<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2020 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กแป๊ะ&#039; เกษียณปุ๊บงานเข้าปั๊บ! ศาลอุทธรณ์สั่งศาลอาญาคดีทุจริตฯรับไต่สวนมูลฟ้องคดี &#039;ไพรัตน์&#039; ฟ้อง &#039;จักรทิพย์&#039; โยกย้ายไม่เป็นธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.63 - &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อท.256/2563 ที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.อก.ภ.9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ขณะเกิดเหตุ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้าย พ.ต.อ.ไพรัตน์ จากตำแหน่งรอง ผบก.ภ.จ.เพชรบุรี ไปเป็น รอง ผบก.อก.ภ.9 โดยไม่เป็นธรรม มีมูลเหตุจูงใจด้านอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นได้สั่งยกฟ้องชั้นตรวจคำฟ้อง เนื่องจากว่าโจทก์ได้ทำการร้องทุกข์ต่อ ก.ตร. ขอให้กลับไปทำหน้าที่ใน บช.ภ.7 คดียังอยู่ระหว่างดำเนินการของ ก.ตร.เกี่ยวกับข้อร้องทุกข์ดังกล่าว โดยยังไม่มีคำสั่ง จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ์ ในชั้นนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องดังกล่าวต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการโยกย้ายโจทก์ในวาระประจำปี 2562 จำเลยพิจารณาปรับย้ายโจทก์ข้ามภาคเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่หน่วยต้นสังกัดเสนอมา กรณีโจทก์ถูกดำเนินการทางวินัยเกี่ยวกับการจัดทำกิจกรรมดนตรีที่จังหวัดภูเก็ต อยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัยไม่เสร็จสิ้น และโจทก์มีความรู้ประสบการณ์ด้านงานอำนวยการในตำแหน่งต่างๆ รวม 10 ปี เหมาะสมกับตำแหน่งเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล ให้ผู้แต่งตั้งมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมตามความเหมาะสม คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ โดยยึดหลักการว่าทุกพื้นที่ในราชอาณาจักรไทยข้าราชการตำรวจมีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติราชการทั้งสิ้น เกิดการเรียนรู้การทำงานรอบด้านหรือพื้นที่ที่หลากหลายอันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และกฎคณะกรรมการ ข้าราชการตำรวจ (ก.ตร. ) ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2561 ข้อ 6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้ดุลพินิจของจำเลยอยู่ภายในขอบเขตความชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ใช้สิทธิร้องทุกข์ตามกฎ ก.ตร. เรื่องอยู่ระหว่างพิจารณา การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ และยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ หากการร้องทุกข์ไม่เป็นคุณโจทก์ย่อมสามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การโยกย้ายโจทก์เป็นกรณีจำเลยใช้อำนาจโดยลำพังตามมาตรา 54 วรรคสอง, 56, 57 ประกอบกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2561 ข้อ 6 มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและขั้นตอนที่ต้องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับชั้น ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองการแต่งตั้งก่อน ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) ถือได้ว่าการโยกย้ายโจทก์เป็นการโยกย้ายที่แตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ทั่วไป แม้กฎหมายจะให้อำนาจจำเลยแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมการแต่งตั้งดังเหตุผลคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในข้อนี้ โจทก์บรรยายฟ้องถึง สาเหตุที่จำเลยกลั่นแกล้งสั่งย้ายโจทก์ว่าเกี่ยวข้องกับกรณีที่กล่าวหาว่า โจทก์มีปัญหาต่อต้านหรือคัดค้านระเบียบการตัดผมสั้นเกรียนและการจัดทำกิจกรรมดนตรีที่จังหวัดภูเก็ต อันเป็นเหตุให้โจทก์กล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโจทก์อ้างว่าถูกกลั่นแกล้งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยจากเรื่องจัดแสดงดนตรีดังกล่าวอันเป็นเท็จ ซึ่งกรณีโจทก์ถูกดำเนินการทางวินัยนั้นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่จำเลยนำมาพิจารณาสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง ย้ายโจทก์เพิ่มเติมนอกเหนือที่หน่วยต้นสังกัดเสนอมา ฟ้องโจทก์ยังอ้างพยานบุคคลและหลักฐานอื่นๆ มาให้ศาลไต่ส่วน ฟ้องโจทก์จึงถูกต้อง บรรยายพฤติการณ์ที่กล่าวหาจำเลยและชี้ช่องพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและมาตรา 16 วรรคหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์ที่อ้างอิงตามสมควรแก่คดีว่า จำเลยเกี่ยวข้องในการกลั่นแกล้งโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวหาตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งต้องอาศัยพฤติการณ์จากคำเบิกความของพยานบุคคลและหลักฐานต่างๆ มาประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีตามสมควร การที่ศาลชั้นต้นไม่ให้โอกาสโจทก์นำพยานมาไต่สวน กลับมีคำวินิจฉัยว่าโจทก์บรรยายฟ้องมาอย่างเลื่อนลอย ปราศจากหลักฐานใดมาสนับสนุนให้เห็นถึงพฤติกรรมและการแสดงออกของจำเลย แล้วมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงยังไม่สิ้นกระแสความเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤมิชอบเห็นเป็นการจำเป็นต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 43 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นรับคดีนี้ไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้อง ในชั้นนี้จำเลยยังไม่ต้องมาศาล โดยขั้นตอนไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยสามารถแต่งตั้งทนายมาเพื่อมาซักค้านพยานฝ่ายโจทก์ที่มาไต่สวนได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79219</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กแป๊ะ, พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200509/image_big_5eb659f1e9460.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 07:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 07:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พ.ต.อ.ไพรัตน์&#039; ปฏิเสธทุกข้อหาปมคลิปเสียงโต้เถียง &#039;รองผบ.ตร.&#039; เรื่องบัตรคอนเสิร์ต ขู่ฟ้องกลับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.63 - จากกรณีที่มีคลิปเสียงการพูดคุยระหว่างตำรวจยศ &amp;quot;พล.ต.อ.&amp;quot; ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา กับผู้ใต้บังคับบัญชายศ &amp;quot;พ.ต.อ.&amp;quot; ในเรื่องเกี่ยวกับการขายบัตรคอนเสิร์ต &amp;quot;คัมภีร์แผ่นดิน&amp;quot; เพื่อนำเงินเข้าชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ จนกระทั่ง มีการสัมภาษณ์ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.อก.บช.ภ.9 ยอมรับว่าเป็นคนในคลิปเสียง ส่วนอีกฝ่ายมีการระบุว่า เป็น พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีและออกหมายจับ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 9 ก.ย. ที่ สน.ปทุมวัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.อก.บช.ภ.9 ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ปทุมวัน หลังมีหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ จ.498/2563 ลงวันที่ 9 ก.ย. 2563 ในข้อหา &amp;quot;ดักฟัง ใช้ประโยชน์หรือเปิดเผยข้อความที่มีการติดต่อทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นใด โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ,กระทำด้วยประการใดๆเพื่อดักรับไว้ใช้ประโยชน์หรือเปิดเผยข้อความข่าวสารหรือข้อมูลอื่นใด ที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ,หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เพื่อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวว่า ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกเบื้องต้นได้ชี้แจงกับพนักงานสอบสวนว่า คดีดังกล่าวได้มีการร้องขอความเป็นธรรมมาที่สน.