<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2020 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กองปราบ&#039; บุกเรือนจำสอบพยานเพิ่มคดี &#039;บรรยิน&#039; เตรียมแหกคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.63 - ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ต้องขังคดีร่วมกันอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ว่า ขณะนี้คดีดังกล่าวมีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังคงต้องขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานรวบรวมพยานหลักฐานอีกสักระยะหนึ่ง โดยในวันนี้ทางพนักงานสอบสวนจะเป็นการเข้าไปสอบพยานที่เกี่ยวข้องภายในเรือนจำ ซึ่งเป็นผู้ที่รับรู้และมีข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยเมื่อวานนี้ได้สอบพยานสำคัญที่มีผลต่อรูปคดีไป 2-3 ปาก ถึงตอนนี้มั่นใจว่าจะสามารถจะดำเนินการกับผู้ที่ถูกกล่าวหาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่อว่าส่วนกรณีจะมีการเชิญภรรยาของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาเป็นผู้เสียหายร่วมหรือไม่นั้น เบื้องต้นจากการพิจารณาพบว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เป็นความผิดที่เกิดกับผู้บัญชาการเรือนจำ และเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานของรัฐ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องเชิญตัวมาสอบสวนในฐานะผู้เสียหายร่วม แต่หากพนักงานสอบสวนเห็นว่า สำนวนคดียังต้องมีส่วนใดเพิ่มเติม ก็อาจเรียกตัวมาสอบปากคำให้เป็นผู้เสียหายร่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสอบสวนในเบื้องต้นยังไม่พบว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และขบวนการวางแผนแหกคุกในครั้งนี้ อีกทั้งจากหลักฐานที่มีอยู่ในตอนนี้พบว่าผู้ร่วมขบวนการดังกล่าวมีไม่มาก ส่วนนายสุธน หรือโจ ทองศิริ อายุ 42 ปี และนายณัฐพล หรือท๊อป นรการ อายุ 30 ปี ลูกน้อง พ.ต.ท.บรรยิน ที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้จากคดีติดตัวตามหมายจับค้างเก่าเป็นเพียงผู้ถูกใช้หรือผู้รับรู้เหตุการณ์ ทางพนักงานสอบสวนจึงได้กันไว้เป็นพยาน ยังไม่ได้มีการแจ้งขิ้หาดำเนินคดีแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69684</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิงตัว, บรรยิน ตั้งภากรณ์, บรรยินแหกคุก, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, แหกคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200625/image_big_5ef4349a7b3e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ของจริงไม่ได้โม้!กองปราบฯยันพบเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร มัดแผน&#039;บรรยิน&#039;แหกคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.63- พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ต้องขังคดีร่วมกันอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ว่า วันนี้ได้เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อติดตามผลการทำงาน หลังได้แบ่งหน้าที่ไปแล้ววานนี้ เบื้องต้นได้ออกหมายเรียกพยานบุคคลสำคัญทางคดีมาสอบปากคำทั้งหมด 3 รายให้มาเข้าพบพนักงานสอบสวนภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้กำหนดว่าจะแจ้งข้อหากรณีการวางแผนแหกคุกแก่ พ.ต.ท.บรรยิน เมื่อใด เพราะยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.เอนก กล่าวกรณีการแถลงต่อศาลของ พ.ต.ท.บรรยิน ที่ระบุว่าถูกขังอยู่ไม่มีทางจะหลบหนีจากคุกได้นั้น กองปราบมีพยานหลักฐานเส้นทางการเงินกับการติดต่อสื่อสารถึงแผนการดังกล่าวชัดเจน แต่ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ ยืนยันว่าไม่มีความกังวลใจ เพราะเจ้าตัวจะอ้างอย่างไรก็ได้ ลำพังคำให้การของคนๆ เดียวไม่สามารถเชื่อถือได้ เบื้องต้นตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะมีแผนการแหกคุกอีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับบุคคล 3 รายที่ทางพนักงานสอบสวน กองปราบปรามได้ออกหมายเรียกมาสอบปากคำในฐานะพยานนั้น ประกอบด้วย 1.ทนายความที่ช่วยประกันตัวนายสุธน ทองศิริ หรือ โจ , 2. พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.เขต 4 จังหวัดนครสวรรค์ และ 3.นายวรภัทร ตั้งภากรณ์ หรือบอส บุตรชาย พ.ต.ท.บรรยิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69482</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน ตั้งภากรณ์, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, รอง ผบก.ป., เส้นทางการเงิน, แหกคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef0524898449.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุมเข้มบรรยินขึ้นศาล โวยขังเดี่ยวเยี่ยงสัตว์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุดหนุมานคุมตัวไม่ได้กระดิก ส่ง &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; ขึ้นศาลเรียบร้อย ไร้การชิงตัว ศาลให้ 60 วันเสนอพยานหลักฐานสู้คดี ส่วนอัยการโจทก์ส่งหลักฐานแล้วรวม 10 แฟ้ม กว่า 4 พันหน้า &amp;nbsp;กองปราบฯ ยืนยันมีหลักฐานแน่น วางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน เตรียมแจ้งข้อหาในเรือนจำ ส่วนเจ้าตัวโวยลั่น ถูกขังเดี่ยว ใส่ตรวน ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงสัตว์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ฯ มาตรา 309, 313, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310, ร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบฯ มาตรา 139, 140, เป็นซ่องโจร มาตรา 210, ร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่นฯ มาตรา 213, ร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพฯ มาตรา 199, ร่วมกันกระทำการใดๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ, ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานฯ มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิ และแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิ เพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2563 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำบางขวาง จำเลยที่ 2-6 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยนายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการเบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 จากเรือนจำบางขวางมาถึงศาลในช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. โดยชุดหนุมานกองปราบปรามขับรถนำขบวนผู้คุมตัว พ.