<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อายัดศพ!จารุชาติ   วิชาชงคุ้มครองพยาน/เสวนาสับเละหวั่นซ้ำทุ่งใหญ่นเรศวร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03poe01.pol&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ สั่งอายัดศพ &amp;quot;จารุชาติ-พยานปากเอก&amp;quot; คดี​ &amp;quot;บอส&amp;quot; ยันใครผิดต้องได้รับโทษ จะไม่เป็นที่ค้างคาใจประชาชน &amp;nbsp; &amp;quot;วิชา&amp;quot; ขอนายกฯ ใช้อำนาจสั่งคุ้มครองพยานคนอื่นด้วย รวมถึงหลักฐานต่างๆ ในคดีทั้งกระบวนการ ลั่นถึงเวลายกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ผู้การเชียงใหม่ลงพื้นที่อายัดศพแล้ว พร้อมนำไปชันสูตรรอบ 2 ที่นิติเวช รพ.มหาราช &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; จับตา กก.ของตำรวจจะเป็นมวยล้มต้มคนดู เวทีเสวนาฯ สับกระบวนการยุติธรรมไทย อำมหิตบิดเบือนได้แม้กระทั่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หวั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายซ้ำรอยทุ่งใหญ่นเรศวร จุดชนวน 14 ตุลา 16 จี้นายกฯ นำร่างกฎหมายปฏิรูปฯ เข้าสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้ความสำคัญกับคดีความที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กรณีสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ส่งฟ้องทายาทนักธุรกิจชื่อดังขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 2555 พร้อมกันนี้ยังได้รับทราบการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง อายุ 40 ปี ชาว จ.เชียงราย หนึ่งในพยานคนสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอายัดศพไว้ก่อนเพื่อนำกลับมาชันสูตรพลิกศพสืบหาการเสียชีวิตอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่เป็นข้อกังขาคาใจของประชาชน แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การแทรงแซงกระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าว นายกรัฐมนตรีคาดหวังให้คณะกรรมการตรวจสอบความจริงของหน่วยงานต่างๆ ได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานกรรมการ ได้นำเสนอความจริงต่อนายกรัฐมนตรีและสาธารณชน ก่อนที่จะพิจารณาว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในคดีดังกล่าว หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง คนผิดจะต้องได้รับการลงโทษ โดยคดีนี้จะไม่เป็นที่ค้างคาใจของประชาชน นอกจากนี้ยังต้องไปดูโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมด้วยว่ามีช่องโหว่หรือไม่ ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ให้สังคมเกิดข้อกังขากับกระบวนการยุติธรรม&amp;quot; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต เปิดเผยว่า ตนได้เสนอกับนายกรัฐมนตรีสั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง เพื่อนำกลับมาชันสูตร เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ซึ่งตามกำหนดการ ญาติจะมีการฌาปนกิจในวันที่ 2 ส.ค. แต่การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทำให้มีการตั้งข้อสังเกต อาจเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ และสังคมยังมีความเคลือบแคลงสงสัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายวิชาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการอายัดศพนายจารุชาติแล้ว นอกจากนี้ตนเองจะขอให้นายกฯ ใช้อำนาจสั่งคุ้มครองพยานคนอื่นๆ ในคดีนี้ด้วย รวมถึงหลักฐานต่างๆ ในคดีทั้ง กระบวนการ ทั้งนี้ ในวันที่ 3 ส.ค. คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ จะประชุมนัดแรกเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกำหนดกรอบการทำงานเร่งรัดให้ได้ข้อเท็จจริงเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นจะฟังเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิว่ามีข้อคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่การเรียกบุคคลเข้ามาชี้แจง และจะได้มอบนโยบายได้ถูกต้อง การทำงานตามกรอบ 30 วัน ของคณะกรรมการฯ จะต้องดูให้รอบคอบ หากคณะกรรมการฯ ตรวจสอบคดีเฉยๆ คิดว่า30 วันคงจะเพียงพอทำให้สังคมเกิดความเชื่อถือและเชื่อมั่นในระบบกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ถ้าเรามีความจำเป็น จะต้องเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ อาจต้องใช้ระยะเวลาต่อ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องรายงานเสนอต่อนายกฯ ทุก 10 วัน&amp;quot;
ถึงเวลาต้องยกเครื่องใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชากล่าวด้วยว่า เมื่อมาอยู่ในจุดที่ต้องรับผิดชอบ ก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีความเสื่อมทรุดไปกว่าเดิม โดยอาจจะมีเรื่องของผลประโยชน์เงินและอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกชาติ ถึงจุดเวลาที่จะต้องยกเครื่อง และการทำงานใหม่ จะทำแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว ประเทศไทยปฏิรูปมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม หรือเรียกว่าปฏิวัติหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ซึ่งถึงเวลาแล้วจะต้องเอาจริงเอาจังกับระบบกระบวนการยุติธรรมไทย เพราะถึงขนาดนายกฯ สั่งการรวบรวมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ รวมถึงคดีความมาเป็นแม่แบบหรือต้องถอดบทเรียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่พยานปากสำคัญ 1 ใน 2 พยานที่เสียชีวิตกะทันหันนั้น นายวิชากล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องดูให้รอบคอบ จะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างละเอียดด้วย สรุปเบื้องต้นจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการ หากเสียชีวิตโดยผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ​ &amp;nbsp;ต้องให้มีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร เพราะมันอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว เว้นแต่จะไม่ทำเท่านั้น ความเชื่อว่าหากไม่ทำเรื่องนี้ให้เกิดความสงสัยจะทำให้เกิดปัญหาแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน กล่าวกรณีที่นายกฯ สั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง ว่าถือเป็นเรื่องดี ซึ่งควรจะเป็นอย่างนั้น สำหรับเรื่องการชันสูตรนั้น มีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่มีหน้าที่โดยตรง เขาสามารถทำหน้าที่ได้ หรือจะเป็นตำรวจ คิดว่าเขาก็มีวิชาชีพของเขา ซึ่งเมื่อนายกฯ ได้สั่งแล้วก็ต้องให้เวลาเขา ตนเชื่อว่าสังคมตามอยู่ คนที่เกี่ยวข้องจะต้องรู้สำนึกอยู่แล้วว่าเขาจะทำแบบไม่โปร่งใสไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การที่นายกฯ รับฟังข้อเสนอของคณะกรรมการฯหรือให้การสนับสนุนเรื่องต่างๆ จะทำให้คณะกรรมการฯ ทำงานง่ายขึ้นหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ใช่ ไม่อย่างนั้นจะแต่งตั้งนายวิชาหรือใครต่อใครมาทำไม ซึ่งต้องทำเร็ว ส่วนระยะเวลา 30 วันของคณะกรรมการฯ นั้น คิดว่าเพียงพอ ในส่วนเรื่องข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปนั้น ที่ผ่านมาก็มีข้อเสนอแนะที่ทำกันไว้อยู่บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแผนการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน หรือคณะกรรมการที่ยกร่างกฎหมาย ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ซึ่งทำเสร็จไปแล้ว มันไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ฉะนั้นมันจึงไม่น่าจะช้า คาดว่าคณะกรรมการฯ คงจะนำมาพิจารณาด้วย แต่ต้องถามนายวิชา ในฐานะประธานว่าจะมีแนวทางอย่างไร ส่วนที่สังคมคาดหวังกับคณะกรรมการชุดนี้สูงนั้น เราก็ทำให้เขาผิดหวังไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังนายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการอายัดศพของนายจารุชาติ เบื้องต้นการเจรจาครอบครัวไม่อนุญาต แต่ภายหลังพูดคุยทำความเข้าใจอีกครั้ง โดยครอบครัวยินยอม แต่ขอให้ดำเนินการทางพิธีให้แล้วเสร็จก่อน คือมีการเคลื่อนโลงไปที่สุสาน และดำเนินการให้ครบตามขั้นตอน จากนั้นมอบศพของนายจารุชาติให้ไปชันสูตรที่เชียงใหม่เป็นครั้งที่ 2
