<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ตร.เตือน คู่รักที่ชอบถ่ายรูป-อัดคลิปขณะมีเพศสัมพันธ์เก็บไว้ดูเล่นภัยจะมาถึงตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8ต.ค.64 - พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้มีนโยบายให้มี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนรู้เท่าทันถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น
&amp;nbsp;
ปัจจุบันมีประชาชนบางส่วนนิยมบันทึกภาพเปลือยของตนเอง หรือภาพขณะมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับคนรักเพื่อเก็บไว้ดูในอนาคต โดยมักจะบันทึกไฟล์ภาพหรือคลิปไว้ในโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อมาพบว่าภาพหรือคลิปดังกล่าวได้ไปปรากฏอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต โดยเจ้าของภาพไม่ยินยอม สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ภาพหลุดออกไปแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ สาเหตุจากตัวอุปกรณ์ เช่น ทำอุปกรณ์สูญหาย, ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์ (Malware), นำไปซ่อม หรือขายต่อให้บุคคลอื่น และสาเหตุจากตัวผู้ครอบครองภาพและคลิปดังกล่าว(อดีตคนรัก)นำไปเผยแพร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะนำวิธีการป้องกันไม่ให้คลิปลับถูกนำไปเผยแพร่โดยไม่ยินยอม ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ไม่บันทึกคลิปลับ ภาพเปลือย เป็นอันขาด เพราะหากบันทึกภาพ/คลิปลับระหว่างตนกับคนรัก แม้วันนี้สัญญาว่าจะรักกันตลอดไป สุดท้ายกาลเวลาหรืออาจมีปัจจัยที่อาจทำให้ความรักจืดจากลง อาจมีการเลิกลาโดยมีความเจ็บแค้นต่อกัน ภาพ/คลิปที่อัดไว้ก็กลายเป็นอาวุธในการเอามาโจมตี ข่มขู่ รีดเอาเงิน หรือเอามาทำลายชื่อเสียงกันและกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ตั้งรหัสผ่าน และตรวจสอบการป้องกันไวรัสของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เพราะผู้ไม่หวังดีอาจสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลในอุปกรณ์ และนำไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายกับเจ้าของอุปกรณ์นั้น ๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ลบข้อมูลสำคัญก่อนนำไปขายหรือซ่อม เพราะหากเจ้าของอุปกรณ์ไม่ได้ทำการลบข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์ หรือลบข้อมูลอย่างไม่ถูกต้อง เมื่ออุปกรณ์ตกไปอยู่ในมือข้อผู้ไม่หวังดี ข้อมูลดังกล่าวอาจสามารถกู้คืนหรือนำมาใช้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ซึ่งการลบข้อมูลอย่างถูกต้องนั้น จะต้องทำการรีเซ็ตข้อมูลทั้งหมด โดยหากมีให้เลือกล้างข้อมูล (Clean Data) ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่า แต่ก็คุ้มค่าที่จะทำ เพราะสามารถป้องกันการกู้คืนได้มากกว่าการลบแบบปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการนำคลิปหรือภาพในลักษณะลามกอนาจารของบุคคลอื่นไปเผยแพร่ต่อบุคคลที่สาม ในประการที่น่าจะทำให้บุคคลในภาพได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จะเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากคลิปหรือภาพนั้น ถูกในไปเผยแพร่ในประการที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ จะเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูล คอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนร้านรับซื้อรับซ่อมคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่มีพฤติกรรมแอบเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของเจ้าของโดยมิชอบ จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนหากพบเห็นร้านรับซื้อรับซ่อมคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือรายใด มีพฤติกรรมแอบเข้าถึงหรือกู้ข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม กรุณาแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119133</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิปลับ, พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, ไวรัสคอมพิวเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_61568dc72d66a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นพพร ลุยทวงหนี้ &#039;ณพ ณรงค์เดช&#039; ก้อนแรก 70 ล้านเหรียญสหรัฐ พ่วงฟ้อง พรบ.คอมพิวเตอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อดีตผู้ถือหุ้นวินด์ เอนเนอยี่ และเจ้าหนี้ของนายณพ ณรงค์เดช เปิดเผยถึงความคืบหน้าของข้อพิพาทระหว่างตนเองและนายณพว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการยื่นคำร้องขอให้อนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ ดำเนินคดีใหม่แล้ว&amp;nbsp; โดยการยื่นเรื่องให้อนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์พิจารณาประเด็นกระบวนการพิจารณาและเนื้อหาทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อที่จะได้ตัดสินประเด็นภาระหนี้ที่นายณพ ยังค้างชำระเงินจากการซื้อหุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอยี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากที่ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้พิจารณาตัดสินชี้ขาด ให้นายณพ ชำระหนี้ค่าหุ้นส่วนแรก มูลค่ากว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว แต่นาย ณพ ก็ยังไม่ได้ชำระหนี้ในส่วนนี้&amp;nbsp; ขณะที่ส่วนคำชี้ขาดส่วนที่สองของค่าหุ้นส่วนที่เหลือกว่า 525 ล้านเหรียญนั้น ตนขอพึ่งอนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์ ให้ช่วยวินิจฉัยปัญหาอีกครั้ง เพื่อชี้ขาดประเด็นเรื่องภาระหนี้ส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด และค่าใช้จ่ายที่ นายณพ ณรงค์เดชค้างชำระ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายนพพร ยังได้ยื่นฟ้อง นายณพ และนางพอฤทัย ณรงค์เดช ภรรยา ในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพรบ.คอมพิวเตอร์ ภายหลังจากที่ทั้งสองคน ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว ที่บิดเบือนความจริง จนทำให้บุคคลทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ที่ทำให้ผู้ถือหุ้นวินด์เข้าใจผิดว่า ข้อพิพาททั้งหมดสิ้นสุดแล้ว และไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อตน และคดีความอื่นๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่&amp;nbsp;โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2564 เวลา 13.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112852</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณพ ณรงค์เดช, ทวงหนี้, นพพร ศุภพิพัฒน์, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, วินด์ เอนเนอยี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611247570f59c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัจฉริยะ&#039; ร้องตร.ไซเบอร์ เอาผิด &#039;หมอบุญ&#039; แพร่ข้อมูลเท็จปมจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ส่อคว้าน้ำเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.64 - นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานองค์กรช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้ายื่นหนังสือแจ้งความร้องทุกข์กับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บช.สอท. หรือ ตำรวจไซเบอร์ ให้ดำเนินคดีกับนายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือเฟคนิวส์ โดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จ พร้อมทั้งนำหลักฐานเป็นไฟล์คลิปเสียงยูทูปสื่อออนไลน์ชื่อดัง เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 64 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;,เอกสารประกอบคำให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน&amp;nbsp;,เอกสารเปรียบเทียบหน่วยงานของรัฐกับนายแพทย์บุญ และเอกสารหุ้นของ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นและตก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ กล่าวว่า พบว่าการแถลงข่าวของหมอบุญกับวัคซีน&amp;ldquo;ไฟเซอร์&amp;rdquo; ในหลายครั้งที่ผ่านมาเข้าข่ายลักษณะของการปล่อยข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ เนื่องจากหมอบุญอ้างว่าสามารถเจรจาติดต่อขอซื้อวัคซีนไฟเซอร์จากบริษัทผู้ผลิตโดยตรงในต่างประเทศ เพื่อขอซื้อวัคซีนจำนวนหลายล้านโดสเข้ามาให้บริการแก่ลูกค้าของโรงพยาบาลในเครือได้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด หรือเอกสารในการเจรจาได้ ต่อมาบริษัทผู้ผลิตโดยตรงออกมาปฏิเสธกับสื่อต่างประเทศว่าไม่ได้มีการเจรจากับบริษัทในเครือหรือพูดคุยเจรจากับหมอบุญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีการอ้างว่าร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลหลายหน่วยงาน