ต.ท.บรรยิน มีรถคุ้มกันปิดท้ายอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากมีข่าวว่าจำเลยวางแผนแหกคุก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการนัดตรวจพยานหลักฐาน ศาลได้นัดพิจารณาเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ก่อน และมีอัยการโจทก์ ทีมทนายความจำเลยเดินทางมาศาล ทั้งนี้ ศาลได้จัดถ่ายทอดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้ผู้สื่อข่าวได้รับชมการพิจารณาวันนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพในการพิจารณาคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 10.35 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุม พ.ต.ท.บรรยินเข้ามายังห้องพิจารณาคดี ด้วยชุดผู้ต้องขังติดตรวนเท้า ถือหน้ากากอนามัย มีท่าทีปกติ ก่อนนั่งปรึกษากับทีมทนายความ 3 คน โดยยังมีตำรวจจากหน่วยหนุมานและเจ้าพนักงานตำรวจศาลนั่งและยืนรักษาความปลอดภัยภายในห้องพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลาประมาณ 10.45 น. ศาลจึงเริ่มขึ้นบัลลังก์พิจารณา โดยเจ้าพนักงานคดีแถลงว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างแล้ว มีเพียงฝ่ายโจทก์เท่านั้นที่อ้างส่งพยานเอกสาร ส่วนฝ่าย พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานเอกสารที่จะอ้างเพื่อให้ศาลและโจทก์ได้ตรวจสอบ คงมีแต่พยานบุคคลที่จะขอนำสืบเท่านั้น จึงขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาเพื่อตรวจพยานหลักฐานต่อไป และ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นน้องสาวของผู้เสียชีวิต ในฐานะผู้เสียหาย ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 27 พ.ค.2563 สอบโจทก์แล้วไม่ค้านที่จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลจึงอนุญาตให้ น.ส.พนิดาเข้าเป็นโจทก์ร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 22 มิ.ย.2563 ศาลสอบคำให้การจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แถลงให้การปฏิเสธอ้างว่าถูกจำเลยที่ 2-6 กลั่นแกล้งใส่ร้าย จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ โดยจะนำสืบอ้างฐานที่อยู่ ขณะที่ทีมทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน อ้างว่าพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งมีมากกว่า 10 แฟ้ม ทีมทนายยังไม่ได้อ่านหรือตรวจพยานเอกสารของโจทก์แล้วเสร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารที่โจทก์อ้างส่ง และได้รับเอกสารไปนานพอสมควรแล้ว ทั้งเหตุที่อ้างในคำร้องนั้น ไม่ใช่เหตุจำเป็นที่ไม่อาจกล่าวล่วงเสียได้ อันจะเป็นเหตุให้เลื่อนคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 จึงให้ยกคำร้อง แต่แม้ในวันนัดตรวจพยานหลักฐานนี้ จะกำหนดให้คู่ความแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐาน และการโต้แย้งพยานหลักฐาน แต่ด้วยข้อจำกัดของจำเลยที่ถูกขังในเรือนจำ จึงอนุญาตให้ยื่นคำแถลงโต้แย้งพยานหลักฐาน แนวทางการเสนอพยานหลักฐาน และความจำเป็นที่จะต้องสืบพยานหลักฐาน ภายใน 60 วัน นับแต่วันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลสอบถามคู่ความเกี่ยวกับพยานเอกสารและพยานวัตถุที่อยู่ในความครอบครองของตนและที่อยู่กับบุคคลภายนอก เพื่อจะอ้างเป็นพยานหลักฐานและให้อีกฝ่ายตรวจสอบแล้ว โจทก์แถลงว่าได้นำส่งเอกสารต่อศาลครบถ้วนแล้ว 10 แฟ้ม รวม 262 รายการ จำนวน 4,014 หน้า ศาลให้นัดตรวจพยานหลักฐานของโจทก์กับจำเลยที่ 2-6 ในวันที่ 25 มิ.ย.2563 เวลา 10.00 น. ตามที่นัดไว้เดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศในช่วงระหว่างการพิจารณา พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 แถลงต่อศาลทำนองว่า ตนทำอะไรไม่ได้ ถูกย้ายมาห้องขังเดี่ยว ใส่ตรวน ถูกปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ ไม่มีโอกาสได้ดูเอกสารสำนวน จะอ่านเอกสารได้อย่างไรในเรือนจำไม่มีที่วางเอกสาร ห้องเล็กมาก ทนายความคิดแทนตนได้ทุกเรื่องหรือเปล่า เสียเปรียบ ไม่เป็นธรรมสำหรับตน จึงขอความเป็นธรรมใช้เวลาในการศึกษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าได้ประกันตัวผมรับได้ เนื่องจากผมต้องไปสืบพยานที่ศาลอาญาพระโขนง (คดีฆ่านายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง) ทุกสัปดาห์ ผมต้องเตรียมข้อมูลต่อสู้คดีนั้นจนไม่มีเวลา ที่มีข่าวเรื่องผมเตรียมวางแผนแหกคุกนั้น ผมไม่รู้เรื่อง อยู่ในเรือนจำ เครียดจะผูกคอตายไปแล้ว แต่ผู้คุมมาช่วยไว้ทัน&amp;quot; นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินยังขอให้ได้ปรึกษากับภรรยาและลูกสาวในห้องพิจารณาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางศาลชี้แจงตอบทำนองว่า ศาลใช้ระบบไต่สวนพยาน จำเลยสามารถซักถามพยานได้ การพิจารณาคดีนี้เป็นความลับ และเพื่อรักษาความปลอดภัย รวมทั้งความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล จึงไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา รวมถึงภรรยาและลูกสาวของจำเลย แม้ว่าจะเป็นผู้ช่วยทนายก็ตาม ซึ่งหากจะปรึกษากับภรรยาและลูกสาวเป็นเรื่องทางเรือนจำจะจัดการ แต่สามารถนั่งฟังในห้องที่ถ่ายทอดภาพและเสียงที่ศาลจัดไว้ให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการพิจารณาเสร็จสิ้น พ.ต.ท.