<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วิษณุ’การันตีพรก.กู้5แสนล้านทำตามรธน.เป๊ะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เนติบริกร&amp;rdquo; ยัน พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาททำตามรัฐธรรมนูญเป๊ะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะลอกของเก่ากู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ชี้ &amp;ldquo;ธีระชัย&amp;rdquo; ฟ้องศาลปกครองไร้ความหมาย เพราะบังคับใช้แล้วไม่ใช่มติ ครม.&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; ย้ำกฎหมายงบประมาณต้องเคาะให้เสร็จใน 105 วัน &amp;ldquo;ก้าวไกล-เพื่อไทย&amp;rdquo; ตีปี๊บให้จับตา มาฟอร์มเก่าถล่มงบกองทัพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 26 พ.ค. ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ที่ประกาศในราชกิจจานุเกษาเล่ม 138 ตอนที่ 34 ก และมีผลบังคับใช้แล้ว
โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง พร้อมคณะแกนนำกลุ่มสามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้พิจารณา และมีคำสั่งเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 พ.ค.64 ที่เห็นชอบ พ.ร.ก.ดังกล่าว และมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2563 ที่เห็นชอบ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้แจงแล้วว่าเรื่องนี้ได้ตรวจสอบตั้งแต่ต้นแล้ว และคิดไม่ออกว่าเกี่ยวข้องอะไรกับศาลปกครอง เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน ว่าถ้าจะร้องต้องไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพอรู้เหตุผลที่ผู้ร้องไปร้องต่อศาลปกครอง เพราะเขาไม่รู้ว่าจะมีการประกาศออกมาเมื่อไหร่ จึงได้ร้องให้มีการเพิกถอนมติของ ครม. แต่เรื่องมันเกินมติ ครม.ไปแล้ว ซึ่งการยื่นเรื่องต่อศาลปกครองนั้นไม่ได้ถือว่าผิด แต่เมื่อเป็น พ.ร.ก.แล้วศาลปกครองเพิกถอนไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเพียงมติของ ครม. ศาลปกครองถึงจะมีอำนาจเพิกถอนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เลขาฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้แจงว่ากระบวนการและขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง และที่สำคัญที่มีการร้องว่าไม่มีอำนาจนั้น มีอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้อยู่ ซึ่งเรื่องนี้มีการเช็กและตรวจสอบตั้งแต่ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทแล้ว ที่มีการบอกไว้ชัดเจนว่า มาตรา 53 สามารถกู้เงินได้โดยวิธีการนี้ ทุกอย่างจึงเข้าตามหลักเกณฑ์ทั้งหมด และทำตามขั้นตอนเช่นเดียวกับกรณี พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาททุกอย่าง&amp;rdquo; นายวิษณุย้ำ
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องพิจารณาก่อนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่จำเป็น เรื่องนี้สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาหลังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เพราะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ นั้นต้องพิจารณาให้เสร็จภายในเวลา 105 วัน นับตั้งแต่วันที่ส่งร่างให้กับสภา ซึ่งรัฐบาลได้ส่งร่างให้กับสภาตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.
คาดถก พ.ร.ก.กู้หลังผ่านงบ
นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า แม้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทประกาศใช้แล้ว แต่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรียังส่ง พ.ร.ก.ดังกล่าวมาไม่ถึงสภา ดังนั้น การประชุมสภาในวันที่ 27 พ.ค. ยังคงพิจารณาตามวาระเดิมก่อน และหากส่ง พ.ร.ก.มาถึงสภาหลังวันที่ 31 พ.ค. ก็อาจต้องพิจารณาภายหลังการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2565 ในวาระแรกเสร็จสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่ควรทำในตอนนี้ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา แต่รัฐบาลควรดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้งบประมาณฟื้นฟูให้ตรงจุด โดยมีข้อเสนอแนะคือ 1.กู้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ- ประสิทธิผล 2.ลดคอขวดในการเบิกจ่าย 3.มีการวัดผลชัดเจน 4.ติดตามผลอย่างใกล้ชิดและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และ 5.หลังไทยเจอวิกฤติทางสาธารณสุขและวิกฤติเศรษฐกิจไปแล้ว ปัจจุบันกำลังเจอกับภาวะคนตกงาน ที่กำลังเกิดเป็นวิกฤติทางสังคมครั้งใหญ่ รัฐบาลควรผลักดันปัญหาดังกล่าวให้เป็นวาระแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรค ปชป. ในฐานะโฆษก กมธ.ติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก. 3 ฉบับเพื่อแก้ไขและฟื้นฟูปัญหาโควิด-19 ระบุว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลปรับลดวงเงินกู้ใน พ.ร.ก.จาก 7 แสนล้านบาท เหลือเพียง 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น และไม่อยากให้รัฐบาลพิจารณาเฉพาะตัวเลขจีดีพีว่าเมื่อมีเงินกู้ก้อนนี้แล้วจีดีพีจะเติบโต 1.5% แต่อยากให้พิจารณาว่าเมื่อกู้มาแล้วจะช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้รับผลกระทบจริงหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณหลงทางได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (กก.) กล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านการกู้เงินในสถานการณ์วิกฤติ แต่ผลของเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นแล้วว่าการกู้เงินมาให้รัฐบาลประยุทธ์บริหาร ไม่ได้อะไร นอกจากภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท อนุมัติไปแล้วเกือบเต็มวงเงิน แต่ก็ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์จากการสร้างหนี้
สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาทนั้น นายวิษณุกล่าวย้ำว่า&amp;nbsp; ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 105 วัน ถ้ามีการประชุมในวันที่ 31 พ.ค. เท่ากับเราเสียเวลาไปแล้ว 15 วัน จาก 105 วัน เพราะรัฐบาลได้ส่งร่างให้กับสภาตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. ดังนั้นสภาจะเหลือวันพิจารณาน้อยลง และถ้าสภาพิจารณาไม่เสร็จภายใน 105 วัน ให้ถือว่าให้ความเห็นชอบและอนุมัติตามร่างทุกประการ แก้ไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว
&amp;ldquo;ทางที่ดีควรพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว โดยใช้วิธีลดความแออัดลง ใครที่ไม่พูดก็ไม่ต้องไปนั่งในห้องประชุม เข้าไปเฉพาะเวลาที่มีการนับองค์ประชุม อย่างนี้น่าจะสบายหน่อย เท่าที่ทราบสภาเตรียมเสนอให้ตั้งไมโครโฟนไว้ต่างหาก อย่าใช้ไมโครโฟนตรงที่นั่งประจำ ใครที่ต้องการพูดก็ให้ออกมาพูดที่ไมโครโฟน จะได้ไม่มีการแย่งกันพูด และหลังจากคนหนึ่งพูดเสร็จ ให้มีการฉีดแอลกอฮอล์และเปลี่ยนผ้าคลุมเป็นระยะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ถือว่าใช้ได้&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา ได้กล่าวถึงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของรัฐสภา ว่าให้ความสำคัญกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างยิ่งยวด&amp;nbsp; ทั้งในเรื่องการคัดกรอง การขึ้นลิฟต์โดยสาร อาหาร รวมถึงผู้ติดตาม และการอภิปรายในสภา โดยเชื่อว่าความมีระเบียบวินัยของทุกคนที่เข้าไปใช้อาคารรัฐสภาจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2565 เป็นการจัดทำแบบละทิ้งประชาชน ไม่สนใจสถานการณ์ปัจจุบันโดยสิ้นเชิง สังเกตได้จากงบกลางที่ตั้งไว้สูงถึง 5.7 แสนล้านบาท มากเป็นอันดับ 1 ของงบประมาณทั้งหมด และเมื่อมาดูภาพรวมของงบกลาง ค่าใช้จ่ายที่ใช้กับส่วนราชการมีสัดส่วนสูงกว่าทุกปี คิดเป็นเกือบ 85% เหลืองบไว้ใช้กับประชาชนในยามฉุกเฉินน้อยมาก
ก้าวไกลรอสับงบกองทัพอีกแล้ว
&amp;ldquo;การจัดทำงบประมาณปี 65 ของ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงออกว่าไม่แคร์ประชาชนอย่างชัดเจน หากปล่อยให้บริหารต่อ มีแต่จะสร้างความเสียหายให้ประเทศ พรรคเพื่อไทยขอให้ทุกคนร่วมจับตาการอภิปรายงบประมาณรอบนี้ และขอเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลเลิกเป็นนั่งร้านให้นายกฯ ที่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดวิสัยทัศน์ แล้วกลับตัวกลับใจมาอยู่ข้างประชาชน&amp;rdquo; นายชนินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า เป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่ต้องจับตามองในการเปิดประชุมสภา ซึ่งครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีถูกลดลง ซึ่งรายจ่ายแต่ละกระทรวงจะต้องถูกลดไปตามสัดส่วน แต่ภายใต้งบประมาณที่ลดลง เรายังเห็นการจัดสรรงบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญ งบประมาณด้านสวัสดิการถูกปรับลดลงอย่างน่าเป็นห่วง ในขณะที่การจัดซื้ออาวุธยังเพิ่มขึ้น เราเห็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์โครงการใหม่ที่สร้างงบผูกพันข้ามปีรวมทั้งสิ้น 9,500 ล้านบาทที่ผูกพันไป 3 ปี การซื้อยุทโธปกรณ์แบบปีเดียวที่กองทัพเรือมีการจัดซื้อเพิ่มถึง 2.6 เท่า เป็นต้น เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลจะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนรอติดตาม
&amp;quot;ผมอยากฝากไปถึงส่วนราชการที่มีหน้าที่จัดสรรสวัสดิการให้กับประชาชน และ อปท.ต่างๆ ที่ถูกปรับลดงบประมาณอย่างไม่เป็นธรรม ทำการอุทธรณ์งบประมาณเข้ามาที่กรรมาธิการงบประมาณเข้ามามากๆ เพราะถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านไปได้ ในชั้น กมธ.พรรคก้าวไกลจะทำการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อเติมงบประมาณให้กับพวกท่านที่มีหน้าที่นำงบประมาณไปดูแลชีวิตประชาชน&amp;quot; นายพิจารณ์กล่าว
ขณะที่พรรคไทยสร้างไทย เผยแพร่บันทึกแสดงความกังวลต่อ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ใน 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ภาครายได้ 2.ภาครายจ่าย 3.หนี้สาธารณะ และ 4.การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตามลักษณะงาน ที่พบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการป้องกันประเทศ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน
&amp;ldquo;พรรคไทยสร้างไทยตระหนักดีว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศ แต่การจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 จะต้องจัดทำขึ้นโดยคำนึงถึงวิกฤติของประเทศที่เป็นอยู่ ซึ่งพรรคเห็นว่าภารกิจสำคัญที่รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว คือการสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและสร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตของประชาชนได้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจที่จะออกมาประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องมีแนวทางหรือนโยบายสำคัญที่เน้นการลงทุนภาครัฐเพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่หลังโควิด-19 ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104310</URL_LINK>
