<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลูกผอ.ชี้มีเงื่อนงำบุกยิงพ่อคาคลินิก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุมตัวมือยิง ผอ.รพ.พระจอมเกล้าทำแผน ชาวบ้านฮือจะล้อมกรอบ พร้อมตะโกนสาปแช่ง ตำรวจต้องเอาไปซ่อนในรถ ลูกชายผู้เสียชีวิตยันไม่เชื่อข้ออ้างผู้ต้องหาที่ว่าไม่พอใจการให้บริการภาครัฐและตัวเองเมายา ชี้น่ามีมูลเหตุอื่น เพราะจากพฤติกรรมไม่เหมือนคนเมายา แต่เตรียมการมาก่อน ตำรวจจึงควรเพิ่มข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ที่คลินิกแพทย์ชุมพล ถนนดำเนินเกษม ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.รณกร ประคองศรี ผกก.สภ.เมืองเพชรบุรี นำตัวนายเด่นภูมิ สังข์ทอง อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ 1 ต.สำมะโรง อ.เมือง จ.เพชรบุรี ผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะไม่ได้รับอนุญาต ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังก่อเหตุยิงนายแพทย์ชุมพล เดชะอำไพ อายุ 57 ปี เจ้าของคลินิกเวชกรรมแพทย์ชุมพล และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจติดตามจับกุมนายเด่นภูมิได้ขณะหลบหนีไปซ่อนตัวในรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่ จ.สมุทรสงคราม ในคืนวันเดียวกัน ก่อนจะมีการแถลงข่าว ระบุว่าก่อนเกิดเหตุ นายเด่นภูมิทำทีเป็นคนไข้ไปรักษาตัวที่คลินิกแพทย์ชุมพล หลังตรวจรักษาเสร็จก็ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงใส่ นพ.ชุมพล จำนวน 7 นัด เสียชีวิตภายในห้องตรวจคลินิก โดยพบว่านายเด่นภูมิพกกระสุนติดตัวถึงกว่าร้อยนัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่าไม่พอใจในการให้บริการที่ รพ.พระจอมเกล้า เคยเขียนข้อเสนอแนะร้องเรียนมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงสะสมความไม่พอใจ และสืบทราบว่า ผอ.รพ.พระจอมเกล้าเปิดคลินิก ประกอบกับผู้ต้องหาไม่สบายไปโรงพยาบาลเมื่อเช้าวันเดียวกัน เสียเงินค่ารักษา 130 บาท ทำให้ไม่พอใจ เพราะปกติจะเสียแค่ 30 บาท รักษาทุกโรค ประกอบกับผู้ต้องหามีพฤติกรรมเสพยาบ้ามานาน ทำให้เกิดอาการเพี้ยนและก่อเหตุขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจได้คุมตัวนายเด่นภูมิทำแผน เริ่มจากจุดแรกผู้ต้องหานำรถเก๋งสีขาวมาจอดที่ฝั่งตรงข้ามคลินิก จากนั้นเดินเข้าไปในคลินิกเพื่อเข้าตรวจรักษาอาการไข้ หลังตรวจอาการเสร็จ ผู้ต้องหาได้เดินออกจากห้องตรวจมาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อรับยาและชำระค่ารักษาจำนวน 130 บาท จากนั้นผู้ต้องหาได้เดินกลับไปเอาปืนที่รถเก๋งแล้วเดินกลับมากระหน่ำยิง นพ.ชุมพล แล้ววิ่งไปขับรถเก๋งหลบหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการทำแผน มีประชาชนมุงดูจำนวนมาก ซึ่งทางตำรวจได้แจกหน้ากากอนามัยแก่บุคคลที่ไม่ได้ใส่ โดยตำรวจใช้กำลังกว่า 40 นาย ดูแลความเรียบร้อยระหว่างการทำแผน ขณะเดียวกันมีลูกชายของ นพ.ชุมพล พร้อมญาติ มาดูผู้ต้องหาทำแผนทุกขั้นตอน ทั้งนี้ ประชาชนหลายคนพากันตะโกนด่าทอผู้ต้องหา บ้างก็ขอให้ได้รับโทษประหารตายตกตามกัน และพยายามจะเข้าไปทำร้ายผู้ต้องหา จนทางเจ้าหน้าที่ต้องนำผู้ต้องหากลับเข้าไปนั่งในรถตู้ แล้วทำความเข้าใจกับประชาชน ก่อนจะนำผู้ต้องหาออกจากรถตู้ เริ่มทำแผนตามคำรับสารภาพตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เวลาทำแผนประมาณ 10 นาที จึงนำผู้ต้องหากลับไปยัง สภ.