บรรยินได้ยืนพูดคุยกับทนายความพร้อมมีทีท่าเหมือนจะส่งเอกสาร ทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ท้วงติงถึงเรื่องการส่งเอกสาร ว่าจะต้องขออนุญาตและได้รับการตรวจก่อน ทำให้ พ.ต.ท.บรรยินโต้เถียงเชิงประชดประชันว่าอย่างนั้นคงตายก่อนที่จะได้คุยกับทนาย จากนั้นเมื่อมีการควบคุมตัว พ.ต.ท.บรรยินกลับไปยังเรือนจำบางขวาง ขณะที่ พ.ต.ท.บรรยินอยู่บนรถเรือนจำได้ชูนิ้วเป็นเครื่องหมายโอเคให้กับสื่อมวลชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ทางพนักงานอัยการโจทก์ได้นำพยานซึ่งเป็นลูกน้องชาวเมียนมาและคนไทย รวม 4 ปาก ขึ้นไต่สวนล่วงหน้าต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานสืบสวนสอบสวนกรณีคนร้ายวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ระหว่างการคุมตัวไปตรวจดูพยานที่ศาล โดยประชุมเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงว่า จากการสืบสวนของตำรวจพบว่ามีความชัดเจนเรื่องขบวนการชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ระหว่างคุมตัวไปศาลจริง ไม่ได้มีเพียงหลักฐานคำให้การของนายโจและนายท็อป ที่ถูกสั่งให้ไปหาทางช่วยเหลือ พ.ต.ท.บรรยิน โดยตำรวจมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและเอกสารที่สามารถดำเนินคดี พ.ต.ท.บรรยินได้ใน 4 ข้อหา ฐานเป็นผู้ใช้-จ้างวาน สนับสนุนผู้อื่นให้กระทำผิด ส่วนพฤติการณ์ไปลักพาตัวเข้าข่ายข่มขืนใจเจ้าพนักงานถือเป็นความผิดตาม ม.139 ป.อาญา, ม.191 ช่วยผู้ต้องขัง และ ม.309-310 หน่วงเหนี่ยวกักขัง ซึ่งการเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหานั้น ภายในสัปดาห์นี้ทุกอย่างต้องมีความชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานก่อนเข้าไปแจ้งข้อหากับ พ.ต.ท.บรรยินภายในเรือนจำโดยตั้งขึ้นเป็นคดีใหม่ ทั้งนี้ ตำรวจไม่ให้น้ำหนักคำให้การของลูกน้อง พ.ต.ท.บรรยิน ที่ระบุว่ามีแผนวางระเบิดข้างเรือนจำ ก่อนล้มเสาธงและปีนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพราะสอบสวนอย่างละเอียดแล้วพบเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69432</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาติชาย เมณฑ์กูล, ณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์, ด.ต.ธงชัย วจีสัจจะ, ประชาวิทย์ ศรีทองสุข, พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, มานัส ทับทิม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef0ba438c60e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บรรยิน&#039;อ่วม! กองปราบจ่อแจ้ง4ข้อหาเพิ่มพยายามแหกคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 63 - ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานสืบสวนสอบสวนกรณีคนร้ายวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ระหว่างการคุมตัวไปตรวจดูพยานที่ศาล โดยประชุมเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสืบสวนของตำรวจพบว่ามีความชัดเจนเรื่องขบวนการชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ระหว่างคุมตัวไปศาลจริง ไม่ได้มีเพียงหลักฐานคำให้การของนายโจ และนายท็อป ที่ถูกสั่งให้ไปหาทางช่วยเหลือ พ.ต.ท.บรรยิน จริง โดยตำรวจมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและเอกสารที่สามารถดำเนินคดี พ.ต.ท.บรรยิน ได้ใน 4 ข้อหา ฐานเป็นผู้ใช้-จ้างวาน สนับสนุนผู้อื่นให้กระทำผิด ส่วนพฤติการณ์ไปลักพาตัวเข้าข่ายข่มขืนใจเจ้าพนักงานถือเป็นความผิดตาม มาตรา 139 ป.อาญา, มาตรา 191 ช่วยผู้ต้องขัง และ มาตรา 309-310 หน่วงเหนี่ยวกักขัง ซึ่งการเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหานั้น ภายในสัปดาห์นี้ทุกอย่างต้องมีความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.เอนก ยืนยันว่า แม้เหตุการณ์จะยังไม่เกิดขึ้น แต่ พ.ต.ท.บรรยิน มีเจตนาที่จะก่อเหตุจริง ก็ถือว่ามีความผิดต้องรับโทษ 1 ใน 3 ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเข้าไปแจ้งข้อหากับ พ.ต.ท.บรรยิน ภายในเรือนจำโดยตั้งขึ้นเป็นคดีใหม่ ทั้งนี้ตำรวจไม่ให้น้ำหนักคำให้การของลูกน้อง พ.ต.ท.บรรยิน ที่ระบุว่า มีแผนวางระเบิดข้างเรือนจำ ก่อนล้มเสาธงและปีนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพราะสอบสวนอย่างละเอียดแล้วพบเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ โดยนายโจ คิดว่า พ.ต.ท.บรรยิน มีทีมงาน แต่เมื่อติดต่อไปยังอดีต ส.ส.ก็ไม่ร่วมด้วย แผนการหลบหนีจึงเป็นเพียงแผนการคร่าวๆ เท่านั้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69378</URL_LINK>
                <HASHTAG>4ข้อหา, กองปราบ, บรรยิน, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, แหกคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef0524898449.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 07:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บางขวางขังเดี่ยวบรรยิน ใช้&#039;ชุดหนุมาน&#039;คุมไปศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
แฟ้มภาพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางขวางสั่งขังเดี่ยว &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; สกัดแหกคุก! กองปราบฯ ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานประกบระหว่างเดินทางไปศาล 22 มิ.ย. ดับฝันชิงตัวกลางทาง ขณะที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับให้เฉพาะคู่ความเเละบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าฟัง เพื่อความสงบเรียบร้อย ตร.ประชุมเครียด เชิญอดีตนักการเมืองที่ไม่ยอมร่วมแผน มาสอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน มีรายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ในช่วงเช้า พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้รายงานข้อมูลต่อผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมถึงเบาะแสความพยายามวางแผนจะหลบหนีออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และคดีอุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้แจ้งเบาะแสมายังกรมราชทัณฑ์ ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการการคุมขังให้เข้มข้นขึ้น จากนั้นสั่งย้าย พ.