<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลไล่ส.ส.เสียบบัตรพ้นเก้าอี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นิด้าโพลเผย เสียงประชาชนให้ไล่ตะเพิด ส.ส.ฉาว เสียบบัตรแทนกันลาออกไปได้แล้ว เหตุเป็นการกระทำที่ไร้จิตสำนึก พลังประชารัฐชี้เปรี้ยง ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับช่วยกันเสียบ ไม่โมฆะทั้งฉบับ ยกคําวินิจฉัยศาล รธน.ปี 2551 เทียบเคียง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้กังวล เพราะเคยคิดว่างบประมาณจะได้ใช้แบบเต็มรูปแบบภายในเดือน ก.พ. แต่เมื่อเกิดปัญหาที่มีผู้ร้องว่ามี ส.ส.เสียบบัตรแทนกันในวันลงมติ จึงต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด อาจใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง และเนื่องจากไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 เป็นการใช้จ่ายงบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายรายจ่ายประจำและโครงการที่มีความต่อเนื่อง ดังนั้นรัฐบาลอาจต้องขยายวงเงินเบิกจ่ายจากที่ไตรมาสแรกที่เรามีเพดาน 30% ดังนั้นควรจะให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้ก่อนเพิ่มเป็น 60-65% โดยควบระหว่างไตรมาสที่ 1 และ 2 ใช้ไปก่อน น่าจะพอสามารถแก้ไขปัญหาไปได้ เพราะเป็นเหตุการณ์จำเป็น ซึ่งตนคิดว่าหากนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ประชุมคงจะเห็นด้วยอยู่แล้ว เชื่อว่าทุกฝ่ายจะเห็นด้วย ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพราะมีปัญหาเดือดร้อนกันหมด เราต้องช่วยกันรับผิดชอบร่วมกัน เรื่องนี้ควรต้องออกมาโดยเร็ว ขอวิงวอนขอศาลรัฐธรรมนูญ เร่งแก้ปัญหาให้จบโดยเร็ว บ้านเมืองจะได้ไม่ต้องเกิดความวุ่นวาย ขอให้ศาลท่านเป็นพระเอกช่วยแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวเช่นกันว่า คำวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ 2563 น่าจะสอดคล้องกับแนวของคําวินิจฉัยที่ 8 /2551 วันที่ 8 ก.ค.2551 เรื่องนายกรัฐมนตรีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... ซึ่งแม้ว่าคดีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.&amp;hellip; ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นอันตกไปก็ตาม แต่เหตุที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตกไป ปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 8/2551 มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้าประชุมเพียง 50 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้น คือ 121 คน จึงมีจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ครบองค์ประชุม และถือว่าการประชุมเพื่อลงมติในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการเป็นการประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง คือการกำหนดจำนวนของสมาชิกสภาที่มีจำนวนมากเพียงพอที่จะมาร่วมกันแสดงความคิดเห็นและแสดงเจตนาในลักษณะของมติที่ประชุมในการพิจารณาร่างกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อันเป็นหลักการประชุมสภาที่ใช้อยู่ในนานาประเทศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีบทบัญญัติว่าด้วยองค์ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร กำหนดให้มีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาจึงจะเป็นองค์ประชุม เพื่อให้การประชุมพิจารณาตรากฎหมายนั้นเป็นไปอย่างรอบคอบในการพิจารณาทุกวาระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดองค์ประชุมไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภา ย่อมมีความหมายว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม จะถือว่าเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยองค์กรสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ และหากมีการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ครบองค์ประชุม จะถือว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การยื่นคำร้องกรณี ส.ส.มีการใช้บัตรแสดงตนและลงมติทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ข้อเท็จจริงมีจำนวนเพียง 2-3 เสียงเท่านั้น แม้การออกเสียงดังกล่าวจะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีผลใดๆ ที่จะทำให้การพิจารณาวาระ 2 และ 3 ไม่ครบองค์ประชุม จึงเห็นว่าด้วยแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2551 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2563 ซึ่งตราขึ้นโดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเสียงลงคะแนนครบองค์ประชุมและการลงมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 120 ทั้งวาระ 2 และ 3 จึงเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ&amp;quot; นายไพบูลย์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29-31 ม.