เพื่อเจรจาติดต่อขอซื้อวัคซีนไฟเซอร์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาลเหล่านั้นได้ เมื่อมีการกดดันจากสื่อมวลชนและประชาชนเป็นจำนวนมาก ก็ได้เริ่มเปิดเผยชื่อของหน่วยงานองค์กรต่างๆ แต่ในเวลาต่อมาทุกหน่วยงานถูกกล่าวอ้างถึงก็ออกมาปฏิเสธ ว่าไม่ได้มีการพูดคุยเจรจากันแต่อย่างใด ก่อนจะออกมาอ้างว่าหน่วยงานรัฐบาลต่างๆไม่จริงใจในการร่วมการเจรจาขอซื้อวัคซีนจำนวนดังกล่าว จนต้องขอยกเลิกสัญญาและนำวัคซีนที่มีอยู่ไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมองว่าการกระทำของหมอบุญมุ่งหวังที่จะใช้ข้อความอันเป็นเท็จปั่นหุ้นของบมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ให้มีมูลค่าสูงขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ และยังใช้ข้อความเท็จว่าสามารถซื้อมาในราคาเท่าทุนไม่ได้บวกกำไร ไม่เกิน 1,300 บาท/โดส ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นเท็จ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อในคำพูดของหมอบุญ ว่าจะสามารถจัดหาวัคซีนไฟเซอร์มาขายให้ประชาชน แล้วสร้างผลกำไรให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมอบุญซึ่งเป็นประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป มาเผยแพร่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นความเท็จ โดยเล็งเห็นผล โดยสังเกตจากหุ้นของ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป มีมูลค่าตลาดสูงขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่ราคาจะตกลง หลังจากที่หมอบุญออกมาปฏิเสธว่าไม่สามารถจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ให้ได้ นอกจากนี้มองว่าหมอบุญจงใจที่จะนำเรื่องการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ของตัวเอง มาโจมตีและดิสเครดิตรัฐบาลในการจัดหาซื้อวัคซีนยี่ห้อต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังเชื่อว่าหมอบุญไม่สามารถจัดหาวัคซีนจำนวน 20 ล้านโดส ให้กับประชาชนได้ตั้งแต่แรก แต่เป็นการปล่อยข่าวลวง เพื่อหวังประโยชน์ส่วนตัวและธุรกิจของเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) เปิดเผยว่าเบื้องต้นจะรับเรื่องของนายอัจฉริยะไว้พิจารณา โดยจะให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามข้อกฎหมายใดหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น (ก.ล.ต.) และหมอบุญมาให้ปากคำกับทางตำรวจไซเบอร์ด้วย&amp;nbsp;ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วยังไม่อยากฟันธงว่าเรื่องราวดังกล่าวเป็นเฟคนิวส์หรือไม่ แต่หากพบว่าข้อมูลบางอย่างที่หมอบุญพูดไม่ถูกต้อง จะต้องให้ชุดสืบสวนสอบสวนตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวอย่างละเอียด หากพบว่ามีความผิดจริงก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันที&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112313</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, นพ.บุญ วนาสิน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, วัคซีนไฟเซอร์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610ba7177b4bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 09:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ศรีสุวรรณ&#039;จี้นายกฯทบทวนการใช้อำนาจตาม ม. 9 ใช้กม.ปกติจัดการข่าวปลอมได้อยู่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีโพสต์เฟซบุ๊คสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการข่าวปลอมในช่วงโควิด โดยสั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ปล่อย เฟกนิวส์รายใหญ่ ไม่เว้นคนดัง - สื่อมวลชน พร้อมให้ติดตามใกล้ชิดนั้น แต่ทว่ากลับใช้อำนาจตาม ม.9 แห่ง พรก.ฉุกเฉิน 2548 ออกข้อกำหนดฉบับที่ 27 ข้อ 11 ที่กำหนดมาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การเสนอข่าวที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิด ความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้อำนาจดังกล่าวทำให้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กรออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดดังกล่าว หรือจัดทำแนวปฏิบัติจากข้อกำหนดพร้อมแถลงถึงเจตนารมณ์ในการบังคับใช้ให้เกิดความชัดเจน เพื่อมิให้มีนำข้อกำหนดดังกล่าว ไปเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน จนกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทว่านายกรัฐมนตรีกลับไม่แคร์โดยออกข้อกำหนด ฉบับที่ 29 ออกมาสำทับห้ามเสนอข่าวอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอีก พร้อมสั่งให้ กสทช.แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตเข้มงวดกวดขันกับผู้ใช้บริการ หากกระทำผิดให้ส่งให้ตำรวจดำเนินคดีต่อไป ซึ่งอาจเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ม.35 วรรคสอง และม.36 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆแล้วกฎหมายที่ใช้จัดการพวกปล่อยข่าวปลอมหรือการบิดเบือนข่าวนั้น สามารถใช้กฎหมายปกติดำเนินการได้อยู่แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องออกเป็นข้อกำหนดมาให้เป็นที่ขุ่นเคืองของหลายๆฝ่าย อาทิ ใช้ ป.อ. เอาผิดฐานหมิ่นประมาทใน ม.326 โดยมีม.328 เป็นบทเพิ่มโทษที่ใช้กันบ่อยๆ หรือเอาผิดพวกบอกเล่าความเท็จ ให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจตาม ม.384 ก็ยังได้ อีกทั้งยังมี ป.อ.แพ่งฯ ในหมวดของการ &amp;quot;ละเมิด&amp;quot; กำหนดเรื่องการหมิ่นประมาทไว้แล้วใน ม.423 เพื่อเรียกค่าเสียหายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังมี พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปี 2560 ม.14 ที่ใช้เอาผิดผู้ที่นำเข้าซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเป็นเท็จได้ ซึ่งก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับได้ อีกทั้ง กสทช. ก็มีกฎหมายของตนเองที่จะเอาผิดสื่อมวลชนที่เสนอข่าวบิดเบือนได้อยู่แล้ว ผ่านกลไกทางปกครองหรือศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น นายกรัฐมนตรี หรือ ศบค. ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องใช้อำนาจตาม ม.9 แห่ง พรก.ฉุกเฉินฯ มาปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชนเลย ทางออกที่เหมาะสมคือปรับปรุงข้อกำหนด ฉบับที่ 27 และ 29 เสียใหม่ โดยตัดทิ้ง ข้อ 11 และทบทวนหรือยกเลิกฉบับที่ 29 ออกไปเสีย ซึ่งไม่ทำให้กระบวนการเอาผิดผู้ที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสารของรัฐเสียไป เพราะมีกฎหมายอื่นดูแลอยู่แล้วนั่นเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111600</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fake News ข่าวปลอม, นายศรีสุวรรณ จรรยา, ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61035e22a599c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซวยแล้ว! &#039;แรมโบ้&#039; นำทีมกฎหมาย แจ้งจับ &#039;ดร.โสภณ&#039; โพสต์เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.64 - นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอภิวัฒน์ ขันทอง&amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และทนายความเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เพื่อแจ้งความดำเนินคดี ดร.โสภณ พรโชคชัย ในฐานะประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา&amp;nbsp;112&amp;nbsp;และพ.ร.บ.ว่าด้วยกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์&amp;nbsp;พ.ศ. 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิวัฒน์ หัวหน้าทีมทนายความ ระบุว่าการโพสต์ข้อความของนายโสภณ มีลักษณะหมิ่นสถาบันและ ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะได้ลบโพสต์ไปแล้ว แต่การกระทำความผิดได้สำเร็จแล้ว เพราะเริ่มมีคนติดตามจำนวนมาก จึงต้องแจ้งความกล่าวโทษ ดร.โสภณ ที่สน.นางเลิ้งในวันนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลดำเนินคดีตามมาตรา112 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสกสกล ระบุว่าได้มีการปรึกษาหารือกับทีมกฎหมาย ว่าการโพสต์ลักษณะนี้ประชาชนที่ได้อ่านแล้วก็เข้าใจว่าเป็นการกล่าวถึงสถาบันอย่างไร กล่าวถึงบุคคลในสถาบันอย่างไรบ้าง รวมถึงการกล่าวหาใส่ความรัฐบาลในข้อมูลที่เป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจะปล่อยให้คนเช่นนี้มาใช้วิธีการในการก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบันและกล่าวใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลไม่ได้ จึงจะต้องทำให้เป็นตัวอย่างว่าคนที่เป็นระดับดอกเตอร์ มาทำลายสถาบันและใส่ความรัฐบาล จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ได้ปรึกษาทีมกฎหมายว่าเรื่องนี้เข้าข่ายมาตรา 112 อย่างแน่นอนโดยในส่วนของรัฐบาลจะดูว่าเข้าข่ายหมิ่นรัฐบาลหรือไม่ อย่างไรก็ตามจะต้องมากล่าวโทษไว้ก่อน ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลต่อไป และมิต้องให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อคนอื่นอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่นักข่าวถามว่า ถ้าดร.