<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับพ่อลูกฮุบที่สงฆ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หน่วยหนุมาน กองปราบฯ&amp;quot; จู่โจมล็อกตัว &amp;ldquo;ลุงบุญช่วย&amp;rdquo; พร้อมลูกชายกลางไร่ขณะนอนหลับ หลังพบหลักฐานชัดฮุบที่ดินธรณีสงฆ์ 3,800 ไร่ของ &amp;ldquo;พระกิตติวุฑโฒภิกขุ&amp;rdquo; มาเป็นของตัวเอง เค้นสอบผู้ต้องหา &amp;ldquo;ลุงบุญช่วย-ลูกชาย&amp;rdquo; ชี้สร้างหลักฐานเท็จต้องมีมากกว่า 2 คน ขณะที่ภรรยา &amp;ldquo;อดีตนายพล&amp;rdquo; ดักรอ ดีใจการเสียชีวิตของสามีไม่สูญเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (ผกก.2 บก.ป.), พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ ผกก.สสน.บก.ป., พ.ต.ท.กรกช ยงยืน สว.กก.2 บก.ป. นำชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน จำนวน 20 นาย และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. พร้อมอาวุธครบมือ นำหมายค้นจากศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 32/21 ม.10 ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เพื่อเข้าจับกุมตัวนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 80 ปี และนายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี บุตรชาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา &amp;ldquo;เบิกความเท็จต่อศาล, ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันยักยอกทรัพย์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไปถึง พบบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับอาคารสำนักงานตั้งอยู่ภายในไร่ จึงวางกำลังเข้าปิดล้อมเพื่อความรัดกุมและปิดเส้นทางหลบหนี จากนั้นจึงเข้าไปยังตัวอาคารบ้านพักก่อนจะพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนยังคงนอนหลับพักผ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการหนุมานและชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมเข้าตรวจยึดเอกสารหลักฐานบางอย่างจากภายในบ้านพักจำนวนหลายรายการไว้เป็นหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2561 มูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยได้ส่งตัวแทนเข้าพบพนักงานสอบสวน แจ้งความเอาผิดกับนายบุญช่วย ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒภิกขุ อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ ที่มรณภาพเมื่อปี 2548 ว่าได้ยักยอกที่ดินในพื้นที่ ต.พลวง ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฏ และบางส่วนใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของมูลนิธิ จำนวน 3,800 ไร่ ไปเป็นของตนเอง โดยมีการสวมสิทธิ์การครอบครอง และนำไปออกโฉนดโดยมิชอบด้วยการแจ้งเท็จต่อศาลแพ่งและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังรับเรื่อง ทางเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวจึงได้นำกำลังลงพื้นที่สืบตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งพบว่าเดิมทีที่ดินผืนนี้เป็นที่ดิน ส.ป.ก. มีนายสมพล โกศลานันท์ เป็นผู้ครอบครอง กระทั่งประมาณปี 2513-2515 พระกิตติวุฑโฒได้ก่อตั้งมูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุฯ พร้อมกับเปิดรับบริจาครวบรวมเงินของชาวบ้านมาเป็นทุนซื้อที่ดินผืนดังกล่าวจากนายสมพล เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของพระสงฆ์ในราคา 12 ล้านบาท แต่จ่ายเงินไปเพียง 8 ล้านบาท อีก 4 ล้านบาทยังไม่ได้ชำระ แต่ทางนายสมพลเห็นว่าจะนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางศาสนา จึงมอบที่ดินให้ไปใช้ประโยชน์ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว พระกิตติวุฑโฒได้มอบหมายให้นายบุญช่วยซึ่งเป็นน้องชายของตัวเองเป็นผู้ดูแลที่ดิน แต่เมื่อพระกิตติวุฑโฒได้มรณภาพลงในปี 2548 นายบุญช่วยและบุตรชายคือนายกิตติพงษ์ กลับวางแผนที่จะเข้าครอบครองที่ดินผืนดังกล่าวมาเป็นของตนเอง โดยในปี 2550 นายบุญช่วยได้ไปยื่นเรื่องฟ้องร้องนายเรวัฒิ โกศลานันท์ ลูกชายของนายสมพล ในฐานะเป็นผู้รับมรดกเพื่อให้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยมีนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความชื่อดัง เป็นทีมทนายความ กระทั่งศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาให้ทายาทของนายสมพลโอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นชื่อของนายบุญช่วยตามที่ร้องขอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นปี 2554-2555 นายบุญช่วยได้ไปยื่นขอเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดินเพื่อทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ทาง น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นหลานของนายสมพล จึงเริ่มพบเห็นความผิดปกติ และเกิดความไม่พอใจ เพราะเห็นว่าที่ดินดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางศาสนาตามวัตถุประสงค์เดิม จึงเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นหลายคดี แต่เป็นทางฝ่ายทายาทที่แพ้คดีมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงยังลุกลามบานปลายจนกลายเป็นมูลเหตุทำให้ พล.