ค.2563 จากประชาชน 1,254 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกรณี ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจพบว่า เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข่าว ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.14 ระบุว่าเป็นการกระทำที่ไร้จิตสำนึกของ ส.ส. รองลงมา ร้อยละ 13.56 ระบุว่าเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นบ่อย, ร้อยละ 9.81 ระบุว่าเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจประเทศ หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณต้องตกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนร้อยละ 5.18 ระบุว่าเป็นเรื่องของความประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ ส.ส., ร้อยละ 2.31 ระบุว่าเป็นเรื่องของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต้องการแก้แค้นที่สอบตก ส.ส.พัทลุง และร้อยละ 0.96 ระบุอื่นๆ ได้แก่ เป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ 2560
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงผู้ที่ควรรับผิดชอบต่อกรณี ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.85 ระบุว่า ส.ส.ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ควรลาออกจากตำแหน่ง รองลงมา ร้อยละ 19.62 ระบุว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรร่วมรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง, ร้อยละ 19.54 ระบุว่า สภาควรมีมติขับไล่ ส.ส. ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ให้ออกจากตำแหน่ง, ร้อยละ 11.96 ระบุว่า ส.ส.ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ควรเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พบว่า ร้อยละ 11.56 ระบุว่าพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ควรร่วมรับผิดชอบด้วยการถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล, ร้อยละ 10.13 ระบุว่า ส.ส.ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐ ที่ทำให้การใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ร้อยละ 9.01 ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ควรร่วมรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ร้อยละ 8.61 ระบุว่า พรรคการเมืองที่มี ส.ส.ร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐ ที่ทำให้การใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนร้อยละ 1.99 ระบุว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ, &amp;nbsp;ร้อยละ 2.39 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย ควรร่วมรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาไทย ขณะที่บางส่วนระบุว่า คณะรัฐบาลควรร่วมรับผิดชอบด้วยการยุบสภา และร้อยละ 10.13 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56106</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, พ.ร.บ.งบประมาณ 63, พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2563, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เป็นการกระทำที่ไร้จิตสำนึก, เสียบบัตรแทนกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200202/image_big_5e36d8e9c86e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไปกันใหญ่ ส.ส.เพื่อไทย อ้างกดบัตรแทนกัน ส่งผล กก.บห. มีความผิดด้วยต้องตัดสิทธิ์20ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ม.ค.63-นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เปิดเผยถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเสียบบัตรลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 แทนกันของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จนอาจทำให้การประกาศใช้พ.ร.บ.