<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบนร.เลวดีเบต&#039;ณัฏฐพล&#039;ขอ&#039;แต่งตัว-ไว้ผม&#039;ชูป้ายล้างตำรา รื้อประวัติศาสตร์ไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ม็อบนักเรียนปล่อยพลังหน้ากระทรวงศึกษาธิการ &amp;quot;ช่อ-โบว์&amp;quot; ร่วมทีม ยื่นข้อเรียกร้อง รื้อกฎระเบียบล้าหลัง ลั่นเพศใดแต่งกายแบบใดไม่ได้ทำให้การเรียนแย่ลง ขอไว้ผมยาว ขอนำมือถือเข้าห้องเรียน กฎโรงเรียนละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้นักเรียนสูญเสียความมั่นใจ ชูป้าย &amp;quot;ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ชำระตำราประวัติศาสตร์ไทย&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;quot;ณัฏฐพล&amp;quot; ขึ้นดีเบต จบเรียบร้อย ชี้การไล่ให้ออกถือเป็นการคุกคาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 กันยายน ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถ.ราชดำเนิน เครือข่ายนักเรียนหลายสิบโรงเรียนซึ่งรวมตัวกันในชื่อกลุ่มนักเรียนเลว เริ่มทยอยกันมาชุมนุมใหญ่เรียกร้อง 3 หัวข้อ 1.หยุดคุกคามนักเรียน 2.ยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลัง 3.ปฏิรูปการศึกษา และ 1 เงื่อนไข หากทำไม่ได้ก็ลาออกไป &amp;nbsp;ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยก่อนการตั้งเวทีใหญ่ แกนนำนักเรียนได้ปราศรัยและร้องเพลงสันทนาการร่วมสนุกกับนักเรียนและผู้ชุมนุมที่เดินทางมาถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเริ่มเดินทางมาร่วมให้กำลังใจนักเรียน อาทิ แอมมี่ เดอะบอตทอมบลู ศิลปิน และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า รวมถึงแนวร่วมคณะประชาชนปลดแอกหลายคนเดินทางมาสนับสนุน ขณะที่บรรยากาศโดยรอบที่ชุมนุม มีการตั้งเต็นท์แจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม รถสุขาจากบริษัทเอกชน มีการตั้งโต๊ะลงทะเบียนสื่อมวลชน และเต็นท์กิจกรรมล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มไอลอว์ นอกจากนี้ มีการวางพวงหรีดหลายสิบพวงบริเวณกำแพงกระทรวงที่มีชื่อของกลุ่มเครือข่ายนักเรียนที่เข้าร่วมงานใน รวมทั้งชูป้ายข้อความต่างๆ อาทิ &amp;quot;ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ชำระตำราประวัติศาสตร์ไทย&amp;quot; เป็นต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ ซึ่งแต่งตัวให้ดูลดอายุตัวเอง เผยว่า ให้กำลังน้องๆ และคิดว่าไม่ได้ขึ้นเวทีดีเบต ซึ่งตนต้องการให้น้องๆ ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ เพราะพื้นที่การศึกษาคือพื้นที่เสรีภาพของทุกคน โดยประเด็นเรื่องทรงผมนักเรียนตามกฎกระทรวง ศธ.ไม่ได้มีการบังคับอยู่แล้ว แต่ครูและโรงเรียนหลายแห่งยังมีการใช้อำนาจบังคับเรื่องทรงผมนักเรียนอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหมือนกับการเมืองของประเทศในปัจจุบัน ที่ผู้มีอำนาจยังกดขี่ข่มเหงผู้ที่ไม่มีอำนาจอยู่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกนนำคณะก้าวหน้ากล่าวว่า ข้อเรียกร้องที่กลุ่มนักเรียนยื่นข้อเสนอว่า หาก รมว.ศึกษาธิการไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้ให้ลาออกจากตำแหน่งนั้น ตนมองว่าปัญหาคุกคามในสถานศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน และไม่ควรจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงความเห็นต่างของเด็ก ดังนั้นหาก รมว.