<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เทพไท’ดักคอล่วงหน้าให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ครม.ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถูกต้องแล้ว คงไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นเหมือนเสือกระดาษ ผมเห็นข่าวที่คณะรัฐมนตรี จะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯซึ่งจะมีผลในสิ้นเดือนนี้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวเห็นด้วยกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งยังแปลกใจอยู่ว่า ทำไมรัฐบาลเพิ่งมาคิดยกเลิกในตอนนี้ ทั้งที่ได้ประกาศใช้มาเป็นเวลายาวนาน 2 ปีแล้ว จนประชาชนคนทั่วไป ลืมไปแล้วว่า ประเทศไทยยังมีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯใช้บังคับอยู่ เพราะผลของการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯดังกล่าว แทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติเลย ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่สามารถควบคุมการชุมนุมของกลุ่มมวลชนได้ แม้ว่าการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะมีวาระซ่อนเร้น ต้องการขัดขวาง และป้องกันการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆก็ตาม จนในที่สุดก็ไม่มีกลุ่มใด มีความเกรงกลัว พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่รัฐบาลประกาศใช้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯของรัฐบาลในครั้งที่ผ่านมา ไม่มีผลในทางปฏิบัติอีกแล้ว หากยังคงไว้ต่อไป ก็ไร้ประโยชน์ เพราะรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายฉบับอื่น เช่น พ.ร.บ.ควบคุมโรค ใช้บังคับควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ &amp;nbsp;สถานะของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเสือกระดาษ ที่ไม่มีใครเกรงกลัวเลย การที่คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิก เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117516</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเทพไท เสนพงศ์, ปชป., พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พรรคประชาธิปัตย์, อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135740379a3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ถกศบค.ชุดใหญ่10ก.ย. จ่อยกเลิกพรก.ฉุกเฉินใช้กม.ปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 64 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายงานข่าวจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(ศบค.) ว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ จะมีการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาทบทวนการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งมาตรา 5 การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ที่จะให้สิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ และ มาตรา 9 ซึ่งใช้ออกข้อกำหนดต่างๆ โดยกลับไปใช้กฎหมายปกติ อย่างพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 แทน ซึ่งจะส่งผลให้ ศบค. สิ้นสภาพไปโดยปริยายและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบตามหน้าที่ปกติ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115769</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, บิ๊กตู่, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พรบ.โรคติดต่อ, ศบค., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_6119f80906646.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สึกแล้ว!แก๊งเจ้าอาวาส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สึกพ้นผ้าเหลือง 4 เจ้าอาวาสปาร์ตี้หมูกระทะ-ดกเบียร์ในกุฏิ พร้อมพระลูกวัด หลังตำรวจจับข้อหามั่วสุม-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่กำชับพระในปกครองอยู่ในพระธรรมวินัย-กฎมหาเถรสมาคม ระบุขอบวชใหม่เป็นอำนาจพระอุปัชฌาย์พิจารณา เช็กประวัติอาชญากรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่ตำรวจได้บุกจับกลุ่มพระสงฆ์ตั้งวงปิ้งย่างหมูกระทะและดื่มเบียร์ ในกุฏิที่วัดปันเสา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีพระสงฆ์ 7 รูป และฆราวาส 1 คน โดยได้มีการดำเนินคดี พร้อมแจ้งข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรค และฝ่าฝืน พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน​ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 8​ ถูกส่งฟ้องศาลแขวงเชียงใหม่ เป็นจำเลยที่ 1-8 ฐานความผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมโรค และ ​พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน
ศาลได้พิจารณาลงโทษ จำเลยที่ 1 ถึง 8 ฐานความผิดตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ลงโทษให้เสียค่าปรับคนละ 10,000 บาท และจำคุก 15 วัน แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี นอกจากนี้ ในส่วนของจำเลยที่ 1-4 ยังถูกลงโทษปรับมั่วสุมดื่มสุราในศาสนสถาน ให้เสียค่าปรับอีกคนละ 2,500 บาท รวมคนละ​ 12,500 บาท ซึ่งหลังจากชำระค่าปรับแล้ว ทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนเข้ารับพิจารณา​จากศาล พระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวได้เข้าลาสิกขาสละสมณเพศ พร้อมลงนามในหนังสือแจ้งการลาสิกขาสละสมณเพศกับเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อยที่วัดอุปคุต ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อค่ำวันที่ 30​ ส.ค. ​ ประกอบด้วย 1.พระครูปลัดสุรเดช สายแผ่เยือง อายุ 34 ปี เจ้าอาวาสวัดยางกวง ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ 2.พระครูมนูญธรรมศาสก์พุทธกร วิมุติญาณกุล อายุ 41 ปี เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ 3.พระอธิษฐณัฏฐ์ ปัญญาอิ่นแก้ว อายุ 34 ปี เจ้าอาวาสวัดบ้านปิง ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่​ 4.พระภานุกร คำป็อก อายุ 42 ปี เจ้าอาวาสวัดปันเสา&amp;nbsp;5.พระใบฎีกาอานนท์ ปัญญาปโชโต ยานนท์ประทุม อายุ 35 ปี 6.พระทักษิณ ศรีธิ อายุ 36 ปี พระลูกวัดปันเสา ได้แจ้งลาสิกขาสละสมณเพศกับทางเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่แล้ว
ด้านพระเทพปริยัติ เจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่ ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เผยถึงอดีตพระสงฆ์ 7 รูป พร้อมลูกศิษย์ จัดปาร์ตี้หมูกระทะว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ซึ่งพระสงฆ์ดังกล่าวยอมรับสารภาพที่มั่วสุม และฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด จนถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก 15 วัน แต่ให้รอลงอาญา 1 ปี และได้ลาสิกขาด้วยความสมัครใจแล้ว ถือว่าสิ้นสุดการพิจารณาคดีในทางโลกและทางธรรมแล้ว พระได้ลาบวชและสึกออกไปเป็นคนปกติแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนาอีก
พระเทพปริยัติกล่าวว่า ส่วนมาตรการควบคุมดูแลวัดกว่า 2,000 แห่ง และพระสงฆ์ สามเณรที่มีอยู่กว่า 10,000 รูปนั้น มีคณะสงฆ์ปกครองทุกระดับชั้น ภายใต้การบริหารจัดการของมหาเถรสมาคม ได้วางมาตรการควบคุมดูแลวัดและพระสงฆ์มานานแล้ว ทั้งนี้ ได้พูดคุยและกำชับพระในปกครองให้อยู่ในพระธรรมวินัย และกฎระเบียบมหาเถรสมาคมอยู่ตลอด หลังจากนี้ได้กำชับไปยังเจ้าคณะอำเภอ 25 อำเภอ สั่งการไปยังเจ้าคณะตำบลให้สอดส่องดูแลพระในปกครองเข้มงวดมากขึ้น เพื่อรักษาพระธรรมวินัย พร้อมปฏิบัติตนให้ประชาชนเคารพศรัทธา และเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อฟื้นฟูและเผยแผ่พระพุทธศาสนา
หากพระสงฆ์ 7 รูป ที่ลาสิกขาไปแล้ว ขอกลับมาบวชใหม่ได้หรือไม่ พระเทพปริยัติกล่าวว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์พิจารณา โดยเฉพาะเจ้าคณะอำเภอ ต้องพิจารณาร่วมกับเจ้าคณะตำบลว่า เห็นชอบหรือไม่ พร้อมตรวจสอบว่ามีทะเบียนประวัติอาชญากรรม หรือศาลตัดสินลงโทษแล้วหรือไม่ เพื่อประกอบการขอบวชเป็นพระสงฆ์ เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และแก้ไขเพิ่มเติมด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115188</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปาร์ตี้หมูกระทะ, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พระลูกวัด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แก๊งเจ้าอาวาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612e230cc744d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;  ขีดโทษจนท.