งบฯ ล่าช้าออกไปว่า ขอให้แยกออกเป็นสองเรื่อง คือ เคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกเมื่อปี 2556 อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นประเด็นที่จะต้องนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ผลการวินิจฉัยในอดีตไม่ได้เป็นบรรทัดฐาน 100% ต่อคดีในปัจจุบันทุกกรณี เว้นแต่ศาลจะมองว่าเป็นรูปแบบเดียวกัน เพราะบางเรื่องกฎหมายก็ต่างกัน การให้ความเห็นทางกฎหมายของนายวิษณุ เป็นการให้ความเห็นที่ขาดหลักเกณฑ์ทางกฎหมายรองรับ คนเป็นนักกฎหมายอย่าไปรับรองในเรื่องที่ยังไม่รู้จริง สิ่งที่ยังไม่เห็นจริง การพูดของนายวิษณุ&amp;nbsp; ถือว่าเป็นการชี้นำ เพราะทุกครั้งที่นายวิษณุพูดการตัดสินขององค์กรอิสระมักจะออกมาในทิศทางเดียวกันกับที่นายวิษณุเคยให้ความเห็นไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายแล้วหรือถึงเอาความของคนคนเดียวทำทุกอย่างได้ แบบนี้อาจส่งผลให้สังคมเกิดความปั่นป่วนได้ การให้ความเห็นของนายวิษณุทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลงไป ไม่เหลือความน่าเชื่อถือแล้ว ขอแนะนำให้นายวิษณุหยุดพูด ไม่มีประโยชน์เพราะไม่มีใครเชื่อถือนายวิษณุอีกแล้ว คนอย่างนายวิษณุ ดีกรีระดับศาสตราจารย์ไม่รู้จะบอกอย่างไร นายวิษณุคงสับสนเพราะต้องช่วยเหลือรัฐบาลจนไม่สนใจหลักกฎหมายแล้ว ส่งผลให้ทุกอย่างเพี้ยนไปหมด มาอ้างคนละกรณีกับสมัยของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยมีการกล่าวหามีการเสียบบัตรแทนกัน และนำไปสู่การพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญจนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่ากระบวนการในการออกพระราชบัญญัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรณีนี้ก็ไม่ต่างกันเพราะไม่ว่าจะกรณีไหนหากพบความผิดก็ต้องตรวจสอบ ต้องมีการสอบสวน กรณีพรรคเพื่อไทยถูกฟ้อง 4 คน ยกฟ้องไป 3 คน ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการนี้หมดไม่เข้าใจว่านายวิษณุไปแอ่นอกรับผิดชอบทำไม เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกรณีเดียวกัน ข้อกฎหมายเดียวกัน&amp;nbsp; และในรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่าการกระทำของส.ส.พรรคจะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคมีความผิดเช่นเดียวกัน หากสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริงกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องรับโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง 20 ปี เพราะกดบัตรแทนกันไม่ว่ากรณีไหนก็คือความผิดเช่นเดียวกันไม่มีข้อยกเว้น&amp;rdquo;นายสมคิดกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55383</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิษณุ  เครืองาม, พ.ร.บ.งบประมาณ 63, ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน, สมคิด เชื้อคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df24a678d10e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 07:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 07:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.พิชาย&#039;ชี้ผลเสียหายสส.เสียบบัตรแทนต้องขจัดออกจากสภาฯพร้อมแนวทางแก้ปัญหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

24ม.ค.63-รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) โพสต์ข้อความบนโพสต์บุ๊ก Phichai Ratnatilaka Na Bhuket&amp;nbsp; เรื่อง เสียบบัตรแทน พฤติกรรมที่ต้องขจัดออกให้สิ้นซากจากสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเสียบบัตรแทนส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ประเทศและสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
๑. ประเทศเสียหาย เพราะ พ.ร.บ. งบประมาณล่าช้าไปอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือน จักรกลทางเศรษฐกิจไม่อาจขับเคลื่อนได้อย่างเต็มกำลัง อันเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ให้แย่ยิ่งขึ้นไปอีก
๒. รัฐบาลเสียหาย เพราะ ประชาชนจะมองว่า รัฐบาลขาดสมรรถนะในการจัดการกำกับดูแลพฤติกรรมของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ปล่อยให้กระทำการที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น จนกลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
๓. สภาผู้แทนราษฎรเสียหาย เพราะว่า ประชาชนจะมองว่า สภาฯ ไม่สามารถจัดระบบการลงคะแนนที่รัดกุม รวมทั้งขาดระบบการตรวจสอบการลงคะแนนที่มีประสิทธิภาพ จนเปิดช่องให้ ส.ส.สามารถกระทำพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญได้
๔. พรรคการเมืองเสียหาย โดยเฉพาะพรรคที่ ส.ส.ผู้นั้นสังกัด ประชาชนจะมองว่า พรรคการเมืองคัดเลือกคนที่ไร้ความรับผิดชอบ และขาดสติปัญญาในการจำแนกแยกแยะจัดลำดับความสำคัญของการทำหน้าที่ให้มาเป็น ส.ส.