โสภณขอร้องให้ถอนแจ้งความ นายเสกสกล ยืนยันว่า มาตรา 112 ถอนแจ้งความหรือยอมความไม่ได้ เพราะเป็นอาญาแผ่นดิน ตนเองและทนายอภิวัฒน์ได้ทำในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และประชาชนคนไหนใครก็ตามที่เห็นโพสต์นี้ก็สามารถที่จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ที่ทุกสถานี ทุกโรงพักได้เพราะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ และถอนแจ้งความไม่ได้ และเรื่องนี้นายกฯไม่ได้สั่งการแต่ทีมเราทำตามหน้าที่ ที่ต้องปกป้องสถาบันเบื้องสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสกสกล ยืนยันว่าไม่มีใครจะนำกฎหมายมาตรา 112 ไปรังแกใครหรือรังแกคนบริสุทธิ์ คนที่ไม่ได้ทำผิด คนที่ไม่ได้ก้าวล่วง จาบจ้วงสถาบัน แต่จะใช้บังคับกับคนที่วิ่งหากฎหมายทำผิดกฎหมายมาตรา112 เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นถึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น พี่น้องประชาชนที่ปกป้องสถาบันและจงรักภักดีก็ต้องมาบอกว่าหากไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดก็จะถูกมองว่าไม่มีใครช่วยกันปกป้องสถาบัน ปล่อยให้สถาบันถูกคนกลุ่มที่คิดไม่ดี คิดชั่ว กล้าฮึกเหิม จาบจ้วง ก้าวล่วงอย่างเหิมเกริมไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง พวกตนจึงยอมไม่ได้ จำเป็นต้องออกมาพึ่งกฎหมายจัดการกับกลุ่มบุคคลที่หนักแผ่นดินเช่นพวกนี้ให้เข็ดหลาบ มิให้ออกมาคิดร้ายต่อสถาบันอีกต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104797</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, มาตรา112, แรมโบ้อีสาน, โสภณ พรโชคชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4a6783cb23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พริ้ว!&#039;ฮาร์ท&#039;พลิกลำวอนรัฐบาลกรุณาอย่าดำเนินคดีความกับผมเลยครับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค.64 - จากกรณีที่นายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และทนายความของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วยนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความกล่าวโทษนายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ ฮาร์ท นักร้องชื่อดัง หลังโพสต์ข้อความ ที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ในประเด็นเกี่ยวกับวัคซีน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานายสุทธิพงศ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suthipongse Heart Thatphithakkul ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝากเพื่อนๆช่วยส่งต่อถึงรัฐบาลด้วยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดอย่างที่ผมเคยพูดตามข้อความในรูปข้างล่างนี้จริงๆ และพูดแนวนี้มาตลอด ผมไม่ได้ปรารถนาตำแหน่งทางการเมืองหรือคำเยินยอใดๆ เพียงอยากให้ทุกอย่างมันดีขึ้นให้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้เท่านั้นเอง ผมยินดีกับสถานะนักร้องนักดนตรีที่ผมเป็น และ respect ที่ผมได้รับจากสังคมและคนที่เข้าใจผมในปัจจุบัน&amp;nbsp; หากรัฐบาลจริงใจกับการอยากช่วยประชาชนอย่างผมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กรุณาอย่าฟ้องผม กรุณาอย่าดำเนินคดีความกับผมด้วยการใช้อำนาจที่ท่านมีเลยครับ พูดกับผมดีๆ คุยกับผม อธิบายให้ผมเข้าใจสิว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ หากท่านทำให้ผมเข้าใจได้ ท่านอาจได้ผมไปช่วยประสานงานให้ท่านด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรามาช่วยกันทำประเทศที่ท่านบอกว่ารักนี้ให้มันดีขึ้นเถิดครับ อีกไม่กี่ปีเราก็จะเป็นฝุ่น ผมหมายถึงฝุ่นจริงๆเลยนะครับ (ไม่ใช่ละอองฝุ่นอย่างที่ชอบพูดๆกัน) เรามาทำสิ่งที่คนรุ่นต่อๆมาเขาจะได้มาคุยกันด้วยความชื่นชมยกย่องและซาบซึ้งโดยสมัครใจ ถึงสิ่งที่ท่านและผมได้ทำร่วมกันในวันนี้กันเถิดครับ ผมขอร้อง
ตอนนี้ผมหมดตังค์ที่จะจ้างใครมาว่าความให้ผมแล้ว จริงๆครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่ก่อนหน้านั้นนายสุทธิพงศ์&amp;nbsp; เพิ่งโพสต์ข้อความพร้อมภาพประกอบยืนอยู่กับนายปิยะบุตร แสงกนกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช&amp;nbsp; แกนนำคณะก้าวหน้า แล้วระบุว่า ทีมทนายผม
