<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แป๊ะสั่งเยียวยาตำรวจเลย เรียกผู้การฉาวสอบ4มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำรวจเลยเหยื่อกองทุนรวมหนี้บุกร้อง ผบ.ตร. &amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; สั่งภาค 4 เยียวยา เร่งดำเนินคดีเอาผิดทั้งวินัย-อาญา คกก.สอบฯ เรียกอดีตผู้การเลยให้ปากคำ 4 มิ.ย. พร้อมปลด ผจก.สหกรณ์ออมทรัพย์แล้ว ป.ป.ท.เผย &amp;quot;อปท.&amp;quot; แชมป์ร้องเรียนทุจริตปี 60&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ต.ท.บรรจง เปรมอยู่ สารวัตรอำนวยการ สภ.โพนทอง จ.เลย พร้อมข้าราชการตำรวจประมาณ 30 นาย เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีการทุจริตโครงการกู้รวมหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ กองบังคับการภูธรจังหวัดเลย สูญเงินกว่า 200 ล้านบาท ทำให้ข้าราชการตำรวจ 192 นาย ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการยื่นหนังสือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้ซักถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว และสั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 4 ไปหารือกับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับความเสียหาย ในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้ดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และหากพบการกระทำความผิด จะกำชับให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเคร่งครัด โดยต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทางตำรวจภูธรภาค 4 ให้เเล้วเสร็จก่อน นอกจากนี้ได้ให้คำมั่นว่าต้องมีทางออกให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะเป็นเรื่องของปากท้องของตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมให้กำลังใจให้กับทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (บช.ภ.4) จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนการทุจริตโครงการรวมหนี้และโครงการบริหารจัดการหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ได้รับการมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ บช.ภ.4 โดยได้ทำการสอบปากคำตำรวจที่ได้รับผลกระทบแล้วรวม 30 ราย จากข้าราชการที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ 193 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ยังคงมีการสอบสวนพยานปากสำคัญที่เป็นคณะทำงานของ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล อดีต ผบก.ภ.จว.เลย ในช่วงของการดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย ประกอบด้วย พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย และ พ.ต.อ.เฉลิมพล ยอดประทุม คณะทำงาน โดยทั้งหมดต่างให้การที่เป็นประโยชน์ โดยยืนยันถึงการโอนเงินจำนวน 229 ล้านบาท ให้กับ พล.ต.ต.สุทิพย์ แต่การบริหารจัดการต่างๆ นั้น พล.ต.ต.สุทิพย์เป็นคนดำเนินการเพียงคนเดียว โดยที่คณะทำงานนั้นไม่รู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทาง บช.ภ.4 และสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลย ได้สอบถามไปยัง พล.ต.ต.สุทิพย์ &amp;nbsp;เพื่อสอบถามถึงเงินที่จะนำมาชำระให้กับข้าราชการตำรวจตามสัญญาการทำโครงการ ก็ยังไม่มีการโอนเงินคืนมาแต่อย่างใด ทำให้ บช.ภ.4 มีหนังสือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ พล.ต.ต.สุทิพย์มาชี้แจงในเรื่องที่เกิดขึ้นกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ บช.ภ.4 ในวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ที่ บช.ภ.4 จ.ขอนแก่น&amp;rdquo; พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่ามีมูลตามที่ได้มีการร้องเรียนมา ดังนั้นในวันที่ 4 มิ.ย. ผู้ที่ถูกกล่าวหาจะต้องมาชี้แจงและให้ปากคำกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ บช.ภ.4 ตั้งขึ้นมา ซึ่งเมื่อการให้ปากคำแล้วเสร็จ จะมีการสรุปสำนวนส่งให้กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้รับทราบ เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ในภาพรวม ขณะที่แนวทางการให้ความช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ถูกอดีต ผบก.ภ.จว.เลยหลอกให้เข้าร่วมโครงการนั้น &amp;nbsp;พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 ได้เชิญผู้แทนสถาบันการเงินเข้าร่วมหารือ เพื่อให้การช่วยเหลือตำรวจทั้ง 193 นาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้ข้อสรุปร่วมกันในเดือน พ.ค.นี้นั้น ตำรวจทั้ง 193 นายจะต้องจ่ายเงินหนี้ แยกเป็น ธนาคารออมสิน 1 งวด, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 1 งวด และธนาคารกรุงไทย 3 งวด แยกตามประเภทหนี้ของแต่ละนาย และจะมีการปรับสถานะหนี้ของทุกคนให้เป็นไปตามปกติ จากนั้นในเดือน มิ.