<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่านฉลุยพรก.กู้เงิน เสียงรบ.แน่นปึ้ก/งูเห่าโผล่อื้อ/ภท.ตามฟอร์มโหวตอย่างหนู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทผ่านฉลุย! ด้วยมติเห็นชอบ 270 ต่อ 196 &amp;ldquo;งูเห่า&amp;rdquo; พล่านทั้งก้าวไกล-เพื่อไทย ส่วน &amp;ldquo;ภูมิใจไทย&amp;rdquo; มาตามฟอร์ม อภิปรายอย่างราชสีห์โหวตอย่างหนู &amp;ldquo;หมอชลน่าน&amp;rdquo; ตบท้ายจวก &amp;ldquo;หมอประยุทธ์&amp;rdquo; ต้องถูกถอดใบอนุญาต อ้าง 4 เหตุผลปล่อยผ่านไม่ได้ พร้อมวอนลาออกก่อนถูกประชาชนเรียกทรราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน เป็นวันสุดท้ายที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท
โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายปิดว่า การกู้เงินครั้งนี้แก้ไขปัญหาการแพร่เชื้อโควิดให้ประชาชนไม่ได้ เศรษฐกิจก็ไม่ได้&amp;nbsp; ประชาชนท้อแท้สิ้นหวัง การกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทเมื่อปี 2563 ครั้งนั้นเหมือนอนุญาตให้หมอที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปรักษาผู้ป่วยที่ป่วยตั้งแต่เดือน ม.ค. หมอประยุทธ์ตัดสินใจใช้ยาแรงประกาศฉุกเฉินและปิดประเทศ คนป่วยจากโควิดมีภาวะแทรกซ้อน เป็นไตวาย เศรษฐกิจล้มเหลว หมอเลยขออนุญาตรักษาโดยกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งสภาก็ได้อนุมัติ เพราะจำเป็นเร่งด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การกู้เงินครั้งนี้เป็นการขอกู้เงินเพิ่มเติม เราต้องตั้งคำถามว่าจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แผนงาน 3 แผนที่แนบท้ายมากับ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทครั้งนี้ เป็นแผนที่ดี แต่ใช้ไม่ได้ เพราะนายกฯ เป็นหมอ แต่ยังรักษาผู้ป่วยที่ชื่อประเทศไทยให้ฟื้นไม่ได้ รอบที่แล้วกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เหมือนจะฟื้นคนป่วยกระดี๊กระด๊า แต่หมอคนนี้รักษาคนไข้ด้วยวิธีประมาทเลินเล่อผิดพลาด ปล่อยให้มีการติดเชื้อรอบที่สอง แต่ก็เอาอยู่ แต่หมอประยุทธ์ก็ยังไม่สำเหนียกหรือสำนึกว่าเชื้อมีอยู่รอบตัว ปล่อยปละละเลยจนกระทั่งเกิดการระบาดในรอบที่สาม&amp;rdquo; นพ.ชลน่านกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ชลน่านกล่าวอีกว่า เราไม่สามารถไว้ใจหมอประยุทธ์ได้ ไม่เชื่อมั่นว่าจะเป็นหมอที่ดี ในวงการแพทย์เขาจะถอนใบประกอบวิชาชีพ เพราะจากการทำงานทำให้คนไข้ป่วยหนัก บางคนตาย ยอดผู้เสียชีวิตสองเดือน 1,200 ราย ต้องบอกความจริงกับพี่น้องประชาชน คือรัฐบาลขาดข้อมูลที่เป็นจริงจนเกิดความสับสน พอสภานำเสนอความจริงก็ปรี๊ดแตก ซึ่งเขาเรียกว่าโรคหลงตัวเอง เชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งสูงยิ่ง ไม่มีใครเสมอเทียบเท่า ลักษณะผู้นำเช่นนี้จะพาประเทศลงเหว ล่มจม คนโง่แล้วขยันทำให้องค์กรเสียหาย หมอประยุทธ์ต้องถูกถอนใบประกอบวิชาชีพ เพราะถ้าปล่อยไว้จะทำให้คนไข้ล้มตายเสียหายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่านกล่าวด้วยว่า ฝ่ายค้านไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะ 1.รัฐบาลไม่สามารถระงับยับยั้งโรคระบาดได้ ไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ 2.ไม่ชอบด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงได้ สามารถทำได้โดยการอยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณ 3.ความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้น ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วจากการกู้เงิน 1 ล้านล้านเมื่อปีที่แล้ว และ 4.ความรู้ความสามารถ บุคลิกภาพ ภาวะผู้นำ ภาวะอารมณ์ ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะบริหารประเทศต่อไป
&amp;ldquo;การถอดใบอนุญาต คือถอนตัวผู้นำ ฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลท้ายุบสภา แต่นายกฯ ก็แพลมมาว่าอีก 1 ปี ซึ่งคิดว่าเป็นไปได้ หรือจะแสดงความรับผิดชอบเปลี่ยนตัวเองออกจากตำแหน่ง ลาออก ไม่ได้ยาก นายกฯ ลาออกจะเป็นคุณูปการแก่ประชาชน ประชาชนจะยกย่องเป็นวีรบุรุษ แต่ถ้ายังดื้อดึง ประชาชนจะเกลียดชัง และขนานนามว่าเป็นทรราช เพราะท่านเข่นฆ่าประชาชน สุดท้ายนี้ ขอให้นายกฯ ลาออกเพื่อบ้านเมือง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 10.30 น. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ชี้แจงว่า จะรับข้อคิดเห็นไปปรับปรุงวิธีการทำงาน โดยเฉพาะรายละเอียดของกรอบแผนงานทั้ง 3 แผนงานใน พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนบาท ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นของสมาชิกที่ได้อภิปรายแนะนำ ซึ่งเป็นประโยชน์กับกระทรวงการคลังในฐานะผู้กู้เงินอย่างยิ่ง
งูเห่าพล่านลงมติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้าน เรานำไปใช้เยียวยาฟื้นฟู เมื่อเดือน มิ.ย.2563 ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะติดลบ 8.3% ส่วนไอเอ็มเอฟประเมินว่าเศรษฐกิจเราติดลบ 7.7% แต่เมื่อใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านจริง ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถโตติดลบ 6.1% ซึ่งดีกว่าที่ทั้งสองภาคส่วนคาดการณ์ไว้ ต้องบอกว่าเงินกู้ 1 ล้านล้านที่ให้มาเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยจริงๆ ส่วนเรื่องหนี้สาธารณะนั้น ขณะนี้อยู่ที่ 54% ถ้ารวมการกู้งบขาดดุล และอีก 5 แสนล้านบาท ในสิ้นปีงบประมาณนี้ก็ยังไม่เกิน 60% โดยคาดว่าอยู่ที่ 58-59% เท่านั้น
จากนั้นเวลา 10.35 น. ที่ประชุมได้ส่งลงมติ โดยเห็นชอบด้วยคะแนน 270 ต่อ 196 งดออกเสียง 1 ไม่ออกเสียง 2 เสียง จากจำนวน ส.ส.ผู้ร่วมลงมติทั้งสิ้น 469 คน โดยการลงคะเเนนของ ส.ส.พรรคการเมืองที่น่าสนใจ อาทิ พรรคก้าวไกล ลงมติไม่เห็นด้วยเกือบทั้งพรรค ยกเว้น นายขวัญเลิศ พานิชมาท, นายคารม พลพรกลาง, นายเอกภพ เพียรพิเศษ และนายพีรเดช คำสมุทร ได้ลงมติเห็นด้วย ซึ่งทั้ง 4 คนเเสดงตัวชัดเจน โดยไปนั่งร่วมกับ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตลอดการอภิปราย แต่ในที่น่าสนใจคือ นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ที่ไม่เคยปรากฏข่าวว่าเป็นงูเห่า หรือย้ายพรรค ปรากฏผลคะเเนนเป็น - หรือยัติภังค์ ที่หมายถึงผู้ไม่ลงมติ/ผู้ลาประชุม/ผู้ขาดประชุม
