<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6องค์กรสื่อโวย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปิดกั้นเสรีภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 องค์กรวิชาชีพสื่อออกแถลงการณ์จี้ทบทวนข้อกำหนดใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หวั่นปิดกั้นการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็น เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ย้อนหน่วยงานรัฐก็สื่อสารผิดพลาดทำให้สังคมสับสน &amp;quot;บิ๊กปั๊ด&amp;quot; ลงพื้นที่ตรวจด่านเคอร์ฟิว สรุปคืนที่ 3 ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 95 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, &amp;nbsp;สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์, สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ออกแถลงการณ์กรณีที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 &amp;nbsp;(ฉบับที่ 27) เมื่อวันที่ 10 ก.ค.64 โดยในข้อ 11 &amp;nbsp;ของข้อกำหนดดังกล่าวได้ระบุถึง &amp;ldquo;มาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า...การเสนอข่าวหรือการทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ &amp;nbsp;หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นความผิดตามมาตรา &amp;nbsp;9 (3) แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร มีความเห็นร่วมกันดังต่อไปนี้ 1.การออกข้อกำหนดฯ โดยมีมาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดดังกล่าว มีเนื้อหาแตกต่างจากข้อกำหนดในลักษณะเดียวกันที่เคยมีการประกาศก่อนหน้านี้ ซึ่งมีความชัดเจนกว่าเพราะได้มีการระบุว่าต้องเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และต้องเป็นการเสนอข่าวหรือทำให้เผยแพร่ข้อความอันไม่เป็นความจริง รวมทั้งระบุให้เจ้าหน้าที่ต้องเตือนให้ระงับหรือสั่งให้แก้ไขข่าวเสียก่อนการตัดข้อความอันเป็นเงื่อนไขสำคัญดังกล่าว จึงเป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการใช้ดุลยพินิจจนอาจกระทบต่อการทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ในทางปฏิบัติแล้วมีกฎหมายหลายฉบับที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐระงับยับยั้งหรือดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่เสนอข่าวหรือข้อมูลต่างๆ โดยมีเจตนาบิดเบือนจนก่อให้เกิดความเสียหายและเป็นอันตรายต่อสาธารณะ &amp;nbsp;เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ฯลฯ เป็นต้น การออกข้อกำหนดดังกล่าวจึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า รัฐบาลเจตนาที่จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อปิดกั้นการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่มุ่งเน้นการจำกัดการนำเสนอข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ มิใช่นำมาใช้กับสถานการณ์โรคระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.จากสถานการณ์การระบาดที่ผ่านมากว่าปีครึ่งนั้น มีหลักฐานเชิงประจักษ์หลายครั้งว่า หน่วยงานของรัฐเองได้มีการสื่อสารผิดพลาด ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนเกิดความสับสน ขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้ให้ความร่วมมือในการประสานงานเพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกับศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ผ่านสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกมาโดยตลอด ดังนั้น รัฐบาลควรใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในการสื่อสารเพื่อขจัดปัญหาการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ มากกว่าที่จะใช้กลไกทางกฎหมายที่ไม่เป็นผลดีต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดข้างต้น หรือจัดทำแนวปฏิบัติจากข้อกำหนดพร้อมแถลงถึงเจตนารมณ์ในการบังคับใช้ให้เกิดความชัดเจน เพื่อมิให้มีนำข้อกำหนดดังกล่าวไปเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน จนกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤติโรคระบาดที่กำลังเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยและคนไทยในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลา &amp;nbsp;21.00 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย &amp;nbsp;พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.และคณะ ได้ออกตรวจเยี่ยมจุดตรวจจุดสกัด รวมถึงจุดตรวจป้องกันอาชญากรรม เพื่อกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจำนวน 2 จุด &amp;nbsp;คือ จุดตรวจ สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม และ จุดตรวจ สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า การตั้งจุดตรวจจุดสกัดดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายและกิจกรรมของบุคคลในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 &amp;nbsp;จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้กำชับไปยังทุกหน่วยงานในสังกัดให้ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด ตามความมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) ในการควบคุม ระงับ ยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด, สาธารณสุขจังหวัด, &amp;nbsp;ฝ่ายปกครอง เพื่อตั้งจุดตรวจจุดสกัด ตรวจตราห้ามมิให้บุคคลออกนอกเคหสถานในช่วงระหว่างเวลา 21.00-04.00 &amp;nbsp;น. นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำมาตรการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย แต่หากพบว่าประชาชนคนใดที่จงใจฝ่าฝืนต้องจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผบ.ตร.ยังได้แนะนำให้มีการนำเทคโนโลยีที่ ตร.จัดหาให้ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่สำหรับการตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่ 10 จังหวัดด้วย รวมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ ได้แก่ หน้ากากอนามัย, เฟซชีลด์, ถุงมือ, เจลแอลกอฮอล์ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สรุปภาพรวมผลการปฏิบัติการตั้งจุดตรวจประจำวันที่ 15 ก.ค. (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.ค.64) มีดังนี้ 1.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ฐานความผิดออกนอกเคหสถาน 38 ราย 2.พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ฐานความผิดออกนอกเคหสถาน 1 ราย 3.พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 7 ฐานความผิดออกนอกเคหสถาน 7 ราย 4.พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 ฐานความผิดออกนอกเคหสถาน 49 ราย รวมทั้งสิ้น 95 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจด่านเคอร์ฟิว, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e8980b06c6dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจแจงจับไม่ใส่หน้ากาก13รายส่วนผิดพรก.ฉุกเฉิน186ครั้ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.2564 - พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีการดำเนินการกับผู้ฝ่าฝืนไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าออกจากเคหะสถาน ว่า 1-2 วันแรกมีการเอาผิดทั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;และตรัง ฯลฯ ซึ่งในช่วงแรกจะเน้นการประชาสัมพันธ์ควบคู่กันไปด้วย &amp;nbsp;ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศเพิ่มเติมรวมบังคับใช้จำนวน 63 จังหวัดแล้ว นอกจากนี้ยังเน้นการจับกุมเรื่องการมั่วสุม และการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเคสใหญ่ๆ ช่วงนี้เป็นกรณีของหาดใหญ่ ที่มีการจับกุมการมั่วสุมได้จำนวนมากและมีการติดเชื้อ ทำให้ตำรวจต้องไปกักตัว รวมถึงจังหวัดชลบุรีมีการจับกุมเมื่อวันที่ 25 เม.ย.เรื่องการปาร์ตี้ และมีการจับกุมเรื่องการมั่วสุมเล่นการพนัน ฯลฯ โดยจะนำพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.ควมคุมโรคติดต่อ มาบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการจับกุมผู้ฝ่าฝืนไม่สวมหน้ากากอนามัย ตามประกาศผู้ว่าฯ รวมจำนวน 13 ราย ประกอบด้วย บช.น. 1 ราย ในพื้นที่ สน.ดุสิต เมื่อวันที่ 26 เมษายน ดำเนินคดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปรับ 6,000 บาท, ภ.1 จำนวน 2 ราย เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ส่งฟ้องศาลแขวงอยุธยา ปรับคนละ 2,000 บาท, ภ.2 จำนวน 2 ราย สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 26 เมษายน ปรับคนละ 6,000 บาท, ภ.4 จำนวน 6 ราย สภ.ธาตุพนม เมื่อวันที่ 27 เมษายน ปรับคนละ 6,000 บาท จำนวน 5 คน ส่วนอีก 1 คน อยู่ระหว่างฟ้องศาล, ภ.8 จำนวน 1 ราย สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 21 เมษายน ส่งศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ปรับ 2,000 บาท, ภ.9 จำนวน 1 ราย สภ.เมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 26 เมษายน ส่งศาลแขวงปัตตานี ปรับ 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลการจับกุมการกระทำความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ระหว่างวันที่ 1-27 เมษายน จับกุม 186 ครั้ง โดย 1-8 เมษายน จับกุม 19 ครั้ง, 9-15 เมษายน จับกุม 49 ครั้ง, 16-22 เมษายน จับกุม 29 ครั้ง, 23-27 เมษายน จับกุม 89 ครั้ง โดยเป็นความผิด การพนัน 53 ครั้ง มั่วสุม 15 ครั้ง ลักลอบเข้าเมือง 18 ครั้ง อื่น 3 ครั้ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101048</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ฝ่าฝืน, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์, รอง ผบ.ตร., หน้ากากผ้า, ไม่สวมหน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6089021be0578.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;เผยสหรัฐอยากรู้ทำไมไทยต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2563 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี​ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร (H.E. Mr. Michael George DeSombre) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าพบ ว่าที่ผ่านมาสหรัฐได้ให้การช่วยเหลือประเทศไทยมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ทูตสหรัฐได้เข้าพบ​ รมว.แรงงาน และแสดงเจตนาที่จะช่วยเหลือในการยกระดับพัฒนาฝีมือแรงงานไทยหลังจากผ่านพ้นจะสถานการณ์โควิด-19 ไปแล้ว และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาท่านทูตสหรัฐได้เขียนบทความชื่นชมการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสของไทยที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้เรียนให้ทูตสหรัฐทราบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไปจะมีการผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมหลายอย่าง แต่มาตรการเรื่องการบินจะยังปิดจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. ส่วนในเดือน​ ก.ค.น่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งเราจะประเมินสถานการณ์ตลอดในช่วงเดือน มิ.ย.ที่มีการขยายการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่ามีสถานการณ์อะไรที่เป็นความเสี่ยงหรือไม่ อีกทั้งองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนว่าหากหลายประเทศปลดล็อกมาตรการพร้อมกัน จะก่อให้เกิดความอันตรายอย่างมาก เพราะจะเกิดการไหลเวียนของคนจำนวนมาก จากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศหนึ่ง แต่การติดเชื้อของคนยังมีอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ​ กล่าวว่า นอกจากนี้​ ทูตสหรัฐยังได้สอบถามถึงการขยายเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งได้อธิบายเหตุผล 2 ข้อคือ 1.หากเราไม่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจอะไรกับรัฐบาลเลย และจะทำให้เกิด 77 มาตรฐาน ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย รัฐบาลจึงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียว 2.การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะใช้อำนาจหน้าที่ในการดำเนินการใดๆ เช่น ปิดสถานที่ต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อประเทศ อาจจะทำให้ประชาชนตกงาน และขาดรายได้ ดังนั้นการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้รัฐบาลสามารถเข้าไปเยียวยาประชาชนที่รับผลกระทบได้ และยังทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเกิดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ทูตสหรัฐถามถึงประเด็นนี้ไม่ใช่เพราะว่าเขากังวลอะไร แต่เขาถามเพราะความอยากรู้ และไม่ได้มีการถามถึงสถานการณ์การเมืองไทย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67077</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, รองนายกรัฐมนตรี, วิษณุ เครืองาม, เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, ไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ece00d9e22bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