ย. จะผ่อนชำระแต่ละเดือนเป็นเวลา 12 เดือน คือ ธนาคารออมสิน เดือนละ 500 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ่ายเดือนละ 500 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย และธนาคารกรุงไทย จ่ายเดือนละ 1,000 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งตำรวจทั้ง 193 นายนั้น มียอดหนี้ที่แตกต่างกันไป และทุกคนกำลังเป็นหนี้ 2 ทาง คือยอดหนี้เดิมจากสถาบันการเงินที่กู้มาแล้ว และยอดหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ที่กู้เพิ่มในช่วงของการเข้าร่วมโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้ พล.ต.ต.สุดพิเศษ เอกศิริ ผบก.ภ.จว.เลย ได้มีคำสั่งปลด พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน ออกจากตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลยแล้ว เพื่อให้การสอบสวนต่างๆ นั้นแล้วเสร็จในภาพรวม และจากการตรวจสอบเสถียรภาพทางการเงินของ ภ.จว.เลยนั้น ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีผลกระทบใดๆ และมีงบดุลที่เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์กลางกำหนด อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับตำรวจทั้ง 193 นาย บช.ภ.4 ได้มีคำสั่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ประเมินศักยภาพของตำรวจที่ประสบปัญหาในการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ฉุกเฉินรายละไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อให้นำมาชำระหนี้ตามการปรับโครงสร้างหนี้ล่าสุด รวมทั้งการเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายให้กับครอบครัวในระยะนี้อีกด้วย&amp;quot; &amp;nbsp;รอง ผบช.ภ.4 กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พยานที่เข้าให้การไม่ทราบว่า พล.ต.ต.สุทิพย์นำเงินจำนวน 229 ล้านบาทไปใช้ลงทุนประเภทใด หรือกระทำการใดๆ ประเด็นนี้จะต้องมีการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน รวมทั้งการดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัย ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แต่งตั้งขึ้นมานั้น จะทำการสรุปข้อมูลต่างๆ ในภาพรวม ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเงินทั้งหมดที่นำไปนั้นเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้จัดทำสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียน ประจำปี 2560 โดยพบว่า ประเด็นการร้องเรียนทุจริตที่พบมากคือ พฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 41.19%, ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง เบิกเงินอันเป็นเท็จ 9.91%, ทุจริตโครงการของรัฐบาล 9.58%, ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง เรียกรับเงิน 9.08% และจำนำข้าว 6.85%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยงานที่มีการร้องเรียน 5 อันดับแรก คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 17.35%, กระทรวงมหาดไทย 15.11%, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.96%, กระทรวงศึกษาธิการ 4.11% และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.34% ส่วนจังหวัดที่มีการร้องเรียนมากที่สุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร 13.19%, &amp;nbsp;นครราชสีมา 3.19%, เชียงใหม่ 2.91%, อุบลราชธานี 2.61%, นครสวรรค์ 2.59%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน แบ่งออกเป็น หนังสือกล่าวหา/ร้องเรียน 47.12%, พนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 23.49%, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)10.90%, www.pacc.go.th 10.69% และสายด่วน 1206 6.74% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการดำเนินการ แบ่งออกเป็นด้านการไต่สวนข้อเท็จจริง และด้านการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยผลการไต่สวนข้อเท็จจริงที่เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. และมีมติดังนี้ 1.ความผิดอาญาและวินัย 40 เรื่อง 2.ส่งคืนพนักงานสอบสวน 13 เรื่อง 3.ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. 5 เรื่อง และ 4.ยุติเรื่องเนื่องจากไม่ปรากฏ/ระบุพฤติการณ์/ผู้ถูกกล่าวหาตาย 26 เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผลการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. และมีมติดังนี้ 1.รับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง 1,175 เรื่อง 2.ส่งคืนพนักงานสอบสวน 82 เรื่อง 3.ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. 1,345 เรื่อง และ 4.ไม่รับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง 888 เรื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10363</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ท., พ.ต.ท.บรรจง เปรมอยู่, พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน, พ.ต.อ.เฉลิมพล ยอดประทุม, พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์, พล.ต.ต.สุดพิเศษ เอกศิริ, พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช, พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0eaf4a2d72d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