ศึกษาธิการยังไม่สามารถแก้ปัญหาการคุกคามในสถานศึกษาได้ เพราะถือเป็นเรื่องพื้นฐาน ก็ควรลาออกจากตำแหน่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 15.50 น. นักเรียนเริ่มเปิดปราศรัยบนเวทีใหญ่ โดยมีการเปลี่ยนฉากหลังไปเรื่อยๆ มีฉากหลังหนึ่ง ข้อความว่า &amp;nbsp;&amp;quot;SHUTDOWN DICTATORSHIP RESTART EDUCATION ปิด ปรับ เปลี่ยน&amp;quot; มีการปราศรัยจากนักเรียน 3 คน อภิปรายเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ซึ่งไม่เกินหน้าที่ของ รมว.ศึกษาธิการ ปัจจุบันมีการคุกคามเด็กจำนวนมาก ทั้งทางเพศ จิตใจ ร่างกาย โดยครูอ้างหวังดี กระทรวงศึกษาธิการไม่ควบคุมดูแลว่าครูมีอำนาจแค่ไหน เด็กชู 3 นิ้วโดนครูด่า ปล่อยให้ตำรวจเข้ามาทั้งที่ครูต้องเป็นกลางทางการเมือง&amp;nbsp;
กฎระเบียบล้าหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เรื่องกฎระเบียบล้าหลัง นักเรียนไม่มีส่วนร่วม เพศใดแต่งกายแบบใดไม่ได้ทำให้การเรียนแย่ลง กฎโรงเรียนละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้นักเรียนสูญเสียความมั่นใจ ถูกตีกรอบ ส่วนการปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากนักเรียนไม่ได้เรียนสิ่งที่ชอบ ไม่มีวิชาการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ว่าชอบสิ่งใด อุปกรณ์การเรียนไม่เอื้ออำนวย เช่น สเปกคอมพิวเตอร์ไม่สูงพอในการสอนโฟโต้ช็อป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถัดมามีการแสดงจากกลุ่มนักเรียนด้วยการร้องเพลง &amp;quot;ผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดี&amp;quot; แปลงจากเนื้อเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี มีเนื้อหาว่า ผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน 1.เปิดกว้างศาสนา 2.รู้ค่าคนด้วยกัน 3.มีวิจารณญาณ 4.วาจานั้นไม่แดกดันเหยียดหยาม 5.คิดทำด้วยเหตุผล 6.ให้เคารพคนมองต่าง 7.วางใจไว้ให้เป็นกลาง ฟังผู้น้อยดูบ้างอย่าเพิ่งรีบไปค้าน 8.มีอัตตาจงขจัด 9.อย่าจำกัดประสบการณ์ เรียนรู้โลกใหม่ไพศาล ให้เท่าทันการณ์นานาชาติพัฒนา 10.ทำตนให้น่าเอาอย่าง รู้จักขอโทษบ้างและไม่สร้างแต่ปัญหา ผู้ใหญ่สมัยชาติพัฒนาร่วมจับมือเด็กพาชาติไทยเจริญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้ขึ้นปราศรัยระบุว่า ได้รับเชิญจากกลุ่มนักเรียนมาพูดในฐานะแม่คน มีลูกอายุ 13 ปีแล้ว สนับสนุนข้อเรียกร้อง 3 ข้อ เป็นไปตามกรอบสิทธิเด็กคือ 1.สิทธิในการมีชีวิต 2.สิทธิได้รับปกป้องจากความรุนแรง 3.สิทธิในการพัฒนา 4.สิทธิในการแสดงออก มีส่วนร่วมในสังคม และถูกรับฟัง การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิที่ถูกคุ้มครอง รมว.ศึกษาธิการ พูดถึงการปฏิรูปการศึกษา ห้องเรียนสร้างสรรค์ เปลี่ยนเกณฑ์ประเมินความชอบของแต่ละคน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว แต่ต้องใส่ใจรายละเอียด จะทำได้ห้องเรียนต้องมีนักเรียน 20 คน ส่วนเรื่องระบบร้องเรียน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีระบบ มีช่องร้องเรียนสายด่วน 1579 อยู่แล้ว แต่ปฏิบัติการต้องรวดเร็ว อยู่ที่ได้รับเรื่องแล้วซีเรียสไหม ครูทำผิดถูกลงโทษหรือไม่ ขอชื่นชมความพยายาม แต่ขอให้มองปัญหาถูกจุด ขอให้สิทธิเด็กเป็นวาระแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ณัฏฐายังกล่าวถึงกรณีไมค์ ระยอง อยู่ในเรือนจำว่า ตอนไมค์อายุ 12 ปี ไปขายขยะ เรียนโรงเรียนแถวบ้านได้เกรดสี่ เป็นคนตั้งใจเรียน ชีวิตลำบาก อยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงกลับต้องอยู่ในคุก หวังว่าต่อไปนี้ผู้ปกครองเลิกห้ามลูกมาม็อบ แต่มาม็อบกับลูก ครูกล้อนผมนักเรียน ผู้ปกครองต้องกล้าขึ้นโรงพักแจ้งความ ครูละเมิดทางเพศ เพื่อนครูต้องกล้าไปบอก ผอ. ส่วนครูดูหมิ่นเหยียดหยามอุดมการณ์นักเรียน ผอ.