<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>13984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 07:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 07:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา เฉ่ง รองปลัดยุติธรรม วิตกเกินเหตุแยกหมูป่าออกจากพ่อแม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.61 - นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Chuchart Srisaeng &amp;nbsp;กรณีที่ทางราชการขอร้องไม่ให้สื่อมวลชนไปรบกวนความเป็นส่วนตัวหรือสัมภาษณ์เด็ก ๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ๑๒ คน รวมทั้งบิดามารดาเพราะเกรงว่าจะมีผลเป็นการย้ำเตือนสิ่งที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดการกระทบเทือนทางจิตใจของเด็กๆ หรือบิดามารดาของเด็กๆ ได้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นด้วยว่าเป็นการกระทำที่สมควรเพราะการที่เด็กๆ หรือบิดามารดาของเด็กต้องเจอคำถามของสื่อมวลชนประเภทไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เช่น ตอนเกิดเหตุการณ์ใหม่ยังหาตัวเด็กๆ และโค้ชไม่พบยังไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีประการใด ผู้สื่อข่าวไปถามบิดามารดาของเด็กบางคนว่า รู้สึกอย่างไรบ้างที่ยังไม่พบตัวเด็กๆ ? น้องมาเข้าฝันบ้างไหม ? คิดถึงน้องไหม ? หรือคำถามอื่นๆ ที่คนซึ่งมีความรู้สึกนึกคิดถึงใจเขาใจเราย่อมไม่ถามกัน ย่อมก่อให้เกิดความไม่สบายใจแก้เด็กๆ และบิดามารดาของเด็กๆ อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การที่ข้าราชการบางท่านซึ่งไม่ได้หน้าที่เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนี้เลยออกมาให้ความเห็นว่าเด็กๆ อาจจะเป็นโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับจิตใจตามทฤษฎีของฝรั่งชาวตะวันตกถึงกับอาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดูแลเด็กๆ แทนบิดามารดานั้น น่าจะเป็นการวิตกเกินกว่าเหตุมากเกินไปและไม่มีเหตุตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่จะต้องให้เจ้าหน้าของรัฐเข้าไปดูแลเด็กแทนบิดามารดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องอาการของโรคที่เกี่ยวกับจิตใจย่อมขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคนเป็นว่าเข้มแข็งมีสติสามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้หรือเป็นคนประเภทอ่อนปวกเปียกเจอเหตุการณ์อะไรก็สติแตกควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเด็กๆ ๑๒ คนและโค้ช ซึ่งเป็นเด็กในชนบทและเป็นนักกีฬามีผลทำให้ทุกคนว่ามีจิตใจเข้มแข็งและมีสติดีมากสามารถควบคุมจิตใจไม่ให้ตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ทั้งการที่โค้ชแนะนำให้เด็กฝึกนั่งสมาธิคือการกำหนดจิตใจให้จับอยู่เพียงลมหายใจเข้าออกหรือสิ่งอื่นใดแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่คิดถึงสิ่งอื่นๆ ในขณะนั้น นอกจากใช้พลังงานในร่างกายน้อยแล้วก็ยังทำให้เด็กๆ ทุกคนไม่ต้องคิดถึงหรือคลายวิตกกังวลในสิ่งที่ได้ประสบอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันจะเห็นได้จากเมื่อนักดำน้ำชาวอังกฤษไปพบเด็กๆ ซึ่งไม่ได้รับประทานอาหารมาแล้ว ๑๐ วัน ได้ดื่มเพียงน้ำที่หยดลงมาจากผนังถ้ำหรือหินงอกหินย้อยเท่านั้น แต่เด็กๆ ทุกคนไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือแสดงถึงความอ่อนแอใดๆ ให้เห็นเลย ยังสามารถพูดคุยกับนักดำท่านนั้นได้อย่างคนปกติทั่วไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ได้ออกจากโรงพยาบาลและได้ตอบคำถามของคุณสุทธิชัย หยุ่น เด็กทุกคนตอบเหมือนกันว่า ขณะอยู่ในถ้ำมีเรื่องที่กลัวคือกลัวแม่ด่าหรือถูกพ่อถล่มที่ไปเที่ยวถ้ำโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ กับกังวลเรื่องจะทำการบ้านไม่ทันเพื่อน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ตอบว่ากลัวจะไม่ได้ออกจากถ้ำ แสดงว่าทุกคนไม่เคยคิดกลัวเลยว่าจะไม่ได้ออกจากถ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย่อมเห็นได้ว่าเด็กๆ ทุกคนมีจิตใจที่เข้มแข็งมาก ๆ และมากกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งยังมากกว่าผู้ใหญ่หลายๆ คนโดยเฉพาะประเภทพวกวิตกจริตด้วย เชื่อได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทำให้จิตใจหวั่นไหวหรือนำมาคิดวิตกกังวลจนก่อให้เกิดอาการต่างๆ ทางจิตใจ กับการที่บิดามารดาก็ได้เอาใจใส่ดูแลให้ความรักความอบอุ่นตลอดมาและหลังจากนี้อาจมากขึ้นกว่าเดิมอีกย่อมจะมีผลต่อจิตใจของเด็กๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งแพทย์โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้แถลงยืนยันหลายครั้งแล้วว่า เด็กๆ ทุกคนมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ แสดงว่าจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของโรงพยาบาลได้พูดคุยสอบถามเรื่องราวต่างๆ จากเด็กๆ แล้ว คงพบว่าเด็กๆ มีความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจปกติ ไม่ได้วิตกกังวลอะไร จึงได้แถลงยืนยันเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าต้องเป็นห่วงว่าเด็กๆ ทั้งหมดหรือบางคนจะมีอาการเป็นโรคอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับจิตใจ เชื่อว่าทุกคนยังเป็นเด็กๆ ที่สดใส ซื่อ ๆ ตามประสาเด็กในชนบทที่คนไทยกับคนทั้งโลกให้ความสนใจและรักเอ็นดูตลอดไป ทั้งเมื่อโตขึ้นพวกเขาก็จะต้องเป็นคนดีของสังคมไทยและสังคมโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนนี้นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาระบุว่า หากผู้ปกครองไม่ให้ความร่วมมือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กมีอำนาจแยกตัวเด็กจากครอบครัวของเด็กเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13984</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 ชีวิตทีมหมูป่า, ชูชาติ ศรีแสง, พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก, รองปลัดกระทรวงยุติธรรม, แยกตัวเด็กจากพ่อแม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b5678ac8695a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนผิดกฏหมาย!เผยแพร่คลิปเด็กเรียกยอดไลค์-แชร์ แสวงหาผลประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 61 - นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีการเผยแพร่คลิปแม่เด็กถ่ายลูกตัวเองกำลังร้องไห้อยากได้ของเล่น ว่า ประชาชนทั่วไปมักชอบพูดกันว่าไม่รู้ว่ามีกฎหมายห้ามหรือบัญญัติว่าเป็นความผิด การนำภาพเด็กมาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งความจริงเเล้วการกระทำดังกล่าวนั้นจะต้องระวังผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ในมาตรา 26(5) เเละมาตรา 27 โดยในมาตรา 26 (5) บัญญัติว่าการกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบจากเด็ก เช่น การถ่ายภาพเคลื่อนไหวหรือคลิปเกี่ยวกับตัวเด็กซึ่งแสดงพฤติกรรม ต่างๆ เช่นร้องไห้ ดีใจ เล่นสนุก แล้วนำภาพนั้นมาหาประโยชน์ ซึ่งหากจะมองว่าการกระทำอย่างใดจะถือว่าเป็นการหาประโยชน์โดยไม่ชอบ ก็คงจะเป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่คุ้มครองเด็ก และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะทำการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้นำภาพเด็กมาใช้ โดยพนักงานสอบสวนจะทำหน้าที่สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้มีหน้าที่เผยแพร่นำภาพของเด็กมาหาประโยชน์ ว่ามีพฤติกรรมนำภาพมาหาประโยชน์โดยไม่ชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโกศลวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนมาตรา 27 โดยเผยแพร่ทางสื่อมวลชน สื่อสารสนเทศซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับเด็กโดย เจตนาแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง ซึ่งมาตรา 27 นี้หมายความรวมถึงการนำภาพเด็กมาเผยแพร่ทาง Facebook หรือ LINE ด้วย ซึ่งหากการนำภาพมาเผยแพร่เป็นไปเพื่อการแสวงหาประโยชน์แล้วจะเป็นความผิด แม้จะเป็นแม่หรือผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำภาพของเด็กมาแสวงหาประโยชน์ ส่วนการจะพิจารณาว่าเป็นความผิดหรือไม่ พนักงานสอบสวนก็จะทำการรวบรวมพยานหลักฐาน จาก Facebook หรือ LINE หรือจากโซเชียลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลนำมาพิจารณาภาพรวมว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบหรือไม่ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองตัวเด็ก สังคมเราทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก จนเราพบเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้แม้แต่ผู้เป็นพ่อหรือแม่ ก็เริ่มมีพฤติกรรมหาประโยชน์จากเด็กโดยไม่ชอบ สังคมจึงต้องร่วมมือกันคุ้มครองดูแลเด็ก ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (55) บัญญัติไว้ว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้ บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดให้เด็กไปเป็นขอทาน เด็กเร่ร่อน หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือการกระทำผิด หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เเละมาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็กหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ฉบับดังกล่าว ยังได้มีบทกำหนดโทษไว้คือ มาตรา 78 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 79 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9485</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิปเด็ก, พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afeb0b572a43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