ชั้นสูตรศพ&amp;quot;จารุชาติ&amp;quot;รอบ2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เดินทางมาที่บ้านของนายจารุชาติ ซึ่งญาติได้รับศพกลับมาเพื่อบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่บ้านเกิดในหมู่บ้านวังชมภู หมู่ 25 ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ขออายัดศพเพื่อขอชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง โดย พล.ต.ต.พิเชษฐกล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อขออายัดร่างของนายจารุชาติเอาไว้เพื่อตรวจสอบหาการเสียชีวิตอย่างละเอียด เนื่องจากมีความสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าทางเจ้าหน้าที่โทร.หาญาติได้อย่างไร ในส่วนนี้พบว่าหลังเกิดอุบัติเหตุเจ้าหน้าที่ได้เก็บสมบัติที่ติดตัวผู้เสียชีวิตเอาไว้ รวมถึงโทรศัพท์ จึงได้ตรวจสอบหมายเลขพบว่ารายชื่อบันทึกว่า แม่ จึงได้สุ่มโทร. พบว่าเป็นแม่ของผู้เสียชีวิต จึงได้แจ้งเหตุให้ทราบว่านายจารุชาติเสียชีวิตแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในส่วนของการแจ้งสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนหน้านี้พบว่ามีร่องรอยการกระแทกที่ศีรษะและมีเลือดออกในช่องท้องนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะได้ทำการพิสูจน์อีกครั้ง เพื่อให้ความกระจ่างแก่ทุกฝ่ายถึงการเสียชีวิต ในส่วนของคู่กรณีที่เกิดอุบัติเหตุร่วมกัน เบื้องต้นหลังจากที่เกิดเหตุได้ทำการสอบสวนก็อยู่ในอาการมึนเมา ยังให้การวกไปวนมา ซึ่งต้องทำการสอบปากคำอีกครั้ง และนำผลการสอบปากคำมาประกอบกับหลักฐานชิ้นอื่นๆ เพื่อคลี่คลายคดีดังกล่าวต่อไป&amp;rdquo; ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ขออายัดร่าง หลังจากที่ให้ญาติได้ประกอบพิธีทางศาสนาแล้วเสร็จก่อน โดยได้รับความอนุเคราะห์จากรถพยาบาลโรงพยาบาลพาน นำร่างส่งให้กับทางโรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า ได้ให้ พ.ต.อ.ปทักษ์ ขวัญนา ผู้กำกับการกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ลงพื้นที่เกิดเหตุ โดยจะต้องทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมกับมีการไล่กล้องวงจรปิดย้อนไปก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ รวมถึงจะต้องนำตัวพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดมาสอบสวนอย่างละเอียด ขณะนี้ทางกองปราบฯ ยังไม่ระบุแน่ชัด หรือตั้งประเด็นไปในทิศทางใด ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรรมหรืออุบัติเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครพิงค์ ได้ขอความร่วมมือกับทางญาติและครอบครัวนายจารุชาติ มาดทอง ในการนำศพกลับมาชันสูตรพลิกศพโดยละเอียดอีกครั้ง ณ นิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการชันสูตรพลิกศพครั้งที่ 2 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสามารถตอบคำถามสังคมได้ โดยพนักงานสอบสวนจะนำผลการชันสูตรพลิกศพทั้ง 2 ครั้ง เข้าประกอบสำนวนการสอบสวน ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนการสอบสวน แบ่งออกเป็น 2 คดี คือ 1.สำนวนคดีจราจร และ 2.สำนวนชันสูตรพลิกศพ โดยยังคงต้องรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช ประกอบกับผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุจากกองพิสูจน์หลักฐาน และข้อมูลทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ในประเด็นข้อสงสัยต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ได้หารือในที่ประชุมและมอบหมายงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นผลตรวจเลือดที่พบสารแปลกปลอม 4 ชนิด และมี 2 ชนิดที่เป็นองค์ประกอบย่อยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดชนิดโคเคน ซึ่งเดิมเห็นว่าจะเชิญแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุขมาให้ข้อมูล แต่ได้มอบหมายใหม่ให้ไปสอบถามข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแทน จากนั้นให้นำข้อมูลสรุปความเห็นรายงานต่อที่ประชุมวันที่ 3 ส.ค. เพื่อพิจารณาลงลึกไปในรายละเอียด หากผลจากการพิจารณาพบว่ามีพยานหลักฐานที่ชัดเจนมากพอ และคดียังไม่หมดอายุความ ก็จะเสนอ ผบ.ตร. พิจารณาสั่งการต่อไป ว่าจะให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับเสพสารเสพติดกับนายวรยุทธเพิ่มเติมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการมอบหมายงานครั้งนี้ มุ่งเรื่องผลการตอบสารแปลกปลอมในเลือดเป็นเรื่องเร่งด่วน รวมทั้งความเร็วรถยนต์ที่แท้จริงที่นายวรยุทธขับในวันเกิดเหตุ โดยยอมรับว่ามีการถกเถียงในที่ประชุมเรื่องผลการคำนวณที่ออกมาแตกต่างกัน&amp;quot; พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าว
กังขา กก.ชุดตร.เป็นมวยล้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า กรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนฯ ได้เชิญนายตำรวจหลายนายไปให้ข้อมูลในประเด็นที่ไม่มีการแจ้งข้อหาพบสารแปลกปลอมที่เกิดจากยาเสพติดในร่างกายของผู้ต้องหา ทั้งที่มีผลตรวจทางนิติเวชวิทยายืนยันจากการตรวจเลือดของบอสแล้ว แต่ทว่าพนักงานสอบสวนได้ให้เหตุผลที่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ โดยอ้างว่ามีทันตแพทย์ยืนยันว่าได้ให้ยาที่มีส่วนผสมของโคเคนในการรักษาทำฟัน แต่ปรากฏว่า พล.ต.อ.ศตวรรษ &amp;nbsp;กลับมาตั้งโต๊ะแถลงแก้ต่างว่าทันตแพทย์ที่ให้การรักษานายบอส ยืนยันว่าไม่ได้ให้ยาที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด เพียงแค่ให้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น ประหนึ่งว่าจะพยายามแก้ต่างให้ตำรวจที่คณะของตนตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงน่าเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าผลสรุปของการคณะกรรมการฯ ของตำรวจ อาจทำให้ประชาชนคิดไปได้ว่าเป็นดั่งมวยล้มต้มคนดูก็เป็นไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า กรณีกระทิงทองหล่อนั้น เหมือนความอยุติธรรมฟาดอยู่ตรงกลางหัวใจของพี่น้องคนไทย สมมุติว่ากรณีนี้ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ก็เชื่อว่ายากที่นายวรยุทธจะกลับมาอยู่ประเทศไทย เพราะทันทีที่เดินทางมาประเทศไทย คนจะลุกฮือเต็มสนามบินสุวรรณภูมิ ตระกูลอยู่วิทยา ต้องออกมาขอที่ยืนในสังคม นายวรยุทธ อยู่วิทยา ออกมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่มีการสั่งฟ้อง ก็ติดคุกทางสังคมที่มีพื้นที่ใหญ่ ครอบคลุมทั่วโลก และเมื่อเรื่องนี้ดังขึ้นท่ามกลางบรรดาคนหนุ่มสาวนิสิตนักศึกษาที่กำลังขับเคลื่อน ก็เปรียบเสมือนเป็นปุ๋ยชั้นดี เมื่อคนต่างเกิดความรู้สึกว่ารับไม่ได้ก็จะออกกันมา เพราะกรณีนี้ไปกระเเทกตรงกลางดวงใจของทุกฝ่ายและกลายเป็นการสร้างความปรองดองภายในชาติอย่างคาดไม่ถึง สุดท้ายเรื่องนี้ต้องมีทางออกให้กับหัวใจคนไทย เพราะไม่เช่นนั้นกระทิงทองหล่อจะขวิดล้มระเนระนาดกันทั้งกระดาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า การปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรม เริ่มแล้วที่มหาวิทยาลัยรังสิต ข้อเสนอเบื้องต้น 1.แยกตั้งกรมตำรวจภูธรภูมิภาคต่างๆ เพื่อกระจายอำนาจและตัดสายส่งส่วยและให้ตำรวจแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่ในการกำกับดูแลรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด 2.ให้แยกตั้งกรมการสอบสวน ขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม และให้การสอบสวนจังหวัดขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด 3.ไม่ให้ตำรวจมีอำนาจเปรียบเทียบปรับกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ให้โอนอำนาจเป็นของศาล แม้กระทั่งใบสั่งจราจรดังเช่นสหรัฐอเมริกา 4.ไม่ให้อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีใดๆ เพียงตรวจสอบความเป็นธรรม รวดเร็วและเสนอความเห็นไปยังศาล 5.ให้จังหวัด &amp;ldquo;บริหารจัดการตนเอง&amp;rdquo; มี &amp;ldquo;งบประมาณ&amp;rdquo; ของตนเอง โอนอำนาจการบริหารจัดการจากส่วนกลาง &amp;ldquo;การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจังหวัดต้องเป็นเทอม&amp;rdquo; ไม่พร่ำเพรื่อ ตามอำเภอใจส่วนกลาง และอีกมากมายที่ต้องปฏิรูป คุกต้องไม่มีไว้ขังแต่คนจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถาบันปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (PolicWatch) และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีเสวนาสาธารณะ &amp;ldquo;บทเรียนกรณีบอสกระทิงแดง : จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไรไม่ให้คนผิดลอยนวล&amp;rdquo; โดย ด.ร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการประจำจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวตอนหนึ่งว่า แต่ก่อนมีการบิดเบือนตรรกะทางกฎหมาย แต่เดียวนี้ถึงขั้นบิดเบือนวิทยาศาสตร์ ความเร็วก็บิดเบือนได้ มันไปกันใหญ่แล้ว ถ้าปล่อยให้พยานหลักฐานที่ไม่มีความชัดเจนและเกิดความสงสัยอยู่ขึ้นสู่ศาล ศาลก็จะยกฟ้อง &amp;nbsp;การยกฟ้องคือการฟอกขาวในคดีบอส ถ้ามีหลักฐานใหม่ หรือหลักฐานที่ไม่อยู่ในสำนวนสามารถรื้อคดีได้ เป็นเรื่องขี้หมา สิ่งที่ตนเรียกร้องมาตลอดคือการมีระบบที่ไม่ไว้ใจใคร ต้องสร้างระบบที่ชั่วแค่ไหนก็ทำเลวไม่ได้ ความจริงในที่เกิดเหตุทุกอย่างสมบูรณ์ทั้งพยานหลักฐาน โดยมีฝ่ายปกครอง พิสูจน์หลักฐาน อัยการลงไปดู ทุกคนรู้เห็นทั้งหมด ทุกอย่างจบใน 3 เดือน ยิ่งปล่อยเวลานาน ยิ่งมีเวลาซื้อคดี บิดเบือน แทรกแซง วิ่งเต้นคดี คนมีอำนาจมีเวลาเข้ามาแซรกแทง อัยการต้องปฏิรูปด้านหาความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนคร ชมพูชาติ ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไทยชั้นต้น ชั้นกลาง มีปัญหามาก่อนหน้านี้แล้วอัยการบางท่านเมื่อมีส่วนกับพนักงานสอบสวนก็จะทำสำนวนแปลกๆ ให้เกิดขึ้น และจะเข้าใจมากเมื่อเป็นคดีของผู้มีเงินเยอะ ในอดีต ไม่ว่าอัยการระดับไหนก็เคยมีลักษณะแบบนี้เหมือนกัน ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ซ้ำรอยทุ่งใหญ่ฯจุดชนวน14ตุลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า เมื่อเห็นสำนวนย่อของอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียน เรื่องนี้สั่นสะเทือนไปถึงรากฐานสังคมไทยอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน สั่นสะเทือนไปถึงระบอบประชาธิปไตย เป็นรากฐานของระบบอุปถัมภ์ที่เข้มข้น สิ่งที่จะต้องแก้ไขคือผู้มีอำนาจรัฐดำเนินการแก้ไขตั้งแต่ต้นลม ฟังเสียงประชาชน ตอบคำถามประชาชนให้ได้ อีกทางถ้าผู้ครองอำนาจรัฐตอบไม่ได้ จะเป็นชนวนในสิ่งที่ใหญ่มาก แต่จะใหญ่อย่างไรไม่อาจพยากรณ์ได้ อย่างเช่นกรณีทุ่งใหญ่นเรศวร เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่พอสมควรในเดือน ต.ค.ปี 2516