สำหรับพรรคเพื่อไทยลงมติไม่เห็นด้วยเกือบทั้งพรรค ยกเว้นนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น, นายไตรรงค์ ติธรรม, น.ส.พรพิมล ธรรมสาร, นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ, นายสมคิด เชื้อคง, นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ และนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ซึ่งทั้ง 7 คนนี้ปรากฏผลคะเเนนเป็น &amp;ndash; หรือยัติภังค์เช่นกัน ส่วนพรรค ภท.ที่มี ส.ส.หลายคนลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงอย่างดุเดือดก็ลงมติเห็นด้วย เเม้เเต่นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม ในฐานะรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ก็สลับทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมมาลงมติเห็นด้วย ส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงมติเห็นด้วยทั้งหมด ยกเว้นนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ไม่ลงคะเเนนเสียง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ลงคะเเนนเห็น ยกเว้นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ งดออกเสียง ส่วนนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ปรากฏผลคะเเนนเป็น - หรือยัติภังค์ &amp;nbsp;
ขณะที่การลงคะเเนนของพรรคเล็กและพรรคขนาดกลางที่น่าสนใจ อาทิ นายเรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ลงคะเเนนเสียง, นายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ ลงมติเห็นด้วย, นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ลงมติไม่เห็นด้วย และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ลงมติไม่เห็นด้วย
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. กล่าวหลังลงมติที่มี ส.ส.พรรคไม่ลงมติจำนวน 7 คน ว่าบางคนเราได้รับใบลาอย่างเป็นทางการ เช่น นายสมบัติที่ลาไปหาหมอ นายสมคิดที่ลาไปงานศพอาที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็ก ส่วนคนอื่นๆ ประกอบด้วย นายไตรรงค์, นายศรัณย์วุฒิ, นายอนุรักษ์ และ น.ส.พรพิมล กำลังดำเนินการประสานขอทราบเหตุผล ซึ่งหากคนใดไม่มีเหตุผลเพียงพอที่สามารถพิสูจน์ได้ พรรคมีมาตรการอย่างเด็ดขาดแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรัณย์วุฒิกล่าวในเรื่องนี้ว่า พื้นที่ของตนเองติดปัญหาเรื่องโควิด จึงมาช่วยที่อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และเมื่อถามถึงกระแสย้ายพรรค นายศรัณย์วุฒิกล่าวว่า อยู่ในระหว่างขับรถเดินทางเข้า กทม.
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรค ภท. ในฐานะโฆษกพรรค พร้อม ส.ส.พรรคจำนวนหนึ่ง แถลงถึงการโหวตเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่าพรรคเห็นความจำเป็นของการกู้เงินดังกล่าว แต่ก็มีความเป็นห่วงเรื่องการใช้เงิน จึงเตรียมเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ 5 แสนล้านบาทภายในสัปดาห์หน้า เหมือนเช่น พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท
&amp;ldquo;ครั้งนี้จะเสนอญัตติให้ตรวจสอบที่ชัดเจน และเข้มข้นขึ้นกว่าชุดแรกอย่างแน่นอน และมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบสูงสุด หากสภาเห็นด้วยที่จะมีการตั้ง กมธ.&amp;rdquo; นายภราดรระบุ
ผู้ใหญ่ 2 พรรคหวานแหวว
วันเดียวกัน ยังคงมีผลพวงจากการอภิปรายในวันแรก โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. กล่าวถึงกรณี น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. อภิปรายวิจารณ์การใช้งบประมาณของ สธ.เป็นข้อมูลตัดแปะ ไม่มีความจริง โดยรองปลัด สธ. และผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ออกมาชี้แจงแล้ว ดังนั้นใครอภิปรายจะต้องทำการบ้านก่อน ไม่ใช่เห็นไมค์แล้ววิ่งเข้าใส่
&amp;ldquo;สธ.เราจบมาตลอด เมื่อมีคนไข้เข้ามาเราก็รักษาจนหาย เคสบายเคส ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับประชาชน ผู้ใหญ่เขาหวานแหววกันจะตาย เมื่อวาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ โทรศัพท์มาผิดมิสคอล แล้วผมโทร.กลับไป ท่านก็บอกว่าโทร.ผิด สงสัยคงคิดถึง&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามถึงประเด็นปัญหาการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ส.ส. ภูมิใจไทยยังอภิปรายโจมตีรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า เป็นการอภิปรายเพื่อวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ อย่าว่าแต่ ส.ส.ภูมิใจไทย ส.ส.ทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ถ้าอภิปรายเกี่ยวกับการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์เป็นสาระ พร้อมรับฟังและพร้อมจะนำมาสานต่อ ซึ่งสิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ เพราะทุกคนต้องหวังดีต่อบ้านเมือง อภิปรายอย่างราชสีห์โหวตอย่างหนู ราชสีห์กับหนูอยู่มากกว่า 1,000 ปี ไม่เช่นนั้นคงไม่อยู่ในนิทานอีสป เพราะมีความสำคัญทั้งคู่ ขาดกันไม่ได้
ส่วน พล.อ.ประวิตร กล่าวหลังสภาโหวตผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ว่า หลังจากนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องดูแล ซึ่งแต่ละกระทรวงต้องใช้จ่ายอย่างโปร่งใส เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนกรณีการอภิปรายของ น.ส.วทันยานั้น ไม่มีความขัดแย้ง เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งก็ไม่รู้ คงต้องถามเจ้าตัวเอง
เมื่อถามว่า นายอนุทินระบุว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตรนั้น เป็นการเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี เป็นการพูดคุยเรื่องอื่น