ปทุมวัน แล้ว 4-5 ครั้ง แต่ไม่มีการตอบรับ จนเวลาผ่านไปหลายเดือน มีจดหมายเรียกไปที่บ้านตน ซึ่งตนมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการส่งหมายเรียกที่ไม่ชอบเพราะไม่มีการเซ็นรับเอกสารทั้งที่ในบ้านมีคนอยู่อาศัย แต่ใช้การใส่ในตู้ไปรษณีย์เหมือนจดหมายทั่วไป พอมาถึงโรงพักถึงทราบว่ามีการออกหมายจับตน ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้อ่านหมายจับให้ฟัง โดยตนได้ให้การกับพนักงานสอบสวน พร้อมนำพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องมามอบให้ เช่น เรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าคลิปนีัเข้าข่ายเป็นการข่มขู่ หรือกระทำผิดกฎหมายใดหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงที่มีการฟ้องร้องคดีในชั้นศาลในความผิดฐานหมิ่นประมาทที่เกี่ยวพันถึงคลิปเสียงดังกล่าวนั้น ก็ได้ขอให้พนักงานสอบสวนรอการพิจารณาว่าผลการพิจารณาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะออกมาอย่างไร อย่างไรก็ตาม หลังให้ปากคำ พนักงานสอบสวนได้นัดหมายให้ตนสามารถนำหลักฐานมาส่งให้ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมได้ภายใน 30 วัน ซึ่งหากพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะส่งสำนวนอัยการรับไปพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวด้วยว่า ตนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่ต้องมีการวางหลักทรัพย์เพื่อประกันตัว เนื่องจากเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเอง ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายของวันที่ 10 ก.ย.&amp;nbsp;ตนพรัอมทนายความ จะเดินทางไปที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อดำเนินการฟ้องกลับคนที่มารัองทุกข์ดำเนินคดีกับตนในขัอหาดักฟัง ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ โดยยืนยันว่าเพื่อเป็นการรักษาความยุติธรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77001</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนเสิร์ตคัมภีร์แผ่นดิน, ดักฟัง, พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์, สน.ปทุมวัน, หมิ่นประมาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f597179b1f46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หย่าศึกแป๊ะ-โจ๊ก ‘บิ๊กตู่’สั่งหยุดจ้อ หวั่น‘องค์กร’พัง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ เตือน &amp;ldquo;บิ๊กแป๊ะ-บิ๊กโจ๊ก&amp;rdquo; รักษาองค์กร อย่าพูดผ่านสื่อจนเสียหาย โยนคณะ กก.วินัยสอบมือปล่อยคลิปเสียง &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; โบ้ยไม่รู้เรื่อง เขาเป็นพี่น้องกันให้ไปคุยกันเอง ตร.แจงย้าย &amp;ldquo;พ.ต.อ.ไพรัตน์&amp;rdquo; มีเรื่องถูกร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสมถามกลับออกมาช่วงนี้มีสัญญาณอะไร ทำไมไม่ร้องทุกข์ต่อ ก.ตร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 14 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงปัญหาความขัดแย้งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องภายในของเขา ซึ่งตนได้ย้ำเตือนไปแล้วว่าต้องรักษาองค์กรของท่านด้วย เรื่องนี้มันอยู่ที่คนนั่นแหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมก็ต้องฟังผู้บังคับบัญชาที่เขารับผิดชอบโดยตรงชี้แจงมา และผมก็ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ร้องเรียนมาต่างๆ เขามีคณะกรรมการวินัย คณะกรรมการกำลังพลทั้งหมด ถ้าใครไม่ได้รับความเป็นธรรมก็อุทธรณ์ได้ เขาก็มีคณะกรรมการอุทธรณ์ สามารถโอนย้ายได้หมด ผมไม่อยากให้มีการพูดผ่านสื่อ มันเสียหาย บางทีประชาชนก็เข้ามาตัดสินไปด้วยมันก็เสียทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องดูพฤติกรรมของแต่ละคนที่ออกมาร้องเรียนด้วยว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร เท่าที่ทราบก็มีปัญหาอยู่พอสมควร ดังนั้นอย่าเพิ่งไปตัดสินผิดถูกอะไรตอนนี้เลย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเคลียร์เรื่องนี้เองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า &amp;ldquo;ผมจะต้องเคลียร์อะไรเล่า ผมเป็นใคร ผมเป็นใครล่ะ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่ไหม หน้าที่ผมคือสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาไปตรวจสอบ ไปชี้แจง ไปหาข้อเท็จจริง หน้าที่ผมไม่ใช่หน้าที่ไปเคลียร์ เข้าใจไหม&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ถ้าในฐานะประธาน ก.