ต้องดำเนินการทางวินัย เพราะวินัยครูต้องส่งเสริมประชาธิปไตย กรณีที่ตำรวจไปคุกคาม พ่อแม่จะไม่ห้ามลูก แต่บอกตำรวจให้หยุดทำ และกระทรวงศึกษาธิการใส่ใจแก้ปัญหา ไม่ผักชีโรยหน้า ให้เกิดสิทธิเด็กได้จริง
&amp;quot;ณัฏฐพล&amp;quot;ดีเบต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.สุรพงศ์ ธรรมพิทักษ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้เข้าพูดคุยกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อบอกถึงการมาดูแลความปลอดภัย และขอความร่วมมือกับทางกลุ่มว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงมาพบนั้น ให้ดูแลมวลชนไม่อยากให้เข้าประชิดตัวรัฐมนตรีด้วย พร้อมเปิดเผยด้วยว่า วันนี้ได้จัดกำลังตำรวจนครบาล 1 จำนวน 1 กองร้อย และตำรวจจราจร 20 นาย มาดูแลรักษาความปลอดภัยและดูแลการจราจร รวมถึงการสัญจรไปมา ซึ่งทางกลุ่มขออนุญาตชุมนุมถูกต้องตามกฎหมาย และไม่กังวลในเรื่องใดเป็นพิเศษ ทั้งนี้ เบื้องต้นหากรัฐมนตรีลงมา ก็ทราบว่าจะมีการพูดคุยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการชุมนุมในครั้งนี้ นางอมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ น.ส.พรรณิการ์ วาณิช แกนนำคณะก้าวหน้า รวมถึงแกนนำกลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้เข้าร่วมชุมนุมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.00 น. กลุ่มนักเรียนได้มีการเป่านกหวีดเรียกนายณัฏฐพลมาดีเบต ซึ่งนายณัฏฐพลได้เดินออกมาบริเวณสนามหญ้าหน้า ศธ. โดยมีตัวแทนจากกลุ่มนักเรียนเลวเจรจารูปแบบการดีเบตก่อน และอีก 20 นาทีให้หลัง รมว.ศึกษาธิการขึ้นเวทีดีเบตกับนักเรียน โดยตัวแทนนักเรียนกล่าวว่า ข้อเรียกร้องนักเรียน 3 ข้อภายใต้ข้อแม้ หากทำไม่ได้ให้เปิดทางให้คนที่มีความสามารถเข้ามา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแทนนักเรียนกล่าวว่า การคุกคามนักเรียนไม่ใช่การลงโทษนักเรียนที่แสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่รวมถึงการทำร้ายร่างกาย การตีนักเรียน ซึ่งมีมานานแล้ว ศธ.มีศักยภาพในการดูแลนักเรียนหลายแนวทาง เช่น การประเมินโรงเรียน ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไม ศธ.ถึงใช้วิธีรับเรื่องร้องเรียนจากเด็ก แทนที่จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลัง ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากคือระเบียบทรงผม ซึ่งมีการเรียกร้องมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีนักเรียนถูกลงโทษเรื่องทรงผมอยู่ ต้องบอกว่าประกาศระเบียบของ ศธ.ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว จากการที่ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ใน ศธ.หลายคน ก็ดูเหมือนรับปากจะแก้ไข แต่พอลงจากเวทีแล้วไม่รู้เด็กที่เป็นแกนนำกว่า 50 โรงเรียนจะถูกคุกคามหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฏฐพลกล่าวว่า ตนให้ความมั่นใจ ต้องการให้โรงเรียนมีความปลอดภัยมากที่สุด รับเรื่องร้องเรียน 109 โรงเรียน และได้ตรวจสอบ แต่ต้องทำความเข้าใจ ยังมีครูกว่า 5 แสนคนที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ และได้เปิดช่องทางร้องเรียนให้แล้ว เรื่องที่เราคุยอยู่นี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งต้องใจเย็น ทั้งนี้ บางเรื่องเกิดมานาน แต่การแก้ไขต้องเปิดรับฟังข้อมูล ซึ่งมีการปกป้องความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูล ซึ่งตนได้ใช้เวลาทดลองระบบกว่า 2 สัปดาห์ ทดสอบแฮ็กระบบตัวเองจนมั่นใจ