ปล่อยก๊วนปาร์ตี้สังสรรค์แพร่เชื้อโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.64- &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใย หลังรับทราบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับการจัดงานเลี้ยง สังสรรค์ รวมกลุ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมตัวกันมั่วสุมในแหล่งอบายมุขหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรควิด-19 ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่มีข้อห้ามการรวมกันทำกิจกรรมในลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ &amp;nbsp;ตลอดจนจังหวัดและท้องถิ่นโดยกระทรวงมหาดไทย ให้ทำงานอย่างบูรณาการเพื่อป้องกันการรวมกลุ่มในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 พร้อมตรวจสอบสถานที่ที่มักมีการรวมกันจัดงานเลี้ยง หรือแหล่งอบายมุขในพื้นที่ต่างๆ หากพบการกระทำความผิด ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยห้ามละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มิเช่นนั้น เจ้าหน้าที่จะมีความผิดด้วย &amp;nbsp;และหากพบว่าเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจให้เกิดกิจกรรมมั่วสุ่ม จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล หากพบพฤติกรรมรวมตัวกันจัดงานเลี้ยง ปาร์ตี้ ขอให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค หลีกเลี่ยงกิจกรรมการรวมกลุ่มโดยไม่จำเป็น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อ และลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ทำงานหนักต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114138</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab48013024d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งจับผู้กักตัวดื่มเหล้าในรพ.สนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนท.ศูนย์ EOC บุรีรัมย์ขึ้นโรงพักแจ้งความเอาผิดผู้ป่วยโควิด 8 ราย แอบจับกลุ่มมั่วสุมดื่มสุราใน รพ.สนาม รับสารภาพ 4 คน ที่เหลือยังปากแข็ง ตำรวจรอพ้นกักตัวเรียกสอบปากคำเพิ่ม จ่อดำเนินคดีฝ่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-พ.ร.บ.คุมน้ำเมา น่าห่วงบุรีรัมย์ติดเชื้อรายใหม่นิวไฮ วันเดียวทะลุ 495 ราย กระจายใน 20 อำเภอ&amp;nbsp;
วันที่ 10 ส.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายประเสริฐ สาวีรัมย์ สาธารณสุขอำเภอเมืองบุรีรัมย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน EOC อำเภอเมืองบุรีรัมย์, สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์, ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ไชยา สระโสม พนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อให้สอบสวนว่า ผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 8 คน ที่จับกลุ่มมั่วสุมดื่มสุราในโรงพยาบาลสนาม ตั้งอยู่ภายในอาคารพัสดุ อบจ.บุรีรัมย์ (เขากระโดง) ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2564 พบว่า กล้องวงจรปิดได้บันทึกภาพของกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสนาม จำนวน 8 คน ได้จับกลุ่มมั่วสุมดื่มสุราภายในเขตบริเวณพื้นที่ของโรงพยาบาลสนาม ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโรงพยาบาลสนามอย่างชัดเจน และเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังรับเรื่องร้องเรียน พนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้ประสานตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ โดย ร.ต.อ.กิตติศักดิ์ เย็งประโคน รอง สว.สส.สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้ทำการติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือ กับผู้ต้องสงสัยที่ลักลอบดื่มแอลกอฮอล์ฯ จำนวน 8 คน ที่มีภาพอยู่ในกล้องวงจรปิดดังกล่าว ประกอบด้วย 1.นายชัยวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาว อ.เมืองบุรีรัมย์ ซึ่งขณะนี้กำลังกักตัวอยู่ที่บ้านพักอีก 14 วัน ให้การยอมรับสารภาพว่าได้ดื่มสุราจริง 2.นายภูมเรศ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี ชาว อ.ปะคำ ถูกส่งตัวกลับไปรักษาต่อที่ รพ.ปะคำ ให้การรับสารภาพว่าได้ดื่มสุราจริง 3.นายพิศาล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ชาว อ.แคนดง ถูกส่งตัวกลับไปรักษาต่อที่ รพ.แคนดง ให้การรับสารภาพ 4.นายวิธวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ชาว อ.นาโพธิ์ ถูกส่งตัวกลับไปรักษาที่ รพ.นาโพธิ์ ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ดื่มสุรา แต่ยอมรับว่านั่งเล่นอยู่ในกลุ่มด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.นายฤทธิเดช (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ชาว อ.แคนดง (รักษาตัวอยู่ที่ รพ.สนาม อบจ.บุรีรัมย์) ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าไม่ได้ดื่ม เพียงไปยืนคุยในกลุ่มเท่านั้น 6.นายชัยชนะ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ชาว อ.แคนดง ถูกส่งตัวกลับไปรักษาต่อที่ รพ.แคนดง ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ดื่มสุรา 7.นายบุญนำ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาว อ.พุทไธสง ถูกส่งตัวกลับไปรักษาต่อที่ รพ.พุทไธสงแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ และ 8.นายประยูร (ขอสงวนนามสกลุ) ชาว อ.นาโพธิ์ ถูกส่งตัวกลับไปรักษาต่อที่ รพ.นาโพธิ์แล้ว และให้รับการยอมรับสารภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการเรียกตัวทั้งหมดมาสอบปากคำเพิ่มเติมต่อไปหลังจากรับการรักษาและพ้นจากการกักตัวแล้ว ก่อนจะเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รายงานข้อมูลสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2564 ถึง วันที่ 9 ส.ค.2564 ของ จ.บุรีรัมย์ ว่า ยังคงน่าเป็นห่วง วันนี้ (10 ส.ค.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ เพิ่มขึ้นอีก 495 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขผู้ป่วยทำสถิติสูงที่สุดตั้งแต่มีการระบาดมาของ จ.บุรีรัมย์ แยกเป็นผู้ป่วยติดเชื้อพบในพื้นที่จังหวัด 16 ราย ติดเชื้อมาจากนอกพื้นที่ 479 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 7,359 ราย เสียชีวิตสะสม 12 ราย รักษาหายแล้ว 1,026 ราย ยังรักษาอยู่ 6,321 ราย กระจายตามโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่จังหวัด
ขณะที่โครงการ &amp;quot;อุ้มลูกหลานเซราะกราวกลับบ้าน&amp;rdquo; มารักษาที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดขึ้นมา โดยจะรับเฉพาะคนบุรีรัมย์ที่ป่วยโควิด-19 ไม่มีที่รักษา จะมีรถไปรับมารักษาที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเปิดคอลเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เบอร์ 0-2576-5555 เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. ขณะนี้มีคนบุรีรัมย์ที่ทำงานต่างจังหวัดติดเชื้อโควิด-19 ไม่มีที่รักษา ติดต่อขอรับบริการกลับบ้านแล้ว 1,171 คน ในจำนวนนี้ได้รับกลับบ้านแล้ว 701 ราย กระจายไปรักษาตาม รพ.ต่างๆ ในพื้นที่จังหวัด ที่เหลืออยู่ระหว่างเดินทาง และส่งรถไปรับ
ขณะเดียวกัน กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สธจ.บุรีรัมย์ รายงานข้อมูลด้านการรักษา ณ รพ.ใน จ.บุรีรัมย์ 23 แห่ง ไม่รวม รพ.บุรีรัมย์ เตียงทั้งหมด 1,757 เตียง จำนวนผู้ป่วยรวม 1,720 ราย แยกเป็นผู้ป่วยสีแดง 188 ราย ผู้ป่วยสีเหลือง 834 ราย และผู้ป่วยสีเขียว 698 ราย รองรับได้อีก 37 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112865</URL_LINK>
                <HASHTAG>จนท.ศูนย์ EOC, ผู้ป่วยโควิด 8 ราย, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, รับสารภาพ 4 คน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอาผิด, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แจ้งจับผู้กักตัวดื่มเหล้าในรพ.สนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6112669793267.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสื้อแดงเทม็อบ3นิ้ว ประกาศเข้ากรุงป้องสถาบัน/ตร.พบข่าวก่อเหตุรุนแรง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ย้ำเจ้าหน้าที่ใช้ความอดทนดูแลม็อบ 7 สิงหาบุกวัง ยันผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขอทุกฝ่ายเลี่ยงการชุมนุมในช่วงนี้ ตร.เผยการข่าวจะเกิดความรุนแรง เตรียมกำลัง 38 กองร้อยรับมือ ลั่นไม่ให้ข้ามแนว รร.