ต.ท.บรรยิน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับคุมขังนักโทษระหว่างการพิจารณาคดี ไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงเพื่อควบคุมดูแลเป็นกรณีพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังพบว่า พ.ต.ท.บรรยินได้วางแผนชิงตัวระหว่างเดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปฟังการพิจารณาคดีที่ศาลอาญา แต่ชุดสืบสวนกองปราบปรามรู้ความเคลื่อนไหวก่อน จึงประสานให้กรมราชทัณฑ์ปรับมาตรการการคุมขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีเบาะแสระบุว่า พ.ต.ท.บรรยินได้วางแผนให้ทนายความยื่นประกันตัวผู้ต้องขังคดีชิงทรัพย์รายหนึ่งที่ขังอยู่ด้วยกันกับพ.ต.ท.บรรยิน ให้ออกจากเรือนจำ เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อนก่อนที่ชุดสืบสวนกองปราบปรามจะเข้าจับกุมตัวนายโจ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีลักทรัพย์ได้ที่ซอยลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ หลังได้รับการประกันตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ยังคงมีหมายจับค้างเก่าติดตัวอีก 1 หมาย ก่อนนำมาสอบปากคำเบื้องต้น นายโจให้การรับสารภาพว่าที่ได้ประกันตัวออกมาเป็นเพราะ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ที่รู้จักกันในเรือนจำ ได้ให้ทนายความส่วนตัวติดต่อทนายความอีกคนให้มาประกันตัวนายโจออกจากเรือนจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังให้การเพิ่มเติมอีกว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.บรรยิน ช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นเพราะขณะที่รู้จักกันในเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยินมีคำสั่งให้ตนทำงานให้ 2 ข้อ ข้อแรก ให้หาทางชิงตัว พ.ต.ท.บรรยินออกจากคุก แต่ถ้าข้อแรกทำไม่สำเร็จ ให้ลักพาตัวภรรยาของ ผบ.เรือนจำ มาให้ได้เพื่อไว้ใช้ในการต่อรองกับ ผบ.เรือนจำ เรื่องการหนีออกจากคุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ยังสืบทราบว่า พ.ต.ท.บรรยินให้ลูกน้องประสานกับอดีต ส.ส.รายหนึ่งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการหลบหนี แต่ถูกปฏิเสธ จึงประสานไปยังศาลยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามให้ช่วยดูแลและตามตัวผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวออกไป จนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ สอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหารายดังกล่าวยอมรับว่า พ.ต.ท.บรรยินสั่งให้หาทางช่วยเหลือออกจากคุกจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินยังวางแผนให้คนมาวางระเบิดข้างเรือนจำ แล้วจะล้มเสาธงชาติกลางลานสนามหญ้าเพื่อใช้ปีนหนี เมื่อออกมาได้จะมีเฮลิคอปเตอร์มารับตัวอีกที ในที่สุดกรมราชทัณฑ์ได้ย้าย พ.ต.ท.บรรยินไปฝากขังที่เรือนจำกลางบางขวางแทน ทำให้ พ.ต.ท.บรรยินเกิดอาการเครียดอย่างหนัก และในช่วงเวลา 18.00 น. วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา พ.ต.ท.บรรยินคิดฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตัวเอง แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พบก่อนจึงช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
กรมคุกยอมรับมีเค้าวางแผนหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.บรรยินได้ขอสิทธิพิเศษต่างๆ โดยขอให้ทางเรือนจำย้ายตัวเองไปอยู่ในแดนที่มีความสะดวกสบาย แต่ผู้บัญชาการเรือนจำไม่ยินยอม เนื่องจากผิดหลักเกณฑ์และระเบียบของกรมราชทัณฑ์ พร้อมข่มขู่ผู้บัญชาการเรือนจำให้ปล่อยตัว มิเช่นนั้นจะอุ้มภรรยา นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินให้ลูกน้องประสานกับอดีต ส.ส.รายหนึ่งในพื้นที่นครสวรรค์ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ถูกปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พ.ต.ท.บรรยินถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเป็นจำเลยในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นนายชูวงษ์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกรวม 3 คน คนละ 8 ปี, คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งจะมีการสืบพยานฝ่ายโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.-23 ก.ย.นี้ และจะเริ่มสืบพยานฝ่ายจำเลย 24 ก.ย.-14 ต.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคดีอุ้มฆ่าพี่ชาย น.ส.พนิดา พ.ต.ท.บรรยินถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนายมานัส อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ อายุ 48 ปี , นายชาติชาย อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน อายุ 33 ปี , ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด อายุ 63 ปี ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดตรวจหลักฐานในวันที่ 22 และ 25 มิ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีตำรวจกองปราบปรามเข้าสืบสวนข้อเท็จจริง หลังได้รับเบาะแส พ.ต.ท.บรรยินวางแผนแหกคุกว่า กรณีดังกล่าวกรมราชทัณฑ์คงไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดหรือยืนยันเหตุการณ์ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกทั้งข้อมูลที่มีการเผยแพร่ก็เป็นเพียงแหล่งข่าวเท่านั้น ตนในฐานะอธิบดีกรมราชทัณฑ์คงไม่สามารถให้สัมภาษณ์ในลักษณะเป็นการยืนยันเหตุการณ์ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ส่วนมาตรการควบคุมตัว พ.ต.ท.บรรยิน ก็คงบอกไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนอย่างไร เป็นเรื่องของมาตรการระบบความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า ตั้งแต่ พ.ต.ท.