                <HASHTAG>การันตี, ทำตามรัฐธรรมนูญ, พ.ร.ก.กู้เงิน, พรก. เงินกู้, วิษณุ เครืองาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เนติบริกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae5cd79363b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 18:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 18:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ว.สมชาย&#039;รอพิจารณาพรก.กู้เงิน 3 ฉบับขั้นวุฒิสภา1-2 มิ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า พรก.เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับผ่านสภาผู้แทนราษฏรแล้ว ส่งต่อให้เป็นหน้าที่ของวุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่วันจันทร์และอังคารนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย ระบุว่า มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน1.9ล้านล้านบาท &amp;nbsp;ทั้ง 3 ฉบับ ส่งสมาชิกวุฒิสภาพิจารณาอนุมัติต่อไป 31 พฤษภาคม 2563-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ใช้เวลา 50 นาทีในการนำเสนอหลักการของ พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับ โดยย้ำว่า &amp;quot;เป็นกรณีฉุกเฉินรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้&amp;quot; และ &amp;quot;เป็นทางเลือกสุดท้าย&amp;quot; ของรัฐบาล จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร ได้ให้สมาชิกลงคะแนน อนุมัติในร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) เป็นรายฉบับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเริ่มจาก ฉบับที่ 1.พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ผลการลงคะแนนเห็นด้วย 274 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 งดออกเสียง 207 เสียง ฉบับที่2 พรก. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019... พ.ศ. 2563 ผลการลงคะแนน เห็นด้วย 275 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 205 เสียง ฉบับที่3 พรก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 ผลการลงคะแนน เห็นด้วย 274 เสียง ไม่เห็นด้วย 195 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนต่อไปจะส่งพ.ร.ก.ทั้ง3 ฉบับ เข้าสู่ที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภาเพื่อทำการพิจารณาอนุมัติต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67472</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.ก.กู้เงิน, วุฒิสภา, สมชาย แสวงการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180126/image_big_5a6aa8b9cd185.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 18:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 18:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ฝ่ายค้าน&#039;แจงโหวตพรก.กู้เงินเสียงแตกอ้างลงไปตามหลักการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภาฯ นอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน และส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมแถลงชี้แจงหลังพรรคร่วมฝ่ายค้านลงมติโหวตพรก.กู้เงินทั้ง3ฉบับ ที่มีคะแนนเสียง แตกต่างกันออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทินกล่าวว่า เหตุผลในการลงมติพรก.ทั้ง3ฉบับ ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้มีการหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนการลงมติ โดยยึดหลักการว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่เสียหลักการ ไม่เสี่ยงต่อความเสียหายของประเทศชาติ พรก.ฉบับที่1 เห็นว่าเป้าหมายของรัฐบาลจะช่วยประชาชนจริง เรารับได้ เพราะจะมีการนำไปเยียวยาให้ชาวบ้าน เสริมความแข็งแกร่งด้านสาธารณสุข รวมถึงการฟื้นฟู แต่มีข้อบกพร่อง เรื่องระบบการตรวจสอบ ยังไม่ดีพอ การจะนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ คงไม่เป็นผล จึงงดออกเสียง พรก.ฉบับที่2 ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะช่วย เอสเอ็มอี ที่เดือดร้อน เรามองว่าทิศทางมาถูก แต่วิธีการไม่ถูก ไม่ชอบมาพากล ไม่มีระบบการตรวจสอบที่ดีพอ ที่สุดกลไกลก็จะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงได้งดออกเสียง ส่วนพรก.ฉบับที่3 ที่ตั้งเป้าหมายจะช่วย ทั้งที่ข้อเท็จจริง ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบในการออกพรก.เนื่องจาก ผู้ประกอบการรายใหญ่ ยังมีแนวทาง ในการช่วยเหลือวิธีอื่นและยังมีระยะเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่สำคัญฝ่ายค้านรับไม่ได้กับการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องดำรงความเป็นกลางกลับมาเป็นผู้ดำเนินการเสียเองทั้งหมด ทำให้เสียหลักการและจะเกิดเป็นปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะจะเป็นการเอาอย่างในครั้งนี้ การขาดทุน4.5หมื่นล้านบาท ก็ไม่เหมาะสม เพราะคนที่เป็นเจ้าของกิจการเหล่านี้ ไม่เดือดร้อนจริง เขายังสามารถหาวิธีการแก้ไขด้านอื่นได้อีก เช่น เอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล แต่รัฐกลับมาซื้อหนี้เอกชนเสียเอง ที่สุดจะทำให้เกิดปัญหาด้านหลักการในอนาคต เราจึงโหวตไม่เห็นด้วยและขอให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน ส่วนกรณีเสียงฝ่ายค้านที่ไม่เท่ากันในการโหวตพรก.แต่ละฉบับนั้น พรรคเสรีรวมไทย ได้แจ้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่รับหลักการ กรณีพล.อ.