๕. ระบอบประชาธิปไตยเสียหาย เพราะพฤติกรรม ส.ส. ที่ไร้ความรับผิดชอบ และขาดวิจารณญาณในการตัดสินว่าสิ่งใดสำคัญมากสิ่งใดสำคัญน้อย จนสร้างความเสียหายแก่ประเทศ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายเสื่อมศรัทธาต่อสภาผู้แทนราษฎร และเป็นเหตุให้มีการนำไปเป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหารได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การแก้ปัญหาควรทำอย่างไร
๑. นักการเมืองทั้งหมดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ควรแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากการเป็น ส.ส. และแถลงขอโทษประชาชน ที่กระทำอันเป็นการสร้างความเสียหายแก่ประเทศ
๒. หากนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นไม่ลาออก พรรคที่สังกัดก็ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยลงมติขับออกจากพรรค เพื่อให้พ้นสภาพการเป็น ส.ส. พร้อมกับแถลงขอโทษประชาชน ที่ ส.ส.ในพรรคสร้างปัญหาแก่ประเทศ
๓. หากพรรคการเมืองนั้นไม่ขับออก ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส. อื่น ๆ ที่อยู่ในสภา โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ควรดำเนินการทั้งมาตรการทางกฎหมายและสังคม เพื่อกดดันให้ ส.ส.เหล่านั้นพ้นสภาพ
๔. และที่ควรดำเนินการควบคู่กันไปคือ รัฐบาล นายกรัฐมนตรีและแกนนำรัฐบาลต้องกดดันให้ พรรคร่วมรัฐบาลที่มี ส.ส.เหล่านั้นสังกัด ดำเนินมาตรการใดก็ตามที่ทำให้ ส.ส. ทั้งหมดที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจนสร้างปัญหาแก่ประเทศ พ้นสภาพจากการเป็น ส.ส. และรัฐบาลต้องขอโทษประชาชนต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
๕. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ต้องออกมาแถลงขอโทษประชาชน และต้องปรับปรุงระบบการทำงานในเรื่องการลงมติ เพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55363</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.งบประมาณ 63, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ระบอบประชาธิปไตย, เสียบบัตรแทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8f81e5e8bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039;ยันส.ส.เสียบบัตรแทนกัน เป็นคนละเรื่องกับพ.ร.บ.งบประมาณเป็นโมฆะหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.63- นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชา ธิปัตย์ พบนายฉลอง &amp;nbsp;เทอดวีระพงศ์ &amp;nbsp;ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย มีชื่อลงมติในร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2563 วงเงิน3.2ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2563 ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภาว่า ได้เชิญเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมาพบเพื่อขอให้ไปตรวจสอบกรณีดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ต้องให้เวลาเลขาธิการสภาผู้แทน ราษฎรไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลังว่ามีการเสียบบัตรแทนกันจริงหรือไม่ &amp;nbsp;ใครเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาจะต้องตรวจสอบให้เสร็จภายในกี่วัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปกติบัตรลงคะแนนมักอยู่ที่ส.ส.แต่ละคน &amp;nbsp;แต่ส.ส.ส่วนหนึ่งมักทิ้งบัตรคาเครื่องลงคะแนนไว้จริงๆ แต่เมื่อเลิกประชุมแล้ว เจ้าหน้าที่จะไปดึงบัตรเหล่านี้ออกจากเครื่องในทุกที่นั่งแล้วนำมาเก็บไว้ &amp;nbsp;พอตอนเช้ามา ส.ส.จะมาขอบัตรลงคะแนนจากเจ้าหน้าที่ที่เก็บไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เคยสั่งให้ตรวจสอบกรณีนายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในกรณีลักษณะเดียวกัน แต่สุดท้ายแล้วไม่สามารถชี้ได้ว่าใครเป็นคนกดบัตรให้ ที่ผ่านมาเตือนตลอดเวลาว่าอย่าไปลงมติซ้ำหรือไปทำอะไรผิด เพราะนิติบัญญัติต้องเป็นแบบอย่างในการเคารพเสียงประชาชน และกติกาบ้านเมือง อะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องไม่ทำ ได้เตือนตลอดเวลาให้ระมัดระวังเรื่องเหล่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการเสียบบัตรคาไว้บนเครื่อง อาจเปิดโอกาสให้เกิดการเสียบบัตรแทนกันได้หรือไม่ นายชวน ตอบว่า โดยทั่วไปถ้าไม่สมคบกัน คงไม่มี อยู่ดีๆจะไปกดบัตรแทนคนอื่นได้อย่างไร การเสียบบัตรคาไว้เป็นเรื่องปกติ เพราะบางเรื่องต้องลงมติหลายครั้ง เช่น เรื่องงบประมาณ ส.ส.