ส่วนนายสุทิน คลังแสง&amp;nbsp; ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า พอใจการทำงานของสมาชิกฝ่ายค้าน แต่ผิดหวังคือการตอบคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ใช้อารมณ์และบดบังเนื้อหาสาระ ซึ่งคำพูดของนายกฯ นั้นตีความได้ว่า ข่มขู่สมาชิก ทั้งที่เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิด นายกฯ ต้องระมัดระวังให้มาก หากใช้คำพูดข่มขู่เช่นนี้ ก็เป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน เพราะหาก ส.ส.กลัวคำขู่ ก็ไม่กล้าทำงาน ประโยชน์ของประชาชนก็จะเสียไป จึงขอตำหนินายกฯ เพราะในอดีตไม่เคยมีนายกฯคนใดใช้คำพูดข่มขู่สมาชิกเช่นนี้
นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวถึงนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล อภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน เปรียบเทียบรัฐบาลคือโรงพยาบาลจันทร์โอชา โดยนายเสกสกลระบุว่า นายวิโรจน์มีความคิดแบบฝ่ายค้านที่ไม่สร้างสรรค์ ค้านไร้เหตุผล ทุกคนก็รู้นิสัย เพราะแม้ว่านายกฯ และรัฐบาลจะทำงานได้ดีเพียงใดต้องไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ซึ่งนายวิโรจน์ไม่ควรออกมาพูดอะไรแล้ว เพราะได้หมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว ตั้งแต่ท้าทายให้นายอนุทินลาออกจากตำแหน่ง หากวันที่ 7 มิ.ย. ถ้าไม่มีวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ามาฉีดให้บริการ&amp;nbsp; ตรงกันข้ามกลับมีมาฉีดให้ประชาชนตามที่กำหนดไว้ จึงมีเสียงเรียกร้องให้นายวิโรจน์ต้องลาออก แต่นายวิโรจน์ก็ไม่กล้าลาออก เพราะกลัวว่าจะไม่ได้กลับเข้ามาเป็น ส.ส.อีก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105973</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระทรวงการคลัง, การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา, พ.ร.ก.เงินกู้, พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท, สภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิปรายอย่างราชสีห์โหวตอย่างหนู, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c21ae221bcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐมีงบฯ3.8แสนล้านสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ มีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ โดยรัฐบาลยังมีเงินเกือบ 3.8 แสนล้านบาทสำหรับนำมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แยกเป็นเงินจำนวน 2.4 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท แต่เพื่อไทยมาแปลก อัดรัฐบาลล้มเหลวทุกอย่าง ตามคนอื่นไม่ทัน เพราะหลายประเทศจะสั่งยกเลิกใส่หน้ากากในพื้นที่สาธารณะแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ล้มและลุกทันที กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,506 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 12-17 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า เกินกว่า 1 ใน 3 ระบุเงินในกระเป๋าช่วงโควิดรอบใหม่ ไม่พอกิน ไม่พอใช้ ทุกข์หนักมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 31.2 ระบุไม่ค่อยพอกิน ไม่ค่อยพอใช้, ร้อยละ 25.6 ระบุพออยู่ พอกิน และร้อยละ 7.6 ระบุเหลือกิน เหลือใช้ อยู่ได้สบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงระบาดโควิดรอบใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.7 ระบุเชิดชูบุคลากรทางการแพทย์และ อสม. กระทรวงสาธารณสุข ทำงานดี เสียสละ รองลงมาคือ ร้อยละ 64.6 ระบุการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดน่าเชื่อถือ, ร้อยละ 62.6 ระบุมีการทุจริตในหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ในจังหวัดทำโควิดแพร่เชื้อ, ร้อยละ 61.8 ระบุมีความเคร่งครัดบังคับใช้กฎหมายป้องกันโควิดในระดับจังหวัด, ร้อยละ 60.7 ระบุการบริหารจัดการปัญหาโควิดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และหน่วยอื่นๆ ทำได้ดี, ร้อยละ 60.5 ระบุคุณภาพการให้บริการจากเจ้าหน้าที่รัฐโดยรวมดี, ร้อยละ 59.8 ระบุคุณภาพการให้บริการเอาใจใส่ลูกค้าของธุรกิจต่างๆ โดยรวมดี, ร้อยละ 59.8 เช่นกัน ระบุการทำงานของผู้บังคับการตำรวจจังหวัดน่าเชื่อถือ, ร้อยละ 58.7 ระบุนักการเมืองลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน และร้อยละ 51.3 ระบุผลผลิตทางการเกษตรและธุรกิจด้านการเกษตรดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.5 ระบุ ผลกระทบความเสียหายในช่วงโควิดรอบใหม่อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด, ร้อยละ 35.7 ระบุปานกลาง และร้อยละ 3.8 ระบุน้อย ถึงน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 54.9 ระบุความเป็นไปได้ โอกาส ลุกขึ้นทำมาหากินต่อ ฟื้นตัวได้มากถึงมากที่สุด,&amp;nbsp; ร้อยละ 34.2 ระบุปานกลาง และร้อยละ 10.9 ระบุน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ปัญหาโควิดเป็นวิกฤติของชาติ ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่าในช่วงสถานการณ์การระบาดรอบใหม่นี้ ประชาชนกว่า 1 ใน 3 เดือดร้อนและได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะในโซนสีแดงถึงแดงเข้ม อย่างไรก็ตาม เราทุกคนในสังคม ต้องช่วยเหลือกันเดินหน้าผ่านทั้งปัญหาปากท้องและการควบคุมโรคร่วมกันไปให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องรวมพลังช่วยกันแก้ ไม่สร้างเงื่อนไขโทษกันไปมาให้เกิดความแตกแยก โกรธเกลียดกันในหมู่ประชาชน โดยรัฐบาลต้องคงความชัดเจนในนโยบายและเข้มกำกับขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคราชการถือว่าสำคัญยิ่ง ทุกหน่วยราชการต้องทำหน้าที่หนักขึ้น โดยถือว่าเป็นภาวะไม่ปกติ ที่ต้องดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลไกพื้นที่ระดับท้องถิ่น ต้องเข้มแข็งเป็นแกนของสังคมและชุมชนอย่างแท้จริง เร่งขับเคลื่อนแก้ปัญหาทั้งรุกและรับ ร่วมกับเรียนรู้ปรับใช้ตัวอย่างที่ดีทั้งในและต่างประเทศ ต้องแสดงความรับผิดชอบหากปล่อยปละละเลย ขณะที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมต้องเรียนรู้ปรับเปลี่ยน และมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมมากขึ้น ลุกขึ้นมาเสนอแนะและมีส่วนร่วมเป็นพลังอย่างสร้างสรรค์