บรรยินถูกนำตัวมาคุมขังที่เรือนจำ ได้มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เพื่อวางแผนหลบหนีว่า ตรงนี้ก็พอมีเค้าอยู่บ้าง เนื่องจาก พ.ต.ท.บรรยินเคยเป็นอดีตข้าราชการ เป็นตำรวจเก่า แต่รายละเอียดก็เป็นข้อมูลเชิงลับ คงเปิดเผยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กรมราชทัณฑ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปฏิบัติตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยทั้งของตัวเจ้าหน้าที่และผู้ต้องโทษ ตามปกติอยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนตรี บุนนาค ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เปิดเผยว่า พ.ต.ท.บรรยินถูกย้ายมาขังที่เรือนจำบางขวางได้ 5-6 วันแล้ว เรือนจำได้ทำการประเมินความเครียด รวมทั้งทดสอบทางจิตวิทยาและติดตามพฤติกรรมผ่านกล้องวงจรปิดของเรือนจำ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจับตาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังเคยพยายามทำร้ายตัวเอง
ขังเดี่ยว&amp;quot;บรรยิน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า กระแสข่าวที่มีความพยายามจะหลบหนีนั้น เรือนจำไม่มีข้อมูล แต่ได้กำหนดมาตรการควบคุมผู้ต้องขังพิเศษเท่านั้น ซึ่งรายที่ต้องควบคุมดูแลเป็นพิเศษการคุมตัวไปศาลต้องรัดกุมที่สุด ส่วนแผนการแหกคุกตนคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ได้วางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าว โดยขณะนี้เรือนจำอนุญาตให้เฉพาะทนายเข้าเยี่ยมได้เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเรือนจำกลางบางขวางได้แยก พ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยว และจัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คอยควบคุมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเอง ซึ่งการแยก พ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยวไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรง เพราะการขังร่วมกับผู้ต้องขังอื่นจำนวนมากเช่นเดียวกับการขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะทำให้ พ.ต.ท.บรรยินสร้างความสนิทสนมกับผู้ต้องขังคดีอื่น และใช้เงินซื้อตัวเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขังไว้เป็นพวก เพื่อวางแผนก่อเหตุจลาจลในเรือนจำ หรือวางแผนจัดหาทนายประกันตัวออกไปก่อเหตุแหกหักชิงตัวประกันอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายของ พ.ต.ท.บรรยิน ยังเชื่อว่าไม่ได้ต้องการฆ่าตัวตายจริง แต่อาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อดึงดูดความสนใจและคอยสังเกตพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ว่าจะดำเนินการกับ พ.ต.ท.บรรยิน อย่างไร ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ต้องขังอาจจะจับเจ้าหน้าที่หรือผู้อื่นเป็นตัวประกัน กรมราชทัณฑ์จึงต้องป้องกันเหตุให้รอบด้าน เพราะคนที่เข้าตาจนสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเบิกตัวพ.ต.ท.บรรยินไปศาลนั้น ที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งให้เบิกตัว พ.ต.ท.บรรยินไปขึ้นศาลแล้วหลายครั้ง แต่ช่วงเกิดเชื้อไวรัสโคโรนาระบาดกรมราชทัณฑ์และศาลยุติธรรมได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันให้ผู้ต้องขังเบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดย พ.ต.ท.บรรยิน มีนัดตรวจหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ก็ได้ทำหนังสือขออนุญาตศาลเพื่อขอให้ พ.ต.ท.บรรยินเบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่ขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุดศาลทุจริตมีคำสั่งวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ให้พิจารณาลับเฉพาะคนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวเข้าห้องพิจารณาได้
ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งให้การอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยินมีแผนการตามที่เป็นข่าวจริง ขณะที่ตำรวจกองปราบปรามกำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าคำให้การของนายโจ หนึ่งในลูกน้องที่ทนายความของ พ.ต.ท.บรรยิน ประกันตัวจากเรือนจำออกมาดำเนินการตามแผนนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด หากพบว่าจริง ต้องนำมาพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมแก่ใครได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.เผยอีกว่า ตำรวจกองปราบปรามมีมาตรการป้องกันการหลบหนีและมีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจากนี้ไปคดีของ พ.ต.ท.บรรยินก็จะมีการใช้กำลังชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานเข้าไปสนับสนุนกำลังตำรวจท้องที่และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เวลาต้องคุมตัวไปศาล รวมไปถึงการสืบหาข่าวร่วมกับทางกรมราชทัณฑ์ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รองผบก.ป.) เปิดเผยถึงแผนชิงตัวว่า กรณีที่เกิดขึ้น นายโจและนายท็อปถือว่าเป็นผู้ที่ถูก พ.ต.ท.บรรยินใช้ให้ไปเตรียมก่อเหตุชิงตัวออกจากเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยินถือเป็นผู้ใช้จ้างวานหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นให้กระทำผิด ตามที่ระบุในมาตรา 87 ของประมวลกฎหมายอาญา มีอัตราโทษ 1 ใน 3 ของความผิดที่ก่อขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากแผนการชิงตัวเกิดขึ้นจริง นายโจและนายท็อปจะต้องรับโทษเท่ากับผู้ใช้หรือสั่งการให้กระทำผิดด้วย แม้ตอนนี้ทั้งคู่จะยังไม่ได้ก่อเหตุขึ้น แต่ตำรวจมีหลักฐานว่านายโจพยายามขอความช่วยเหลือจากอดีตนักการเมืองรายหนึ่งให้พา พ.ต.ท.