ประยุทธ์ ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน จึงได้งดออกเสียงทั้ง3ฉบับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเสียงในการโหวตพรก.3ฉบับ ไม่เท่ากัน นอ.อนุดิษฐ์ ชี้แจงว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านมีจำนวนเสียง 210 เสียง ในวันนี้พรรคเพื่อไทย ขอลาป่วย2คนและได้แจ้งลาประชุมไว้แล้ว พรรคก้าวไกล หัวหน้าพรรค เข้ารับการผ่าตัด ก็ได้ลาป่วย ยืนยันว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านได้โหวตไปในทางเดียวกัน 100เปอร์เซ็นต์ แต่เสียงที่ยังขาดไม่เท่ากันบ้าง ก็เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.ฝ่ายค้านบางคน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบกันอีกครั้ง เบื้องต้นยืนยันว่า เราโหวตไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจง ก็ระบุชัดเจนแล้วว่า เห็นด้วยกับหลักการที่จะต้องมีการตรวจสอบการใช้เงินกู้อย่างรัดกุม โปร่งใส จึงหวังว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะให้ความร่วมมือ และให้โอกาสตัวแทนของประชาชนคือส.ส. โดยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้งบประมาณเงินกู้ในครั้งนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซักว่านายพิจารณ์ ระบุในการอภิปรายว่า มีการให้เงิน80ล้านบาท กับส.ส.ฝ่ายค้านแลกกับการโหวตผ่านพรก.นี้ นายพิจารณ์กล่าวว่า ในช่วงเช้าได้ยินหลายคนพูดถึงประเด็นนี้ ก็มีความห่วงใย เพราะเงิน4แสนล้านบาท เป็นจำนวนมหาศาล ที่ต้องใช้ตอบโจทย์ช่วยเหลือประชาชน ถ้าถูกจัดสรรมาในลักษณะดังกล่าวจริง ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จึงได้นำมาอภิปราย เพราะมีสมาชิกหลายคนมาพูดคุยกันเช่นนั้น เลยเป็นที่มาของการเรียกร้องให้ รัฐบาลตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เพราะมีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค เห็นด้วยกับหลักการของเรา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67470</URL_LINK>
                <HASHTAG>นอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, ผลโหวต, ฝ่ายค้าน, พ.ร.ก.กู้เงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5def6dc4ee248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;บิ๊กตู่&#039;ขอสภาฯไว้ใจรัฐบาลลั่นไม่ขวางตั้งกมธ.ฯสอบพ.ร.ก.กู้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวสรุปการอภิปรายพ.ร.ก.กู้เงินว่า มีการกล่าวว่าตนไปเอื้อประโยชน์อะไรต่างๆ ตนไม่เคยไปได้ประโยชน์อะไรกับใครจากเศรษฐีอะไรต่างๆ เขาไม่เคยเสนอเงินให้รัฐบาลสักบาท แต่ตนต้องการให้ดูแลลูกจ้างพนักงานไม่ให้ว่างงาน นั่นคือ สิ่งที่คาดหวัง หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจ ก็ขอให้เข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องมาตรการชะลอภาระหนี้สินเดิม ทั้งเงินต้น ลดดอกเบี้ย ขยายเวลาการชำระหนี้ของประชาชน ผู้ประกอบการผ่านธนาคารต่างๆ ซึ่งธนาคารมี 2 ประเภทคือ ธนาคารรัฐกับธนาคารพาณิชย์ โดยอยู่ในกรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนี้รัฐบาลเข้าไปสั่งการอะไรเขาไม่ได้ทั้งสิ้น เงินทุกบาทในธนาคารพาณิชย์เป็นเงินของประชาชนที่ฝากไว้ทั้งสิ้น เราไปบังคับเขาไม่ได้ ต้องให้อำนาจบริหารจัดการตรงนั้นไป แต่จะทำความร่วมมือกันอย่างไรเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินเพิ่มเติมของประชาชนและผู้ประกอบการ ต้องสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน ที่ผ่านมาอาจจะมีการเข้าไม่ถึง เราก็ต้องเห็นใจการคัดกรองเหล่านี้ ต้องคัดกรองคนที่มีความพร้อมก่อน ส่วนที่เหลือกำลังจัดกองทุนขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรให้คนที่มีหนี้เสีย หรือไม่มีศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เงินทุกเงินมีเจ้าของทั้งสิ้น ถ้าให้ไปแล้วไม่ได้กลับมาเลย ล้มละลายแล้วใครจะรับผิดชอบ ถ้าพูดแล้วไม่รับผิดชอบมันก็ได้ แต่ผมพูดแล้วต้องรับผิดชอบ มันจึงไม่ได้ ต้องทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ไม่ให้มีปัญหาทางด้านกฎหมาย อยากให้ทุกคน ตอนนี้กำลังดูว่าเงินก้อนที่มีอยู่จะทำอย่างไร เอสเอ็มอีที่เข้าถึงไม่ได้ให้เข้าได้มากขึ้น ไม่ได้เอื้อประโยชน์รายใหญ่รายเล็ก อย่าไปคิดแบบนั้น ถ้าคิดแบบนั้นก็บริหารไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการที่เราเตรียมมาตรการฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้ถ้ามองดูแล้วเหมือนจะใหญ่โตมโหฬาร หอมหวาน ตนไม่เคยสบายใจ ไม่ว่าจะเงินเท่าไหร่ก็ตาม เพราะมันมีปัญหาแน่นอนในเรื่องการบริหารจัดการ อย่างที่ท่านเป็นห่วง ตนก็ห่วงยิ่งกว่าท่าน เพราะตน ข้าราชการ พนักงาน ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ จึงต้องดูแลให้ดีที่สุด อยากให้ทุกคนสบายใจ ช่วยกันดูแลติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงเราจำเป็นต้องรักษาเครื่องยนต์เหล่านี้ อย่างน้อยก็เติมน้ำมันไปส่วนหนึ่งก่อน ถ้าจะเติมน้ำมันเต็มถังแต่ยังเติมไม่ได้ ก็เติมบางส่วนไปก่อนให้มันเดินไปได้ ให้กิจการมันดีขึ้น ตลาดต่างประเทศมีการเคลื่อนไหว มีการใช้จ่ายเงิน มีรายได้ดีขึ้น ตลาดเหล่านี้ก็จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราไม่ช่วยตรงนี้ เครื่องยนต์ดับไปตอนนี้ ไม่ให้อะไรเลย บอกเอาไปให้คนรวยหมด แล้วตนถามว่ามันจะเหลืออะไรในประเทศไทย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯกล่าวว่า เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่สมาชิกเสนอให้มีการติดตามตรวจสอบการใช้เงินนั้น ตนยินดีให้มีการตรวจสอบทุกประการ หลายคนหาว่าตนจะไม่ให้ตรวจสอบ แต่ตนถือว่าเงินกู้ดังกล่าวคือเงินแผ่นดิน ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ ไปดูแล้วกันที่มีการเสนอแผนงานมาจากข้างล่างว่ามีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งก็ยังไม่ทุจริตเลย ไปดูว่าเขาเสนอมาถูกต้องหรือไม่ ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนละเอียดมาตั้งแต่ต้นไม่อย่างนั้นเสนอขึ้นมาข้างบนไม่ได้ ต้องมีการคัดกรองขึ้นมา กว่าจะมาถึงคณะกรรมการคัดกรองมีหลายขั้นตอน จะได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย และไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการ แต่ยังมีที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานในการตรวจสอบเข้ามาร่วมตรงนี้ด้วย ยืนยันว่าต้องมีการตรวจสอบทุกขั้นตอน มีหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินกู้เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบประมาณปกติ องค์อิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าวได้เช่นเดียวกับการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยจัดให้มีเว็บไซต์สำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ติดตามการดำเนินการโครงการต่างๆ อะไรที่ยังไม่เกิดก็อย่าไปอ้างของเดิมเดี๋ยวมันจะไปกระทบกับใครบางคนด้วย ตนขอแค่นี้ ไม่อยากพูดอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องการจะตั้ง กมธ.วิสามัญเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องพูดคุยกันต่อไป ผมไม่ได้ไปคัดค้านอะไรสักอย่าง ผมยังตอบไม่ได้ตอนนั้นเพราะมันยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนตอนนั้น ไม่ใช่ไปพูดสิ่งที่มันยังไม่ได้มาถึง ก็เป็นเรื่องของสภาฯ สมาชิกพิจารณากัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จหรือมีเกียรติ มีอำนาจ ไม่ใช่ด้วยตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่คนอื่นยกย่อง เขาเชื่อมั่น เขาให้เกียรติ ตนไม่เคยชื่นชมตัวเองว่าเก่งว่าแก้ปัญหาโควิด-19 ได้ ไม่เคยพูด ไม่เคยพูดจริงๆ มันเกิดจากความร่วมมือของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งทหาร พลเรือน ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และสาธารณสุข ร่วมมือกัน ก็มีไม่ร่วมมืออยู่บ้าง ส่วนรัฐบาลทำหน้าที่อำนวยการ อำนวยความสะดวก จัดหาสิ่งของ เบี้ยเลี้ยง สิ่งตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่ปฏิบัติงาน คำชื่นชมของนานาชาติที่เขาให้กับเรา ตนไม่เคยไปคุยโม้โอ้อวดใคร แต่เพราะประเทศต่างๆ เขาเห็นสถานการณ์โควิด-19 เราดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่บอกว่างบประมาณด้านสาธารณสุข 4.5 หมื่นล้านบาทที่บอกว่าน้อยเกินไป มันไม่เคยมีอย่างนี้อยู่แล้ว มันไม่เคยมีการอนุมัติเพิ่มการบรรจุข้าราชการสาธารณสุขอยู่แล้ว ทุกกระทรวงไม่เคยได้ แต่ถ้าอนุมัติไปทั้งหมดทีเดียว ปัญหางบประมาณตามมาทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ เราต้องค่อยๆ ทยอยไป นี่ถือว่าให้ประโยชน์ เพราะถือว่าให้เกียรติบุคลากรด้านสาธารณสุข เพราะถือว่ามีผลงานปรากฎ จะได้ตอบประชาชนและหน่วยงานอื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่น ไว้ใจตนและรัฐบาล เหมือนช่วงที่ผ่านมาแม้จะมีใครไม่ชอบก็ตาม แต่ขอให้เราก้าวผ่านไปด้วยกัน ผมในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารขอยืนยันว่าจะบริหาราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน เหมาะสม โดยการสนับสนุนจากคณะกรรมการและที่ปรึกษาด้านต่างๆ ที่ผมตั้งขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายกฯ ชี้แจงเสร็จสิ้น นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นประท้วง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ว่ารู้สึกว่า ปล่อยให้นายกฯ ใช้กิริยา วาจาเสียดสี รุนแรงในสภาฯ และตนรู้สึกว่านายกฯเป็นนักการเมืองเหมือนกับตน ซึ่งเราเป็นนักการเมืองเสมอกัน แต่คำชี้แจงของนายกฯ หลายๆคำด้วยน้ำเสียงและกิริยาทั้งหมด ตนรู้สึกว่าเป้นทหารอยู่ในค่ายทหาร ฉะนั้นของให้ประธานสภาฯควบคุมการประชุมอย่าปล่อยให้นายกนกระทำกับผู้แทนฯเหมือนที่ผู้บังคับบัญชาทำกับพลทหารในค่ายทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นตอบโต้ว่า ตนนั่งอยู่ตรงนี้ ก็ฟังมาหลายคน จำได้ว่าเราเคยมีสุภาษิตหนึ่ง ซึ่งตนต้องระมัดระวังตรงนั้นให้ได้ คือคำว่า &amp;ldquo;สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล&amp;rdquo; ที่ผ่านมาไม่มีเลยหรือที่ตนพูดอย่างนี้ ที่ตนพูดแบบนี้ร้ายแรงมากเลยหรือ ตนไม่เข้าใจ ซึ่งท่านก็ได้ยินทุกคน ตนไม่ไปต่อล้อต่อเถียงกับท่านอยู่แล้ว แต่เป็นห่วงคนรุ่นต่อไปว่าเด็ก เยาวชนจะเป็นอย่างไรต่อไป ตนไม่ได้ไปพูดก้าวร้าวกับใคร พูดแต่เสียงดัง เน้นสาระ ถ้าท่านเป็นตนก็จะรู้ว่าพูดอะไรไปบ้าง ตนจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองอีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน แจงว่า ตามข้อบังคับที่ 93 ห้ามแสดงวาจาเสียดสีใส่ร้ายคนใด ซึ่งเท่าที่ฟังมาทั้งหมด ก็มีสมาชิกอภิปราย แต่ก็เกือบไม่มีทักท้วงกันเลย แต่กรณีนายกฯตนฟังอย่างยุติธรรม ที่นายกฯได้กล่าวไปถือว่าเบากล่าวที่พวกเราพูดถึงท่านเยอะเลย เพราฉะนั้นไม่มีประเด็นที่ไม่เหมาะสมหรือขัดข้อบังคับ ดังนั้นการประท้วงไม่มีผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน แจ้งที่ประชุมว่า การอภิปรายทั้ง2 ฝ่าย และรัฐบาล ที่ตกลงใช้เวลา 48 ชั่วโมง ครม.