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คดีนี้เสมือนฟางเส้นท้ายๆ ที่ทับถมลงไปบนหลังอูฐ เหลืออดกับหลายเรื่องมายาวนาน ฉะนั้นนายกฯ ต้องเร่งเสนอ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติและร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญาเข้าสู่รัฐสภาเพื่อดำเนินการพิจารณาด่วนให้กำเนิดขึ้นมา ถึงแม้ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับจะยังไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมด เชื่อว่าคณะผู้ร่างต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หากร่างทั้ง 2 ฉบับเป็นสารตั้งต้นเข้าสู่รัฐสภา ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ณ เวลานี้จะก่อให้เกิดความปรองดองไม่ว่าสีใด ฝ่ายใด ในความอับอายนี้ ถ้าเราก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้จะต้องใช้เวลา&amp;quot; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางรสนา โตสิตระกูล &amp;nbsp;อดีต ส.ว. กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสังคมรับไม่ได้ความยุติธรรมมันสำคัญกว่า กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือในการหาความยุติธรรม เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อเห็นว่าความยุติธรรมมีเฉพาะคนรวย ขอให้คนที่เกี่ยวข้องอย่าเสียสละระบบทั้งหมดเพื่อบุคคลบางกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมอำมหิตสำหรับคนจน คนจนรับรู้มานาน แต่ที่หนักบางคนไม่ได้ทำผิดก็ยังต้องติดคุกจากการสอบสวนวิปริตวิปลาส กระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหาร้ายแรง โดยเฉพาะขั้นสอบสวน ขนาดวิทยาศาสตร์ยังเพี้ยนได้เลย และไม่ทราบวิทยาศาสตร์มีกี่สูตรตัวเลขที่ออกมาถึงห่างกันมาก จาก 177 กม.ต่อชั่วโมงเหลือ 76 กม.ต่อชั่วโมง สิ่งที่เกิดขึ้นขอเรียกว่าเป็นอาชญากรรมการสอบสวน เกิดขึ้นเยอะแยะทั้งหนักทั้งเบา เรื่องนี้ทุกคนนึกไม่ถึง ไม่มีการตรวจแอลกอฮอล์ เป็นเจตนาตั้งแต่แรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อัยการเป็นจิกซอว์ตัวสุดท้าย เป็นแพะก็ได้ เมื่อส่งสำนวนให้อัยการสรุปสั่งฟ้อง แต่เขารู้อยู่แล้วอัยการฟ้องไม่ได้เพราะไม่เมา ไม่เร็วจะฟ้องได้อย่างไร เมื่อสั่งสอบเพิ่มเติมจะเป็นการดองคดี อะไรบิดไม่ได้ก็ปล่อยให้หมดอายุความ ตรวจพบโคเคนก็ไม่เข้าสำนวน อัยการแค่พิจารณาสำนวนตามที่ตำรวจส่งให้เท่านั้น ไม่มีโอกาสได้ค้นหาด้วยตัวเอง แต่ถ้าตำรวจสอบละเอียด อัยการจะสั่งเป็นอื่นไปไม่ได้ เรื่องนี้หลายฝ่ายมองว่าตำรวจเสนอสั่งฟ้อง มันเป็นแท็กติกสุดท้ายอัยการไม่ฟ้อง อัยการจึงกลายเป็นแพะจริง ไอ้โม่งที่อยู่หลังพนักงานสอบสวนเขารู้อยู่แล้ว ว่าอัยการฟ้องไม่ได้ เพราะถ้าตำรวจสั่งไม่ฟ้องมันน่าเกลียด จึงใช้มืออัยการแทน ทุกอย่างถูกกำหนดจากการสอบสวน จึงถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอดีตเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานขณะเกิดเหตุ กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุยศ ร.ต.อ. อยู่ที่หน่วยกลุ่มงานตรวจทานเคมีฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐาน หลังเกิดเหตุมีการระดมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 2 ประเด็น คือชนกันในลักษณะไหน ความเร็วเท่าไหร่ ได้ตรวจสอบร่องรอยต่างๆ เพราะพยานที่น่าเชื่อถือมากกว่าคือวัตถุพยาน บางร่องรอยสามารถชี้ข้อเท็จจริงได้ พบว่าการชนเป็นลักษณะตรงไม่ได้เฉียง ความเร็วรถจากกล้องวงจรปิดก่อนถึงจุดเกิดเหตุ 100 เมตร ซึ่งการคำนวณของชุดทำงาน ตนได้ใช้ฟิสิกส์พื้นฐานอัตราความเร็วเคลื่อนที่หารด้วยเวลา และไปวัดระยะทางในที่เกิดเหตุ เมื่อมาคำนวณเวลาก็ได้ความเร็วที่ 177 กม.ต่อชั่วโมง. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73231</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนูณ สิทธิสมาน, จตุพร พรหมพันธุ์, นคร ชมพูชาติ, พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ, รสนา โตสิตระกูล, ศรีสุวรรณ จรรยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาทิตย์ อุไรรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f26c5ac992a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;วิรุตม์&#039;เฉ่งตร.จับคนฝ่าเคอร์ฟิวอย่างไม่ลืมหูลืมตาหวังทำสถิติรายงานนายก่อให้เกิด&#039;ส่วยเคอร์ฟิว&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 เม.ย.63-พ.ต.อ.วิรุตม์&amp;nbsp; ศิริสวัสดิบุตร&amp;nbsp; เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) กล่าวว่า&amp;nbsp; กรณีตำรวจจังหวัดสมุทรปราการจับคนงานก่อสร้าง 14 คนที่จำเป็นต้องทำงานเทปูนต่อเนื่องจนถึงห้าทุ่ม&amp;nbsp; ดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งห้ามออกนอกบ้าน ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นำตัวไปคุมขังและต้องใช้เงินประกันถึง 800,000 บาท ร้องไห้กันระงม นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีผู้ใช้อำนาจและคณะรัฐมนตรีผู้ให้ความเห็นชอบต้องตระหนักถึงผลกระทบอันเนื่องจากการออกประกาศดังกล่าว&amp;nbsp; ซึ่งแม้จะมีความจำเป็นและมีผลดีต่อการควบคุมป้องกันโรคในระดับหนึ่ง&amp;nbsp; แต่ก็ส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงที่จะต้องรีบยกเลิกหรือกำหนดมาตรการปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นธรรมเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนจากการถูกจับดำเนินคดีอย่างไม่สมควรด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เนื่องจากการมุ่งบังคับใช้กฎหมายของตำรวจในเรื่องการออกนอกบ้านในเวลาห้ามอย่างไม่ลืมหูลืมตา&amp;nbsp; ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนผู้มีความจำเป็นต้องออกมานอกบ้านเพื่อเตรียมงานหรือทำงานต่างๆ จำนวนมาก เนื่องจากไม่อยู่ในข้อยกเว้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งการอ้างว่า สามารถขออนุญาตล่วงหน้าต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้&amp;nbsp; ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ สำหรับประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; โดยเฉพาะกรณีที่เป็นเรื่องฉุกเฉินในการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพเช่น&amp;nbsp; ความจำเป็นต้องเทปูนต่อเนื่องในกรณีที่เกิดขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวอีกว่า อันที่จริง&amp;nbsp; การประกาศเคอฟิวส์หรือห้ามออกนอกบ้าน&amp;nbsp; ควรทำเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นอำเภอ หรือจังหวัด โดยอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด หากมีการประกาศให้เป็น &amp;ldquo;สาธารณภัย&amp;rdquo;&amp;nbsp; และแต่ละพื้นที่ใช้อำนาจตามกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย&amp;nbsp; ไม่ใช่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นอำนาจส่วนกลางโดยนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่จังหวัดหรือภูมิภาคเช่นนี้&amp;nbsp; การประกาศคลุมไปทุกตารางนิ้วทั่วประเทศ&amp;nbsp; แม้กระทั่งท้องนา อยู่บนป่าเขา คนหากุ้งหาปลา คนงานที่มีความจำเป็นต้องออกไปถอนผักตอนเที่ยงคืนเพื่อส่งให้ทันเช้า&amp;nbsp; หรือการขับรถข้ามจังหวัดตามความจำเป็น&amp;nbsp; แต่อาจถึงบ้านไม่ทันเวลา&amp;nbsp; 22.00 น. และอีกมายมาย ก็ทำไม่ได้&amp;nbsp; แม้กระทั่งจะจอดรถนอนข้างทาง ก็ผิดกฎหมายอยู่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในข้อเท็จจริงผู้คนได้รับความเดือดร้อนมาก&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่ก็ยอมทน เพราะคิดว่าเป็นเพียงระยะสั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้านานเกินไป แม้จะมีผลดีต่อการป้องกันโรค&amp;nbsp; ก็คงทนกันต่อไปไม่ได้&amp;nbsp; จะเกิดการฝ่าฝืนมากขึ้น โดยที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางคน ไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืน&amp;nbsp; แต่กลับเข้าบ้านไม่ทัน และไม่อยู่ในกลุ่มยกเว้น&amp;nbsp; ก็อาจถูกตำรวจจับดำเนินคดีได้เพื่อให้มีสถิติรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและนำไปแถลงข่าวยังส่วนกลาง&amp;nbsp; รวมทั้งจะเป็นเครื่องมือให้ตำรวจใช้สร้างอำนาจอิทธิพล&amp;nbsp; รวมทั้งจะก่อให้เกิดปัญหา&amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วยเคอฟิวส์&amp;rdquo; ตามมาอีกรายการหนึ่งด้วย&amp;quot;พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64102</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ส่วยเคอฟิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb22d77451a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2019 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2019 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คณิต&#039;ชี้ถึงเวลาปฏิรูปสายพานกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ ตำรวจ อัยการ ศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค.62 -ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล&amp;nbsp; สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ&amp;nbsp; และมหาวิทยาลัยบูรพา จัดเสวนา เรื่อง &amp;ldquo;จะปฏิรูประบบงานสอบสวนและการสั่งคดีของอัยการอย่างไรให้เกิดความยุติธรรม และประชาชนเชื่อถือเชื่อมั่น&amp;rdquo; โดยมีตัวแทนหน่วยงานจากที่เกี่ยวข้องร่วมเสวนา มีคุณชนิตร์นันทน์ ปุณณะนิธิ เป็นผู้ดำเนินรายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด และประธานที่ปรึกษาสป.ยธ.