ขอนำมือถือเข้าห้องเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องโรงเรียนไม่ทำตามกฎที่ ศธ.ออก ยอมรับว่าเพราะเราไม่ได้เข้มงวดมากพอกับกฎที่ออกมา วันนี้ต้องเอาความจริงมาพูด แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะยอม จากนี้จะยอมไม่ได้ เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ ที่ผ่านมามีการยอมเพราะผู้ปกครองสามารถเจรจายอมความกันได้ แต่จากนี้ ศธ.จะไม่ยอมให้มีการเจรจายอมความ เรื่องล่วงละเมิดทางเพศ ยาเสพติด การคุกคามในโรงเรียน จากนี้จะเกิดขึ้นใน ศธ.ไม่ได้ จากนี้ทั้ง ศธ.ทราบแนวทางแล้วหากไม่ปฏิบัติก็ต้องถูกดำเนินการทางวินัย แต่ก็ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา มีการสอบสวน ตรงนี้เป็นระบบยุติธรรมที่สามารถยืนอยู่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการดีเบตนักเรียนได้ตะโกนบอกปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเป็นระยะ อาทิ ห้ามนำโทรศัพท์เข้าโรงเรียน บางโรงเรียนห้ามเผยแพร่ข้อมูลในโรงเรียน ซึ่งนายณัฏฐพลกล่าวว่า หากมีข้อมูลจริงก็พร้อมจะแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าใครเจอเหตุการณ์อะไร เกิดการคุกคามที่โรงเรียน สามารถถ่ายมือถือเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ สำหรับเรื่องโทรศัพท์ เป็นการดำเนินการของแต่ละโรงเรียน ว่าจะมีกฎเกณฑ์ และอาจต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม วันนี้ถ้าใครอยากเผยแพร่หรือทำอะไรไม่ดีในระบบการศึกษา เราต้องขจัดออกไป วันใดที่ผมรู้สึกว่าไม่สามารถทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ และการศึกษา วันนั้นผมพร้อมจะพิจารณาตัวเอง&amp;quot; รมว.ศึกษาธิการกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนกลุ่มนักเรียนได้มอบหนังสือเรียน 8 กลุ่มสาระ และหวังว่าจะไปพบปัญหาที่ผิดพลาดในแบบเรียนและไม้เรียวต่อสัญลักษณ์ที่จะไม่ถูกคุกคามจากครู โดยนายณัฏฐพล กล่าวว่า การที่เด็กมอบหนังสือเรียน 8 กลุ่มสาระวิชา และไม้เรียวให้แก่ตนนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งคงต้องมาดูในข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นนายณัฏฐพลเปิดแถลงข่าวว่า ได้สรุปข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนจำนวน 10 เรื่อง ได้แก่ เรื่องทรงผมนักเรียน การแต่งกาย หลักสูตรที่ไม่ทันสมัย การเปิดช่องทางแสดงความคิดเห็น ภาระของครูที่มีมากเกินไป การยกเลิกการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต การคุกคามทางเพศในโรงเรียน ความหลากหลายทางเพศในโรงเรียน การเพิ่มการเรียนภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม และเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งข้อเรียกร้องทั้งหมดอยู่ในแผนงานที่ได้ดำเนินการมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีข้อเรียกร้องของนักเรียนเข้ามา ก็ได้มีย้ำข้าราชการในสังกัดต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องขับเคลื่อนนโยบายให้มีความรวดเร็วและเข้มข้นมากขึ้น &amp;nbsp;