รัฐบาลมีเงินอีก 3.8 แสนล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ล้มแล้วลุกทันที เป็นบทพิสูจน์ความเข้มแข็งของประเทศและความท้าทายของผู้นำในทุกระดับ ทั้งนโยบายรัฐที่เข้มแข็งตรงจุดชัดเจนในมาตรการ รวมทั้งระบบราชการที่ตื่นตัวและตอบสนองทุกปัญหาทันทีอย่างทรงประสิทธิภาพ และที่สำคัญเราต้องการพลังการมีส่วนร่วมของสังคมอย่างสร้างสรรค์ที่เกิดเป็นคลื่นลูกใหญ่ นำพาการเปลี่ยนแปลงร่วมแก้วิกฤติของประเทศไปด้วยกัน&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ในปี 2564 นี้ เนื่องจากสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการระบาดรัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลยังมีเงินเกือบ 3.8 แสนล้านบาทสำหรับนำมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แยกเป็นเงินจำนวน 2.4 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีเงินจากงบกลางปี 2564 ในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและจำเป็นอีก 98,500 ล้านบาท และงบสำหรับบรรเทาโควิด-19 อีก 36,800 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่มไทยสร้างไทย ระบุว่า ถ้าผู้นำไทยเป็นบัณฑิตเหมือนผู้นำประเทศอื่น ประชาชนคงได้รับวัคซีนกันจนใกล้เปิดประเทศแล้ว ผู้นำโง่เราจะตายกันหมดว่า น่าเศร้าใจจริงๆ ที่ได้ยินคำพูดแบบนี้จากคุณหญิงสุดารัตน์ ว่าที่หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แคนดิเดตนายกฯ ปริญญาเอกทางด้านพุทธศาสนา แต่ไม่ได้เข้าถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย ท่านจบมาได้อย่างไร แสดงว่าท่องจำอย่างเดียว ไม่ได้คิดดีทำดีเลย จึงใช้คำแบบนี้ตำหนิผู้นำของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากบอกคุณหญิงสุดารัตน์ว่า ผู้นำไทยไม่ได้โง่ โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำที่ทำงานเป็น และทำงานเป็นทีม มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีผลงานมากมาย ถ้าคุณหญิงสุดารัตน์เป็นคนดีแบบ พล.อ.ประยุทธ์ จะทราบดีว่าบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากมายด้วยฝีมือ พล.อ.ประยุทธ์ การบริหารจัดการโควิด-19 ท่านนายกฯ ก็ทำได้ดีจนทั่วโลกชื่นชม คุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ไม่ควรออกมาดูถูกดูแคลนคนอื่น อย่ามองคนอื่นโง่หมด มีแค่ตัวเองที่ฉลาดอยู่คนเดียว ถ้าเป็น ส.ส.ประเภทห้อยโหนก็ว่าไปอย่าง ที่ผ่านมาคำแนะนำที่ดีที่เป็นประโยชน์ของคุณหญิงสุดารัตน์รัฐบาลก็ดำเนินการอยู่ ตนเสียดายที่คุณหญิงสุดารัตน์สลัดสายพันธุ์เพื่อไทยไม่ออก ที่ผ่านมาประเทศเจอผู้นำเก่งแต่โกง ประชาชนยังจำได้ดี สร้างตราบาปไว้กับประเทศมากมาย คุณหญิงสุดารัตน์เองก็น่าจะจำได้ดี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวอีกว่า กรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาจับผิด พล.อ.ประยุทธ์กรณีเรียกชื่อวัคซีนผิด โดยระบุว่าสะท้อนความไม่ใส่ใจจริงนั้น ตนไม่แปลกใจเลย เพราะสำหรับนายวิโรจน์ แค่ พล.อ.ประยุทธ์หายใจก็ยังผิด นายวิโรจน์ไม่เคยมองด้วยใจเป็นธรรม พล.อ.ประยุทธ์ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ห่วงใยพี่น้องประชาชน ทุ่มเททำงานอย่างมาก ให้ดูที่ผลงาน อย่าจุกจิกจับผิดไร้สาระ ให้มองที่เนื้องานที่ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับผม คุณวิโรจน์ด้อยค่ามาก โลเล กลับไปกลับมา เชื่อถือไม่ได้ ดีแต่พูดแบบนักโต้วาที ปากบอกว่าจะไม่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อนประชาชน แต่พอสภาให้ฉีดก็รีบประกาศจะไปฉีด พอโดนโซเชียลถล่มว่ากลืนน้ำลายตัวเอง ก็ยังไปแต่ไม่กล้าฉีด สะท้อนให้เห็นถึงความโลเล ไม่สามารถฝากผีฝากไข้ได้ ปากกับใจไม่ตรงกัน เป็นได้แค่แขกรับเชิญ เป็นพระเอกในใจประชาชนเหมือน พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ได้ ดังนั้นคุณวิโรจน์ควรสงบปากสงบคำบ้างก็จะดี ไม่ใช่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ชี้ทางลง นายกฯ คือการลาออก ดีที่สุดสำหรับประชาชน เพราะไม่สามารถรับมือในการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ได้และล้มเหลว เตียงไม่พอ ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ว่าในสถานการณ์การระบาดเชื้อโควิดขณะนี้ ไม่มีใครที่จะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ดีเท่ากับนายกฯ ประยุทธ์แล้ว แม้จะทำได้ไม่เป็นที่พอใจของใครหลายคน โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน แต่นายกฯ และรัฐบาลได้มีความพยายามอย่างสุดความสามารถที่แก้ปัญหานี้ก้าวผ่านไปให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกลยังขอให้นายสุทินมองว่าที่ผ่านมานายกฯ และรัฐบาลได้แก้ไขสถานการณ์ได้ดีอย่างไร และการระบาดครั้งนี้แม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่นายกฯ รัฐบาล ได้มีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลงให้ได้ และมาตรการที่ออกมาพิจารณาให้เกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุดด้วย อีกทั้งแม้ตามโรงพยาบาลบางแห่งจะไม่สามารถรับผู้ติดเชื้อได้ แต่ได้มีการทำโรงพยาบาลสนามในทุกจังหวัดแล้ว ยืนยันไม่ได้รักษาเฉพาะคนมีฐานะ แต่รักษาผู้ป่วยทุกคน เพราะนายกฯ ให้ความสำคัญกับประชาชนมากที่สุด และนายกฯ ไม่มีแนวความคิดทอดทิ้งประชาชนอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมองว่าในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ นายกฯ ยิ่งไม่ควรต้องลาออก เพราะผมเองก็มองไม่ออกแล้วว่าใครจะเป็นผู้มาแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ แต่คนที่สมควรลาออกจากการเป็น ส.ส.