&amp;nbsp; กล่าวปาฐกถา พิเศษหัวข้อ &amp;ldquo;วิกฤตกระบวนการยุติธรรมอาญาไทย จะปฏิรูปอย่างไรให้ผู้คนเกิดความเชื่อถือเชื่อมั่น&amp;rdquo; ว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหา ทั้งระบบ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการพัฒนาด้นสังคมด้วย ดังนั้นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องให้หลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และการสร้างความเข้าใจแก่สังคม ปัญหาปัจจุบันของกระบวนการยุติธรรม คือ การวางเฉยของศาลยุติธรรม และ การขาดองค์ความรู้บทบาทอัยการ ที่สำคัญกระบวนการยุติธรรมไทย มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก&amp;nbsp; รวมถึงองค์กรในการกระบวนการยุติธรรม ระบบภายในใหญ่โตขาดประสิทธิภาพ จึงต้องลดค่าใช้จ่าย แต่สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้ดีขึ้น และอัยการต้องสังกัดในกระทรวงยุติธรรม เพื่อบูรณาการการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;กระบวนการที่ดี คือ การบังคับใช้กฎหมาย ที่เข้มแข็ง ต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลได้ แต่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเท่าไร ขณะที่เกาหลีใต้ สิ่งแรกของผู้นำประเทศเข้ามารับตำแหน่ง คือ ปราบคอร์รัปชัน โดยใช้ อัยการ เป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามคอร์รัปชัน&amp;rdquo; ศ.ดร.คณิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.คณิต กล่าวว่า &amp;quot;สายพาน&amp;rdquo; กระบวนการยุติธรรมไทยตั้งแต่ ตำรวจ อัยการ ศาล และ กรมราชทัณฑ์ ที่สร้างปัญหา &amp;ldquo;นักโทษล้นคุก&amp;rdquo;ดังนั้นต้องลดคดีเข้าสู่สายพานกระบวนการยุติธรรมให้น้อยที่สุด จึงอยากเสนอแนวทางในการปฏิรูป ดังนี้ ควรมีการผลักดันการศึกษาด้านกฎหมายโดยเฉพาะฝ่ายอัยการ ต้องมีความรับผิดชอบ 4 ประการ คือ 1.ความถูกต้องของกฎหมาย 2.ความถูกต้องตามระเบียบ 3.ความรอบคอบ และ 4.ความเชื่อถือศรัทธาของอัยการ&amp;nbsp; จึงต้องปฏิรูปการตรวจสอบความจริงก่อนการประทับรับฟ้อง เพื่อลดปริมาณคดีในชั้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อดีตอัยการสูงสุด กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องทำการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอาญาไทย คือ การสอบสวนฟ้องร้องต้องเป็นกระบวนการเดียวกัน องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบความจริงชั้นเจ้าพนักงานต้องร่วมมือกันทำงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อัยการ หรือแม้แต่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ&amp;nbsp; (ปปช.) หรือ คณะกรรมการป้องกันการทุจริตภาครัฐ(ปปท.) ที่สำคัญฝ่ายการเมืองต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้ บทบาทอัยการในการร่วมสอบสวนคดีพิเศษ และการปฏิรูปการทำงานองค์กรต่างๆ ต้องกล้าทำ รวมถึงการปฏิรูป &amp;ldquo;ศาลพิจารณา&amp;rdquo; คือ ศาลอุทธรณ์ และ ศาลฎีกา ต้อง เป็นศาลทบทวนข้อกฎหมาย รวมถึงต้องสร้างความเข้าใจทางสังคม เพราะปัจจุบันสังคมไทยเข้าใจเรื่องนี้อ่อนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พฤติกรรมของคนในกระบวนการยุติธรรม ขาดภาวะวิสัย ทำงานด้วยความกลัว และร้ายที่สุด คือ กลัวการเมือง มักประจบประแจงฝ่ายการเมือง หากเป็นแบบนี้ประชาชนจะพึ่งพาใครได้ ยิ่งประสิทธิภาพการบริหารจัดการยิ่งแย่ คุมคามสิทธิ และ ค่าใช้จ่ายในการกระบวนการยุติธรรมสูง จึงถึงเวลาในการปฏิรูป&amp;rdquo; ศ.ดร.คณิต กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; อัยการจังหวัดสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ระบบกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้ &amp;ldquo;คนชั่วทำเลวไม่ได้&amp;rdquo; คือ ทำอย่างไรให้การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานสมบูรณ์ที่สุด เพื่อนำไปเสนอในชั้นศาล ที่เหลือเป็นอำนาจในการตัดสินของศาล แต่หากพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดความหละหลวม โดยมีหน่วยงานเดียวผูกขาด คือ ตำรวจ เก็บพยานหลักฐานเพียงหน่วยงานเดียว เช่น กล้องวงจรปิด ลายนิ้วมือ หรือ รอยเลือด ฯลฯ เช่น คดีเสือดำ หรือ คดีจ่านิว ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมที่ดี คือ การเก็บพยานหลักฐานที่ดีครบถ้วน แต่ปัจจุบันการเก็บพยานหลักฐานถูกผูกขาดเพียงหน่วยงานเดียวนั้นคือ ตำรวจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.น้ำแท้ กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ปัจจุบัน คือ จับผู้ต้องหาเข้าคุกทันที แต่กลับพบว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ในภายหลังและอัยการไม่สั่งฟ้อง ทำให้ผู้ต้องหาติดคุกฟรีและไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐด้วย ขณะที่บทบาทอัยการต้องเป็นสากลคือ ต้องได้มาซึ่งความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ทำคดีให้ได้มาซึ่งบทลงโทษ การที่อัยการสั่งไม่ฟ้องอย่าไปกังวล หากมีพยานหลักฐานสามารถสั่งฟ้องได้อีก และหากอัยการอยู่ในกระบวนการเก็บพยานหลักฐานถือเป็นการคานอำนาจ &amp;ldquo;ตำรวจ&amp;rdquo; จึงไม่ควรกลัวอัยการจะเข้าไปอยู่ในที่เกิดเหตุ ขณะที่การสั่งคดีของอัยการในต่างประเทศ จะสั่งคดีเมื่อมั่นใจว่าศาลจะพิพากษาลงโทษ ไม่ว่าคดีนั้นจะร้ายแรงเพียงใด และ การกักขังผู้ต้องหาด้วยเหตุผล คือ หลบหนี คดีร้ายแรง ไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือ ภัยอันตรายต่อสังคม แต่สังคมไทย คือ จะปล่อย หรือ ขังใคร คือ มีเงินมีอำนาจหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การฟ้องคดีปัจจุบัน อัยการไม่เห็นพยานหลักฐานจนวันสืบพยาน หรือวันฟ้องร้อง นี่คือจุดอ่อนของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างมาก นี่คือ กระบวนการยุติธรรมกบในกะลา เพราะไม่รู้ว่าระบบยุติธรรมสากลเป็นอย่างไร คือ ขังก่อน สั่งไม่ฟ้องทีหลัง นี่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ดังนั้นถ้าให้คะแนนความยุติธรรมแก่ประชาชน คือ ศูนย์&amp;rdquo; ดร.น้ำแท้ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า&amp;nbsp; กระบวนการยุติธรรมไทยวิปริตจากความไม่ยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม จับแพะ จับผิด และ ศาลยกฟ้องคนบุริสุทธิ์ที่ถูกคุมขังฟรี โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม &amp;ldquo;ในชั้นสอบสวนที่เป็นคนยากจน&amp;rdquo; ที่สำคัญชั้นสอบสวน อัยการ และ ศาล แต่สังคมกลับมุ่งจับผิดไปที่ศาล แต่อย่าลืมว่าการเริ่มต้นทำคดี คือ &amp;quot;ตำรวจ&amp;quot; อำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องอยู่ในคนๆเดียวกัน ระบบไทยถอยหลังไปไกลยิ่งกว่าสมัยอดีตรัชกาลที่ 5 ด้วยซ้ำไป เพราะระบบสอบสวนในอดีตฝ่ายปกครองเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโดยกระทรวงมหาดไทย แต่อำนาจสอบสวนได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือตำรวจ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างมาก และไม่ถูกตรวจสอบหรือถ่วงดุลจากหน่วยงานอื่นๆ ยกเว้นประชาชนร้องขอความเป็นธรรม ดังนั้นการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกถือเป็นสิ่งสำคัญ เช่น&amp;nbsp; ฝ่ายปกครองจังหวัด เป็นต้น นี่คือปัญหาใหญ่ ให้เข้ามารับรู้การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานด้วย
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;คำพิพากษาที่ดีคือต้องมีมาตรฐานทั้งคนจน หรือ คนรวย อย่างเช่น ศาลชั้นต้น พิจารณาพิพากษาอย่างหนึ่งศาลอุทธรณ์พิจารณากลับอีกอย่างหนึ่ง จึงควรปฏิรูปได้แล้ว เพราะคนจนอึดอัดมากจากผลกระทบจากกระบวนยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม หลายๆประเทศในโลกเจริญได้เพราะกระบวนการยุติธรรมที่ดีนี่คือเหตุผลทำไมนักโทษล้นคุก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมที่ดี คือ ติดตามจับกุม สืบสวนสอบสวน และ การสั่งฟ้องต้องมีประสิทธิภาพ แต่ฝ่ายนโยบาย หรือ รัฐสภายังให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวน้อยมาก แต่จะมุ่งไปเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะคุมตำรวจและดูแลการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเอง จึงอยากให้เวลา พล.อ.ประยุทธ์ 1 ปี ในฐานะดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ว่าจะทำได้จริงหรือไม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42339</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิต ณ นคร, ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง, ปฏิรูปตำรวจ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190730/image_big_5d4044656bdee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก1ปี6เดือนพระพรหมกวี ทุบวัดกัลยาฯ-โบราณสถาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก &amp;quot;พระพรหมกวี&amp;quot; เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรฯ 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี ในคดีสั่งคนทุบกุฏิ-ศาลา ผิด พ.ร.บ.วัตถุโบราณสถานฯ &amp;quot;วิรุตม์&amp;quot; ย้อนปมปัญหา เครือข่าย ปชช.แจ้งความ 22 คดี แต่ตำรวจ อัยการร่วมกันสอบสวนล้มคดี ทั้งที่อธิบดีกรมศิลปากรทำหนังสือแจ้งเป็นระยะ พร้อมร้อง ป.ป.ช.ฟัน ตร.-อัยการด้วย จับตาจะวินิจฉัยเมื่อใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 เมษายน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษาในคดีระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นจำเลย ในคดีที่ สน.บุปผาราม รวบรวมสำนวนพร้อมความเห็นส่งพนักงานอัยการ ยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2562 หมายเลขดำ อท.34/2562 ในความตาม พ.ร.บ.วัตถุโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 4, 8, 10, 32, 35 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2504 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 93