บรรยินหนีออกจากเรือนจำจริง แต่นักการเมืองรายนี้ไม่ร่วมด้วย จากนี้จะต้องเชิญอดีตนักการเมืองนี้มาสอบปากคำ รวมถึงทนายความที่นายโจให้การอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยินให้มาช่วยประกันตัวออกไปว่ามีส่วนรู้เห็นกับแผนการชิงตัวนักโทษด้วยหรือไม่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า พร้อมทั้งตรวจสอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมร่วมระหว่างตำรวจกองปราบปรามและตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาลเกี่ยวกับคดีนี้อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะเบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน ว่าขณะนี้คดีสำคัญที่ พ.ต.ท.บรรยินตกเป็นจำเลยมีอยู่ 2 คดี คือคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ศาลอาญาพระโขนง การดำเนินการเรื่องแผนรักษาความปลอดภัยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก เจ้าพนักงานตำรวจศาล ส่วนที่ 2 คือการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัย ป้องกันเหตุร้ายหรือการชิงตัวจำเลย เราดำเนินการไปทั้งหมด
ศาลรักษาความปลอดภัยเข้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องต้องใช้กำลังแค่ไหน และเฝ้าระวังจุดไหนบ้างนั้น ตรงนี้อยู่ในแผนรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเป็นความลับ เพื่อไม่ให้ผู้ประสงค์ที่จะก่อเหตุทราบถึงยุทธวิธี เรามีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด ทราบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการส่งเจ้าหน้าที่มาหลายหน่วย ทั้งจาก บช.น., กองปราบฯ รวมถึงหน่วยพิเศษอื่น ซึ่งถือว่าเป็นแผนการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด จะมาดูแลทุกนัดที่ พ.ต.ท.บรรยินมาขึ้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในทางข่าวกรองมีการรายงานเบาะแสบ้างหรือไม่ นายสราวุธตอบว่า ปกติเราจะได้รับรายงานข่าวกรองตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมของสำนักงานศาลฯ ที่มีการประสานทั้งหน่วยงานข้างนอก รวมถึงการวางกำลังรักษาความปลอดภัยของเราเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าที่ปรากฏเป็นข่าว พ.ต.ท.บรรยินมีการวางแผนแหกคุก โดยจะใช้วิธีจับตัวประกันต่อรอง ซึ่งเป็นพฤติการณ์รุนแรงแบบเดียวกับที่เคยจับตัวพี่ชายผู้พิพากษา ตรงนี้ผู้พิพากษามีการหวั่นถึงความไม่ปลอดภัยหรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ ฉะนั้นการดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะต้องดูแลให้เกิดความปลอดภัย ทางสำนักงานศาลฯ พร้อมดำเนินการให้ หากมีการร้องขอเข้ามา เราพร้อมดำเนินการทุกอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดตรวจพยานหลักฐานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ ศาลมีคำสั่งว่า เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและคู่ความในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่อยู่ในบริเวณศาล จึงเห็นสมควรให้พิจารณาเป็นการลับ โดยให้โจทก์, พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และทนายความจำเลยที่ 1-2 มาศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดี ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงรายละเอียดที่ได้สรุปบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณา ยกเว้นบุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้าอยู่ในห้องพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และให้โจทก์, จำเลยที่ 2-6 พร้อมด้วยทนายความมาศาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ดี หากคู่ความไม่มาในวันนัดตรวจหลักฐานดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลจะพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปตามรูปคดีที่ปรากฏในสำนวนและตามรายงานของเจ้าพนักงานคดี.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69254</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, มนตรี บุนนาค, สราวุธ เบญจกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200620/image_big_5eee1dbe69419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแก๊งบันไรกัน ขายปืนออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุดหนุมานกองปราบปูพรมค้น 31 จุดใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ จับ 9 ผู้ต้องหาแก๊ง &amp;quot;บันไรกัน&amp;quot; ขายปืนและกระสุนทางออนไลน์ พร้อมเค้นสอบผู้ต้องสงสัยอีก 5 คน หนึ่งในนั้นปล่อยกู้ให้ลูกค้าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนนี้ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. ร่วมกับตำรวจ กก.1 บก.ป.และชุดปฏิบัติการพิเศษ หนุมานกองปราบ แถลงผลการจับกุมเครือข่ายขายอาวุธปืนและกระสุนออนไลน์ทั้งหมด 9 ราย ได้แก่ 1.นายปริญญา เอี่ยมละมัย อายุ 38 ปี 2.นายพัฒนะ การะเกตุ อายุ 37 ปี 3.นายเทพพร แก้วพระอินทร์ อายุ 31 ปี 4.นายสมยศ อยู่เจริญ อายุ 22 ปี 5.นายวรายุ กะลำพา อายุ 30 ปี 6.นายศรศักดิ์ นาระหัส อายุ 32 ปี 7.นายสิธร ศรีใส อายุ 27 ปี 8.นายวรวุฒิ พิมพ์สา อายุ 29 ปี และ 9.นายธนพัฒน์ ค้องรัมย์ อายุ 30 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในข้อหา &amp;ldquo;ร่วมกันทำและมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนให้แก่ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อหรือมีและใช้อาวุธปืน และเป็นอั้งยี่&amp;rdquo; หลังเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานกองปราบกระจายกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาในพื้นที่เป้าหมาย 31 จุด 14 จังหวัดทั่วประเทศ ยึดอาวุธปืนได้ 11 รายการ กระสุน 600 นัด ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกว่าร้อยรายการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า เมื่อปี 2562 ตำรวจกองปราบฯ ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีแก๊ง &amp;quot;บันไรกัน&amp;quot; ได้สาธิตการใช้อาวุธปืนผ่านยูทูบและโฆษณาขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาหลักหมื่นบาท ซึ่งต่ำกว่าปืนถูกกฎหมายหลายเท่า พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 9 ราย วันนี้ได้นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายพร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมด จากการสืบสวนพบว่าพฤติกรรมของขบวนการนี้แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.