ต.ต.ธารินทร์ตัดสินใจใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่นายบัญชา นางสุภาพร ภรรยานายบัญชา นายวิชัย อุดมธนภัทร และนายวิจัย สุขรมย์ ทีมทนาย ภายในศาลจังหวัดจันทบุรี ขณะกำลังรอพยานฝ่ายจำเลยและรอผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์นัดสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดแรก เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีการฟ้องร้องทางแพ่งปลีกย่อยเกี่ยวกับที่ดินผืนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเป็นเหตุให้นายบัญชา และนายวิจัย เสียชีวิต ส่วนนางสุภาพรและนายวิชัยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ พล.ต.ต.ธารินทร์เองภายหลังก่อเหตุก็ได้ถูกนายธนากร ธีรวโรดม เสมียนทนาย นำอาวุธปืนของ ร.ต.อ.ขจร บรรจง ตำรวจประจำศาลจังหวัดจันทบุรี ยิงใส่จนเสียชีวิตด้วยเช่นกัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 พ.ย.2562 ซึ่งภายหลังเกิดเรื่องขึ้นมาทำให้คดีดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจจากสังคมถึงความไม่ชอบมาพากล ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทางกองปราบฯ จึงได้รับโอนสำนวนคดีทั้งหมดมาอยู่ในความดูแล พร้อมกับสืบสวนข้อเท็จจริงจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าจับกุมตัวและตรวจค้นหาพยานหลักฐานต่างๆ ภายในบ้านเสร็จสิ้นแล้วนั้น ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมก็ได้เร่งนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเดินทางต่อมายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อทำการสอบสวนโดยทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน จากกรณีดังกล่าว น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท ภรรยา พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตรองจเรตำรวจ เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมนำรูปภาพและอัฐิของ พล.ต.ต.ธารินทร์ เพื่อยืนดักเฝ้ารอพบกับนายบุญช่วยและนายกิตติพงษ์ หลังทราบข่าวว่าถูกกองปราบปรามนำกำลังเข้าจับกุมได้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และนำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมยังกองปราบปราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เขมจิรากล่าวว่า หลังต่อสู้คดีมาหลายสิบปี เมื่อนายบุญช่วยกับบุตรชายถูกจับจึงมาที่กองปราบปรามเพื่อรอพบเจอ เพราะตนอยากให้พวกเขายอมรับความจริงว่านายสมพลขายที่ดินให้พระกิตติวุฑโฒในนามมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ จริงหรือไม่ และจะชี้แจงอย่างไร สำหรับคดีที่นายบุญช่วยฟ้องร้องตนเองฐานฟ้องเท็จเกี่ยวกับเรื่องการครอบครองที่ดินทั้งหมด 3 คดี ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษจำคุกตนและทนายรวมทั้งหมด 7 ปี โดยรอลงอาญาไว้ก่อน ขณะนี้กำลังเตรียมยื่นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อันที่จริงอดีตสามีของตนไม่ควรเสียชีวิตจากเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามตนก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามและสื่อมวลชนที่ช่วยติดตามข่าวจนทำให้ความจริงปรากฏ จนทำให้การเสียชีวิตของ พล.ต.ต.ธารินทร์ไม่สูญเปล่า&amp;rdquo; น.ส.เขมจิรากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวว่า เบื้องต้นในการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งมีรายงานจากชุดจับกุมว่า ในการตรวจค้นที่บ้านพักขณะจับกุมไม่พบเอกสารหลักฐานใดเกี่ยวกับการครอบครองที่ดิน แต่ในทางคดีนั้นทราบอยู่แล้วว่าผู้ต้องหาไม่มีเอกสารซื้อขาย แต่เป็นการสร้างหลักฐานเท็จ โดยฟ้องศาลเพื่อให้ได้เอกสาร น.ส.3 เป็นของตนเอง และโอนชื่อเป็นตนเองในปี 2553