ก็น่าจะเป็นนายสุทินหรือพรรคร่วมฝ่ายค้านมากกว่า เพราะตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด-19 ไม่แน่ใจว่าได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติไปบ้างแล้ว เป็นถึงผู้แทนประชาชน เหตุใดจึงไม่ลงมือทำอะไรเลย แต่กลับมีแต่พูดกล่าวโจมตีรัฐบาลหวังตีกินทางการเมือง แบบนี้ถือว่าเป็นผู้แทนที่ใช้ไม่ได้ ขอให้มองมุมที่ดีของนายกฯ และรัฐบาลที่ได้ทุ่มเทเสียสละทำงานแก้ไขปัญหาอย่างหนักหน่วงให้ประเทศชาติประชาชนบ้าง&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการตรวจโควิด-19 เชิงรุกเพื่อผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ว่าขอชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ได้ออกโครงการนี้ให้กับผู้ประกันตน เพราะเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่เป็นผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคมจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนมาต่อเนื่อง ดังนั้นการที่รัฐบาลออกโครงการดังกล่าวมาดูแลถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัครเดชขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานขยายศูนย์ตรวจเชื้อโควิด-19 ของโครงการดังกล่าวออกไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย ถึงเเม้ผู้ประกันตนที่อยู่ต่างจังหวัดจะสามารถลงทะเบียนได้ แต่เมื่อต้องการใช้สิทธิ์ดังกล่าวผู้ประกันตนต้องเดินทางเพื่อมาที่ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพมหานคร ซึ่งระยะทางไกล ดังนั้น เพื่อที่จะได้ให้บริการผู้ประกันตนในต่างจังหวัด และจะได้ลดความแออัด ลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ และยังเป็นการช่วยรัฐบาลในการทำงานเชิงรุกเพื่อคัดกรองประชาชนที่มีความเสี่ยง เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีกทั้งยังเป็นการลดภาระของผู้ประกันตนที่มีความเสี่ยงอีกด้วย
วอนรัฐดูแลคนกลางคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธัญวัจน์? กมลวงศ์วัฒน์? ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล? กล่าวถึงมาตรการการจัดการสถานการณ์โควิด-19 ว่า?ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564? มีการแพร่กระจายของโควิด-19 อีกระลอก ทำให้ธุรกิจกลางคืนที่เคยให้ความสุข ความบันเทิงกับผู้คนและเคยเป็นฟันเฟืองทางเศรษฐกิจที่สำคัญตลอดมาต้องปิดตัวอีกครั้ง แน่นอนว่าได้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีอาชีพกลางคืนทอดต่อกันไปเป็นลูกคลื่น ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักดนตรี นักเต้น นางโชว์ พนักงานเสิร์ฟ โดยพวกเขาเหล่านี้ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก?และคลายล็อกเป็นกลุ่มสุดท้ายมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าเหมารวมให้พวกเขาทั้งหมดต้องกลายเป็นแพะเซ่นความหละหลวมของภาครัฐในการจัดการพื้นที่สีเทา พวกเขาก็ต้องการการดูแลและแก้ปัญหาเช่นกัน อาชีพคนกลางคืนไม่ว่าจะแขนงไหนไม่ต่างจากคนทำงานกลางวัน? มีภาระค่าใช้จ่ายมีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูและมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ ประกอบกับมาตรการของรัฐที่ไม่อนุญาตให้มีการนั่งดื่มแอลกอฮอล์ และให้ปิดสถานบันเทิงประเภทผับ บาร์ ทำให้คนหาค่ำกินเช้า หรือคนกลางคืน ล้วนได้รับผลกระทบโดยตรง?&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการปิดสถานบันเทิงเนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่สิ่งที่สำคัญคือ พวกเขาจะหายใจต่อไปได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายธัญวัจน์ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดการงบประมาณ โดยระบุว่า ได้เคยอภิปรายงบประมาณปี 2564 เกี่ยวกับประเด็นการเพิ่มอัตราการเกิด นอกจากสถานเลี้ยงเด็กซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ และได้พูดถึงการมีอัตราการจ้างงาน 2 แสนตำแหน่งในการดูแลเด็กทั่วประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จนถึงวันนี้คิดว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับการจ้างงานและการออกแบบงานให้ชุมชนได้มีอัตราการจ้างงานที่ดูแลคนในชุมชนด้วยกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานนำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตรียมจ้างงานผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไว้ 2 แสนอัตรา ?ถือเป็นข่าวดีแก่พี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าเป็นเพียงการเยียวยาส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากเป็นเพียงการประสานงานกับภาคธุรกิจเป็นหลัก แต่สิ่งที่ขาดไปคือฝ่ายรัฐและฝ่ายท้องถิ่นต้องประสานงานกันเพื่อแบ่งงบประมาณท้องถิ่นมาเป็นอัตราจ้างงาน ออกแบบงานดูแลชุมชน ซึ่งในแต่ละชุมชนนั้นย่อมมีความแตกต่างกันออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเยียวยาเป็นครั้งคราวเป็นการแก้ปัญหาได้ในเพียงระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วรัฐต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานระดับชุมชนมากขึ้น เพราะในอนาคต หุ่นยนต์จะแทนแรงงานคนจำนวนมาก จะมีเพียงงาน สร้างสรรค์ งานสันทนาการ และ งานคนดูแลกัน จะเป็นงานที่หุ่นยนต์แทนไม่ได้ และนี่มันอาจถึงเวลาที่รัฐควรให้ความสำคัญกับงานในชุมชนที่สนับสนุนโดยการจัดสรรงบส่วนท้องถิ่น หรือส่วนกลางก็ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธัญวัจน์ระบุอีกว่า ในช่วงเวลาวิกฤติขนาดนี้ การจ้างไม่ต้องกลัวเสียเปล่า การออกแบบงานสร้างสรรค์ในชุมชน ไม่ว่าอย่างไรเมื่อเงินเข้ากระเป๋าประชาชนแล้ว เขาก็ออกมาจับจ่ายใช้สอย หรือเอาเงินฝากธนาคาร ดังนั้น เม็ดเงินก็ยังไหลเวียนอยู่ในประเทศ อยากให้ทดลองงานนำร่อง 6 เดือน ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เพราะน่าจะช่วยต่อลมหายใจคนที่ตกงานได้มากขึ้นนอกเหนือจาก 2 แสนตำแหน่งที่กระทรวงแรงงานเตรียมไว้ โดยน่าจะทำได้อีกถึง 3 แสนตำแหน่งทั่วประเทศ ซึ่งงานลักษณะนี้ นักร้อง นักดนตรี ก็อาจจะเหมาะสมกับงานสันทนาการในชุมชนที่เป็นงานใหม่ๆ วิธีใหม่ๆ ที่ทำให้ให้ทุกคนมีความสุขในช่วงเวลาเศร้าๆ แบบนี้ได้?