อดีต ส.ว.ปล่อยข่าวรัฐประหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ศึกษาธิการกล่าวต่อว่า ทั้งนี้เรื่องการคุกคามในสถานศึกษาตนเห็นด้วยกับกลุ่มนักเรียน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานศึกษา และที่ผ่านมาตนได้ตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือ ศคพ.ขึ้น โดยได้มีการดำเนินการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว จนถึงขณะนี้มีการให้ครูที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศออกจากราชการไว้ก่อนจำนวน 15 รายแล้ว รวมไปถึงให้คุรุสภาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ส่วนประเด็นที่เด็กแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองในสถานศึกษานั้น ขณะนี้ได้มีการทำความเข้าใจกับครูให้เข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงและความเห็นต่างของนักเรียน ซึ่งขณะนี้มีความเข้าใจกันแล้ว และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีก ขณะที่การสอบโอเน็ตยอมรับว่าปีนี้การเรียนการสอนเปลี่ยนไป เนื่องจากเจอสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเรียนของเรียนทำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นหากใช้ข้อสอบชุดเดียวกันสอบจะเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างแน่นอน ดังนั้นในเรื่องการแก้ไขปัญหาการสอบโอเน็ตสัปดาห์หน้าจะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า จะมีการยกเลิกการสอบโอเน็ตได้หรือไม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่กลุ่มนักเรียนเรียกร้องว่าหาก รมว.ศธ.ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องไม่ได้ก็ให้ลาออกจากตำแหน่งไปนั้น นายณัฏฐพลกล่าวว่า &amp;quot;ผมเห็นว่าเป็นการคุกคาม เพราะหากใครทำเรื่องไหนไม่ประสบความสำเร็จก็จะต้องลาออกนั้น ข้าราชการศึกษาธิการก็ต้องลาออกทั้งหมดด้วย ดังนั้นผมอยากให้เข้าใจการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องใช้เวลา แม้จะมีการเปรียบเทียบการชุมนุมในอดีตที่มีการเรียกร้องให้ลาออกได้ ผมเห็นว่าไม่เหมือนกัน ปัจจุบันและอดีตแตกต่างกันมาก เพราะปัจจุบันมีเวทีเปิดให้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ซึ่งผมพร้อมรับฟังและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เนื่องจากอดีตไม่เคยมีการเปิดเวทีรับฟังแบบนี้&amp;rdquo;รมว.ศึกษาธิการกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายการุณ ใสงาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่า &amp;ldquo;ผมเชื่อว่าจะมีรัฐประหารแน่นอน ...#เตรียมตัวดีๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การต่อสู้เปิดเผย เป้าหมายเปิดเผย ท่ามกลางการต่อสู้อาจปรับปรุงเป้าหมายได้ จึงจำเป็นต้องปรุงแต่งยุทธศาสตร์และ ยุทธวิธีให้สอดรับกันเพื่อชัยชนะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;40 ปีที่ผ่านมา ผมกล้าพูด กล้าทำมากกว่านี้ เพราะผมมีปืนและร่วมอยู่กับกองทัพปลดแอกประชาชนฯ ยอมรับว่า วันนี้ผมขี้ขลาดไปมาก ขอเดินตามครับ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ปลุกคนไทย ร่วมต้านเผด็จการ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,136 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-4 กันยายน ที่ผ่านมา