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอมรับว่าการสร้างหลักฐานเท็จนั้นต้องมีคนร่วมกระทำผิดมากกว่า 2 ราย แต่บางคดีก็หมดอายุความไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หนักใจ เพราะมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ จริง&amp;rdquo; พ.ต.อ.เอนกกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68256</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงษ์ เจริญสถาพร, บุญช่วย เจริญสถาพร, พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, พระกิตติวุฑโฒภิกขุ, พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์, ร.ต.อ.ขจร บรรจง, สมพล โกศลานันท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขมจิรา บัณฑูรนิพิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200609/image_big_5edf7544b46e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวมบทจอร์จ คลูนีย์ ตุ๋นอิตาเลียน40ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จับหนุ่มใหญ่ชาวอิตาเลียนปลอมตัวเป็น &amp;quot;พระเอกฮอลลีวูด &amp;quot;จอร์จ คลูนีย์&amp;quot; หลอกเหยื่อทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก หอบ 40 ล้านพาเมียมากบดานที่บางละมุงนาน 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนนี้ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม สั่งการ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.กรกช ยงยืน สว.กก.2 บก.ป. นำกำลังจับกุมนายฟรานเชสโก กาเดลลี อายุ 58 ปี และนางสาววันจา ก๊อฟฟี อายุ 45 ปี ภรรยา ทั้งสองเป็นชาวอิตาลี ในฐานความผิดเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 22/4 หมู่ 6 ต.โป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อรุณ กล่าวว่า เมื่อช่วงเดือน ก.ค.2553 พระเอกดาราฮอลลีวูดชื่อดัง &amp;ldquo;จอร์จ คลูนีย์&amp;rdquo; ร้องทุกข์ต่อศาลเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ว่าถูกแอบอ้างชื่อ และปลอมลายมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ หลอกเหยื่อร่วมลงทุน ต่อมาทางการอิตาลีได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ก่อเหตุ คือนายฟรานเชสโก กาเดลลี จึงได้ออกหมายแดงขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรืออินเตอร์โพล ต่อมาทางการอิตาลีได้ประสานความร่วมมือมายังตำรวจกองปราบปรามหลังสืบทราบว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ทาง พล.ต.ต.จิรภพจึงได้สั่งการให้ กก.2 บก.ป.ลงพื้นที่จนทราบว่ามากบดานใน จ.ชลบุรี จึงนำกำลังเข้าจับกุมได้ที่บ้านหลังดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน นายฟรานเชสโกให้การรับสารภาพว่า ได้แอบอ้างเป็นพระเอกฮอลลีวูดคนดัง จอร์จ คลูนีย์ จริง โดยหลอกเหยื่อว่าจะมาลงทุนทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก เมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินมาก็จะนำเงินที่ได้มาเที่ยวกับภรรยา ซึ่งที่ผ่านมาหลอกเหยื่อได้เงินกว่า 40 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายฟรานเชสโก กับภรรยาเดินทางเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งขั้นตอนจากนี้ทั้งสองต้องรับโทษในประเทศไทยให้เสร็จสิ้น จากนั้นจะประสานทางการอิตาลีเพื่อรับตัวไปดำเนินคดีต่อ โดยจำคุก 8 ปี 4 เดือน ปรับ 14,500 ยูโร หรือประมาณ 5 แสนบาท ตามคำพิพากษาเมืองมิลาน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38695</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอร์จ คลูนีย์, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190616/image_big_5d0644270d34c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 00:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กะเทยลวงเด็ก ถ่ายคลิปลามก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาวประเภทสองขายภาพและคลิปลามกเด็กนักเรียน รวมทั้งหนุ่มๆ ผู้ปกครองเข้าแจ้งความกองปราบฯ ล่อซื้อรวบตัวได้พร้อมของกลาง สารภาพปลอมตัวเป็นผู้หญิง ตีสนิทเหยื่อแล้วหลอกให้สำเร็จความใคร่ผ่านเว็บแคมโดยแอบบันทึกคลิปวิดีโอลามกไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 มีนาคมนี้ ที่กองปราบปราม พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. เปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ให้ร่วมกับ พ.ต.ต.ณธัชพงศ์ สินสิริยานนท์ สว.กก.2 บก.ป. นำกำลังจับกุมนายภูมิระพี หรือพี นาควิจิตร อายุ 20 ปี สาวประเภทสอง อยู่บ้านเลขที่ 156/4 หมู่ 1 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้ที่บ้านพักหลังดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากผู้ปกครองเด็กชายรายหนึ่งว่า มีผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ ชื่อ &amp;ldquo;บาร์บีน่าลั้ลลา&amp;rdquo; ได้นำภาพและคลิปลามกของลูกชายไปจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้มีรสนิยมเบี่ยงเบนทางเพศทางทวิตเตอร์ จึงวางแผนล่อซื้อ โดยนายภูมิระพีได้แจ้งราคาภาพและวิดีโอลามกเด็กชาย 2 คน ในราคา 300 บาท หลังจากชำระเงินตามเงื่อนไขแล้ว ก็ได้รับลิงก์ที่อยู่จำนวน 2 รายการ เพื่อกดรับรูปภาพและวิดีโอลามกเด็กชาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 