<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปารีณา&#039;มาแล้วเปิดใจคิดถึงสภา ยันจะปฏิบัติหน้าที่กมธ.งบฯตามปกติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มิ.ย.64 - ที่รัฐสภา น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้กลับมาทำงาน 16 ปีที่ทำงานไม่เคยต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อหยุดไปก็คิดถึงสภา ที่ประชุมสภาฯพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณ 65 ตนก็ติดตามการอภิปราย รู้สึกอยากจะขออภิปรายด้วยและอยากประท้วงบ้าง แต่ก็ได้แค่รับชม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเหมือนขาดสีสันในการประท้วงเรื่ององครักษ์พิทักษ์นายกฯ ใช่หรือไม่ น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ไม่ได้เป็นองครักษ์ เป็นสมาชิกรัฐสภา หากผู้ใดทำผิดข้อบังคับในการประชุม ก็จำเป็นต้องประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่าคาดหวังที่จะกลับมาทำหน้าที่ส.ส.หรือไม่ น.ส.ปารีณา กล่าวว่า คาดหวังมาก เพราะเมื่อเรื่องไปถึงศาลก็มั่นใจในระบบยุติธรรม ทำให้มีความหวัง และศาลก็เปิดให้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่ามีความกังวลในเรื่องคดีที่จะมีการนัดครั้งแรกหรือไม่ น.ส.ปารีณา กล่าวว่า นัดแรกจะเป็นการนัดวันว่าจะมีการไต่สวนวันใด ก็ต้องเตรียมพยาน หลักฐาน เอกสารต่างๆ ซึ่งได้มีการเพิ่มทีมทนายที่ทางพรรคพลังประชารัฐเป็นผู้ดูแล จัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการทำหน้าที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) งบประมาณฯครั้งนี้&amp;nbsp; น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ตนจะทำหน้าที่ตามปกติ&amp;nbsp; ที่ผ่านมาเป็นส.ส.มาหลายปีอยู่มาหลายคณะกมธ. แต่มีเพียงคณะกมธ.เดียวที่ไม่ปกติ มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งตนเคยร้องคณะกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบไปหลายเรื่องแล้ว แต่เรื่องก็ยังเงียบอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105231</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.งบประมาณ65, น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์, พ.ร.บ.งบประมาณ 2565</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b9a7f023285.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105224</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039;งัดข้อมูลโต้กลุ่มไม่หวังดีสร้างเฟคนิวส์โจมตีงบฯ65 จี้ดีอีเอสเร่งเอาผิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มิ.ย.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2565 ในวาระแรก ก็มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีออกมาสร้างข่าวเท็จเผยแพร่ตามโซเชียลต่างๆ ในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ 1.สถาบันพระมหากษัตริย์ได้งบประมาณปี65 จำนวน&amp;nbsp; 3 หมื่นกว่าล้านบาท ทั้งที่ในข้อเท็จจริง เป็นงบประมาณที่รัฐบาลโดยหน่วยงาน/กระทรวงต่างๆ ดำเนินการให้กับประชาชนตามแนวทางพระราชดำริ&amp;nbsp; ที่เน้นพัฒนาคุณภาพชีวิต/ปากท้องของประชาชน ส่วนงบสำหรับหน่วยงานในพระองค์ได้รับงบประมาณ&amp;nbsp; 8,761 ล้านบาท คิดเป็น 0.26% ของงบประมาณประเทศทั้งหมด และได้รับลดลงจากปี2564 จำนวน 219 ล้านบาท ซึ่งโดนปรับลดด้วยซ้ำไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.งบของกระทรวงศึกษาถูกตัด20,000 ล้านบาท ทั้งที่ในความจริง งบกระทรวงศึกษาลดลงร้อยละ 1.14 เนื่องจากจำนวนนักเรียนลดลง 60,000 คน ตามโครงสร้างประชากรของประเทศที่มีอัตราการเกิดลดลง แต่งบประมาณในเรื่องพัฒนาการศึกษาเพิ่มมากขึ้นจากปี 2563 ถึง 5,000ล้านบาทคิดเป็น 103.27%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.