มีบางประเทศจะให้ถอดหน้ากาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โควิดระบาดระลอกแรกรัฐบาลบอกว่าโควิดกระจอก เป็นแค่โรคหวัดโรคหนึ่ง หลังแถลงแล้วร้องไห้กลับบอกใหม่ว่าไทยมีวัคซีนในมือมากที่สุดในเอเชีย แต่จำนวนคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนมีสัดส่วนเกือบต่ำที่สุดในอาเซียน แผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มมีการฉีดในปริมาณมากในเดือนกรกฎาคม ซึ่งถือว่าล่าช้าไปมาก ในขณะที่หลายประเทศเตรียมยกเลิกมาตรการสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่สาธารณะแล้ว หลังมาตรการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 รุดหน้าเป็นอย่างมาก ประเทศไทยยังสอบสวนโรค จี้ให้เปิดเผยไทม์ไลน์ เพราะมีปัญหาเรื่องการจัดหาวัคซีนที่ตัวเลือกน้อยไม่เพียงพอ ทั้งที่รัฐบาลควรเปิดเผยไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การปล่อยให้โควิดระบาดถึง 3 ระลอก ทุกระลอกรัฐบาลการ์ดตก และมีคนของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องเสียเอง ยิ่งระบาดมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งได้เห็นการบริการจัดการที่ล้มเหลวของรัฐบาล ส่งผลกระทบทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ถ้าจะอ้างรัฐบาลต้องอยู่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ครบอาจไม่จำเป็น ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปัญหาการแก่งแย่งเพื่อเข้าสู่อำนาจในพรรคพลังประชารัฐ การนัดหมายชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มการเมืองภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ จะออกมาเคลื่อนไหวกดดันขับไล่รัฐบาลอย่างหนัก หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลาออกหรือยุบสภา สถานการณ์การอาจดีขึ้น เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำลายความเชื่อมั่นลงด้วยตัวรัฐบาลเองทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบริหารจัดการโควิดที่ก่อนหน้านี้ พยายามแก้เกี้ยวว่าติดน้อย เสียชีวิตน้อย วันนี้กลายเป็นจุดอ่อน พูดไม่ได้แล้ว ลามถึงวิกฤติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความขัดแย้งภายในรัฐบาล การเมืองภาคประชาชนกดดันขับไล่ รัฐบาลอาจไปก่อนฉีดวัคซีนให้คนไทยได้ครบ&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการประเมิน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูฯ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจฯ และ พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินฯ หรือเรียกรวมว่า พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้าน ที่มีผลบังคับใช้ครบรอบ 1 ปีว่า ซึ่งถือเป็นอาวุธหลักและอาวุธเดียวที่ประเทศไทยมี กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เป็น 1 ปีที่สูญหาย เต็มไปด้วยปัญหา ไม่เข้าใจบริบท ยิงไม่ตรงเป้า ผิดหลักการ ในขณะที่ต้องการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบ ประชาชนหิวโหย เอกชนต้องการสภาพคล่อง เงินที่ลงสู่ระบบจริงกลับน้อยนิด สวนทางกันกับความต้องการนั้นโดยสิ้นเชิง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99886</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, พ.ร.ก.เงินกู้, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, ยังสามารถขยายตัวได้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c440b550f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรต้านโกงแนะตั้งกก.อิสระ-เปิดเว็บเฉพาะกิจ ตรวจสอบใช้เงินกู้1ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 63 - นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019&amp;nbsp; พ.ศ. 2563&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการใช้เงินตาม พ.ร.ก.นี้ จำเป็นต้องรวดเร็ว - ทันการณ์ จึงจะเกิดประโยชน์คุ้มค่า อาจต้องยกเว้นกฎระเบียบสำคัญบางประการ แต่หากทำโดยไม่รัดกุม ไม่เปิดเผยอย่างโปร่งใส จนตรวจสอบไม่ได้ทั่วถึง ก็อาจเป็นช่องว่างที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นง่ายและรุนแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้เงิน 4 แสนล้านจากเงินกู้ 1 ล้านล้าน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เป็นส่วนที่ น่ากังวลที่สุด&amp;nbsp; เพราะอาจมีการนำไปใช้ทำโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า หรือเกิดการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย หรือคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างได้&amp;nbsp; จึงอยากให้ยึดโมเดลแบบ โครงการเงินกู้ยืมจากรัฐบาลญี่ปุ่น มิยาซาวาแพลน ปี 2542 หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ โครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2552&amp;nbsp; ที่มีหลักเกณฑ์การใช้เงินชัดเจน และยังสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจัดทำเว็บไซต์เฉพาะกิจให้สาธารณชนสามารถเข้าไปศึกษาติดตามได้อย่างอิสระ&amp;nbsp; และให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ คณะกรรมกำกับดูแลการจัดการและเบิกจ่ายเงิน ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รวมทั้งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เป็นคณะกรรมการกลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีผู้แทนจากภาคประชาชนและนักวิชาการที่สังคมยอมรับ โดยกำหนดให้ทุกพื้นที่ ทุกโครงการ ดำเนินการภายใต้กติกาเดียวกันอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่แข็งแกร่ง ด้วยการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจัดทำ &amp;ldquo;เว็บไซต์เฉพาะกิจ&amp;rdquo;รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ นี้&amp;nbsp; เปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชนที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลได้อย่างอิสระ สามารถใช้งานเพื่อการสืบค้นข้อมูลได้ง่าย&amp;rdquo; นายประมนต์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประมนต์ ยังเสนอให้มี &amp;ldquo;คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ&amp;rdquo; ที่ชำนาญและน่าเชื่อถือตรวจสอบการดำเนินงาน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หากผู้ใดทุจริต จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง และรวดเร็วทุกกรณี โดยให้นำมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 27 มีนาคม 2561 เรื่อง &amp;ldquo;มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ&amp;rdquo; มาบังคับใช้อย่างเข้มงวด และให้มีการรายงานข้อมูลโครงการ แผนการดำเนินงาน งบประมาณการจัดซื้อจัดจ้าง&amp;nbsp; หน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน ให้ปรับปรุงข้อมูลให้ทันการณ์ โดยเปิดเผยบนเว็บไซต์เฉพาะกิจ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเปิดเผย โปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้&amp;nbsp; มีมาตรการถ่วงดุลและระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ และเป็นอิสระ&amp;nbsp; ลงโทษการคอร์รัปชันอย่างรวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากจะได้รับความเชื่อถือจากประชาชนแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะถูกยกระดับการประเมิน CPI เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกทุกฝ่ายและนานาชาติเฝ้าจับตามอง&amp;rdquo; ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66216</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมนต์ สุธีวงศ์, พ.ร.ก.เงินกู้, มิยาซาวา, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec1fe9f2db4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ส.ส.ก้าวไกลห่วงงบเยียวยา4แสนล.ซ้ำรอยไทยนิยมบี้&#039;ซีพี-เบียร์ช้าง&#039;ช่วยชาติไม่เข้าร่วมพ.ร.ก.หุ้นกู้ฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;8 พ.