จะเสียบบัตรคาไว้ แต่ถ้าเสียบคาไว้ แล้วคนอื่นมากดแทนให้ไม่ค่อยมี ยกเว้นแต่ฝากให้เพื่อนมากดแทนก็เป็นอีกเรื่องทำไม่ได้ หากพบว่ามีการเสียบบัตรแทนกันก็ต้องมีมาตรการบางอย่าง ต้องดูเจตนารมณ์ &amp;nbsp;เรื่องนี้อยู่ที่ความรับผิดชอบแต่ละคน &amp;nbsp;ขอรอดูผลสอบก่อนแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีจะดำเนินการอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นจะทำให้ภาพลักษณ์สภาเสียหายหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า อย่าไปห่วงภาพลักษณ์ ให้ห่วงความชอบธรรม ความถูกต้องดีกว่า เมื่อสภาเป็นสถาบันหลักต้องสร้างมาตรฐาน ไม่ใช่ไปปกปิดความจริงกัน ต้องให้โอกาสความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการเสียบบัตรแทนกันจะมีผลกระทบต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2563 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ต้องเป็นโมฆะหรือไม่ นายชวนตอบว่า เป็นคนละเรื่องกัน สภาฯทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการเสียบบัตรแทนกัน แต่โดยหลักแล้ว บัตรของใครถือว่าเป็นของคนนั้นเป็นผู้ทำหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ที่มีคนแอบฝากกัน แต่ไม่สามารถเป็นเหตุที่จะอ้างได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55110</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, พ.ร.บ.งบประมาณ 63, ภูมิใจไทย, เสียบบัตรแทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db7dc3fa50f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2020 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2020 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;คาดพ.ร.บ.งบประมาณปี63มีผลบังคับใช้เดือนก.พ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค.63-นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มีเวลา 20 วัน โดย ส.ว.นัดกันแล้วว่า จะประชุมในวันที่ 20 ม.ค.และคงใช้เวลาพิจารณาเพียงวันเดียว เพราะ ส.ว.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาคู่ขนานมากับสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้ง ส.ว.ไม่สามารถแก้ร่าง พ.ร.บ.ได้ ทำได้เพียงมีข้อสังเกตมายังรัฐบาล เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วจะส่งมายังรัฐบาล และนำขึ้นทูลเกล้าฯได้ภายใน 7 วัน คือ ภายในเดือน ม.ค. คาดว่าจะทรงกรุณาโปรดเกล้าฯภายในเดือน ก.พ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ต่างมีข้อสังเกตมายังรัฐบาลได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะนำมาปรับใช้อย่างไร ซึ่งข้อสังเกตต่างๆ จะดูสำหรับการปรับใช้ในงบประมาณปี 2563 และเตรียมทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ที่เข้าสภาฯใน 2 เดือนข้างหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54425</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิษณุ  เครืองาม, พ.ร.บ.งบประมาณ 63, ส.ว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1bfeb22a9f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งบฯ63ผ่าน ฉลุย! อภิปรายน้ำท่วมทุ่ง4วัน3คืน‘งูเห่า’หน้าเดิมโหวตให้รัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 4 วัน 3 คืน พ.ร.บ.งบประมาณ 63 ผ่านสภาฉลุย 253 ต่อ 0 เสียง ฝ่ายค้าน 196 คนงดออกเสียง งูเห่าหน้าเดิมจากเศรษฐกิจใหม่ 5 คน โหวตให้รัฐบาล เพื่อไทยกับประชาชาติหลงมาพรรคละคน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ตบท้ายขอบคุณสภา รับปากงบประมาณที่อนุมัติจะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่้ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เป็นวันสุดท้าย โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ซึ่งก่อนเข้าสู่การอภิปราย นายชวนกล่าวว่า วันนี้คือวันเด็ก ซึ่ง ส.ส.หลายคนมาปรารภว่าได้จองตั๋วเครื่องบินและรับปากไปร่วมงานแล้ว ซึ่งตนขอพูดแทนทุกคนถึงเจ้าของงานว่า ส.ส.ไม่สามารถไปร่วมงานวันเด็กได้เพราะต้องปฏิบัติหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างไหลลื่น เพราะมีจำนวนกรรมาธิการฯ และ ส.ส.อภิปรายน้อยลง เนื่องจากเหนื่อยล้า ทำให้แต่ละคนใช้เวลาอภิปราย 7-8 นาที ไม่เกินกรอบเวลาที่ตกลงกันไว้ ขณะที่บางมาตราไม่มีสมาชิกคนใดสนใจอภิปราย ทำให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุวุ่นวาย &amp;nbsp;สามารถลงมติได้อย่างรวดเร็วในหลายมาตรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเย็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังในช่วงมาตรา 51 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมกลับมาคึกคักอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 17.30 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจบการพิจารณาในวาระสอง และมีมติโหวตเห็นชอบรับร่าง พ.