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พ.ร.บ.วัตถุโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 10, 32 วรรคสอง, 35 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 84 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุกจำเลย 3 ปี ปรับ 60,000 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา อาชีพ สิ่งแวดล้อมของจำเลย ซึ่งเป็นพระภิกษุ เป็นผู้ปฏิบัติตนอยู่ในศีล ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหลวง เพื่อทำการปรับปรุงพัฒนาวัด และยังจัดตั้งโรงเรียนสงฆ์อีกด้วย การที่จำเลยบูรณปฏิสังขรณ์วัด ทำให้ทัศนียภาพของกุฏิสงฆ์ ศาลาภายในวัด สวยงามดังเดิม ตลอดจนภาพลักษณ์ของวัดมีความปลอดภัยมากขึ้น สมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำชาติไทย ประกอบกับไม่มีเรื่องของการทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อรายงานว่า สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยเป็นอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่บำรุงรักษาจัดกิจการและสาธารณสมบัติของวัด ได้บังอาจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ด้วยการร่วมกับพวกซึ่งแยกไปดำเนินคดียังศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอีกส่วนหนึ่ง ก่อนใช้ให้นายฉลอง ไทยขำ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2364/2559 ของศาลอาญาธนบุรี ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษไปแล้ว กับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ด้วยการใช้ จ้างวาน ยุยงส่งเสริมให้ ทำลายทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าและทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งกุฏิคณะ 1 จำนวน 1 หลัง และศาลาราย จำนวน 1 หลัง ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร อันเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ที่จำเลยต้องมีหน้าที่ดูแลจัดการให้เป็นไปด้วยดีตามกฎหมาย การที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันก่อให้นายฉลองกับพวกร่วมกันกระทำความผิด ดังได้ร่วมกันทุบทำลายทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าไร้ประโยชน์ซึ่งกุฏิสงฆ์คณะ 1 และศาลารายดังกล่าว อันเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วตามกฎหมาย โดยไม่รับอนุญาตเป็นหนังสือหรือเป็นการทำตามคำสั่งจากอธิบดีกรมศิลปากร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกระทำความผิดสำเร็จดังสมเจตนาของจำเลยกับพวกซึ่งเป็นผู้ใช้จ้างวาน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกับพวกดังกล่าวก็ให้ใช้นายฉลอง กับพวกกระทำความผิด ทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมศิลปากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ด้านการคุ้มครองดูแลรักษาซ่อมแซม อันเป็นการบูรณะหรือรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมซึ่งโบราณสถานเพื่อเป็นประโยชน์คุณค่าในทางศิลปะประวัติศาสตร์ หรือ โบราณคดีอันเป็นทรัพย์มรดกที่มีค่ายิ่งของชาติ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯ การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามกฎหมาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ และคอลัมนิสต์ &amp;quot;เสียงประชาชน ปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; ที่เกาะติดคดีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ให้ความเห็นว่า การทำลายโบราณสถานวัดกัลยาณมิตรฯ อายุกว่า 200 ปี ซึ่งกรมศิลปากรได้ประกาศเป็นโบราณสถาน ได้เริ่มขึ้นนับแต่พระพรหมกวีเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี 2545 ได้มีการสั่งให้ทุบทำลายอย่างต่อเนื่องถึงปี 2554 จนหายไปต่างกรรมต่างวาระ เช่น หอระฆัง หอไตร ศาลาราย และกุฏิโบราณ รวม 22 รายการ ซึ่งพระพรหมกวีทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เป็นโบราณสถานของชาติ เนื่องจากอธิบดีกรมศิลปากรได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบระหว่างการทุบทำลายเป็นระยะๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในที่สุดได้มีการแจ้งความให้ดำเนินคดีพระพรหมกวีตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน รวม 22 คดี แต่ละคดีมีโทษจำคุกถึงสิบปี แต่ ผกก.สน.บุปผาราม ผบก.น.8 และ ผบช.น. ได้ดำเนินการสอบสวน ล้มคดี &amp;nbsp;ช่วยไม่ให้พระพรหมกวีต้องรับโทษรวม 18 คดี โดยสรุปเสนอให้พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยอ้างเหตุผลว่า การทำลายโบราณสถานดังกล่าว พระพรหมกวีไม่ได้มีเจตนาทำลายโบราณสถาน แต่เป็นการกระทำเพื่อพัฒนาวัด ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวต่อว่า ทำให้ในประมาณปี &amp;nbsp;2554 เครือข่ายประชาชนวัดกัลยาฯ นำโดย ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ได้ไปกล่าวโทษต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีพนักงานสอบสวน, ผกก.สน.บุปผาราม, ผบก.น.8 และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ขณะดำรงตำแหน่ง รอง ผบช.น. ผู้ดำเนินการสอบสวนโดยมิชอบเสนอให้อัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งพนักงานอัยการผู้สั่งไม่ฟ้องทั้ง 18 คดีด้วย แต่จนกระทั่งป่านนี้ ป.ป.ช.ก็ยังไม่ได้วินิจฉัยแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานทั้งตำรวจและอัยการผู้สั่งคดีโดยมิชอบต่อ ป.ป.ช.ดังกล่าว ทำให้คดีที่เหลืออีก 4 คดี อัยการไม่กล้าสั่งไม่ฟ้องเช่นเดิม แต่ได้สั่งฟ้องทั้งหมด และศาลได้มีคำพิพากษาจำคุกพระพรหมกวี 3 ปีในคดีหนึ่ง ยังเหลืออีก 3 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าทั้งปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนโดยมิชอบของ ผกก.สน.บุปผาราม, ผบก.น.8 และ บช.น. โดย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ในขณะนั้น ป.ป.ช.จะวินิจฉัยเมื่อใด และผลเป็นอย่างไร รวมทั้งคดีที่เหลืออีก 3 คดีของพระพรหมกวี ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลด้วย&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34496</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190425/image_big_5cc1cd72ddc61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2019 22:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก1ปี6เดือนพระพรหมกวี ทุบวัดกัลยาฯ-โบราณสถาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก &amp;quot;พระพรหมกวี&amp;quot; เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรฯ 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี ในคดีสั่งคนทุบกุฏิ-ศาลา ผิด พ.ร.บ.วัตถุโบราณสถานฯ &amp;quot;วิรุตม์&amp;quot; ย้อนปมปัญหา เครือข่าย ปชช.แจ้งความ 22 คดี แต่ตำรวจ อัยการร่วมกันสอบสวนล้มคดี ทั้งที่อธิบดีกรมศิลปากรทำหนังสือแจ้งเป็นระยะ พร้อมร้อง ป.ป.ช.ฟัน ตร.-อัยการด้วย จับตาจะวินิจฉัยเมื่อใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 เมษายน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษาในคดีระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นจำเลย ในคดีที่ สน.บุปผาราม รวบรวมสำนวนพร้อมความเห็นส่งพนักงานอัยการ ยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2562 หมายเลขดำ อท.34/2562 ในความตาม พ.ร.บ.วัตถุโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 4, 8, 10, 32, 35 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2504 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 93
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พ.ร.บ.วัตถุโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 10, 32 วรรคสอง, 35 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 84 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุกจำเลย 3 ปี ปรับ 60,000 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา อาชีพ สิ่งแวดล้อมของจำเลย ซึ่งเป็นพระภิกษุ เป็นผู้ปฏิบัติตนอยู่ในศีล ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหลวง เพื่อทำการปรับปรุงพัฒนาวัด และยังจัดตั้งโรงเรียนสงฆ์อีกด้วย การที่จำเลยบูรณปฏิสังขรณ์วัด ทำให้ทัศนียภาพของกุฏิสงฆ์ ศาลาภายในวัด สวยงามดังเดิม ตลอดจนภาพลักษณ์ของวัดมีความปลอดภัยมากขึ้น สมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำชาติไทย ประกอบกับไม่มีเรื่องของการทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อรายงานว่า สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยเป็นอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่บำรุงรักษาจัดกิจการและสาธารณสมบัติของวัด ได้บังอาจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ด้วยการร่วมกับพวกซึ่งแยกไปดำเนินคดียังศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอีกส่วนหนึ่ง ก่อนใช้ให้นายฉลอง ไทยขำ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2364/2559 ของศาลอาญาธนบุรี ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษไปแล้ว กับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ด้วยการใช้ จ้างวาน ยุยงส่งเสริมให้ ทำลายทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าและทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งกุฏิคณะ 1 จำนวน 1 หลัง และศาลาราย จำนวน 1 หลัง ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร อันเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ที่จำเลยต้องมีหน้าที่ดูแลจัดการให้เป็นไปด้วยดีตามกฎหมาย การที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันก่อให้นายฉลองกับพวกร่วมกันกระทำความผิด ดังได้ร่วมกันทุบทำลายทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าไร้ประโยชน์ซึ่งกุฏิสงฆ์คณะ 1 และศาลารายดังกล่าว อันเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วตามกฎหมาย โดยไม่รับอนุญาตเป็นหนังสือหรือเป็นการทำตามคำสั่งจากอธิบดีกรมศิลปากร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกระทำความผิดสำเร็จดังสมเจตนาของจำเลยกับพวกซึ่งเป็นผู้ใช้จ้างวาน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกับพวกดังกล่าวก็ให้ใช้นายฉลอง กับพวกกระทำความผิด ทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมศิลปากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ด้านการคุ้มครองดูแลรักษาซ่อมแซม อันเป็นการบูรณะหรือรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมซึ่งโบราณสถานเพื่อเป็นประโยชน์คุณค่าในทางศิลปะประวัติศาสตร์ หรือ โบราณคดีอันเป็นทรัพย์มรดกที่มีค่ายิ่งของชาติ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯ การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามกฎหมาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ และคอลัมนิสต์ &amp;quot;เสียงประชาชน ปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; ที่เกาะติดคดีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ให้ความเห็นว่า การทำลายโบราณสถานวัดกัลยาณมิตรฯ อายุกว่า 200 ปี ซึ่งกรมศิลปากรได้ประกาศเป็นโบราณสถาน ได้เริ่มขึ้นนับแต่พระพรหมกวีเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี 2545 ได้มีการสั่งให้ทุบทำลายอย่างต่อเนื่องถึงปี 2554 จนหายไปต่างกรรมต่างวาระ เช่น หอระฆัง หอไตร ศาลาราย และกุฏิโบราณ รวม 22 รายการ ซึ่งพระพรหมกวีทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เป็นโบราณสถานของชาติ เนื่องจากอธิบดีกรมศิลปากรได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบระหว่างการทุบทำลายเป็นระยะๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในที่สุดได้มีการแจ้งความให้ดำเนินคดีพระพรหมกวีตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน รวม 22 คดี แต่ละคดีมีโทษจำคุกถึงสิบปี แต่ ผกก.สน.บุปผาราม ผบก.น.8 และ ผบช.น. ได้ดำเนินการสอบสวน ล้มคดี &amp;nbsp;ช่วยไม่ให้พระพรหมกวีต้องรับโทษรวม 18 คดี โดยสรุปเสนอให้พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยอ้างเหตุผลว่า การทำลายโบราณสถานดังกล่าว พระพรหมกวีไม่ได้มีเจตนาทำลายโบราณสถาน แต่เป็นการกระทำเพื่อพัฒนาวัด ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวต่อว่า ทำให้ในประมาณปี &amp;nbsp;2554 เครือข่ายประชาชนวัดกัลยาฯ นำโดย ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ได้ไปกล่าวโทษต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีพนักงานสอบสวน, ผกก.สน.บุปผาราม, ผบก.น.8 และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ขณะดำรงตำแหน่ง รอง ผบช.น. ผู้ดำเนินการสอบสวนโดยมิชอบเสนอให้อัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งพนักงานอัยการผู้สั่งไม่ฟ้องทั้ง 18 คดีด้วย แต่จนกระทั่งป่านนี้ ป.ป.ช.ก็ยังไม่ได้วินิจฉัยแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานทั้งตำรวจและอัยการผู้สั่งคดีโดยมิชอบต่อ ป.ป.ช.ดังกล่าว ทำให้คดีที่เหลืออีก 4 คดี อัยการไม่กล้าสั่งไม่ฟ้องเช่นเดิม แต่ได้สั่งฟ้องทั้งหมด และศาลได้มีคำพิพากษาจำคุกพระพรหมกวี 3 ปีในคดีหนึ่ง ยังเหลืออีก 3 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าทั้งปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนโดยมิชอบของ ผกก.สน.บุปผาราม, ผบก.น.8 และ บช.น. โดย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ในขณะนั้น ป.ป.ช.จะวินิจฉัยเมื่อใด และผลเป็นอย่างไร รวมทั้งคดีที่เหลืออีก 3 คดีของพระพรหมกวี ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลด้วย&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34493</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประยุทธ เพชรคุณ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190425/image_big_5cc1cd72ddc61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2019 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2019 18:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5ปีปฏิรูปตำรวจเวียนกลับที่เดิม!วงเสวนาซัด&#039;ตู่-ป้อม&#039;ไม่อยากเปลี่ยนแปลงสุดท้ายต้องรอรัฐบาลหน้า  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26ก.พ.62 -ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน&amp;nbsp; มีการเสวนาวิชาการ หัวข้อ &amp;quot;เกือบ 5 ปี กฎหมายปฏิรูปตำรวจและการสอบสวน &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; ซุกไว้ที่ไหน จะมีผลบังคับใช้เมื่อใด?&amp;quot;&amp;nbsp; จัดโดย เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ(คป.ตร.) หรือ Police Watch โดย ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมการพิจารณาร่างพรบ.ตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยเรามีหลายเรื่องที่อยู่ในหมวดของการปฏิรูป&amp;nbsp; เรื่องตำรวจเป็นเรื่องที่สองรองจากการปฏิรูปการศึกษา ชีวิตเราทุกวันนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันถ้าเราไม่ปฏิรูปตำรวจ ความเป็นธรรมก็ไม่เกิด รัฐธรรมนูญก็ไม่มีความหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน และอาจจะเป็นคนที่ตรงกันข้ามกับสิทธิมนุษยชน เราต้องมองว่าปัญหาของตำรวจก็อะไรและปัญหาของประชาชนคืออะไร เราจึงมีมาตรา 258&amp;nbsp; การเปลี่ยนแปลงมันยากลำบาก ถ้ามันง่ายก็คงสำเร็จตั้งแต่อดีต&amp;nbsp; ปัญหาที่เกิดขึ้นมันมีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง ตั้งแต่โครงสร้าง ไปจนถึงกรอบของกฎหมาย&amp;nbsp; เราต้องมองทั้งสองด้านว่า ตำรวจได้อะไร และประชาชนอยากได้อะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตกรรมการพิจารณาร่างพรบ.ตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp; กล่าวว่า เรามีคณะกรรมการ 2 ชุด ชุดนายอัชพร จารุจินดา และชุดพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์&amp;nbsp; เป็นประธานฯ&amp;nbsp; ผลงานของชุดนายอัชพรได้มีการวางประเด็นต่างๆที่พยายามสร้างความถ่วงดุล มีการร่างเป็นกฎหมายผ่านครม.ไป ต่อมาทางครม.ก็ได้พิจารณาว่าเราตั้งชุดที่ทำในเรื่องกฎหมายเลยดีกว่าไหม&amp;nbsp; มีคนสำคัญหลายคนร่วมเป็น กก. ให้เป็นการยกร่าง พรบ.ตำรวจแห่งชาติ ไปเลย รวมทั้ง พรบ.การสอบสวนคดีอาญา เป็นร่างที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ใช้เวลาการยกร่าง 7 เดือน แล้วร่าง กฎหมายทั้งสองไปไหน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราอาจจะผิดคาดไปนิดหนึ่ง&amp;nbsp; คือเราต้องการให้เป็นผลงานให้รัฐบาลชุดนี้ แต่ก็มีการเวียนร่างดังกล่าวไปสอบถามร่างดังกล่าวว่าเขาเห็นอย่างไร เมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง&amp;nbsp; กก.ชุด อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ พยายามร่างที่จะปัญหาให้ความทุกข์ของตำรวจ และแก้ปัญหาให้ประชาชน&amp;nbsp; เรามองว่า ตำรวจอาจจะมีนายเยอะ มีหน้าที่ที่จะทำมากมาย ในเรื่องการสอบสวน มีความซับซ้อน เราไม่คิดถึงขนาดแยกฝ่ายป้องกัน ปราบปราม แยกสายสอบสวน จราจร&amp;nbsp; โดยพูดด้วยว่า ตำรวจบางหน่วยไม่จำเป็นต้องมียศ&amp;nbsp; หลายคนบอกว่าถ้าไม่มียศ ก็อาจจะไม่มีแรงดึงดูดใจ เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งคือ การทำงานในโรงพักเป็นหลัก&amp;nbsp; เราไม่ต้องการได้ยินว่าเราขาดอัตรากำลัง กำลังหลักต้องไปอยู่ที่โรงพัก ตร.ต้องไม่ไปรับใช้นาย&amp;nbsp; และการเปลี่ยนบทบาท ภาระหน้าที่บางหน่วย เช่น&amp;nbsp; รถไฟ ป่าไม้ จราจร &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.อุดม กล่าวอีกว่า พรบ.ว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญา คณะกก.ชุดนายอัชพรก็เคยได้ยินว่าจะเอาอัยการมาร่วมสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญเพื่อให้การสอบสวนเป็นเรื่องเป็นราว มีทิศทางที่ชัดเจน พี่น้องประชาชนจะได้รับการบริการ&amp;nbsp; เราพยายามที่จะช่วย ตร.ให้การเลื่อนยศและตำแหน่ง ไม่ต้องวิ่งเต้น มีการประเมินจากประชาชน ให้มีเกณฑ์อาวุโสจากการทำงาน ถ้าตร.มีความมั่นคง ได้รับการตอบแทนที่พอควร น่าเชื่อถือ ไม่ไปทำร้าย ละเมิดสิทธิประชาชน และให้เป็นความหวังของประชาชนได้ ตอนนี้เรามีเวลาไม่มาก และร่างนี้ก็เป็นร่างที่ยาว ผมไม่เชื่อว่าจะพิจารณาทันในสมัยนี้ แต่เมื่อมีการเขียนไว้ใน รธน.ยังไงก็จะต้องอยู่ในแผนยุทธิศาสตร์ชาติ เพื่อปฏิรูปประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เราก็กลัวเหมือนกันว่าถ้าร่าง กฎหมายนี้เข้า สนช.