หมายเหตุ : ผมลงรูปเล่นๆ - อ.ปิยบุตร กับน้องช่อ เคยมาบ้านผมราว ๒ ปีที่แล้ว มาชวนผมทำอะไรสักอย่างจำไม่ได้ละ ไปเจอรูปนี้ตอนค้นรูปเก่าๆ เลยนำมาโพสต์&amp;nbsp; ...ไปเจอรูปผมกับคุณโทนี่ด้วย อยากดูไหม?&amp;nbsp; (อยากโพสต์ให้นายกฯ ตกอกตกใจเล่นๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.thaipost.net/main/detail/102863&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102913</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, มาตรา112, สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล, อภิวัฒน์ ขันทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609cebfa4c599.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;บิ๊กป้อม&#039;สั่งยกระดับเฝ้าระวังเฟคนิวส์ดำเนินคดีเว็บไซต์ผิดกม.ให้เป็นรูปธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค.64 -&amp;nbsp; พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี​ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา10.00น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี​ และคณะ ได้เดินทางไปปฏิบัติราชการ เพื่อตรวจเยี่ยม และติดตามผลการดำเนินงาน ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti Fake News Center) และการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกม.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์&amp;nbsp; ที่ห้องประชุม&amp;nbsp; อาคาร 20&amp;nbsp; บมจ.ทีโอทีโดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​ (ดีอีเอส)​ ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพล.อ.ประวิตร และคณะ ได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน จากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; อาทิ เรื่องการต่อต้านข่าวปลอม ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ,การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามพ.ร.บ..ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์&amp;nbsp; รวมทั้งรับฟังการแก้ไขกม.และประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของข่าวปลอม ซึ่งในภาพรวม มีข่าวปลอมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และด้านสุขภาพ มากถึง 66%&amp;nbsp; โดย ดีอีเอสกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ดำเนินการตามขั้นตอน และมีความคืบหน้าตามนโยบาย ที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งมาตรวจเยี่ยมครั้งแรก ที่ผ่านมา อย่างน่าพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวมอบนโยบายที่สำคัญ แก่ ดีอีเอส.,สตช.,ปอท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; สืบเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์ได้มีบทบาท ต่อการสร้างกระแสข่าวปลอม ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความสับสน ความตระหนกในสังคม และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงาน ของรัฐบาลในช่วงวิกฤต โควิด-19 อยู่ในขณะนี้&amp;nbsp; ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามแก้ปัญหา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ควบคู่กับการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ อย่างเต็มความสามารถ พล.อ.ประวิตร จึงได้กำชับ ให้หน่วยงานดังกล่าว จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ในการเฝ้าระวังข่าวปลอม ตลอดเวลา และดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในการตรวจสอบข่าวสารอันเป็นเท็จ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ แจ้งเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น พล.อ.ประวิตร และคณะได้เดินทางไปยัง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เพื่อดูการปฏิบัติงาน และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมกล่าวชื่นชมการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท และอวยพรขอให้บรรลุภารกิจ รวมทั้งปลอดภัยจากโควิด-19 ครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102884</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์, พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ, ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e0431e63a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