34/2562 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2562 เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายภูมระพี พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน รุ่น SE สีขาว-ชมพู ตรวจสอบภายในโทรศัพท์ พบมีภาพลามกและวิดีโอลามกของเด็กชายอีกหลายรายการ จึงยึดมาตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน นายภูมิระพีให้การรับสารภาพว่า ได้ใช้เฟซบุ๊กปลอมเป็นสาวหน้าตาดี ก่อนตีสนิทกับเด็กนักเรียนและหนุ่มหล่อ แล้วชักชวนเหยื่อสำเร็จความใคร่ผ่านเว็บแคม จากนั้นก็แอบบันทึกคลิปวิดีโอลามกของเหยื่อมาขายให้ลูกค้าทางทวิตเตอร์ ในราคารายละ 150-450 บาท นำเงินที่ได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเลี้ยงดูผู้ชาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา เผยแพร่ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้, ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อความประสงค์แห่งการค้า ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30777</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c81256e5a079.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอบบิดคดีรุมโทรม เหยื่อโผล่อีก1ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดี 5 วัยรุ่นรุมโทรมเด็กหญิงวัย 12 ประธานสภา อบต.ผึ้งรวงทนแรงบีบไม่ไหวลาออกแล้วหลังมีข่าวกล่อมเหยื่อให้ยอมความ กองปราบฯ เข้าพื้นที่ รอผู้เสียหายร้องขอโอนคดีจะรับทำเต็มตัว รอง ผบช.ภ.1 เต้นข่าวตำรวจท้องที่เข้าข้างผู้ต้องหา สั่งสอบยันผิดจริงฟันแน่ พ่อเหยื่อระบุคุยกับเพื่อนลูกพบถูกรุมโทรมพร้อมกัน ผู้ก่อเหตุเพิ่มเป็น 7 คน และมีผู้รู้เห็นอีก 2 ด้านสหวิชาชีพสอบ 5 โจ๋ รับแล้ว 3 อีก 2 อ้างแค่ดู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมนี้ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีวัยรุ่นชาย 5 คน ฉุดเด็กหญิงอายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ไปรุมโทรม ว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสามและวรรคสี่ บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และเด็กนั้นไม่ยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เนื่องจากกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาเป็นเด็กหรือเยาวชน จึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 คือ พนักงานสอบสวนต้องนำตัวเด็กหรือเยาวชนไปศาลเยาวชนฯ ในเขตอำนาจ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธวัชชัยกล่าวว่า ในส่วนของเด็กหญิงผู้เสียหายสามารถได้รับเงินค่าตอบแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหรือเนื่องจากมีการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รับคำขอต่อไป รวมถึงการให้คำแนะนำการขอรับความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจากกองทุนยุติธรรมด้วย โดยสำนักงานยุติธรรมจังหวัดสระบุรีจะได้เข้าไปแจ้งสิทธิรับคำขอให้คำปรึกษาข้อกฎหมายและให้ความช่วยเหลืออื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ได้ตกเป็นที่จับตาของสังคม เมื่อมีข่าวว่าสมาชิก อบต.คนหนึ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยว พยายามเจรจายอมความและเสนอจ่ายเงินให้ผู้เสียหายเพื่อให้เรื่องจบ ซึ่งคลิปการเจรจาที่แพร่ออกสู่สาธารณะมีการนำคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน และหว่านล้อมว่า &amp;quot;เด็กมันก็แค่มั่วกัน มาคุยกันก่อนว่าจะเอาอย่างไร&amp;quot; ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสังวาลย์ สิทธิปัญญา ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลผึ้งรวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี กล่าวว่า ไม่ได้ไปเคลียร์คดีดังกล่าว เป็นเพียงไปสังเกตการณ์ในฐานะญาติของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งตนเองไม่ได้รู้จักนายตำรวจคนใด ส่วนที่บอกว่าไปต่อรองเรื่องเงิน ให้จ่ายแค่คนละ 10,000 บาทนั้น ยืนยันไม่เคยพูด อาจจะมีผู้ปกครองของเด็ก 1 ใน 5 คน ที่พูดก็เป็นได้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของตน จึงอยากให้ประชาชนและผู้คนในโลกออนไลน์ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ให้ความเป็นธรรมกับตนบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสิริชัย ประทุมมา ปลัด อบต.ผึ้งรวง กล่าวยอมรับว่า กรณีนายสังวาลย์ไปปรากฏตัวและเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้มีการยอมความกันระหว่างผู้เสียหายกับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหารุมโทรม ในคลิปที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ อบต.