<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักกม.ชี้พ.ร.บ.ยาสูบฯเปิดช่องเพียบให้เอกชนเข้าฮุบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27ก.ย.61-นักกม.ชี้ พ.ร.บ.ยาสูบฯ เปิดช่องให้ขายหุ้นให้เอกชนได้ เพราะไม่มีข้อห้ามใดๆ กำกับไว้ จี้แก้กฎหมายใหม่ ลงทุนกับบริษัทอื่นได้ แต่ห้ามบริษัทเอกชนเข้าถือหุ้นเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีกระแสบริษัทบุหรี่ข้ามชาติสัญชาติญี่ปุ่นยื่นข้อเสนอซื้อหุ้นกิจการของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ว่า เดิมโรงงานยาสูบเป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นนิติบุคคล การบริหารต่างๆ ต้องขออนุมัติจากกระทรวงการคลังหรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เมื่อออก พ.ร.บ. การยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561 จึงกลายมาเป็นการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) แทน ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคล สามารถดำเนินการเรื่องต่างๆ เองได้ ยกเว้นเรื่องสำคัญที่ต้องขอ ครม. เช่น โครงการลงทุน 1 พันล้านบาทขึ้นไป กู้ยืมเงินคราวละ 100 ล้านบาท จัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด การเข้าร่วมกิจการอื่นหรือการถือหุ้นกิจการของบุคคลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพศาล กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าตัว ยสท.จะแปลงเป็นหุ้นเพื่อซื้อขายได้หรือไม่ แต่ในส่วนของบริษัทลูกของ ยสท. หาก ครม.เห็นชอบให้มีการตั้งขึ้นมาในอนาคต จะสามารถซื้อขายหุ้นได้ จึงไม่แน่ใจว่าบริษัทบุหรี่ของญี่ปุ่นนั้นที่จะเข้ามาซื้อหุ้นหมายถึงขั้นตอนใดส่วนใดกันแน่ แต่ที่ชัดเจนคือ กฎหมายฉบับนี้เขียนเอาไว้อ่อนมาก เพราะมีการเปิดช่องทางให้บริษัทเอกชน ซึ่งอาจเป็นบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ สามารถเข้ามาซื้อหุ้นได้โดย ไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ เลยว่า ห้ามบริษัทบุหรี่เข้ามาถือหุ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบขึ้นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการออกกฎหมายหรือนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับยาสูบ เช่น การจะขึ้นภาษีสรรพสามิต ก็อาจทำไม่ได้ เพราะมีข้อเสนอจากบริษัทบุหรี่ที่เข้ามาถือหุ้นว่าไม่ให้ขึ้น หรืออาจแก้กฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบให้มีความอ่อนลง หรือทำให้แก้กฎหมายให้เข้มขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนไม่ได้เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายไพศาล กล่าวอีกว่า การแตกหุ้นของตัว ยสท.หรือของบริษัทลูกนั้น ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ หรือต้องขอ ครม.หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญคือ มีการเปิดทางให้แก่บริษัทเอกชนเข้ามาถือหุ้นได้ ซึ่งหาก ครม.เห็นแก่เรื่องธุรกิจ หากมีต่างชาติมาซื้อด้วยเม็ดเงินมหาศาล ก็จะเกิดการขายไป เปรียบเสมือนการขายสมบัติชาติ ขายรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติไป สุดท้ายก็จะค่อยๆ ถูกกลืนไปหมด เหมือนประเทศฟิลิปปินส์ &amp;nbsp;โดยเฉพาะหากขาดทุนก็มีโอกาสถูกกลืนง่าย เพราะจำเป็นต้องขายหุ้นออก ซึ่งปัจจุบัน หลังขึ้นภาษีสรรพสามิต ยสท.เองก็ประสบภาวะขาดทุนมาตลอด ซึ่งอาจเป็นเพราะปรับตัวไม่ทัน หรือบริหารไม่ดี ดังนั้นเรื่องนี้ต้องแก้ พ.ร.บ. การยาสูบฯ ใหม่ เพื่อไม่ให้บริษัทเอกชนหรือบริษัทบุหรี่เข้ามายึดครอง โดยกำหนดให้ชัดเจนเลยว่า ยสท.และบริษัทลูกที่ตั้งนั้น สามารถเข้าไปร่วมทุนหรือลงทุนกับคนอื่นได้ แต่ต้องเป็นของรัฐ 100 %ห้ามบริษัทเอกชน ไม่ว่าจะต่างชาติหรือไทยเข้ามาถือหุ้นเด็ดขาดทุกกรณี หากทุกคนเห็นว่ามีข้อเสียเช่นนี้ ก็อาจต้องเสนอรัฐบาลแก้กฎหมายในรัฐบาลหน้า เพราะรัฐบาลนี้คงไม่ทันแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18561</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.การยาสูบ, โรงงานยาสูบเจ๊ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac994d23a17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