รัตนโกสินทร์ไปได้ &amp;quot;เสกสกล&amp;quot; ลั่นคนไทยรับไม่ได้พวกจาบจ้วง แฉมีไอ้โม่งหนุนหลังให้เกิดสงครามกลางเมือง &amp;quot;แกนนำหมู่บ้านเสื้อแดงรักษาพระองค์&amp;rdquo; พร้อมผนึกกำลังเข้าเมืองกรุงร่วมปกป้องสถาบัน กสม.ส่งตัวแทนลงพื้นที่ เครือข่ายองค์กร ปชช.แนะรัฐยึดหลักสิทธิมนุษยชนดูแลม็อบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การนัดชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก หรือกลุ่ม 3 นิ้ว ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ที่พระบรมมหาราชวัง ขณะที่กลุ่มปกป้องสถาบันก็นัดรวมตัวที่บริเวณใกล้เคียงกัน &amp;nbsp;จนเป็นที่จับตาว่าจะเกิดการเผชิญหน้ากันหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ย้ำว่าขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการดูแลความสงบเรียบร้อย โดยพยายามใช้ความอดทน รวมถึงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและไม่ให้มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่เห็นต่าง ที่อาจจะออกมาแสดงความเคลื่อนไหวคัดค้าน ส่วนที่มีผู้ชุมนุมกลุ่มอีกฝ่ายระบุว่าจะออกมาแสดงพลังต่อต้านนั้น ย้ำว่าการชุมนุมในขณะนี้ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงต้องขอความร่วมมือ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายใดหรือกลุ่มใด ขอให้เลี่ยงการ รวมตัวหรือการชุมนุมกันในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ เวิร์กฟรอมโฮมทำงานที่บ้านพัก ภายในกรมทราบราบมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) โดยในวันเดียวกันนี้ นายกฯ ไม่มีกำหนดการหรือวาระงานทางการทั้งการประชุมหรือการพบหารือแต่อย่างใด คาดว่าจะใช้เวลาติดตามงานและเซ็นเอกสารต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น.กล่าวว่า ในวันดังกล่าวจะมีด้วยกัน 3 กลุ่ม 1.กลุ่มเยาวชนปลดแอก นัดหมายที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นมีการเชิญชวนเคลื่อนตัวไปที่พระบรมมหาราชวัง ในกลุ่มนี้มีการเชิญให้กลุ่มการ์ดวีโว่และกลุ่มราษฎรให้มาร่วมชุมนุม, กลุ่มที่ 2 กลุ่มอาชีวะประชาชน เพื่อประชาธิปไตย โดยนายธนเดช ศรีสงคราม นัดหมายกันที่เชิงสะพานผ่านฟ้าฯ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลในลักษณะคาร์ม็อบ, กลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มแดงก้าวหน้า 63 กลุ่มแดงใหม่ภาคี 4 ภาค กลุ่มราษฎรลพบุรี สระบุรี นครนายก มีการรวมตัวกันในจังหวัดต่างๆ โดยมีเป้าหมายเคลื่อนตัวมาที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า บช.น.ขอแจ้งให้ทราบว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การประกาศชักชวนรวมตัวมั่วสุม หรือการชุมนุมไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ การดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา มีการดำเนินคดีแล้วจำนวน 293 คดี สอบสวนเสร็จสิ้น 196 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 97 คดี เตือนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ที่จะมาร่วมชุมนุมหรือผู้ชักชวน หากมีการกระทำการใดๆ ในเขตกรุงเทพฯ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. เน้นย้ำทุกๆคดีจะต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การชุมนุมในวันที่ 7 ส.ค. กลุ่มผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะใช้ถนนราชดำเนิน โดยเจ้าหน้าที่จัดตั้งแนวสุดท้ายที่หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ จะไม่ยินยอมให้ข้ามแนวไปมากกว่านั้น&amp;quot; พล.ต.ต.ปิยะกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวเพิ่มว่า แค่มีการประกาศเชิญชวนก็ผิดแล้ว การตั้งแนวรั้งหน่วงเป็นการป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นอาจนำไปสู่ความวุ่นวาย สร้างผลกระทบต่อประชาชน เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า ผู้ร่วมชุมนุมหรือบุคคลที่มีหมายจับ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ขอให้มั่นใจ ถ้าพบตัวเมื่อไหร่ก็ต้องจับตัว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราตามไปจับตัวอยู่ ส่วนการป้องกันเหตุ บช.น.ได้มีการตั้งจุดตรวจโดยรอบพื้นที่ที่จะมีการชุมนุม ตั้งจุดตรวจทั้งหมด 14 จุด เส้นทางที่จะเข้ามาบริเวณที่ชุมนุมในการตรวจค้นอาวุธป้องกันเหตุร้าย ป้องกันบุคคลที่ 3 ที่จะมาก่อเหตุ ส่วนการป้องกันตามมาตรฐานสากล ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำทุกครั้ง&amp;nbsp;