ผึ้งรวงเป็นอย่างมาก และขัดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิก อบต.ผึ้งรวง จึงมีความเห็นร่วมกันกับสมาชิกว่านายสังวาลย์ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสมาชิก อบต.ผึ้งรวง และประธานสภา อบต.รวงผึ้งรวง อีกต่อไป โดยจะเชิญนายสังวาลย์มาคุย และขอให้ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกและประธานสภา หากนายสังวาลย์ไม่ยินยอมลาออกก็จะทำหนังสือถึงนายอำเภอเมืองสระบุรี เพื่อขออนุมัติเปิดสภาวิสามัญพิจารณาวาระเร่งด่วน ให้สมาชิกลงคะแนนเสียง 2 ใน 3 ถอดถอนนายสังวาลย์ออกจากการเป็นสมาชิก อบต.และพ้นจากตำแหน่งประธานสภา อบต.ผึ้งรวง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานต่อมาว่า นายสังวาลย์ ประธาน อบต.ผึ้งรวง ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการแล้ว โดยมีผลในทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ยังเป็นที่จับตาของสังคมต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระบุรี หลังพ่อผู้เสียหายแสดงความไม่พอใจที่ไม่จับกุมผู้ก่อเหตุดำเนินคดี โดยตำรวจระบุว่าเนื่องจากไม่ใช่การกระทำผิดซึ่งหน้า จึงต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาจนกว่าจะสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานชัดเจน ซึ่งต่อมามีรายงานว่า พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก. 2 บก.ป. เปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งจาก ผบก.ป. ให้เข้าคลี่คลายคดีรุมโทรมเด็กหญิงอายุ 12 ปีแล้ว และได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ พร้อมประสานงานพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระบุรี ว่ามีความล่าช้า หรือตัดขัดอะไรบ้าง โดยทางพนักงานสอบสวนยืนยันว่าคดีไม่ติดขัดอะไร การสอบสวนดำเนินการไปตามกระบวนการ ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน ต้องสอบสวนตามกระบวนการสหวิชาชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นพบว่าพฤติกรรมของผู้กระทำความผิดทั้ง 5 คน ซึ่งเป็นเยาวชน อาจจะเข้าข่ายผิดข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี, พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดา, พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปกระทำอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง และร่วมกันโทรมหญิง อย่างไรก็ตาม คดีนี้หากฝ่ายผู้เสียหายเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจกองปราบปรามได้ ซึ่งก็ยินดี แม้เป็นคดีที่ไม่มีความซับซ้อน รู้ตัวผู้ก่อเหตุอยู่แล้ว แต่เนื่องจากเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ และเป็นคนที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน กองปราบปรามก็จะเข้าไปจัดการให้&amp;quot; พ.ต.อ.อรุณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อรุณเปิดเผยต่อมาว่า ขณะนี้ผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คนยังไม่ได้หลบหนีไปไหน และตำรวจกองปราบฯ สามารถจับตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 1 ราย ในส่วนของผู้เสียหายยังไม่มาแจ้งความให้กองปราบฯ เป็นผู้รับคดี ดังนั้นจึงต้องเข้าไปร่วมดูแลคดีดังกล่าวกับพื้นที่ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าเด็กหญิงที่เป็นเหยื่อสมยอมนั้น ตนยังไม่มีข้อมูล แต่ถึงอย่างไร ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายก็ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดชัดเจน ส่วนเรื่องทำแผนประกอบคำรับสารภาพ คาดว่ายังทำไม่ได้ เนื่องจากมีชาวบ้านจำนวนมากที่ไม่พอใจกลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุ รวมตัวกันมาดักรอทำร้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด พ.ต.อ.อรุณเปิดเผยว่า ทราบว่าสหวิชาชีพที่ประกอบด้วยตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และอัยการ ได้ร่วมกันสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 5 รายแล้ว เบื้องต้นวัยรุ่น 3 รายยอมรับสารภาพว่าทำผิดจริง แต่ทำไปโดยความคึกคะนอง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตขนาดนี้ ส่วนวัยรุ่นอีก 2 คน ยังคงให้การภาคเสธ ยอมรับว่าอยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ แต่ไม่ได้ร่วมข่มขืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สภ.เมืองสระบุรี พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช.ภ.1 เรียกประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีนี้ โดยมี พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ วิเชียรสรรค์ รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.เรืองยศ โสภาพล ผกก.สภ.เมืองสระบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม พล.ต.ต.ธนายุตม์ได้เดินทางลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร้านจำหน่ายสินค้า 10 บาททุกชนิด ตั้งอยู่ริมถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ตรงข้ามวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี พร้อมชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ปรากฏว่าร้านปิดเนื่องจากเจ้าของร้านเดินทางไปต่างจังหวัด และได้ฝากกุญแจไว้กับพนักงานสอบสวน แต่ทางเจ้าหน้าที่จะรอเจ้าของกลับมาก่อน ส่วนเด็กและผู้ปกครองฝ่ายผู้เสียหายนั้น ตำรวจได้ส่งไปที่สำนักงานอัยการ เพื่อให้สหวิชาชีพได้ทำการสอบสวนตามกฎหมายเยาวชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ธนายุตม์กล่าวว่า ทางผู้บังคับบัญชาได้ให้ความสำคัญคดีนี้เป็นอย่างมาก โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทำคดีแบบตรงไปตรงมา ซึ่งวันนี้ได้ประชุมชุดสืบสวนสอบสวนไปแล้ว คาดว่าวันเดียวกันทุกอย่างคงเสร็จสิ้น ทั้งการสอบสวนผู้เสียหายและทางคดี ขณะเดียวกันทางพนักงานสอบสวนที่ญาติผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ตนได้ให้รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ หากตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่มีการรู้เห็นก็จะดำเนินการทางวินัยต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อผู้เป็นพ่อเด็กหญิงผู้เสียหายโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ระบุว่าได้คุยกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไปกับลูกสาวในคืนเกิดเหตุ ปรากฏว่าทั้งลูกและเด็กหญิงคนนั้นถูกกลุ่มวัยรุ่นฉุดไปรุมโทรม สรุปคือ มีเด็กผู้ชายที่รู้เห็นและรุมโทรมรวม 9 คน โดยมี 7 คนที่รุมโทรม ส่วนเจ้าของร้านก็นั่งเล่นเกมอยู่ระหว่างที่ 7 คนกำลังโทรม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24622</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธวัชชัย ไทยเขียว, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง, สังวาลย์ สิทธิปัญญา, สิริชัย ประทุมมา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181219/image_big_5c1a46e1a8396.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มือฆ่าในผับจนมุม ซุกแก๊งยาเสพติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมียนมาจับ &amp;quot;คม เสียมไหม&amp;quot; มือปืนกราดยิงในผับเมืองตรัง ตาย 1 บาดเจ็บระนาว หนีไปกบดานที่ท่าขี้เหล็ก ทำหน้าที่คุ้มครองขบวนการผลิตยาเสพติด กองปราบฯ ประสานขอตัวกลับมาดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมนี้ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม สั่งการ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป., พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผกก.2 บก.ป., พ.ต.ท.ภาดล จันทร์ดอน รรท.รอง ผกก.สนับสนุน บก.ป. นำกำลังติดตามจับกุมตัวนายชยพล หรือคม เสียมไหม อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ 1 ต.แหลมสอม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ตามหมายจับศาลจังหวัดตรัง เลขที่ จ.440/2561 ลงวันที่ 6 พ.ย.2561 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พยายามฆ่า, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, นำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เมื่อกลางดึกวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา นายชยพลได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม.ยิงใส่กลุ่มนักเที่ยวในผับชื่อ &amp;ldquo;โรงเหล้ามหานคร@ตรัง&amp;rdquo; บนถนนตรัง-พัทลุง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 คน และเสียชีวิต 1 คน คือนายศิริพล แต้มประสิทธิ์ อายุ 22 ปี ชาว จ.ตรัง คดีดังกล่าวถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ทาง พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. จึงสั่งการให้กองปราบปรามเร่งจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมากองปราบปรามได้จัดกำลังไล่ล่าและกดดันผู้ต้องหาอย่างหนัก กระทั่งสืบทราบว่านายชยพลได้หลบหนีเข้าไปกบดานในประเทศเมียนมา จึงได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมาผ่านคณะกรรมการความร่วมมือหน่วยประสานงานชายแดนไทย-เมียนมาให้ช่วยติดตามจับกุม กระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. เวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่ด่านท่าขี้เหล็กได้เรียกตรวจรถต้องสงสัย พบนายซ้ายใส อายุ 50 ปี ชาวเมียนมา เป็นผู้ขับขี่, นายจ่อ เซ่ง อายุ 44 ปี และชายไทยอีก 4 คน หนึ่งในนั้นคือนายชยพล จึงจับกุมพร้อมยึดอาวุธปืนยี่ห้อโคลท์ จำนวน 1 กระบอก กระสุน 12 นัด อาวุธปืนยี่ห้อบาร์เร็ตต้า 2 กระบอก และกระสุนจำนวน 24 นัด ส่งตัวดำเนินการคดีตามกฎหมายที่สถานีตำรวจท่าขี้เหล็ก โดยทางกองปราบฯ ได้ประสานกับกองบังคับการตำรวจต่างประเทศ เพื่อจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนเข้าตรวจสอบกับทางการเมียนมาเพื่อยืนยันตัวบุคคลอีกครั้ง และจะได้ดำเนินการอายัดตัวและขอรับตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.