และพรรคร่วมรัฐบาล 24 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 24 ชั่วโมง แต่ฝ่ายค้านใช้เวลาไป 22 ชั่วโมง 35 นาที 40 วินาที เหลืออีก 1ชั่วโมง24 นาที 20 วินาที ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลาไป 20 ชั่วโมง 32 นาที 46 วินาที เหลือเวลา 3 ชั่งโมง &amp;nbsp;27 นาที 14 วินาที แต่ถือว่ากระบวนการทุกอย่างจบแล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67465</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พ.ร.ก.กู้เงิน, รัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed37f2bdd742.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หัวหน้าทีมศก.&#039;ลั่นไม่มี&#039;ลัทธิสมคิด&#039;ออกพรก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูผลกระทบโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงในการอภิปรายพ.ร.ก.กู้เงิน ตอนหนึ่งระบุว่า รัฐบาลและสภาฯยังต้องร่วมกันทำงานอีก เพราะโควิดจะยังอยู่ไปอีกนาน ดังนั้นข้อเสนอของสภาฯเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งทุกหน่วยงานจะรับไปพิจารณา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาถ้าเราไม่รีบยุติการระบาดของโควิด19 จะทำให้สถานการณ์บานปลายจนคุมไม่ได้ จึงมาถึงจุดที่รัฐบาลต้องตัดสินใจให้ทุกคนอยู่บ้าน แน่นอนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะต้องหยุดซึ่งรัฐบาลรู้ถึงสถานการณ์นี้ดี เมื่อกดถึงจุดต่ำสุดแล้วก็มาพิจารณาถึงการผ่อนคลาย ที่ผ่านมาประชาชนให้ความร่วมมือ ระหว่างเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมีบางอย่างที่ต้องคิดล่วงหน้า คือ การหาเงินเยียวยาในช่วงแรก ทั้งการใช้งบประมาณปกติและการกู้ยืม หลักการเยียวยา คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้นที่ควรได้รับการเยียวยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ประเด็นไม่ได้อยู่แค่นั้น ต่อมาเริ่มอาการจากตลาดตราสารที่มีการไถ่ถอน บางกองทุนเริ่มปิดกองทุน ผมผ่านต้มยำกุ้งมาแล้ว เมื่อไหร่เศรษฐกิจจริงมีปัญหาจะพันไปตลาดเงินทันที เวลานี้ตลาดตราสารใหญ่มาก &amp;nbsp; สมัยปี 2540 รัฐบาลต้องตามไปเก็บศพด้วยการไปซื้อหนี้เสียจากธนาคาร ดังนั้น เวลานี้เราจะไม่ทำอย่างนั้น จึงเป็นที่มาของพ.ร.ก.ดูแลตราสารหนี้ อย่าไปคิดว่าจะเป็นการอุ้มเจ้าสัว แต่มาตรการตามพ.ร.ก.จึงเป็นสิ่งจำเป็นเป็นหลังพิง การเยียวยา 3 เดือนเงินก็หมดแล้วไม่เกินก.ค. เงินหมุนเวียนเศรษฐกิจจะมาจากไหน เราอาศัยการส่งออกและปัจจัยภายนอกอย่างเดียวไม่ได้ ทั่วโลกหนักหนาอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ไม่มีประเทศไหนไม่เดือดร้อน แต่ประเทศไทยโชคดีที่เราทำให้โครงสร้างของประเทศมีความน่าเชื่อถือ ไม่ต้องไปหาไอเอ็มเอฟ เพราะมีหนี้ต่อจีดีพีน้อยมาก นายกฯยืนยันต้องมีการผ่อนคลาย แต่ก็ต้องระวังว่าหากระบาดขึ้นมาอีกจะเอาเงินที่ไหนมาดูแล&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่เคยคิดจะเข้ามาแทรกแซง แต่ถ้าครั้งนี้ธปท.ไม่เข้ามาก็จะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนอยู่ไม่ได้ การเอาเงินมาฟื้นฟูนั้นต้องทำแบบเดิมไม่ได้ เพราะอะไรที่ช่วยประชาชนในท้องถิ่นจะต้องเข้าไปช่วยกัน จะใช้เป็นฐานที่เข้มแข็งของประเทศไทย และเพื่อไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง จะให้คนกลางเข้ามากลั่นกรองการใช้เงินโดยรับฟังจากภายนอกด้วย โดยวันที่ 5 มิ.ย.จะเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็น การร่วมมือระหว่างสภากับรัฐบาลสำคัญมาก เพราะอีกครึ่งปีนี้จะยังไม่เหมือนเดิมแน่นอน ดังนั้น การใช้เงินต้องมีคุณภาพ ใช้เงินไม่หมดไม่เป็นไร เงินส่วนที่เหลือใช้สำหรับการเยียวยาได้สถานการณ์โควิดอาจลามถึงปีหน้า ความคิดของเราจึงคิดว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นจะต้องเป็นจุดแข็ง งบประมาณปี 2564 ต้องปรับแนวทางใหม่ต้องสร้างให้คนมีงานทำ คนไทยไม่ชอบนั่งรับเงินเพราะอยากมีงานทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลยังคิดล่วงหน้าไปด้วยว่าเพื่อพยุงไปให้ได้ ต้องเตรียมความคิดและโครงการ ผมทำงานรับใช้รัฐบาลและบ้านเมืองมา 10 ปีแล้ว เบื่อเต็มที่แล้วอยากสร้างคนใหม่ๆเข้ามาดูแล แทนคนเก่าคนแก่ที่อายุมากแล้ว และยืนยันว่าไม่มี &amp;quot;ลัทธิสมคิด&amp;quot; และ ถ้าเราเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้พร้อม เมื่อโควิดผ่านพ้นเราจะก้าวกระโดดทันที และจะมีข้อมูลจำนวนมหาศาล เป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เหตุการณ์ 3 เดือนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังมีอีกยาวที่ต้องทำงานด้วยกันถ้าจะมาตรวจสอบความโปร่งใสย่อมเป็นสิ่งที่ดีเพื่อให้เกิดประโยชน์เท่าเทียมกัน&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67454</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.ก.กู้เงิน, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เศรษฐกิจ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed36c0164507.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรัณย์วุฒิ&#039;ชี้ช่องไม่ต้องกู้เงินใช้ตัดงบ2.5ล้านล.พร้อมดึงเงินนอกงบอีก8.5ล้านล.แทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย อภิปรายตอนหนึ่งระบุว่า การที่นายกรัฐมนตรี ยังคงพรก.