ค.63- น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตถึงพ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ว่า มีความห่วงใยว่า เงินที่ตั้งมาเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะก้อนแรก วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยไป แผนงานด้านสาธารณสุข และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ วงเงิน 6 แสนล้านบาท และอีก 4 แสนล้านบาท ไว้สำหรับแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งขณะนี้กำลังจะหมดแล้ว โดยที่ยังไม่รู้ว่า หากมีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสในระลอกที่ 2 จะใช้งบประมาณในส่วนไหนต่อ อีกทั้งตนยังมีความเป็นห่วงในตัวพ.ร.ก.ที่ไว้สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาทที่จะถูกใช้ผ่านกระทรวงมหาดไทย และกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งตนเกรงว่า จะซ้ำรอยกับโครงการไทยนิยมยั่งยืนในยุคคสช.ที่จ่ายงบประมาณลงหมู่บ้านแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ โดยไม่รู้ได้อะไรกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เพราะประเมินไม่ได้ว่า มีผลจริงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหากจะใช้โมเดลเดิมมาทำในเรื่องเดิมๆ ก็อาจได้ผลลัพธ์เช่นเดิมด้วย โดยอาจเป็นเพียงแค่การใช้งบประมาณโดยสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคพลังประชารัฐ และอาจมีการรั่วไหลเปิดช่องทุจริตหรือไม่ด้วย เพราะกระทรวงมหาดไทย ยังมีพล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกองทุนหมู่บ้านก็ยังมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งล้วนเป็นบุคคลเดิมๆในยุคคสช.และมาทำหน้าที่ในรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น จึงเสนอว่า เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนั้น ควรเก็บไว้เยียวยาดีกว่า หากมีการแพร่ระบาดละรอกที่ 2 ส่วนงบประมาณสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น สามารถใช้งบประมาณในปี 2564 ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนพ.ร.ก.สำหรับดูแลเสถียรภาคทางการเมือง วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) เข้าซื้อตราสารหนี้นั้น แม้ตนจะเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมีความจำเป็นที่ทำให้ตลาดการเงินไม่ผันผวน แต่ก็ยอมรับว่า เป็นการอุ้มนายทุนแน่ๆ เพราะตนข้อตั้งข้อสังเกตว่า จะเป็นการอุ้มแบบเลือกที่รักมักที่ชังหรือไม่ ดังนั้น วันนี้ขอเรียกร้องถึงยัง 20 มหาเศรษฐีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ส่งหนังสือเชิญชวนเพื่อเหลือประเทศในช่วงวิกฤตโควิด โดยเฉพาะ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี ซึ่งมีธุรกิจในเครือ อาทิ ทรูมูฟเอช ทรูคอร์ปอเรชั่น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ซีพีออล รวมทั้งกลุ่มเครือไทยเบฟเวอเรจ ที่มี เบอร์ลี่ยุคเกอร์ เป็นบริษัทในเครือ ซึ่งกำลังมีหุ้นกู้ครบกำหนดในปีนี้นั้น ไม่ควรขอรับการเข้าร่วมใช้เงินตามพ.ร.ก.ดังกล่าวเพราะช่วยบรรเทางบประมาณของชาติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65382</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, พ.ร.ก.เงินกู้, พรรคก้าวไกล, เครือเจริญโภคภัณฑ์, เครือไทยเบฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190707/image_big_5d21fc269e2a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ก้าวไกล&#039;ยื่นญัตติด่วนตั้งกมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้งบฯสู้โควิค เพราะได้ยินแต่เสียงร่ำไห้ของประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;5 พ.ค.63-นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและพรรคก้าวไกล ยื่นหนังสือต่อประธานสภาฯ เพื่อขอเสนอญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหา ภายใต้วิกฤตการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อติดตามสถานการณ์ความทุกข์ร้อนมาตรการเยียวยาดูแลประชาชน และการใช้จ่ายงบประมาณ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิธา กล่าวว่า แม้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็ม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้อำนาจได้เต็ม ต้องมีการถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายบริหาร รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยอีก 2 สัปดาห์จะมีการเปิดสมัยประชุมสามัญ โดยจะมีการพิจารณาพระราชกำหนด 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาโควิด-19 จึงขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อติดตามตรวจสอบ รวมทั้งการพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ และ พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งทั้งหมดต้องดูว่าจะตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิธา กล่าวอีกว่า หวังว่าประธานสภาฯ จะมองเห็นถึงปัญหาและความเร่งด่วน ในการใช้งบประมาณที่อาจจะสูงมากที่สุดในประวัติการณ์หากไร้ซึ่งการตรวจสอบพี่น้องประชาชนก็จะเสียประโยชน์ ส่วนฝั่งส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะร่วมมือหรือไม่นั้น ตลอดเวลาที่เราต่างก็ได้ลงพื้นที่ ได้ยินเสียงร่ำไห้ของประชาชนขนาดนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าญัตติดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วน และควรนำมาเป็นวาระแรกๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ในขณะที่ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ให้อำนาจเต็มกับนายกรัฐมนตรี และข้าราชการในการดำเนินงาน โดยไม่มีรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล คนไหนมีส่วนร่วม ตนจึงคาดว่าจะมีพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่โดยเฉพาะพรรคร่วมเห็นชอบผ่านกลไกลนี้ หลังถูกริบอำนาจไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65117</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, ก้าวไกล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, พ.ร.ก.เงินกู้, ยื่นญัตติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb10b2e266cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64163</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 20:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ฝ่ายค้าน’บี้เปิดวิสามัญ พปชร.แนะลงพื้นที่แทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 6 พรรคฝ่ายค้านบี้บิ๊กตู่เปิดประชุมสภาวิสามัญพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้-แนวทางแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 เด็กก้าวไกล-พลังประชารัฐซัดกันคนละหมัด เจอสวนช่วยลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านมากกว่าดิ้นรนประชุม ขณะที่แม่น้องเกดบุก ทบ. จี้หยุดผลาญงบฯ ซื้ออาวุธช่วงวิกฤติคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงาน ก.