แอดมินกลุ่มไลน์ ทำหน้าที่จัดหาเสนอขายและรีวิวอาวุธปืน 2.ผู้ผลิต จะจัดทำสินค้าตามที่มีการสั่งเข้ามาผ่านแอดมิน 3.ผู้จัดส่งสินค้าผ่านทางบริษัทเอกชน และ 4.ฝ่ายบัญชี นอกจากนี้ตำรวจยังได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 5 ราย รวมผู้ต้องหา 14 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 ราย ทำหน้าที่อะไร เนื่องจากพบว่ามีการโอนเงินให้กับนายหน้าที่ขายอาวุธปืนในกลุ่ม และ 1 ใน 5 รายนี้ ยังทำหน้าที่ปล่อยกู้เงินสำหรับผู้ที่สนใจจะซื้อปืนอีกด้วย จากนี้เจ้าหน้าที่จะขยายผลตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนในบัญชี พร้อมตรวจสอบว่าอาวุธปืนที่ได้จากการขายจะถูกนำไปใช้กระทำความผิดหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การซื้อขายหรือผลิตอาวุธปืนต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์นั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงบีบีกันที่นำมาดัดแปลงก็ถือเป็นอาวุธปืน มีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน ซึ่งจะมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี&amp;quot; พ.ต.อ.เอนกกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69086</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนพัฒน์ ค้องรัมย์, ปริญญา เอี่ยมละมัย, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, พัฒนะ การะเกตุ, วรวุฒิ พิมพ์สา, วรายุ กะลำพา, ศรศักดิ์ นาระหัส, สมยศ อยู่เจริญ, สิธร ศรีใส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพพร แก้วพระอินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb60770a06e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับพ่อลูกฮุบที่สงฆ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หน่วยหนุมาน กองปราบฯ&amp;quot; จู่โจมล็อกตัว &amp;ldquo;ลุงบุญช่วย&amp;rdquo; พร้อมลูกชายกลางไร่ขณะนอนหลับ หลังพบหลักฐานชัดฮุบที่ดินธรณีสงฆ์ 3,800 ไร่ของ &amp;ldquo;พระกิตติวุฑโฒภิกขุ&amp;rdquo; มาเป็นของตัวเอง เค้นสอบผู้ต้องหา &amp;ldquo;ลุงบุญช่วย-ลูกชาย&amp;rdquo; ชี้สร้างหลักฐานเท็จต้องมีมากกว่า 2 คน ขณะที่ภรรยา &amp;ldquo;อดีตนายพล&amp;rdquo; ดักรอ ดีใจการเสียชีวิตของสามีไม่สูญเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (ผกก.2 บก.ป.), พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ ผกก.สสน.บก.ป., พ.ต.ท.กรกช ยงยืน สว.กก.2 บก.ป. นำชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน จำนวน 20 นาย และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. พร้อมอาวุธครบมือ นำหมายค้นจากศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 32/21 ม.10 ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เพื่อเข้าจับกุมตัวนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 80 ปี และนายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี บุตรชาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา &amp;ldquo;เบิกความเท็จต่อศาล, ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันยักยอกทรัพย์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไปถึง พบบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับอาคารสำนักงานตั้งอยู่ภายในไร่ จึงวางกำลังเข้าปิดล้อมเพื่อความรัดกุมและปิดเส้นทางหลบหนี จากนั้นจึงเข้าไปยังตัวอาคารบ้านพักก่อนจะพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนยังคงนอนหลับพักผ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการหนุมานและชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมเข้าตรวจยึดเอกสารหลักฐานบางอย่างจากภายในบ้านพักจำนวนหลายรายการไว้เป็นหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2561 มูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยได้ส่งตัวแทนเข้าพบพนักงานสอบสวน แจ้งความเอาผิดกับนายบุญช่วย ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒภิกขุ อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ ที่มรณภาพเมื่อปี 2548 ว่าได้ยักยอกที่ดินในพื้นที่ ต.พลวง ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฏ และบางส่วนใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของมูลนิธิ จำนวน 3,800 ไร่ ไปเป็นของตนเอง โดยมีการสวมสิทธิ์การครอบครอง และนำไปออกโฉนดโดยมิชอบด้วยการแจ้งเท็จต่อศาลแพ่งและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังรับเรื่อง ทางเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวจึงได้นำกำลังลงพื้นที่สืบตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งพบว่าเดิมทีที่ดินผืนนี้เป็นที่ดิน ส.ป.