การข่าวพบจะเกิดรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การชุมนุมในวันที่ 7 ส.ค.นี้ การข่าวว่าจะมีการกระทบกระทั่งที่รุนแรง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้สื่อข่าว เราได้ประสาน ผบ.พื้นที่ ควรจะอยู่ในพื้นที่ไหน เวลาไหนจะถึงจะปลอดภัย โดยฟังสัญญาณจาก ผบ.พื้นที่ อยากให้ทุกคนปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้สื่อข่าว ประชาชนที่สัญจรไปมา ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ที่ใช้ในการดูแลความสงบเรียบร้อย โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ 38 กองร้อย&amp;quot; พล.ต.ต.ปิยะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนไปยังพระบรมมหาราชวัง ทำให้ประชาชนคนไทยที่ปกป้องและจงรักภักดีรับไม่ได้กับวิธีคิดเช่นนี้ อย่าให้ประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีปกป้องสถาบันต้องออกมาชุมนุมคัดค้านกับกลุ่มนี้เลย เป็นการจาบจ้วง ก้าวล่วงที่มิบังควร คนไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมเด็ดขาด อาจจะมีมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เราไม่ต้องการเห็นการเกิดความรุนแรงขึ้น จึงขอเตือนม็อบว่าเดินทางไปที่พระบรมมหาราชวัง การชุมนุมมีคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงหรือสงครามกลางเมือง เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความวุ่นวาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์ว่า การชุมนุมวันที่ 7 ส.ค. ไม่ได้ดำเนินการในรูปแบบคาร์ม็อบ ทราบมาว่าการเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบจากทั้งกลุ่มของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังไม่เกิดขึ้นวันที่ 7 ส.ค. หากดำเนินการเรื่องดังกล่าว จะมีคาร์ม็อบเพียงสายเดียวจากสมุทรปราการ เพียงสายเดียวจะไม่สามารถแสดงพลังได้เต็มที่ อยากให้การเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบเกิดขึ้นหลายสายพร้อมกัน เพื่อให้เห็นถึงพลังประชาชนที่ต้องการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จึงขอเลื่อนการเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบจากสมุทรปราการออกไปก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้ประชุมทำความเข้าใจกับอดีตแกนนำหมู่บ้านเสื้อแดง และปัจจุบันนี้เราเปลี่ยนมาเป็น &amp;ldquo;หมู่บ้านเสื้อแดงรักษาพระองค์&amp;rdquo; ทางประธานแต่ละภูมิภาคก็ได้แจ้งมาว่าพร้อมที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ล่าสุดตนได้ประสานงานพูดคุยกับนายสุพล หมื่นศรีพรหม ผู้นำอดีตสหายเก่า ผกค.ภาคอีสาน พร้อมที่จะผนึกกำลังกันออกมาปกป้องสถาบันกันอีกครั้ง การที่ม็อบดีเดย์จะบุกพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 7 ส.ค.นั้น หมายความว่า จะลอกเลียนแบบอดีตสหายเก่า ผกค. ที่ประกาศเอาวันที่ 7 ส.ค. เป็นวันเสียงปืนแตก หลอกให้ทหารออกมาใช้อาวุธปราบปรามประชาชนเพื่อจะหาความชอบทำให้กับกลุ่มม็อบ อยากบอกว่าอย่าทำเลยไอ้น้อง เพราะพี่ทำมาก่อนแล้ว จนหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อนอดีตเสื้อแดงหลายจังหวัดได้บอกมาว่างานนี้ &amp;ldquo;ม็อบล้มเจ้าจบไม่สวย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นการชุมนุมเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สิ่งที่กระทำนั้นกลับกระทำการที่สวนทางกันทั้งหมด จุดมุ่งหมายหลักของแกนนำผู้ชุมนุม มีทั้งการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ข่มขู่ คุกคาม ก้าวล่วง จาบจ้วงสถาบัน และประชาชนมองออกว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ นับวันยิ่งเหิมเกริม ทำแต่สิ่งที่ไม่สมควร เชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่คนไทยไม่สามารถรับได้อย่างแน่นอน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ได้มีหลักในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดตามหลักการที่ถูกต้อง ดำเนินการอย่างเฉียบขาด ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมา รวมทั้งที่ผ่านมาก็มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจนว่ามีพรรคการเมืองบางพรรคให้ท้ายสนับสนุนด้วย ถ้าวันที่ 7 ส.ค.มีผู้ชุมนุมคิดก้าวล้ำทำร้ายจิตใจคนไทย ก็ขอให้หยุดความคิดและการกระทำดังกล่าว&amp;nbsp;
แนะยึดหลักสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขอให้พิจารณาถอนประกันตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน กับพวก รวม 29 คน ผู้ต้องหาคดีร่วมกันชุมนุมก่อความวุ่นวาย จากเหตุการณ์ที่ผู้ต้องหาทั้ง 29 คนได้รวมตัวกันที่หน้า บช.ปส. ถนนวิภาวดีรังสิต ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในลักษณะเดิมๆ เป็นพฤติการณ์ของคนที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง และได้มีการออกหมายจับนายจตุภัทร์แล้ว ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเจอสามารถจับได้ทันที ใครจับได้ขอตั้งรางวัลนำจับ 500 บาท เหมือนโจรห้าร้อย และในสัปดาห์หน้าตนก็จะไปยื่นเอาผิดกับ ส.ส.อีแอบ ที่อ้างว่าไปสังเกตการณ์ในที่ชุมนุมโดยที่ไม่ได้รับการมอบหมายใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงาน​คณะกรรมการ​สิทธิ​มนุษยชน​แห่งชาติ​ (กสม.)​ ออกเอกสารระบุว่า กสม.มีมติมอบหมายนางปรีดา คงแป้น, &amp;nbsp;นายสุชาติ เศรษฐมาลินี, น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กสม.พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันดังกล่าว เพื่อติดตามเฝ้าระวังว่า เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกของประชาชนได้รับการคุ้มครองหรือไม่ ผู้ชุมนุมได้ดำเนินการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และแกนนำกลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย กล่าวเรียกร้องรัฐบาลไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งประกาศจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 7 &amp;nbsp;สิงหาคมนี้ รวมถึงจะต้องดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะแสดงออกแม้จะมีความคิดที่แตกต่างกัน ทุกฝ่ายต้องดำเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตย และมีวุฒิภาวะหากเหตุการณ์ซ้ำรอยความวิปโยคเหมือนในอดีต ประเทศไทยจะไม่มีทางกลับมาเป็นสังคมที่สงบสันติได้อีกเลย ประเทศไทยจะพลิกแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย แถลงว่า มีความวิตกกังวลอย่างยิ่งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหยุดใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมทุกกรณี และให้จัดการอย่างเข้มงวดไม่ให้มือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงได้ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจทำผิดกฎหมาย ทำผิดหลักสากล คณะไทยไม่ทนจะดำเนินการเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้น ไม่เว้นแม้แต่กรณีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายองค์กรประชาชน ประกอบด้วย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา &amp;#39;35, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.), มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา, สถาบันสังคมประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่มีแนวโน้มที่จะขยายความรุนแรงขึ้น จึงขอทุกฝ่ายโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องใช้หลักสิทธิมนุษยชนเป็นวิธีการจัดการปัญหา เพื่อหยุดอาชญากรรมแห่งรัฐและความรุนแรงทางสังคมโดยสันติ และขอเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยวิถีทางการเมือง เช่น โดยการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ผลสำรวจภาคสนามและประมวลผลข้อมูลการศึกษา เรื่อง ประชาชนรู้ทันม็อบ 3 นิ้ว 7 สิงหาคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.4 รู้ทันว่า มีขบวนการอยู่เบื้องหลัง ม็อบ 3 นิ้ว ต้องการให้เกิดความรุนแรง, ร้อยละ 97.0 รู้ทันว่ามีขบวนการออกแบบให้เกิดความรุนแรงบานปลายจากการเผชิญหน้า ดึงทหารออกมาล้อมปราบ เกิดความสูญ, &amp;nbsp;ร้อยละ 99.2 กังวลต่อการเกิดคลัสเตอร์แพร่ระบาดโควิดเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมปัญหาให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้, ร้อยละ 97.4 เชื่อว่ามีขบวนการท่อน้ำเลี้ยงจากต่างชาติ นักการเมือง กลุ่มนายทุน และร้อยละ 97.1 เช่นกัน ระบุกังวลต่อความรุนแรงบานปลายและความสูญเสีย ร้อยละ 98.7 ระบุม็อบต้องหยุดคุกคามสถาบันหลักของชาติ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112448</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ย้ำเจ้าหน้าที่ใช้ความอดทนดูแลม็อบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d380ba8301.