ประเสริฐ สงแสง รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.เมืองตรัง กล่าวว่า ได้รับการประสานจากประเทศเมียนมา ว่านายอาคมถูกควบคุมตัวที่ฝั่งประเทศเมียนมา ตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งได้รับการประสานจากผู้บังคับบัญชาให้ทำหนังสือเพื่อขอหมายจับให้ตำรวจสากลออกหมายจับหรือหมายแดงจะได้ควบคุมตัวมาดำเนินคดี ทั้งนี้ ทราบว่าหลังก่อเหตุยิงคนตายและบาดเจ็บในผับเมืองตรัง นายอาคมก็ได้หนีออกนอกประเทศไปอาศัยอยู่กับชนกลุ่มน้อยฝั่งประเทศเมียนมา มีหน้าที่คุ้มครองขบวนการผลิตยาเสพติด และต่อมาถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ประเทศเมียนมา จับกุมในข้อหามีอาวุธปืนไว้ครอบครอง และจากการตรวจสอบพบว่า นายอาคมยังมีหมายจับติดตัวอีกหลายคดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24174</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.ประเสริฐ สงแสง, พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ, พ.ต.ท.ภาดล จันทร์ดอน, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c125b3a1f84c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.จับผับ-ฉี่ม่วงอื้อ ท้องที่หนาวถูกสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองปราบฯ นำ ป.ป.ส. ทหาร บุกตรวจนาซ่าผับย่านเกษตร-นวมินทร์ พบไอซ์ ยาเค ยาอีเกลื่อน ตรวจปัสสาวะนักเที่ยวมีสีม่วงกว่า 100 คน ท้องที่เหนียวยังไม่ถูกเด้ง ผบช.น.ขอเวลาสอบก่อนปล่อยปละละเลยหรือไม่ สั่งปิดสถานบริการแล้ว พร้อมเรียกเจ้าของสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บังคับการกองปราบปราม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบฯ (หน่วยสวาท) เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และทหาร เข้าตรวจค้นสถานบันเทิง &amp;ldquo;นาซ่าผับ&amp;rdquo; ถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร-นวมินทร์) แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. พบนักท่องเที่ยวทั้งชายและหญิงกว่า 500 คน กำลังสนุกสนานตามจังหวะเสียงเพลงดังกระหึ่ม เจ้าหน้าที่จึงได้สั่งให้ปิดเพลงและเปิดแสงไฟสว่าง ก่อนจัดแบ่งแยกนักเที่ยวชายและหญิงออกเพื่อตรวจบัตรประชาชน และตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ขณะเดียวกันก็พบยาเสพติด ทั้งไอซ์ ยาเค และยาอีจำนวนมาก บรรจุถุงพลาสติกขนาดเล็กและห่อด้วยธนบัตรฉบับละ 20 บาท ทิ้งกระจายตามพื้นภายในผับ เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบวัยรุ่นทั้งชายและหญิง มีปัสสาวะสีม่วงรวมกว่า 100 คน เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ ก่อนที่จะส่งให้ตำรวจ สน.โคกครามดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การที่ตำรวจกองปราบฯ นำกำลังเข้าตรวจสถานบริการนาซ่าผับ พบยาเสพติดจำนวนมาก ขณะนี้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว ยืนยันว่าจะไม่มีการอุ้มลูกน้องแต่อย่างใด หากพบว่าเป็นการปล่อยปละละเลย บช.น.มีขั้นตอนลงโทษทางวินัยกับตำรวจท้องที่นั้นๆ อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โคกครามเข้ามาชี้แจงข้อมูล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุทธิพงษ์กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการปฏิบัติ เนื่องจากที่ผ่านมามีการกำชับและเข้มงวดในการตรวจตราตามสถานบันเทิงอยู่แล้ว ส่วนข้อมูลที่มีการระบุว่า สถานบันเทิงแห่งนี้เปิดมาเป็นระยะเวลานาน และมักจะเปิดเกินเวลานั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทางฝ่ายป้องกันปราบปราม สน.โคกคราม มีการประสานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกวดขันจับกุม ซึ่งทาง พล.ต.ท.สุทธิพงษ์สั่งการให้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงยังไม่ได้เซ็นคำสั่งให้ช่วยราชการแต่อย่างใด ส่วนสถานบริการดังกล่าวก็สั่งปิดตามกฎหมายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.อภิวัชร์ ไชยศรีสุทธิ์ ผกก.สน.