ฉุกเฉิน เพราะกลัวนักศึกษาชุมนุมใช่หรือไม่ ชอบขู่ประชาชนว่า ถ้าเกิดการระบาดรอบสองใครจะรับผิดชอบ ขอให้ท่านลาออกไปเลย คนที่พร้อมจะเข้ามารับผิดชอบยังมีอีกเยอะ การประกาศล็อคดาวน์ก็ทำให้เศรษฐกิจพังทั้งระบบ มีคนตกงาน 8ล้านคนและจะเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก จะทำอย่างไร ขณะเดียวกันกระบวนการเยียวยาของกระทรวงการคลัง ก็มีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงแรกนายศรัณย์วุฒิได้อภิปรายย้อนไปยังเรื่องก่อนสถานการณ์โควิดอยู่มาก และยังพาดพิงบุคคลภายนอกในบางช่วง และใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ทำให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นประท้วงว่า อภิปรายนอกประเด็น เอาเรื่องเก่า ยึดอำนาจ อะไรมา ขอให้ประธานสภาฯช่วยเตือนด้วย โดยนายชวนระบุว่า เป็นการท้าความเดิมไม่เป็นอะไร แต่ห่วงเรื่องการใช้วาจาที่อาจไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายศรัณย์วุฒิอภิปรายว่า โควิดจะอยู่กับเราอย่างน้อย 2-3ปี ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยจะเป็นได้ทั้ง V-shape &amp;nbsp;L-shape U-shape สหประชาชาติ ออกมาเตือนให้ระวัง เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับไป ขอให้นายกฯส่งเสริมเรื่องการเกษตร ในโอกาสนี้เกษตรกรจะฟื้นให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กทั่วประเทศ เกษตรกรจะร่ำรวย หลังโควิด อาหารปลอดภัย คือความต้องการของคนบนโลกใบนี้ จะเป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชนใหม่ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่งคั่งสู่ชุมชน แรงงานที่เคยมาทำงานในกทม.จะกลับสู่ชนบท ซึ่งแนวคิดนี้จะได้หมด ทั้งเศรษฐกิจ แรงงาน ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรัณย์วุฒิกล่าวว่า ไม่รู้ว่าท่านรู้จักคำว่า สินทรัพย์มนุษย์หรือไม่ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ เมื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปจีนบ่อย ขอให้นำสิ่งดีๆกลับมา เช่น บิ๊กดาต้า เอไอ ขอให้รัฐบาลไปส่งเสริม สินทรัพย์มนุษย์ โดยดูว่าใครเก่งตรงไหนแล้วจะทำอย่างไร ถ้ารัฐบาลโปร่งใสจะแก้เศรษฐกิจ พาประเทศชาติพ้นวิกฤติโควิด ถ้าตนเป็นรัฐบาลจะทำอัดฉีดเงิน 4.5 ล้านล้านเพื่อฟื้นชีวิต ที่เรียกว่า modern lifestyle อัดฉีด2ล้านล้านบาท ให้ไปเลย คนละ4หมื่นบาท จะเกิดกำลังซื้ออย่างมหาศาล วันนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจมันดับแล้ว แล้วจะมากระตุ้นภายในได้อย่างไร เพราะแจกเงินเพียง5พันบาท การช่วยเหลือประชาชน ต้องห้ามช่วยเจ้าสัว และใช้งินอีก1.5ล้านล้านบาท พัฒนาจุดแข็ง3ด้าน คือ 1.ด้านเกษตร ให้ไทยเป็นแหล่งอาหารปลอดภัย 2.ด้านการแพทย์ สร้างศูนย์วิจัยพัฒนาการแพทย์ ศูนย์ผลิตวัคซีน โดยไม่ต้องรอที่จะไปซื้อวัคซีนจากต่างประเทศ ต่อไปไม่ว่าไวรัสตัวไหนมา เรารับได้หมด และ3.ยังจะเป็น ศูนย์การท่องเที่ยวให้ไทย เพราะมาเที่ยวอย่างปลอดภัย ก็จะส่งเสริมไปถึงชุมชนด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การหาเงินนั้น โดยบูรณการงบ2563-2564 ที่ตัดออกมาได้ 2.5ล้านล้านบาท ดึงเงินนอกงบมา 8.5ล้านล้านบาท หยุดการอุ้มเจ้าสัว จัดซื้ออาวุธ จะได้เงิน 1ล้านล้านบาท รัฐกู้เพิ่มในประเทศ 1ล้านล้านบาท ธนาคารเพิ่มวิธีพิเศษในการอัดฉีดอีก 2ล้านล้านบาท ก็จะได้เงินมาทำในเรื่องต่างๆที่ได้เสนอไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67452</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ, พ.ร.ก.กู้เงิน, ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200227/image_big_5e5770a182fd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อุตตม&#039;แจงพ.ร.ก.กู้เงินพยุงเศรษฐกิจรักษาSMEไม่ได้อุ้มนายทุนรายใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อการอภิปรายของนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ถึงการจัดการเกี่ยวกับภัยโควิด โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ต้องการเกิดผลกระทบรุนแรงจนกระทบเศรษฐกิจ จึงได้จัดการด้านสาธารณสุขเป็นอันดับแรกและดำเนินการไปได้ดี ส่วนด้านเศรษฐกิจเรามุ่งเน้นเรื่องการเยียวยาปัญหาขาดสภาพคล่องสำหรับประชาชน ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs โดยมีมาตรการต่างๆออกมา และส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วันนี้รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการ เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายเล็กเพื่อให้ก้าวสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะมาถึง ซึ่งไม่ใช่แค่การเอาเงินเยียวยาให้ประชาชนเท่านั้น แต่มีทั้งเรื่องเยียวยาและฟื้นฟูที่ได้พยายามให้ดำเนินการต่อเนื่องและสอดรับกับแผนพัฒนาประเทศยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ แต่ก็จำเป็นต้องมีตัวเงินใส่เข้าไปในแผนฟื้นฟู แต่จะไม่ใช่มาตรแต่เรื่องเยียวยา เพราะ ขณะที่ผู้ประกอบพยายามปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่หรือ New Normal ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สภาพคล่องในการปรับตัวเอง โดยรัฐบาลกำลังดำเนินการกับภาคส่วนต่างๆในการออกมาตรการที่ไม่ใช่ตัวเงินออกมา เช่นการเสริมทักษะสร้างงาน สร้างบุคลากร โดยเน้นในพื้นที่ในระดับชุมชนเป็นหลักโดยภาคเครือข่ายต่างๆไปพร้อมกัน มีพรก.