยาบาล อายุ 22 ปี ขาดอากาศหายใจที่เตียงทั้งที่แค่เป็นหวัดไอหอบ เสียชีวิตก่อนได้ขึ้นเบิกความต่อศาล แม่มาเบิกความแทนลูกแล้วชี้หน้าจำเลยถามว่าใครที่ซ้อมลูก หลังคำพิพากษาแล้ว พยานปากสำคัญหลายคนก็หายตัวไป แล้วก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาล บางคนจนทุกวันนี้ยังไม่กล้ากลับ จ.กาฬสินธุ์ เลย เพราะรู้ว่าตำรวจกลุ่มนี้ยังรับราชการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีรายงานถึงที่มาของคดีนี้ว่า ในช่วงปี 2544-2549 รัฐบาลมีนโยบายประกาศทำสงครามยาเสพติด เกิดคดีฆ่าตัดตอนกว่า 2,500 ศพ และในช่วงเวลาดังกล่าวมีประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก โดยหนึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว คือ นายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง ซึ่ง กสม.ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและได้มีรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2549 โดย กสม.มีข้อเสนอให้รัฐบาลเยียวยาความเสียหายจากการเสียชีวิตของนายเกียรติศักดิ์ อันเนื่องมาจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ให้แก่ครอบครัวของนายเกียรติศักดิ์ ทั้งนี้ สภาทนายความได้แต่งตั้งคณะทำงานในการให้ความช่วยเหลือกรณีกลุ่มประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ที่เสียชีวิตและถูกอุ้มหายช่วงระหว่างปี 2546-2548 เพื่อทำหน้าที่ในการเป็นทนายความให้แก่โจทก์ร่วมในคดีนี้ และทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)ได้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานดังกล่าวด้วย ในปี 2548 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติให้กรณีการเสียชีวิตของนายเกียรติศักดิ์เป็นคดีพิเศษ และเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหก นับเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 14 ปี ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง การรวบรวมพยานหลักฐาน และการพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลจนกระทั่งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16952</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง, ฆ่าตัดตอน, ด.ต.อังคาร คำมูลนา, พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ, สงครามยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6969a7391c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