ก. มีนายสมพล โกศลานันท์ เป็นผู้ครอบครอง กระทั่งประมาณปี 2513-2515 พระกิตติวุฑโฒได้ก่อตั้งมูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุฯ พร้อมกับเปิดรับบริจาครวบรวมเงินของชาวบ้านมาเป็นทุนซื้อที่ดินผืนดังกล่าวจากนายสมพล เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของพระสงฆ์ในราคา 12 ล้านบาท แต่จ่ายเงินไปเพียง 8 ล้านบาท อีก 4 ล้านบาทยังไม่ได้ชำระ แต่ทางนายสมพลเห็นว่าจะนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางศาสนา จึงมอบที่ดินให้ไปใช้ประโยชน์ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว พระกิตติวุฑโฒได้มอบหมายให้นายบุญช่วยซึ่งเป็นน้องชายของตัวเองเป็นผู้ดูแลที่ดิน แต่เมื่อพระกิตติวุฑโฒได้มรณภาพลงในปี 2548 นายบุญช่วยและบุตรชายคือนายกิตติพงษ์ กลับวางแผนที่จะเข้าครอบครองที่ดินผืนดังกล่าวมาเป็นของตนเอง โดยในปี 2550 นายบุญช่วยได้ไปยื่นเรื่องฟ้องร้องนายเรวัฒิ โกศลานันท์ ลูกชายของนายสมพล ในฐานะเป็นผู้รับมรดกเพื่อให้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยมีนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความชื่อดัง เป็นทีมทนายความ กระทั่งศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาให้ทายาทของนายสมพลโอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นชื่อของนายบุญช่วยตามที่ร้องขอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นปี 2554-2555 นายบุญช่วยได้ไปยื่นขอเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดินเพื่อทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ทาง น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นหลานของนายสมพล จึงเริ่มพบเห็นความผิดปกติ และเกิดความไม่พอใจ เพราะเห็นว่าที่ดินดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางศาสนาตามวัตถุประสงค์เดิม จึงเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นหลายคดี แต่เป็นทางฝ่ายทายาทที่แพ้คดีมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงยังลุกลามบานปลายจนกลายเป็นมูลเหตุทำให้ พล.ต.ต.ธารินทร์ตัดสินใจใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่นายบัญชา นางสุภาพร ภรรยานายบัญชา นายวิชัย อุดมธนภัทร และนายวิจัย สุขรมย์ ทีมทนาย ภายในศาลจังหวัดจันทบุรี ขณะกำลังรอพยานฝ่ายจำเลยและรอผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์นัดสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดแรก เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีการฟ้องร้องทางแพ่งปลีกย่อยเกี่ยวกับที่ดินผืนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเป็นเหตุให้นายบัญชา และนายวิจัย เสียชีวิต ส่วนนางสุภาพรและนายวิชัยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ พล.ต.ต.ธารินทร์เองภายหลังก่อเหตุก็ได้ถูกนายธนากร ธีรวโรดม เสมียนทนาย นำอาวุธปืนของ ร.ต.อ.ขจร บรรจง ตำรวจประจำศาลจังหวัดจันทบุรี ยิงใส่จนเสียชีวิตด้วยเช่นกัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 พ.ย.2562 ซึ่งภายหลังเกิดเรื่องขึ้นมาทำให้คดีดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจจากสังคมถึงความไม่ชอบมาพากล ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทางกองปราบฯ จึงได้รับโอนสำนวนคดีทั้งหมดมาอยู่ในความดูแล พร้อมกับสืบสวนข้อเท็จจริงจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าจับกุมตัวและตรวจค้นหาพยานหลักฐานต่างๆ ภายในบ้านเสร็จสิ้นแล้วนั้น ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมก็ได้เร่งนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเดินทางต่อมายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อทำการสอบสวนโดยทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน จากกรณีดังกล่าว น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท ภรรยา พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตรองจเรตำรวจ เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมนำรูปภาพและอัฐิของ พล.ต.ต.ธารินทร์ เพื่อยืนดักเฝ้ารอพบกับนายบุญช่วยและนายกิตติพงษ์ หลังทราบข่าวว่าถูกกองปราบปรามนำกำลังเข้าจับกุมได้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และนำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมยังกองปราบปราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เขมจิรากล่าวว่า หลังต่อสู้คดีมาหลายสิบปี เมื่อนายบุญช่วยกับบุตรชายถูกจับจึงมาที่กองปราบปรามเพื่อรอพบเจอ เพราะตนอยากให้พวกเขายอมรับความจริงว่านายสมพลขายที่ดินให้พระกิตติวุฑโฒในนามมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ จริงหรือไม่ และจะชี้แจงอย่างไร สำหรับคดีที่นายบุญช่วยฟ้องร้องตนเองฐานฟ้องเท็จเกี่ยวกับเรื่องการครอบครองที่ดินทั้งหมด 3 คดี ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษจำคุกตนและทนายรวมทั้งหมด 7 ปี โดยรอลงอาญาไว้ก่อน ขณะนี้กำลังเตรียมยื่นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อันที่จริงอดีตสามีของตนไม่ควรเสียชีวิตจากเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามตนก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามและสื่อมวลชนที่ช่วยติดตามข่าวจนทำให้ความจริงปรากฏ จนทำให้การเสียชีวิตของ พล.ต.ต.ธารินทร์ไม่สูญเปล่า&amp;rdquo; น.ส.เขมจิรากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวว่า เบื้องต้นในการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งมีรายงานจากชุดจับกุมว่า ในการตรวจค้นที่บ้านพักขณะจับกุมไม่พบเอกสารหลักฐานใดเกี่ยวกับการครอบครองที่ดิน แต่ในทางคดีนั้นทราบอยู่แล้วว่าผู้ต้องหาไม่มีเอกสารซื้อขาย แต่เป็นการสร้างหลักฐานเท็จ โดยฟ้องศาลเพื่อให้ได้เอกสาร น.ส.3 เป็นของตนเอง และโอนชื่อเป็นตนเองในปี 2553
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอมรับว่าการสร้างหลักฐานเท็จนั้นต้องมีคนร่วมกระทำผิดมากกว่า 2 ราย แต่บางคดีก็หมดอายุความไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หนักใจ เพราะมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ จริง&amp;rdquo; พ.ต.อ.เอนกกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68256</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงษ์ เจริญสถาพร, บุญช่วย เจริญสถาพร, พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, พระกิตติวุฑโฒภิกขุ, พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์, ร.ต.อ.ขจร บรรจง, สมพล โกศลานันท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขมจิรา บัณฑูรนิพิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200609/image_big_5edf7544b46e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