สามัคคีไม่มีรัฐประหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงเหตุปัจจัยที่จะช่วยไม่ให้เกิดเผด็จการ ยึดอำนาจ พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 88.5 ระบุรณรงค์ความรักความสามัคคีของคนในชาติจะช่วยไม่ให้เกิด เผด็จการ ยึดอำนาจ รองลงมาคือร้อยละ 88.3 ระบุคนไทยทุกคนมีหัวใจประชาธิปไตย ไม่ก่อนประเด็นขัดแย้งรุนแรงบานปลาย, ร้อยละ 87.8 ระบุให้คนดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์และเก่งกล้า ปกครองประเทศ, ร้อยละ 86.1 ระบุ คนไทยทุกคนร่วมกันปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติจะช่วยไม่ให้เกิด เผด็จการ ยึดอำนาจ, ร้อยละ 83.0 ระบุไม่เผชิญหน้าความรุนแรง ปะทะกันระหว่างกลุ่มหนุน กลุ่มต้าน, ร้อยละ 82.8 ระบุ สื่อมวลชนช่วยกันสร้างความสงบสุขในบ้านเมือง, ร้อยละ 82.3 ระบุ ม็อบทำตามกฎหมายการชุมนุมทุกประการ, ร้อยละ 82.2 ระบุทุกฝ่ายหยุดระดม ปลุกปั่น มั่วสุม หยุดความรุนแรงการเมืองทุกรูปแบบ, ร้อยละ 77.4 ระบุอย่าให้ฝ่ายการเมืองชี้นำ สร้างความขัดแย้งในชาติ และร้อยละ 73.2 ระบุอย่าให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงประเทศไทย จะช่วยไม่ให้เกิดเผด็จการยึดอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.0 เห็นด้วยต่อการทำตามกฎหมาย ใครผิดว่าไปตามผิด ดำเนินการทุกคดี หยุดพฤติกรรมลอกเลียนแบบได้ ในขณะที่ร้อยละ 7.0 ไม่เห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.1 ระบุควรแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาลอยู่ไม่เกิน 2 ปี เลือกตั้งใหม่ เพราะช่วยลดโอกาสเกิดเผด็จการ ยึดอำนาจ ใช้การเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ รัฐบาลต้องเร่งทำงานหนักสร้างผลงาน ถ้าทำดีก็ได้กลับเป็นรัฐบาลอีก ถ้าไม่ดีและอยู่นานไปเป็นเหตุให้คอร์รัปชัน เกิดความขัดแย้งคนในชาติ ให้รัฐบาลอยู่สั้นๆ ปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามยุยงปลุกปั่นความขัดแย้ง ปิดโอกาสเผด็จการยึดอำนาจ เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 29.9 ระบุไม่ควร เพราะอายุรัฐบาลสั้นไป ไม่เห็นผลงาน สิ้นเปลืองงบประมาณเลือกตั้ง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การร่วมต่อต้านเผด็จได้สำเร็จขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัยมากกว่าการปลุกเร้าให้ประชาชนมีหัวใจประชาธิปไตยอย่างเดียว เพราะถ้าคนในชาติมีความรักความสามัคคีกัน ร่วมกันปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติ มีคนดีคนเก่งคนกล้าปกครองประเทศ มีสื่อสร้างสรรค์ ช่วยทำบ้านเมืองสงบสุข ม็อบทุกม็อบทำตามกฎหมายชุมนุม ทุกฝ่ายหยุดความรุนแรงทุกรูปแบบ เลิกเรียกกลุ่มต่างๆ ว่า ชังชาติ สลิ่ม อย่าให้ต่างชาติแทรกแซงไทย และแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาลอยู่ในวาระสั้นลงเพื่อใช้การเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนแทนการถูกยึดอำนาจด้วยเผด็จการ ผลที่ตามมาคือการปิดประตูสู่เผด็จการยึดอำนาจน่าจะจบที่รุ่นเราได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลยังได้เสนอให้ใช้ทฤษฎี หน้าต่างแตก (Broken Window Theory) เพื่อยับยั้งพฤติกรรมลอกเลียนแบบทำตามกันในการฝ่าฝืนกฎหมายก่อเหตุขัดแย้งรุนแรงบานปลายขึ้นของคนในชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76601</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐา มหัทธนา, พ.ต.อ.สุรพงศ์ ธรรมพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200905/image_big_5f539d1ca75f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