เมืองเพชรบุรี เพื่อสอบสวนต่อไปถึงปมสังหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเดชาพล เดชะอำไพ บุตรชายนายแพทย์ชุมพล เปิดเผยว่า ตนยังติดใจมูลเหตุจูงใจการสังหารบิดาของตน ที่นายเด่นภูมิผู้ก่อเหตุสารภาพว่าทำไปเพราะไม่พอใจการทำงานของภาครัฐ ซึ่งหากเป็นเหตุผลดังกล่าว ทำไมนายเด่นภูมิถึงเจาะจงมาหาบิดาของตน และหากคนร้ายมีอาการเมายาเสพติด หรือไม่พอใจแล้วเกิดสติแตกควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็ต้องมีการพูดจาโวยวาย หรือแสดงอาการไม่พอใจก่อนก่อเหตุ แต่จากภาพวงจรปิดที่เห็น มีแค่เสียงคนร้ายถามว่าคุณหมออยู่ข้างในหรือไม่ แล้วก็เปิดประตูไปยิงเลย จึงไม่เชื่อว่าจะเป็นเหตุที่เกิดจากการไม่พอใจแล้วระเบิดอารมณ์ออกมา การใช้อาวุธปืนยิงก็ไม่เหมือนการข่มขู่ เพราะยิงจำนวนหลายนัดเหมือนประสงค์ให้ตายอย่างเดียว ตนรู้สึกว่าเป็นการก่อเหตุที่มีการวางแผนมาก่อน และเชื่อว่าน่าจะมีมูลเหตุอื่นในการก่อเหตุครั้งนี้มากกว่าประเด็นที่นายเด่นภูมิกล่าวอ้างอย่างแน่นอน ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนและขยายผลเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเดชาพลกล่าวด้วยว่า ในส่วนข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้ ฆ่าคนตายโดยเจตนา จากพฤติกรรมของนายเด่นภูมิ ที่มีการเดินไปหยิบอาวุธปืนที่รถและกลับเข้ามาก่อเหตุ น่าจะเข้าข่ายมีการเตรียมการและไตร่ตรองไว้ก่อน ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอีก 1 ข้อหาด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87470</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์ชุมพล เดชะอำไพ, พ.ต.อ.รณกร ประคองศรี, พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เดชาพล เดชะอำไพ, เด่นภูมิ สังข์ทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdf465c0b4c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีต้าแงบานปลาย ฟ้องผบก.สุพรรณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทนายความพาครอบครัว &amp;quot;ฝน&amp;quot; หนุ่มปัญญาอ่อน เข้าแจ้งความกองปราบฯ ดำเนินคดี ผบก.สุพรรณบุรียันลูกน้อง รวม 12 นาย ทำผิดมาตรา 157 งง ตำรวจสอบคำปัญญาอ่อนรู้เรื่องจนตั้งข้อหาแล้วมาปล่อยภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ได้พานายทองขวัญ ฉิมมา หรือฝน พร้อมด้วยนายสมจิตร ฉิมมา และนางพะยูง สร้อยทอง พ่อและแม่ของนายฝน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาพรากผู้เยาว์ คดีการเสียชีวิตของ ด.ช.ซูลุยผิว หรือต้าแง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี, พ.ต.อ.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี, พ.ต.อ.สมเดช เกษมสุข ผกก.สอบสวน ภ.จว.สุพรรณบุรี, พ.ต.อ.รณกร ประคองศรี ผกก.สภ.สระยายโสม พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนและผู้ปฏิบัติรวม 12 นาย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, มาตรา 166 ปลอมแปลงเอกสาร, มาตรา 200 กลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษ และมาตรา 135 หน่วงเหนี่ยวกักขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ชัยเปิดเผยว่า ในคดีนี้ ผลการตรวจวินิจฉัยของแพทย์จากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ สรุปว่า นายฝนปัญญาอ่อนระดับกลาง หรือเทียบเท่ากับเด็กอายุ 7 ปี มีโรคทางอารมณ์จากอาการทางระบบสมอง โรคลมชักจากภาวะทางจิตเวชและระบบสมอง ทำให้ผู้รับการตรวจไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ไม่สามารถตอบคำถามได้ตรงตามคำถาม ไม่สามารถคิดอะไรซับซ้อน การตัดสินใจไม่ดีคล้ายเด็ก และมีปัญหาการควบคุมอารมณ์เมื่อถูกกระตุ้น เห็นควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันปัญหาจากอารมณ์ และควรได้รับการดูแลจากญาติอย่างใกล้ชิด โดยนายฝนได้อยู่ในการดูแลวินิจฉัยของแพทย์ ที่ประกอบไปด้วยจิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักกิจกรรมบำบัด เป็นเวลากว่า 38 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ชัยระบุว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานผิดพลาด หลังเกิดเหตุแทนที่จะนำตัวนายฝนส่งแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย ทั้งที่รู้ว่านายฝนสติไม่สมประกอบ แต่กลับเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาพรากผู้เยาว์ โดยไม่มีประจักษ์พยานหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงว่านายฝนเป็นผู้ก่อเหตุ หลังเกิดเหตุวันที่ 25 ธันวาคม 61 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายฝนไปสอบปากคำก่อนที่จะปล่อยตัวกลับมา รุ่งขึ้นวันที่ 26 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจมานำนายฝนพร้อมพ่อไปสอบสวน อ้างจะสอบในฐานะพยาน แต่กลับนำตัวนายฝนไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีการบันทึกวิดีโอ ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าสอบในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม ตำรวจได้ไปขอศาลออกหมายจับนายฝนคดีพรากผู้เยาว์ โดยมี พล.ต.ต.คมศักดิ์ ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี เป็นหัวหน้าเจ้าพนักงาน ก่อนนำหมายจับไปแจ้งให้นายฝนทราบที่สถาบันกัลยาณ์ฯ โดยอ้างว่านายฝนได้อ่านหมายจับด้วยตัวเองพร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งเป็นการบันทึกการจับกุมโดยมิชอบ กระทั่งวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.วีรยุทธ สุขแสง พนักงานสอบสวน สภ.สระยายโสม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอเลิกคำร้องฝากขังและปล่อยตัวผู้ต้องหาออกมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ชัยกล่าวว่า นอกจากแจ้งความเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 12 นายแล้ว ยังมีแพทย์ที่ต้องแจ้งความเพิ่ม เนื่องจากลงความเห็นว่านายฝนสามารถให้การได้ ทั้งที่สมองพัฒนาการเท่ากับเด็กอายุ 5 ขวบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตำรวจไทยเก่งที่สุดในโลก รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ตำรวจสอบสวนคนปัญญาอ่อนรู้เรื่อง ต้องไปเรียนการสอบสวนใหม่ หรือไม่ก็เลิกไปเลย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการข่มขู่ โดยมีคนในหมู่บ้านแจ้งมาที่ผม ว่าได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงโทร.มาถามพ่อของนายฝน ว่าคดีไปถึงไหนแล้ว ถ้าเป็นคดีความระวังจะเดือดร้อน หลังจากนี้จะฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย โดยเรียกค่าเสียหายจำนวน 10 ล้าน เพราะคดีนี้ครอบครัวของนายฝนได้จ้างผมเป็นทนายแล้วในราคา 1 บาท&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนันต์ชัยได้เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวสอบถามนายฝนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทราบว่านายฝนไม่สามารถตอบคําถามได้ อย่างเช่น รู้จักกับ ด.ช.ต้าแงมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ด.ช.ต้าแงเป็นตำรวจ แต่ขณะเดียวกันนายฝนอ้างว่าในวันที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับไปนั้น ถูกใส่กุญแจมือ ถูกตบหน้า และถูกเอาบุหรี่จี้ที่แขนจนรู้สึกเจ็บ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28569</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองขวัญ ฉิมมา, พ.ต.อ.รณกร ประคองศรี, พ.ต.อ.สมเดช เกษมสุข, พล.ต.ต.คมศักดิ์ สุมังเกษตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5c30465e304.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