แล้วจะเป็นอย่างไร&amp;nbsp; การเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังลำบากเหมือนกัน ถ้าจะเปลี่ยนแปลงก็จะกระทบกับผลประโยชน์ของคนมาก ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าเลือกตั้งแล้ว ฝ่ายการเมืองอาจจะมีการต่อรอง ใช้ตำรวจ พวกอำนาจนอกระบบก็ต้องใช้ตำรวจ&amp;nbsp; อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ต้องมี political will&amp;nbsp; และการเปลี่ยนแปลงแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่ามันจะทำให้เสียเลือดเนื้อ คงต้องมีแผนและมีขั้นตอน&amp;rdquo;ศ.ดร.อุดม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ด้านหนึ่งตนมองว่าเป็นด้านดีเหมือนกันที่ร่างกฎหมายนี้ไม่เข้า สนช. เพราะมันอาจจะถูกบิดเบือนจากสนช.ชุดนี้แต่ด้านที่มองว่าเป็นโชคร้าย ก็คือเรื่องนี้เคยเป็นเงื่อนไขของการชุมนุม จนมีการัฐประหาร ก็มีการแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามในปี 57&amp;nbsp; และมีกรรมการหลายชุดถึงชุดอ.มีชัย&amp;nbsp; แสดงให้เห็นว่าคนเห็นปัญหาและการต้องการที่จะให้ ตร.ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ซึ่งมีนัยยะว่า ตร. ต้องมีการสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน&amp;nbsp; แต่โชคร้ายที่มีคำสั่งที มีคำสั่งคสช.&amp;nbsp; 88/57&amp;nbsp; 77/59&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ ตร.คอยตั้ง ตร.&amp;nbsp; จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กลายเป็นว่า ผบตร.มีอำนาจในการรวมศูนย์อำนาจ โยกย้ายได้ทั่วประเทศ แล้วก็มายุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน ไปสู่การไร้ประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ทำให้ผมทำใจแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถปฏิรูป ตร.ได้แน่&amp;nbsp; ในชุดนี้เขียนไว้หนึ่งปี ตั้งแต่มี รธน.นี้มาก็ใช้เวลา สองปี ไม่ทราบว่าเราฟ้อง ม.157 ได้หรือไม่ นอกจากนั้นมันมีปัจจัยที่ต้านการเปลี่ยนแปลง ของ ตร.ที่ยังมีอำนาจได้ผลประโยชน์จากโครงสร้างปัจจุบัน มีเครือข่ายอำนาจที่เชื่อมโยงกับอำนาจนักการเมืองบ้าง นักธุรกิจบ้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง จึงเอาร่างนี้ไปซุกอยู่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.พิชาย กล่าวต่อว่า เจตจำนงที่จะปฏิรูป มันมีผู้มีอำนาจที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดังนั้นต้องดูว่าเราต้องการที่จะให้เขามีอำนาจต่อไปหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลังที่จะเข้ามาขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลงยังมีไม่มาก และไม่ต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระแสปฏิรูปมีมากในปี 57&amp;nbsp; แต่ไม่มีการทำต่อ&amp;nbsp; เหลืออยู่ไม่กี่คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราต้องหาการเชื่อมโยงพลังต่างๆให้ได้&amp;nbsp; เช่นคนชั้นกลาง ต้องให้เห็นว่าปฏิรูป ตร. มันเชื่อมกับคนชั้นกลางแค่ไหน กำลังสอบอยู่ไม่ถูกแก๊งอันธพาลรบกวน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แก๊งบวชวัดสิงห์ ก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะเมื่อโทรไป สน. ตำรวจก็จะมาหยุดการรบกวน&amp;nbsp; ลูกหลานไปไหนมาไหนก็ปลอดภัย อีกประการหนึ่ง คนไทยจำนวนมากก็ยังใช้อภิสิทธิ์ เราก็จะใช้&amp;nbsp; ถ้ายังพึ่งพาโครงสร้างแบบเดิมๆ&amp;nbsp; การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่ มี และไม่ควรให้ ตร. ปฏิรูปตัวเอง&amp;nbsp; มันต้องสร้างแรงกดดันจากภายนอก&amp;nbsp; มันไม่ควรทำในช่วงนี้&amp;nbsp; ทำหลังเลือกตั้งดีกว่า ถ้าทำในช่วงนี้ เราก็ไม่สามารถมีส่วนร่วม ทุกอย่างมันอยู่ในกล่องดำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดูแล้วรัฐบาลที่ไม่มาจากการเลือกตั้งมันทำให้หลักนิติรัฐมันถดถอย&amp;nbsp; เราเจออำนาจเด็ดขาดใช้ ม.44 ในสังคมที่มีอำนาจขุนนาง มันทำให้เราติดลบไปมาก ทำให้เราต้องมาเริ่มของใหม่&amp;nbsp; นักการเมืองรับรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ข้าราชการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้คุณเนวิน ชิดชอบ กลับมาคิดถึงการกระจายอำนาจ&amp;nbsp; นักการเมืองจะตอบสนองประชาชนมากกว่าข้าราชการระดับสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะข้าราชการมักไม่สนใจประชาชนเท่าไหร่ และเห็นว่าการปฏิรูปตำรวจเป็นพันธกิจของทุกพรรคการเมือง ประชาชนต้องถามว่าแต่ละพรรคมีจุดยืนอย่างไร ถ้าทำได้ การปฏิรูปอื่นๆก็จะตามมา&amp;rdquo;รศ.ดร.พิชาย กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำงานด้านสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp; จะเห็นคนได้รับผลกระทบโดยตรงจากตำรวจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรามีผู้ต้องขัง ตอนนี้มีคนในเรือนจำ 380000 คน ตอนนี้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรข้างนอก&amp;nbsp; และยังมีครอบครัวที่อยู่ข้างนอกที่ได้รับผลกระทบอีกเฉลี่ย 5 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คูณเข้าไปก็ล้านกว่าคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเราก็มีผู้ต้องขังที่ไม่ได้กระทำผิดจริง&amp;nbsp; สิ่งที่เรากระทำอยู่ตอนนี้มันเหมือนถูกซุกอยู่จริงๆ แล้วคอยให้มีบรรยากาศประชาธิปไตยไปก่อนถ้ายังไม่มีสามารถปฏิรูป ตร.ในตอนนี้ได้ ก็ขอให้ทำบางส่วนไปก่อน ในบางศาล หรือสถานี สำหรับ&amp;nbsp;pilot project &amp;nbsp;ถ้าลุงตุ่ ไม่ได้เป็นนายกฯอีกจะดีมาก ปล่อยให้เป็นการทำงานของ สส.สว.ใหม่ๆ และผู้ใหญ่น่าหยุดบ้างเพื่อให้ประชาธิปไตยจะเดินหน้าให้กับลูกหลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร&amp;nbsp; คอลัมนิสต์และผู้เขียนหนังสือ วิกฤติตำรวจและงานสอบสวนจุดดับกระบวนการยุติธรรมกล่าวว่า สถานการณ์ตำรวจมันหนักกว่าเก่ามาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรามีปัญหาโครงสร้าง จนเรื่องแพะ แกะ ศพคนโดดน้ำตาย เอาศพนอนคอย ตำรวจข้ามคืน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศพมันโดดในเขตบางโพ ไปโผล่ที่ประชาชื่น ตำรวจ เกี่ยงกันว่าเรื่องมันอยู่ที่เขตใด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความจริงประชาชนไม่ควรไปเข้าคิว ควรนั่งฟังโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาแจ้งให้ทราบความคืบหน้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ใช่มาเข้าคิวยาว อย่างที่เป็นอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่างกฎหมาย 3 ฉบับ&amp;nbsp; 1.แก้ป.วิอาญา 2.พรบ.ตำรวจแห่งชาติ 3.พรบ.สอบสวนคดีอาญา&amp;nbsp; ถ้าทำได้เราแก้ปัญหาปฏิรูปตรวจได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เราไม่ควรเอาเรื่องนี้มาต่อรองในเรื่องของอำนาจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนเดือนร้อนสาหัสสากรรจ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร่างกฎหมายตั้งแต่ สปท. สปช. คุณอัชพร คุณมีชัย ครม. ยังไม่ไปถึง สนช.&amp;nbsp; จึงไม่รู้ว่าตอนนี้ร่างอยู่ที่ใคร ส่วนกองบัญชาการภาคไม่มีประโยชน์&amp;nbsp; เอาเรื่องไปดอง&amp;nbsp; มีคนทำงานปัจจุบันมีเกือบ 500 คน มันมีประโยชน์อะไร แทนที่จะเอาคนไปทำงานรับใช้ ประชาชน ส่วนเงินเดือน สวัสดิการ ตำรวจปัจจุบันไม่น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางคนบำนาญเกือบเท่าเงินเดือน&amp;nbsp; ตำรวจร้อยคนก็ไม่ได้ซื้อปืนให้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดูข่าวที่จ.อยุธยา ปืนหาย&amp;nbsp; 11 กระบอก&amp;nbsp; ปัญหาตร. ไม่ใช่เรื่องขาดอุปกรณ์ทำงาน แต่คือไม่มีกำลังใจมากกว่า และไม่ใช่เรื่องผลตอบแทนเงินเดือน&amp;rdquo;พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวอีกว่า ร่างพรบ.ตำรวจ ที่ร่างมาพอใช้ได้&amp;nbsp; แต่ พรบ. สอบสวน ยังแยกไม่ขาด&amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่เสนอให้แก้ไข ป.วิอาญา ก็ไม่เข้า ครม. เลยทำให้ไม่เอาอะไรสักอย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือมันอาจจะดีก็ได้ที่ไม่เข้า สนช.คนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากตร.ก็ไม่เดือดร้อน เพราะนายก&amp;nbsp; อัยการ ผู้พิพากษาก็ไม่เดือนร้อน ไม่เคยถูกตรวจปัสสาวะ&amp;nbsp; จึงเห็นด้วยกับ อ.อุดม ที่ว่าถ้าไม่ปฏิรูปตำรวจ รัฐธรรมนูญนี้ก็ไม่มีความหมาย ตอนนี้การปฏิรูปตร.ถูกดองไว้ เราต้องมีการส่งเสียงให้มากกว่านี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราต้องมีศาลจราจรในการเปรียบเทียบปรับ อย่างสมดุล เพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้ใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมถ้าเราไม่ปฏิรูป เราจะเห็นการกระทบกระทั่ง ประชาชนไม่เชื่อถือ&amp;nbsp; สังคมจะเกิดวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30002</URL_LINK>