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.ดีอีเอสจ่อเชิญ&#039;องค์กรสื่อ&#039;แจงข้อห้ามพรก.ฉุกเฉิน ยันใช้ฟันสื่อเทียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค. 64 - นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงกรณีที่ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 27 และ ฉบับที่ 29 ที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เกี่ยวกับมาตรการมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างความหวาดกลัวว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอยืนยันว่าข้อกำหนดที่ออกมา ไม่ได้มีเจตนาควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน ตลอดจนประชาชน ที่เป็นประโยชน์ต่อการรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของสื่อมวลชนในการปฏิบัติหน้าที่ และมีองค์กรสื่อมวลชนคอยกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาชีพและจริยธรรม รวมทั้งที่ผ่านมารัฐบาลรับฟังการวิพากษ์วิจารณด้วยเหตุผลและอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม​ กต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาการรับรู้ และส่งต่อข้อมูลข่าวสาร มีความคลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้องได้ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการป้องกันการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนโดยเจตนา เนื่องจากกระทบการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมองว่าสื่อมวลชนมีส่วนสำคัญในการนำพาสังคมให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นกับประชาชนในการฝ่าฟันปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญ การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง รัฐบาลยิ่งต้องรับฟังเพื่อนำสู่การแก้ไข ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดกั้นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา&amp;quot; นายชัยวุฒิ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกำหนดที่ออกมานั้น เจตนาสำคัญเพื่อดำเนินการกับผู้ที่ทำตัวเสมือนเป็นสื่อมวลชน หรือสื่อเทียม ไร้สังกัด ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และไม่มีองค์กรกำกับตรวจสอบการทำหน้าที่ที่ชัดเจน ซึ่งมักนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดจากข้อเท็จจริง ผ่านบัญชีผู้ใช้งานใน Facebook และ Twitter หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่พบว่ามีเจตนาตั้งใจบิดเบือนเพื่อหวังผลบางอย่าง ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด จนเกิดความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนก การประกาศข้อกำหนดข้างต้นจะนำมาบังคับใช้เพื่อแก้ปัญหาในส่วนนี้เป็นหลัก ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญความยากลำบากจากโควิด-19 แต่กลับมีบางคนนำเสนอข้อมูลบิดเบือน สร้างความสับสนในสังคม ข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงถูกประกาศใช้เพื่อแก้ปัญหาส่วนนี้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงแนวทางของรัฐบาล ผมจึงขอเชิญผู้บริหารองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน หารือในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแท้จริงในการแก้ปัญหาการนำเสนอข้อมูลที่ปราศจากข้อเท็จจริงที่ระบาดในสังคม และจะทำให้เกิดความมั่นใจด้วยว่า รัฐบาลตระหนักถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการมีส่วนช่วยนำพาบ้านเมืองให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปด้วยกัน&amp;quot; รมว.ดีอีเอส กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111931</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, ดีอีเอส, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, องค์กรสื่อ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_61077a5aea3fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