เงินกู้เพื่อการเยียวยา 4 แสนล้านบาท มาสอดรับกับสิ่งเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินมาตรการเยียวยาเราพยายามให้ตรงเป้าหมายที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องความเร่งด่วนที่จะต้องเข้าไปดูแลอย่างรวดเร็ว ภายใต้ระบบของประเทศที่มีอยู่ และข้อมูลที่มี หลายอย่างเราอยากทำให้เร็วกว่านี้แต่ก็จำเป็นต้องเยียวยาให้ถูกคน และใช้งบประมาณอย่างรัดกุมคุ้มค่าเพราะเป็นเงินของชาติ จึงจำต้องใช้เวลา แต่เมื่อดำเนินการไปก็มีการปรับปรุง และรับฟังคำติชม ทักท้วงและปรับจนสามารถดำเนินการอย่างที่ได้เห็นผลแล้วในวันนี้สำหรับการดูแลกลุ่มต่างๆด้วยกลไกและมาตรการที่มีอยู่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นการกู้เงินและการบริหารจัดการภาระหนี้ของประเทศ ขอชี้แจงว่ากระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีแผนการระดับสากลเพราะมีประสบการณ์พอสมควร โดยจะใช้ตราสารการเงินในรูปแบบที่ดี เพื่อกระจายความเสี่ยง เพิ่มความสมดุลย์ ไม่กระทบส่วนใดของตลาดเงินมากเกินไป เช่นเครื่องมือระยะยาวมีการออกพันธบัตรรัฐบาล และพัมธบัตรออมทรัพย์ที่ออกไป โดยต้องการให้ประชาชนมีโอกาสได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาโควิดครั้งนี้ โดยผ่านการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ และยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ลงทุนในภาวะนี้ที่ดอกเบี้ยธนาคารต่ำ ประชาชนเข้าถึงกำหนดได้เพราะกำหนดซื้อได้อย่างต่ำ1 พันบาท ไม่เกินคนละ 2 ล้านบาท เพราะต้องการให้กระจายไปถึงประชาชนรายย่อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การกู้ระยะสั้นก็มีเครื่องมืออื่นเช่น ตั๋วเงินคลัง สัญญาใช้เงินต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามีการกู้ไปแล้ว 1.7 แสนล้านบาท ต้นทุนเฉลี่ย อยู่ที่ร้อยละ1.5 เป็นอัตราที่สอดคล้องกับภาวะตลาดเงิน ตลาดทุนในปัจจุบัน หากในอนาคตมีการเปลี่ยนไปก็จะดูแลให้การระดมเงินผ่านการกู้ต่างๆให้สอดรับกับสภาวะของตลาดด้วย ส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555 อัตราส่วนอยู่ที่ร้อยละ 40 แต่เราจำต้องกู้เพื่อมาสู้กับโควิดได้ ทำให้อัตราส่วนจำเป็นต้องขึ้นไปสูงขึ้น มิเช่นนั้นจะสู้ภัยไม่ได้ แต่หากไม่มีภัยนี้แล้วตนเชื่อว่าหนี้สาธารณะก็อยู่ในระดับร้อยละ40 กว่าต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตมกล่าวว่า สำหรับประเด็นข้อกฎหมายที่ว่าพ.ร.ก. บีเอสเอฟ ฉบับที่ 3 ให้อำนาจรมว. คลังมากเกินควร ขอเรียนว่าไม่ได้ให้อำนาจเกินควร เพราะในมาตรา 5 แม้จะให้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อให้การดำเนินการตามพ.ร.ก.ความสามารถดำเนินการได้โดยไม่เกิดอุปสรรคและความเสียหายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไม่อาจปล่อยให้เนิ่นนานล่าช้าในภาวะเช่นนี้ อย่างไรก็ตามการใช้อำนาจของรัฐมนตรีนี้ยังต้องอยู่ภายใต้หลักของการสุจริตโปร่งใส และการขัดกันของผลประโยชน์ แม้จะให้ถือว่าคำ&amp;rdquo;วินิจฉัย&amp;rdquo;ของรัฐมนตรีถือเป็นที่สุด แต่ก็ในเชิงบริหารเท่านั้น การใช้อำนาจการบริหารยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมของศาลตามหลักการแบ่งแยกอำนาจตามปกติ ไม่ได้ให้อำนาจสูงสุดแต่รัฐมนตรีเทียบเท่าศาล เนื่องจากการวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ตัดสิทธิ์ในกระบวนการทางศาลแต่อย่างใด หากไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยก็สามารถใช้กระบวนการทางศาลตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐมนตรีคลังได้ในทุกเวลา และรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรา19 วรรคหนึ่งที่มองว่าการกำหนดให้ธปท.โดยความเห็นชอบของรมว. คลังมีอำนาจซื้อขายตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ไม่ใช่ตราสารหนี้ออกใหม่นั้น เป็นการให้อำนาจรัฐมนตรีที่ขัดต่อมาตรา 77 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญ ขอชี้แจงว่ามาตรา 19 วรรคหนึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขในการใช้ดุลพินิจไว้ 2 เงื่อนไข คือ 1 .ต้องเป็นกรณีที่ตราสารหนี้ประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างร้ายแรงอันเนื่องมาจากโควิด19 และ2.มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินโดยรวม ถือเป็นกรณีที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของธปท.และรมว. คลังไว้แล้ว และยังกำหนดให้มีผู้พิจารณา2 ขั้นตอน เพื่อความรอบคอบโดยผ่านการพิจารณาของธปท.และรมว.คลัง ส่วนเรื่องระยะเวลาการใช้ดุลพินิจ เนื่องจากเป็นกรณีเร่งด่วน ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักของการพิจารณาของธปท.และรมว. คลัง จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้บริการในภาวะเช่นนี้ จึงยืนยันว่าบทบัญญัติมาตรา 19 ของพรก.นี้ไม่ได้ต่อมาตรา 77 วรรค 3แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอยืนยันว่ากองทุนบีเอสเอฟไม่ได้อุ้มบริษัทใหญ่หรือบริษัทที่ออกตราสารใด แต่มีความจำเป็นจริงที่เราต้องดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ออกหุ้นกู้เท่านั้นไม่ว่าขนาดแค่ไหน แต่สำคัญคือเกี่ยวข้องกับประชาชนที่ถือตราสารหนี้ที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน การดำเนินการของกองทุนดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกลไกการรักษามูลค่าเงินออม และเงินทุนของประชาชน และเป็นการช่วยเหลือผู้ออกหุ้นกู้โดยคิดดอกเบี้ยแพงเป็นพิเศษหากเทียบกับพรบ.ฉบับที่ 2 หรือซอฟท์โลนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME s ที่ให้ดอกเบี้ยถูกเป็น แต่ฉบับที่3 จะให้ดอกเบี้ยแพงเป็นพิเศษถึงจะได้รับความช่วยเหลือ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67451</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายทุน, นายสุทิน คลังแสง, พ.ร.ก.กู้เงิน, อุตตม สาวนายน, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200224/image_big_5e53bb49d7ba5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