งบกระทรวงสาธารณสุขถูกตัด 4,300 ล้านบาท ทั้งๆ ที่โควิดระบาดหนัก ในความเป็นจริง งบกระทรวงสาธารณสุขที่ถูกตัด เป็นค่าใช้จ่ายฝึกอบรมสัมนา ค่าใช้จ่ายการประชุม ค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่กระทบการให้บริการประชาชน และด้านการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์กลับได้งบประมาณเพิ่มถึง 10,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.กล่าวหาว่างบสถาบันวัคซีนให้แค่ 22 ล้านบาท ทั้งที่ความจริงรัฐบาลตั้งงบประมาณปี63-64 และใช้เงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องจัดหาวัคซีนทั้งจากต่างประเทศและผลิตในประเทศ 21,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.มีการกล่าวหาว่า งบประมาณบัตรทองถูกตัด2,000 ล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริง งบประมาณโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2565 ได้รับงบประมาณสูงถึง 198,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2564 ที่ตั้งไว้ 194,508 ล้านบาท และมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนอีก13 รายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ข้อกล่าวหาว่างบกองทัพได้เพิ่ม 2,700 ล้านบาท และงบประมาณสูงมากกว่างบกระทรวงสาธารณสุข ทั้งที่ในข้อเท็จจริง งบประมาณด้านสาธารณสุข 295,673.9 ล้านบาท สูงกว่างบประมาณ กลาโหม 92,399 ล้านบาท กระทรวงกลาโหมถูกลดงบประมาณจากปี 2563-64 อย่างต่อเนื่อง ปี 2563 232,000 ล้านบาท ปี 64 215,000 ล้านบาท ปี 65 203,000 ล้านบาท และตัวเลขที่ฝ่ายค้านกล่าวว่ากองทัพได้งบเพิ่มนั้นเป็นตัวเลขที่นำเอาเฉพาะโครงการด้านยุทธโธปกรณ์ของปีงบประมาณ 64 และ 65 มาคำนวณ และกล่าวหาว่ากองทัพได้งบประมาณเพิ่มเติม ทั้งๆที่ในภาพรวมงบกลาโหมถูกตัดเยอะเป็นอันดับต้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ7.งบบัตรสวัสดิการประชารัฐ ถูกตัด20,000 ล้านบาทแต่ในข้อเท็จจริงเนื่องจากกองทุนบัตรสวัสดิการประชารัฐยังเหลือเงินอยู่ 20,400 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อรวมกับงบประมาณปี65 ที่ตั้งให้ 30,000 ล้านบาท จะมีเงินให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 50,000 ล้านบาท กับประชาชนที่ได้รับบัตรสวัสดิการ 14.6 ล้านคนครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมหวังว่าการกระทำดังกล่าวคงไม่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้กับประเทศ และขอให้กระทรวงดีอีเอสเร่งดำเนินการเอาผิดคนกลุ่มนี้ทันทีด้วย&amp;quot;นายธนกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105224</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์, ธนกร  วังบุญคงชนะ, พ.ร.บ.งบประมาณ 2565, เฟคนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b98c643774d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรรคกล้า&#039;อภิปรายนอกสภา ติงจัดงบ65 ไม่สอดรับสถานการณ์ ไม่สนใจดูแลแรงงาน-SME   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.2564 นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม รองโฆษกพรรคกล้า กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ว่า เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายลดลง จาก 3.28 ล้านล้านบาท เหลือ 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจเป็นตัวสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจและการจัดเก็บรายได้ที่ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด- 19 แต่การกำหนดงบประมาณกลับพบข้อสังเกตว่าหลายอย่างไม่สอดรับกับสถานการณ์ เช่น งบประมาณรายจ่ายจำแนกตามวัตถุประสงค์การป้องกันประเทศ 199,820.7 ล้านบาท พบว่าเป็นงบประมาณงานกองทัพสูงถึง 198,597.2 ล้านบาท ขณะที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนตึงเครียด ทั้งความไม่สงบภายในพม่า การหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว แต่งบประมาณการรักษาดินแดนมี 771.1 ล้านบาทเท่านั้น จึงตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณส่วนใหญ่เสียไปกับงบประจำและการดูแลบุคลากรมากเกินไปหรือไม่ สะท้อนถึงระบบราชการล้าหลัง จึงขอให้หน่วยงานรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสนยากรณ์ กล่าวต่อว่า มีอีกประเด็นที่นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า สถานการณ์โควิด-19 แรงงานจบใหม่ไม่มีงานทำ แรงงานเดิมตกงานอีกจำนวนมาก สภาพัฒน์รายงานตัวเลขรวม 7.6 แสนคน แต่หลายองค์กรคาดการณ์ไว้มากถึงหลักล้านคน แต่กระทรวงแรงงานซึ่งรับผิดชอบด้านนี้โดยตรงถูกตัดงบประมาณถึงร้อยละ 28.7 ถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกระทรวง จึงตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาเรื่องแรงงาน หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายบุญสืบ จันทร์แจ่มศรี คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้า กล่าวว่า งบประมาณตามยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลเตรียมงบไว้ 338,547.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.9 ของงบประมาณรายจ่าย 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่เกือบจะน้อยที่สุด รองจากยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ร้อยละ 3.9 ซึ่งน่าจะไม่เพียงพอต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของภาคธุรกิจและประชาชนหลังยุคโควิด-19 โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก SMEs ซึ่งงบส่วนนี้ถูกจัดแบ่งให้กับแผนงานพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและวิสาหกิจขนาดเล็กเพียง 1,927 ล้านบาท หรือเพียงร้อยละ 0.3&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กให้ยืนระยะแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้ เชื่อว่าภายในปีนี้ต่อเนี่องถึงปีหน้า จะมีบริษัท ห้างร้าน และกิจการขนาดเล็กปิดตัวลงอีกมาก และจะยิ่งเพิ่มอัตราคนว่างงานให้สูงขึ้น&amp;quot; นายบุญสืบ กล่าว และว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทางรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับปัญหานี้แล้ว แต่ถ้าดูการจัดสรรงบประมาณจะเห็นว่ามันไม่สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลพยายามบอกว่าเป็นนโยบายสำคัญ รัฐบาลตั้งงบประมาณในการบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากไว้เพียง 623 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 จากงบประมาณยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมที่ได้งบฯถึง 733,749 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพ.กันตพงศ์ ดีชัยยะ คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคกล้า กล่าวว่า สำหรับงบกลางปีงบประมาณ 2564 มี 12 หมวด แต่ปีนี้มี 11 หมวด โดยตัดหมวดค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 เข้าใจว่างบประมาณที่หายไปในส่วนนี้ วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ที่เพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว ซึ่งกำหนดวงเงิน 3 หมื่นล้านบาทสำหรับแผนงานด้านสาธารณสุข แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการเบิกจ่ายเงินกู้ด้านสาธารณสุขปีที่แล้ว วงเงิน 45,000 ล้านบาท จนถึงขณะนี้เบิกจ่ายจริงเพียงแค่ 7,102 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.78 เท่านั้น รวมถึงแผนงานด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 355,000 ล้านบาท ก็เบิกจ่ายเพียง 69,117 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.47 เท่านั้น สะท้อนถึงปัญหาประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงิน หรือไม่มีแผนเบิกจ่ายเงินที่ชัดเจน เช่น กรณีรัฐบาลตั้งค่าเบิกจ่ายเบี้ยเสี่ยงภัยผู้ปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด-19 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเงินในส่วนนี้ โดยค้างจ่ายมากว่า 1 ปีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104637</URL_LINK>