พ. ตัวแทน 6 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน จำนวน 8 คน นำโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อรับฟังแนวทางแก้ไข ปัญหา และผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (โควิด-19) จากสภา และพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงินโดยเร็ว มีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระบุใจความช่วงหนึ่งว่า ในนามของหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐในการป้องกันและจำกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีเป็นจำนวนมาก และกระจายไปในทุกภาคส่วนของสังคม การเยียวยาจำเป็นต้องให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และทั่วถึง ในส่วนของการแก้ปัญหาระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่จำเป็นต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเหมาะสม และก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อการนี้ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเปิดโอกาสและรับฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มิใช่เลือกรับฟังเฉพาะกับบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น โดยที่รัฐสภา ถือเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ โดยสมาชิกเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย สมควรอย่างยิ่งที่จะได้นำปัญหาดังกล่าวเข้าพิจารณาเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมรัฐสภา ดังนั้นจึงกราบเรียนมายังนายกรัฐมนตรีได้โปรดปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ดำเนินการให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนดโดยเร็วต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ช่องทางที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ถือเป็นช่องทางที่รวดเร็วที่สุด จึงอยากเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งพิจารณา โดยไม่ต้องรอขั้นตอนทางเอกสาร เพราะหากรอขั้นตอนทางเอกสาร ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 วัน เกรงว่าจะล่าช้าเกินไป นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังดำเนินการรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาคู่ขนานกันไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จะต้องใช้เสียงของสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 246 เสียง แต่ขณะนี้ฝ่ายค้านมีเสียงเพียง 213 เสียง ขาดอีก 33 เสียง จึงได้ประสานกับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ขอให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลให้เอกสิทธิ์แก่ ส.ส. ในการลงชื่อดังกล่าว คาดว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ภายในสัปดาห์หน้า&amp;rdquo; น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขอให้นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นจากสภาฯ ที่มีความเห็นอย่างรอบด้านในการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน และร่าง พ.ร.บ.การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยเฉพาะกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าจะมีการโอนงบประมาณจากหลักสุขภาพถ้วนหน้า หรือสิทธิ์บัตรทอง จำนวน 2,400 ล้านบาท เข้างบกลาง เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการบรรจุใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พ.ร.ก.กู้เงิน แม้จะมีผลใช้บังคับแล้ว แต่ยังขาดรายละเอียดการใช้งบประมาณ จึงกังวลว่าจะมีการนำงบประมาณไปใช้ผิดประเภท และตรวจสอบไม่ได้ หากนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา ก็จะมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณคู่ขนานกันไป จะทำให้งบประมาณเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง&amp;rdquo; นพ.ชลน่านกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล โพสต์ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ระบุข้อความช่วงหนึ่งว่า ข้ออ้างที่ว่าถ้ามีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ โดยมี ส.ส.มาประชุมกัน แล้วอาจจะเกิดการแพร่ระบาดแบบ Super Spreader เหมือนกับกรณีของสนามมวยลุมพินี ในวันที่ 6 มี.ค. ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ชัดเจนออกมาแต่อย่างใดนั้น เป็นข้ออ้างที่จะเอามาเป็นเหตุในการไม่ยอมเปิดประชุม และเป็นการสะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีความกระตือรือร้น เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิโรจน์ระบุด้วยว่า ทั้งที่ห้องประชุมสุริยันนั้น มีที่นั่งรองรับได้ถึง 1,209 ที่ ซึ่งหากมาประชุมกันในระดับ 244-260 คน กับที่นั่งที่มีอยู่ทั้งหมด 1,209 ที่นั่งในห้องสุริยัน ก็ยังคงสามารถรักษาระยะห่างทางสังคมได้ หรือต่อให้จำเป็นต้องประชุมในห้องประชุมจันทรา ที่มีที่นั่ง 350 ที่ ก็ยังคงสามารถรักษาระยะห่างทางสังคมได้ อย่างไม่มีปัญหา กระบวนการคัดกรองต่างๆ ก็ยังสามารถทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้ ที่ยืนยันได้ว่าข้ออ้างของวิปรัฐบาลนั้นไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ก็เพราะว่าจะอย่างไรก็ตามกำหนดการเดิม สภาผู้แทนราษฎรก็จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ทั้ง 3 วาระ ในวันที่ 28 พ.ค. ซึ่งในช่วงวันดังกล่าว สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ก็ยังไม่หมดไปอยู่ดี เรื่องความกลัวการแพร่ระบาดของโรค หากใช้สติปัญญา โดยมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นที่ตั้ง และรู้จักที่จะถอดบทเรียนจากกรณีสนามมวย การวางแผนป้องกันการแพร่ระบาดนั้น ไม่เกินวิสัยที่สามารถทำได้อยู่แล้ว&amp;rdquo; นายวิโรจน์ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้พรรคฝ่ายค้านควรให้ ส.ส.ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน เพราะ ส.ส.มีกลไกของผู้แทนชุมชน จะช่วยในการบรรเทาความเดือดร้อนได้มากและเข้าถึง เหมือนที่พรรคพลังประชารัฐกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดย ส.ส.และอดีตผู้สมัครของพรรคลงพื้นที่กันอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทุกวันนี้แม้ไม่เปิดสมัยประชุมสภา ส.ส.ในซีกฝ่ายค้านก็แสดงความคิดเห็นต่างๆ ผ่านสื่อโซเชียลกันเป็นปกติอยู่แล้ว ที่ผ่านมา ข้อเสนอแนะที่ดี มีประโยชน์ และสามารถปฏิบัติได้ รัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟัง และนำไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ฝ่ายค้านสามารถนำเสนอความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ที่ไม่ใช่การประชุมสภา ซึ่งยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่หากฝ่ายค้านยังดึงดัน แล้วเกิดปัญหาขึ้นมาในภายหลัง ฝ่ายค้านจะรับผิดชอบอย่างไร&amp;rdquo; รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ พ่อของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 และนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด พยาบาลอาสา เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เรื่องขอให้ยุติการนำภาษีของประชาชนไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในช่วงวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งในจดหมายเปิดผนึกระบุช่วงหนึ่งว่า ทั้งที่ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามหรือมีภัยคุกคามอันถึงขนาดต้องตระเตรียมการรบแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในหลายรายการที่จัดซื้อก็เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างสิ้นเปลือง ไม่สมเหตุสมผลในการจัดซื้อ ทั้งในแง่ราคาที่สูงเกินสมควรและความจำเป็นในการซื้อ ทำประหนึ่งว่าประเทศมีเงินมากมายมหาศาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งที่ประชาชนในประเทศยากแค้นแสนเข็ญ และกำลังประสบภาวะวิกฤติอย่างแสนสาหัส ในฐานะประชาชนมิอาจทนนิ่งดูพวกท่านผลาญงบประมาณแผ่นดินโดยมิคำนึงถึงประชาชนในชาติ จึงขอยื่นข้อเรียกร้องต่อกองทัพขอให้งดเว้นการจัดซื้ออาวุธตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 รวมทั้งงบผูกพันอันจะต้องจ่ายของกองทัพทั้งหมด&amp;rdquo; จดหมายระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาทหารสิบเวรที่ปฏิบัติงานเป็นตัวแทนออกมารับหนังสือดังกล่าว ก่อนที่นายพันธ์ศักดิ์และนางพะเยาว์จะแยกย้ายกันเดินทางกลับด้วยความเรียบร้อย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64163</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, พ.ร.ก.เงินกู้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดประชุมสภา, เปิดประชุมสภาวิสามัญ, แนวทางแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200424/image_big_5ea2d4da827c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