ตร.จะต้องเข้าไปดูเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน ซึ่งเขามีคณะกรรมการ ก็ควรไปประชุมกันใน ก.ตร. เขามีคณะกรรมการตรวจสอบวินัย เขาก็จะชี้แจงเองว่าคนนี้เป็นอย่างไร พฤติกรรมที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีความผิดอะไรอยู่บ้างหรือไม่ และการออกมาร้องเรียนผิดวินัยหรือเปล่า แม้แต่การเอาเทปมาออกมันผิดหรือเปล่า มันบันทึกเสียงกันได้ไหม ใครเป็นคนเอาไปออก เขาสอบหมดนั่นแหละ เขากำลังตั้งคณะกรรมการสอบอยู่ ไม่เช่นนั้นก็วุ่นไปหมดทุกอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์กับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ว่าไม่รู้เรื่องเลย และยังไม่ได้เจอกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องเรียกทั้งสองคนมาพูดคุยกันหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เขาเป็นพี่น้องกันคุยกันเองได้ เราไม่ต้องไปยุ่งกับเขาหรอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าดูบรรยากาศกรุ่นๆ จะต้องไปเป็นกาวใจให้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เป็นเรื่องของพี่น้องกัน เขาคุยกันเอง คิดว่าไม่มีอะไร คงไม่ต้องถึงมือตน ให้เขาสองคนไปว่ากันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผู้บังคับการกองทะเบียนพล (ผบก.ทพ.) พร้อมด้วย พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ หลัง พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.อก.บช.ภ.9 ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤตมิชอบกลาง เซ็นคำสั่งแต่งตั้งจากรอง ผบก.จว.เพชรบุรี ไปดำรงตำแหน่งรอง ผบก.อก.บช.ภ.9
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.ต.ต.เดชากล่าวว่า หลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจมีกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ &amp;nbsp;กฎ ก.ตร.การแต่งตั้งปี 2561 สาระสำคัญวางหลักการแต่งตั้ง การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดให้นึกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลทุกข์สุขราษฎรเป็นสำคัญ ยึดหลักทุกพื้นที่ต้องมีข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้มีอำนาจหน้าที่สามารถแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งในลักษณะงานหรือพื้นที่ที่แตกต่างไปจากเดิมได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการทำงานที่รอบด้าน กรณีของ พ.ต.อ.ไพรัตน์ เดิมที่ดำรงตำแหน่งรอง ผบก.จว.เพชรบุรี ในการแต่งตั้งวาระ 60 ส่วนวาระ 62 มีการแต่งตั้งเป็นรอง ผบก.อก.บช.ภ.9 เป็นการแต่งตั้งโดยการพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้บังคับบัญชา จากการตรวจสอบเบื้องต้น พ.ต.อ.ไพรัตน์มีเรื่องร้องเรียนในเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายประการ การแต่งตั้งจึงเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เดชากล่าวต่อว่า การแต่งตั้งดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้ายที่ไม่ครบ 2 &amp;nbsp;ปี ตามกฎ ก.ตร.ไม่ได้กำหนดไว้แล้ว เป็นแนวทางที่ ผบ.ตร.วางหลักไว้ว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ หากดำรงตำแหน่งไม่ครบ 2 &amp;nbsp;ปี ให้มีเหตุผลความจำเป็นในการแต่งตั้งทุกราย การแต่งตั้งวาระต่างๆ ที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งไม่ครบ 2 ปี ตามเหตุผลความจำเป็นต่างที่หน่วยเสนอมา และเมื่อการแต่งตั้งเสร็จสิ้นลง ตำรวจรายใดที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมให้ใช้สิทธิ์ในการร้องทุกข์ต่อ ก.ตร. ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 106