                <HASHTAG>การอภิปรายนอกสภา, พ.ร.บ.งบประมาณ 2565, รองโฆษกพรรคกล้า, แสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b2fb141ec5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วิษณุ’โล่งมีโพเดียมให้อภิปรายแยกต่างหากหวั่นพวกหิวทีวีเจอน้ำลายท่วม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.2564 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ว่าต้องพิจารณาให้เสร็จภายในเวลา 105 วัน นับตั้งแต่วันที่ส่งร่างให้กับสภา ซึ่งรัฐบาลได้ส่งร่างให้กับสภาตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. แม้ขณะนั้นสภายังไม่ได้เปิดสมัยประชุมแต่จำนวนวันได้เริ่มนับแล้ว ดังนั้น ถ้ามีการประชุมในวันที่ 31 พ.ค.เท่ากับเราเสียเวลาไปแล้ว 15 วัน จาก 105 วัน ดังนั้น สภาจะเหลือวันพิจารณาน้อยลง เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรไปตัดหน้าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณอีก หรืออย่างที่ ส.ส. บางคนกลัวการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปนั้น เวลาก็จะหายไป ซึ่งอาจทำให้พิจารณาได้ไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด 105 วัน โดยรัฐธรรมนูญในมาตรา 143 บัญญัติไว้ว่า ถ้าสภาพิจารณาไม่เสร็จภายใน 105 วันให้ถือว่าให้ความเห็นชอบและอนุมัติตามร่างทุกประการ แก้ไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว เพราะฉะนั้น จึงต้องพิจารณาให้เสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ ยังกล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในสภา จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯหรือไม่ ว่า อย่าพึ่งพูด เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการแพร่ระบาดในสภา เท่าที่ทราบมีการแพร่ระบาดที่แคมป์คนงานต่างๆ โดยเฉพาะแคมป์คนงานที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า ส่วนเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่มีข่าวว่าแม่บ้านสภาติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ตนไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงต้องให้ทางสภาเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ แต่ทั้งนี้อย่าลืมว่าเรามีกฎหมายในเรื่องข้อกำหนด 105 วันบังคับอยู่ ทางที่ดีควรพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว โดยใช้วิธีลดความแออัดลง ใครที่ไม่พูดก็ไม่ต้องไปนั่งในห้องประชุม เข้าไปเฉพาะเวลาที่มีการนับองค์ประชุมอย่างนี้น่าจะสบายหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้เวลาพูดหรืออภิปราย ข้อกำหนดของสภาอาจจะมีการให้ผ่อนผันให้สามารถถอดหน้ากากได้หากประธานในที่ประชุมอนุญาต แต่ไม่ควรที่จะถอด ขนาดผมนั่งประชุมยังเกือบเป็นลมคาไมโครโฟน เพราะหายใจไม่ออก ดังนั้น เหลืออยู่คำเดียวคืออย่าพูดมาก อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบทางสภาเตรียมเสนอให้ตั้งไมโครโฟนไว้ต่างหาก อย่าใช้ไมโครโฟนตรงที่นั่งประจำ ใครที่ต้องการพูดก็ให้ออกมาพูดที่ไมโครโฟน จะได้ไม่มีการแย่งกันพูด และหลังจากคนหนึ่งพูดเสร็จให้มีการฉีดแอลกอฮอล์และเปลี่ยนผ้าคลุมเป็นระยะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ถือว่าใช้ได้ ผมเห็นด้วย แต่ถ้ายืนพูดอยู่ตรงที่นั่งนั้นถือว่าอันตราย เพราะมีบางคนแม้นั่งอยู่ที่อื่น แต่พอมีคนลุกขึ้นพูดก็ชอบมานั่งใกล้ ๆ เพื่อจะได้ออกทีวี อย่างนั้นรับน้ำลายไปเต็มๆ&amp;rdquo;นายวิษณุ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104197</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิษณุ เครืองาม, พ.ร.บ.งบประมาณ 2565, รองนายกรัฐมนตรี, ไมโครโฟน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60ac60027313f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