                <HASHTAG>5ปีปฏิรูปตำรวจ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, พรบ.การสอบสวนคดีอาญา, พรบ.ตำรวจแห่งชาติ, พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, อุดม รัฐอมฤต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190226/image_big_5c75226c336f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปฏิรูปต้นทาง แก้ยัด&#039;ข้อหา&#039; ป้องกัน&#039;แพะ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงเสวนารวมพลคนเป็นแพะ 3 คดีร่วมกันแฉตำรวจยัดข้อหา ซ้อม ทรมานให้รับสารภาพ เดินหน้าฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย พ่อเด็ก ม.6 โอดครอบครัวหมดเนื้อหมดตัว ลูกชายถูกซ้อมจนเป็นโรคซึมเศร้า &amp;nbsp;อัยการสะท้อนใจแฉมีคดีแพะอื้อ แนะปฏิรูปให้อัยการเห็นสำนวนตั้งแต่แรก หลายหน่วยงานฟ้องเองได้ อึ้ง!อดีตผู้พิพากษาศาลฎีการับเป็นแพะเหมือนกัน ถูกหลอกมาเยอะ กว่าสำนวนขึ้นสู่ศาลแทบไม่เหลืออะไรแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ถนนสามเสน วันที่ 7 ตุลาคม มีการเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;ตำรวจยัดข้อหา ประชาชนจะต่อสู้และปฏิรูประบบสอบสวนอย่างไร?&amp;quot; จัดโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police Watch ซึ่งมีเหยื่อและญาติผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดข้อหามาร่วม 3 กรณี โดยมี พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ผู้เขียนหนังสือ &amp;quot;วิกฤติตำรวจและงานสอบสวน จุดดับกระบวนการยุติธรรม&amp;quot; เป็นผู้ดำเนินรายการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.จินดา ศรีสมัย ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดครอบครองยาเสพติด กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อ 19 ก.ย.54 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดยา ใช้วิธีการซ้อม บังคับให้ยอมรับว่าครอบครองยาเสพติดที่สถานบันเทิง ซึ่งตำรวจเข้าใจว่าตนเองชื่อ &amp;quot;เก๋&amp;quot; ตามที่สายลับบอกมา ต่อมาตำรวจตามไปจับที่ปั๊มน้ำมัน อ.สำโรง จ. สมุทรปราการ ขณะกำลังไปขึ้นรถ แล้วตบไปมา ถามว่า &amp;ldquo;มึงมีของมั้ย&amp;rdquo; มีการค้นที่ห้องพักและเอาของที่มีราคาไป หยิบเงินไปกว่าหมื่นบาท ระหว่างที่ไป บก.น.1 ก็ยังมีการซ้อม บอกว่าถ้าอยากกลับบ้านก็ขอมีเพศสัมพันธ์กับตำรวจ 4 นาย ขอเงิน 200,000 บาท ถ้าไม่สามารถเอาเงินมาได้ก็จะเพิ่มยาเสพติดให้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดิฉันมีการให้รายละเอียดต่อศาลว่าถูกซ้อม แต่ศาลไม่รับฟัง แต่ฟังตำรวจมากกว่าผู้ต้องหา เป็นเรื่องที่ไม่มีการนำพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นหลักฐาน และศาลไม่ให้ประกันตัว ศาลชั้นต้นลงโทษ 9 ปี 4 เดือน &amp;nbsp;ติดไปแล้วกว่า 3 ปี ต่อมาดิฉันเห็นคนเดิมไปทำเหตุการณ์เช่นนี้กับคนอื่นอีกจึงทนไม่ได้ จึงขอให้กระบวนการยุติธรรมปรับปรุง เพราะประชาชนเดือดร้อนมากแล้ว และได้ฟ้องกลับตำรวจที่จับกุมในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย และตบทรัพย์&amp;quot; น.ส.จินดากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยงค์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ตามมาตรา 131 ป.วิอาญาเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบต้องรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเพื่อพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาด้วย ดังนั้นต้องไม่มีอคติต่อผู้ต้องหา และหากไม่ได้รับความยุติธรรม ขอให้ผู้ต้องหายื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดขอความเป็นธรรมได้ ซึ่งมีสิทธิที่จะดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานสอบสวนภายในอายุความที่กำหนด อย่าเชื่อว่าจะมีการวิ่งเต้นไม่ให้อัยการสั่งไม่ฟ้องหรือโดนหลอก สำหรับปัญหาการสอบสวนของไทย เพราะอัยการไม่ได้ลงไปสอบสวนด้วยแต่แรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ฟังเรื่องของคุณจินดาแล้วสะท้อนใจ ตนได้ยินเรื่องเหล่านี้มาแทบทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เรื่องแบบนี้ในต่างประเทศหากมีความผิดพลาดเมื่อเห็นปัญหาต้องรีบแก้ไข แต่ประเทศไทยจะรีบแก้ตัว และปกปิดความจริง กรณีแบบเดียวกับคุณจินดามีมากมาย ประเทศใดที่มีการคอร์รัปชันมาก ตัวชี้วัดคือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมไทยโคตรห่วยแตก เกิดการจับผิดและยัดข้อหารีดเงินกันมากมาย พนักงานสอบสวนไม่รวบรวมหลักฐานหรือสอบสวนเพิ่มเติมตามจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามมาตรฐานสากล เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหาไปแล้วจะรีบแจ้งอัยการทันที &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การปฏิรูปของไทยต้องยอมให้อัยการสามารถลงไปดูหรือรับรู้เมื่อมีการจับกุม และการที่ดำเนินคดีควรมีหลายหน่วยงานดำเนินคดีได้ เช่น ปกครอง อัยการ ส่งพยานหลักฐานฟ้องเองได้ ที่น่าสงสัย การยึดยาเสพติดของไทยมีปัญหามาก ทำให้ตำรวจเอายาไปยัดยาให้ใครก็ได้ จับ 1 หมื่นเม็ด เหลือ 1 พันเม็ด แล้ว 9 พันเม็ดไปไหน ซึ่งในต่างประเทศเขาจะให้อัยการเข้าไปตรวจสอบด้วยแต่แรก เพื่อไม่ให้ตำรวจนำยาที่ไม่รายงานไปยัดให้ใครได้ การทำงานของเราไม่มีมาตรฐานแม้แต่ขั้นตอนเดียว&amp;quot; นายน้ำแท้กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต ม.บูรพา กล่าวว่า การที่สอบสวนไม่มีการบันทึกภาพและเสียงทำให้เกิดปัญหา หากมีอุปกรณ์เหล่านี้ จะเห็นว่าผู้ต้องหามีบาดแผลจากการซ้อม ทรมาน เมื่อมีการจับกุม พนักงานสอบสวนไม่สอบเพิ่มเติม หลายกรณีไม่มีการถ่วงดุล สตช.ควรนำกรณีผิดพลาดต่างๆ ไปปรับปรุงการทำงานที่ผิดพลาด เพราะเกิดขึ้นทั้งในนครบาลและต่างจังหวัด เชื่อว่ามีแบบนี้อีกเป็นแสนราย กระบวนการยุติธรรมต้องเลิกการทำงานของคนคนเดียวที่สามารถจับกุมเอง หาหลักฐาน สอบเองและทำคดีเอง แบบนี้คนไทยมีสิทธิติดคุกง่ายมาก และต้องเลิกการใช้สายลับ มาเป็นการใช้นิติวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวรนารภ ภูมิถาวร อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า ตำรวจต้องให้ผู้ต้องหาอ่านสำนวนคดีก่อนเซ็นชื่อด้วย ปัญหาสำคัญมาจากการสอบสวนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กรณีจับกุมนำตัวไปรีดไถเรื่องที่เกิดขึ้นตนก็เป็นแพะถูกหลอกมาเยอะ กว่าสำนวนมาสู่ศาลแทบไม่เหลืออะไรแล้ว คนที่ถูกจองจำเป็นผู้บริสุทธิ์เยอะ ตนถึงกรวดน้ำให้ผู้บริสุทธิ์ทุกวัน ขอฝากสื่อให้ลงข่าวในเรื่องประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม ให้ไปหาอัยการคุ้มครองสิทธิฯ และขอให้การปฏิรูปตำรวจนำคนที่เป็นแพะเข้าไปประชุมด้วย คณะกรรมการปฏิรูปควรจะเคยต้องคดีมาก่อนถึงจะปฏิรูปตำรวจสำเร็จ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนากร เจริญรุ่งเรือง บิดานายราชศักดิ์ เจริญรุ่งเรือง ที่ถูกตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรีจับกุมข้อหายาเสพติด ศาลฎีกายกฟ้อง และกำลังฟ้องเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาท กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจพยายามยัดข้อหายาเสพติด น.ส.ศิริวรรณ ที่มีนายราชศักดิ์พยายามเข้าไปช่วย และถูกเอาถุงข้าวสารครอบหัวเพื่อเอาทรัพย์ไป (แหวน) โดยทำการซ้อมเพื่อให้ยอมรับ โดยนำผู้ต้องหา น.ส.ศิริวรรณและนายราชศักดิ์กลับไปที่บ้านเพื่อค้นหายาที่อ้างว่าพบยา 716 เม็ดโดยบอกว่ามียาเสพติดในกระเป๋ากางเกงของผู้ต้องหาทั้งสอง คนละ 10 เม็ด และ 6 เม็ด และให้ชี้จุดที่ซ่อนยาข้างบ้าน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่การบันทึกการจับกุมขณะที่จำเลยถูกมัดไขว้หลังมีพิรุธ ทั้งเวลา หลักฐานที่ไม่สอดคล้องกัน ในฐานะพ่อ จึงต้องต่อสู้เพื่อลูก ดำเนินคดีจากหลักฐานของตำรวจเองก็เป็นดาบคืนสนอง ซึ่งคุณศิริวรรณบอกในภายหลังว่าตำรวจหลอกให้ไปกดเงินเอทีเอ็มให้ 50,000 บาท แต่เวลาที่ตำรวจบันทึกเป็นเวลาที่ต่างจากเวลาที่กดเงินจริง ในคำเบิกความคุณศิริวรรณมีความชัดเจน &amp;nbsp;ตอนนี้ศาลยกฟ้องแล้ว และกำลังฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย 30 ล้าน&amp;quot; นายธนากรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร นักเรียนชั้น ม.6 ที่ถูกตำรวจ จ.ปราจีนบุรี จับยัดข้อหาวิ่งราวทรัพย์ กล่าวว่า ลูกชายถูกจับแล้วซ้อม ใช้ถุงขยะครอบหัวเพื่อให้ยอมรับว่าครอบครองสร้อยทองที่อ้างว่าไปชิงจากหญิงคนหนึ่ง และทำการตรวจสอบฉี่ อ้างว่าพบสารเสพติด แต่มีญาติมาช่วยได้ทัน และพาไปตรวจฉี่ที่โรงพยาบาล ผลฉี่คือไม่พบสารเสพติด ต่อมาตำรวจได้ขอเงิน 50,000 บาท ทราบว่าเป็นตำรวจปราจีนฯ ชุดเดียวกันกับคดีของนายราชศักดิ์ โดยศาลชั้นต้นลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงนายเดียวยศ พ.ต.ท. ลงโทษเพียง 1 ปี 4 เดือน แต่ต่อมารอลงอาญา เพราะตำรวจมีประวัติที่ไม่เคยกระทำผิดในวิชาชีพ ตนจะสู้ต่อขออุทธรณ์ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมได้ไปร้องเรียนมาแล้วทุกกระทรวงถึง 50 หน่วยงานรัฐในรอบ 7 ปี ไม่สามารถช่วยได้ ก็แค่ปาหี่ ทุกที่บอกเหมือนกันว่ากำลังดำเนินการ พยายามให้คิดว่าเป็นเรื่องของเวรกรรมที่ไม่มีใครอยากฟัง รอว่าถ้ามีกระทรวงเวรกรรมผมก็จะไปร้องอีก ขณะนี้ครอบครัวชื่นจิตรหมดเนื้อหมดตัวและเสียสุขภาพจิตกับตำรวจอย่างมาก ไปร้องที่อำเภอบ้านสร้างก็หาว่าผมติดยาเสพติด ลูกชายสะสมความเครียดมาก ใส่ชุดนักเรียนไปร้องเรียนกลายเป็นโรคหวาดระแวง ซึมเศร้าจากการถูกซ้อมทรมาน ที่เรียกว่า PDSD จึงขอใบรับรองจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ไปร้องต่อศาล ซึ่งศาลก็วินิจฉัยตามนั้น วันตัดสินของศาลชั้นต้น ศาลได้พยายามไกล่เกลี่ยและให้อภัยด้วยการรับเงินไปเสีย แต่โจทก์ไม่ยินดีที่จะรับเงิน และจะเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป&amp;quot; นายสมศักดิ์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19314</URL_LINK>
                <HASHTAG>จินดา ศรีสมัย, ธนากร เจริญรุ่งเรือง, น้ำแท้ มีบุญสล้าง, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, วรนารภ ภูมิถาวร, วิเชียร ตันศิริคงคล, สมศักดิ์ ชื่นจิตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bba184b16cfd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