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ผบ.ตร.เป็นบุคคลสาธารณะดำรงตำแหน่งปีที่ 5 แล้ว พร้อมรับการตรวจสอบ การฟ้องร้องเป็นเรื่องธรรมดา พล.ต.อ.จักรทิพย์เป็นผู้นำองค์กร แต่อยากจะฝากสิ่งที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ไปสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในเรื่องการแต่งตั้งว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้ง สื่อบางฉบับนำไปขยายความต่อ ย้อนถามกลับไปว่าความประพฤติของตัวเองที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2544 ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสารวัตร (สว.) มีเรื่องการร้องเรียนหลายเรื่อง ปี 60 ถูกร้องเรียนเรื่องการเรี่ยไร ขายบัตรกิจกรรมดนตรีอ้างนำรายได้มาใช้งานของ ตร. ทำไมไม่พูดบ้าง เอาข้อเท็จจริงมาสู้กันดีกว่า การแต่งตั้งระดับรอง ผบก.-ผกก. มีตัวเลขทั้งการแต่งตั้งที่สูงขึ้น และโยกย้ายในระนาบเดียวกันประมาณ 2,500 ตำแหน่ง หลังจากคำสั่งมีผลวันที่ 13 ธ.ค. และให้ไปรายงานตัววันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลาล่วงเลยมาแล้วกว่า 1 เดือน ทำไมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มันมีอะไร มีการรอรับฟังสัญญาณอะไรหรือเปล่าถึงได้ออกมาช่วงนี้ ตั้งข้อสังเกตได้เลย ทำไมไม่พูดในสิ่งที่ตัวเองกระทำในครั้งเก่าๆ ผบก.ทพ.ได้พูดไว้แล้วว่าผู้มีอำนาจจะไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ใช้อำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ผบ.ตร.ไม่ได้รู้จัก พ.ต.อ.ไพรัตน์เป็นการส่วนตัว การแต่งตั้งผู้ที่แต่งตั้งก็จะนำข้อมูลมาประกอบพิจารณาไปตามเนื้อผ้า บางคนที่ทำผิดกฎหมายอาญาก็จะมีการแต่งตั้งไม่ให้ไปสัมผัสกับประชาชน คือถ้าให้ทำงานแล้วใช้อำนาจหน้าที่ในความไม่ชอบต้องมีการลงโทษทางการปกครองไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับประชาชนเป็นเรื่องปกติ การแต่งตั้งมีเหตุมีผล ถ้าไม่พอใจยังมีช่องทางการร้องทุกข์กับ ก.ตร.&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร.กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้งระดับรอง ผบก.-ผกก. 2,500 ตำแหน่ง มีผู้ที่มาพบ ผบ.ตร.เพื่อทราบว่าทำไมถูกย้ายไม่ถึง 10 คน ผบ.ตร.ก็ได้เยียวยาให้ไปช่วยราชการหรืออะไรก็แล้วแต่ท่านก็ทำให้ ทำไม พ.ต.อ.ไพรัตน์ไม่ใช้ช่องทางเหล่านี้ มีวินัยหรือเปล่า แต่กลับไปเดินเปิดเผย แต่ก็เปิดไม่หมด ถามกลับว่าถ้า พ.ต.อ.ไพรัตน์มีผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วปกครองไม่ได้ ไม่มีวินัย จะเดินหน้าอย่างไร ที่ผ่านมา ผบ.ตร.ก็เคยถูกย้ายก็ไม่ได้มีการร้องเรียนอธิบดีแต่อย่างใด เป็นพระก็ต้องสวด เป็นตำรวจก็ต้องย้าย เป็นเรื่องปกติ เชื่อว่าทุกคนรับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า การร้องเรียนครั้งนี้มีการโยงกับเหตุการณ์ลอบยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เพื่อเล่นงาน พล.ต.อ.จักรทิพย์หรือไม่ พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ไปร้องต่อศาลถึงการปฏิบัติหน้าที่มิชอบของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ เมื่อเป็นประเด็นของ 2 บุคคล แล้วไปเอา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์มาเกี่ยวข้องทำไม จะเกิดความสับสน คนละเรื่องกัน ขณะนี้ ผบ.ตร.เหลือเวลาอีก 8 เดือน ต้องเร่งสางคดี ทำงาน ตนได้รับมอบหมายขานรับขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลดูและชีวิตประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54579</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พูดผ่านสื่อ, พูดผ่านสื่อจนเสียหาย, สอบมือปล่อยคลิปเสียง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เป็นพี่น้องกันให้ไปคุยกันเอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dcbb867e60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