โคกคราม กล่าวว่า ขณะนี้ส่งปัสสาวะไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์จึงจะทราบผล ส่วนกลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดได้ปล่อยชั่วคราว เนื่องจากต้องรอผลตรวจปัสสาวะออกมาก่อน หากพบว่ามีความผิดก็จะเรียกบุคคลที่กระทำผิดมารับทราบข้อกล่าวหาภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อภิวัชร์กล่าวว่า ในการดำเนินการกับสถานบันเทิงดังกล่าว ขณะนี้ได้สั่งการให้ปิดชั่วคราว และจะมีการตรวจสอบว่าสถานบันเทิงดังกล่าวมีการขออนุญาตให้เปิดบริการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยหลังจากนี้จะเรียกเจ้าของสถานบริการมาสอบปากคำภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าของสถานบันเทิงยังไม่ได้ติดต่อกลับมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คืนเดียวกัน พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จำนวน 50 นาย ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.เข้าปิดล้อมตรวจค้นสถานบริการชื่อนาวาบาร์ ตั้งอยู่เลียบคลองรังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พบผู้ใช้บริการรวม 123 คน แบ่งเป็นชาย 57 คน, หญิง 66 คน มีนายจักรกริช แสงนวล แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านหรือผู้จัดการร้าน ตรวจสอบภายในร้านพบไอซ์ ยาเค และยาอีจำนวนมากใส่ถุงขนาดเล็ก ตกเกลื่อนพื้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในร่างกายเหล่านักเที่ยว พบมีปัสสาวะเป็นสีม่วง 17 คน แยกเป็นหญิง 11 คน และชาย 6 คน ในจำนวนนี้มีผู้ครอบครองยาเสพติดจำนวน 3 คน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ควบคุมตัวชายวัยรุ่น 2 คน พกพาอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ นำผู้ต้องหาทั้งหมดและยาเสพติด ปืนของกลาง ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ดำเนินคดีตามกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23028</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.ต.อ.อภิวัชร์ ไชยศรีสุทธิ์, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์, พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181128/image_mid_5bfe9a4edfd07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝากขังพี่ชาย&#039;บูม&#039; ฉ้อโกงหนุ่มฟินแลนด์ลวงลงทุนบิตคอยน์สูญ797ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ต.ค.61-ที่กองบังคับกาปราบปราม(บก.ป.) พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ควบคุมตัวนายปริญญา จารวิจิตร อายุ 35 ปี พี่ชายของนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ บูม นักแสดงหนุ่ม ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงินและฉ้อโกง ไปฝากขังที่ศาลอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กลางดึกวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. ได้รับการประสานงานจากด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ พบบุคคลตามหมายจับ คือนายปริญญา ขณะเดินทางเข้าประเทศ จึงนำกำลังเข้าควบคุมตัว ก่อนส่งให้กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ดำเนินการสอบปากคำ เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการจับกุมคดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่ นายเออาร์นี่ โมตาวา ซาริมา อายุ 23 ปี เจ้าพ่อเงินอิเล็คทรอนิคตระกูลบิตคอยน์ ชาวฟินแลนด์ เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. โดยระบุว่า นายปริญญากับพวกได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 797 ล้านบาท ด้วยการหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่กลับมีการถ่ายเทเงินไปยังที่ต่าง ๆโดยไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าพบว่ามีการโอนเงินไปยัง นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ บูม และพ่อ,แม่,น้องชายและน้องสาว เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท ล่าสุดวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับข้องกับการกระทำความผิด&amp;nbsp; 64 รายการ เป็นเงินฝากธนาคาร รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ประเภทโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานในทางทะเบียนที่ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิ์ครอบครองสามารถทำนิติกรรมโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองได้ มูลค่า 210 ล้านบาท ไว้ชั่วคราวและให้มาชี้แจงที่มาของทรัพย์สินภายใน30 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทนายได้เตรียมหลักทรัพย์ไว้ประกันตัว 20 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19744</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฉ้อโกงบิตคอยน์, นายปริญญา จารวิจิตร, นายเออาร์นี่ โมตาวา ซาริมา, บูม-จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bc020c3e71d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