ร.บ.งบรายจ่ายฯ ทั้งฉบับในวาระสาม ด้วยเสียง 253 ต่อ 0 งดออกเสียง 196 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวขอบคุณประธานสภาฯ และสมาชิกที่ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 63 ซึ่งเราถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการขับเคลื่อนแนวทางแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และพื้นที่ เพื่อผลผลิตของการเจริญเติบโตประเทศ เพื่อความยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างศักยภาพของสังคม ลดความเหลื่อมล้ำในการใช้งบประมาณให้บรรลุเป้าหมายและประสิทธิผล ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน กระจายผลประโยชน์สู่ประชาชนโดยตรงอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม ตามคำแนะนำ รวมถึงข้อเสนอและข้อห่วงใยที่สมาชิกได้เสนอแนะตลอดการประชุม
ประเทศมั่นคงประชาชนมั่งคั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานของส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์จากการใช้เงินงบประมาณมากที่สุด นอกจากนั้นขอขอบคุณ กมธ.วิสามัญทุกคนที่ได้ให้ความสำคัญเสียสละ และร่วมมือกันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี รวมทั้งข้อสังเกตของคณะ กมธ.วิสามัญในการจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าของแผนงานมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะได้นำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมให้ความมั่นใจว่านโยบาย มาตรการ และงบประมาณที่อนุมัติที่นำไปใช้จ่ายครั้งนี้ จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนด โดยรัฐบาลจะกำกับดูแลเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวมีความโปร่งใส และบรรลุผลสำเร็จตามนโยบายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล เพื่อให้ประเทศมั่นคง &amp;nbsp;ประชาชนมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ตามความมุ่งหวังของรัฐบาลและท่านสมาชิกสภาแห่งนี้ต่อไป&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายชวนกล่าวว่า ขอถือโอกาสนี้เรียนสมาชิกทุกท่านว่า ในนามของตนและรองประธานทั้งสองท่าน ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ต้องขอขอบคุณพวกเราทุกคน ที่มีความรับผิดชอบ คำนึงถึงภารกิจที่ประชาชนให้เราเข้ามาทำหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อประชาชน ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความจริงใจ เพราะรู้ว่าเราเหนื่อยกันทุกคนในช่วง 4 วัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ก็ต้องเหนื่อยกว่าเรา วันหยุดก็ต้องมาทำงาน ขอให้พวกเราทุกคนใช้วันหยุดชดเชยสมกับที่ได้อดหลับอดนอนมาหลายวัน ตนขอขอบคุณจากใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายชวนได้ปิดการประชุมเวลา 17.42 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ รวมระยะเวลาที่สภาพิจารณาวาระสองและวาระสาม รวม 4 วัน 3 คืน หรือ 56 &amp;nbsp;ชั่วโมง สำหรับขั้นตอนต่อไป คือการส่งร่าง พ.ร.บ.งบฯ ?63 ที่สภาให้ความเห็นชอบส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ วุฒิสภามีเวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน นับจากวันที่รับร่างจากสภา โดยเบื้องต้นวิปวุฒิสภากำหนดนัดประชุมวันที่ 20 ม.ค.นี้
สบายใจอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางกลับว่า &amp;ldquo;ก็สบายใจอยู่แล้ว เพราะทุกคนช่วยกันอยู่แล้ว ไม่งั้นก็คือปัญหา งบประมาณออกไม่ได้ มันก็ทำงานลำบาก จะได้ดูแลประชาชนได้เต็มที่ ต่อไปนี้รัฐบาลจะดูแลอย่างเต็มที่นะจ๊ะ ขอบคุณ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า ฝ่ายค้านให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;ldquo;ทุกคนร่วมมือกันหมดนะจ๊ะ ก็ทุกคนรักชาติกันอยู่แล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลโหวตลงมติวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ที่มีมติเห็นด้วย 253 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 196 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียงนั้น ปรากฏว่ามี ส.ส.ฝ่ายค้านที่ไปร่วมคะแนนเห็นด้วยให้กับฝ่ายรัฐบาล 7 คน เป็นของพรรคเศรษฐกิจใหม่ 5 คน ได้แก่ นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายภาสกร เงินเจริญกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นางมารศรี ขจรเรืองโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายสุภดิช อากาศฤกษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย 1 คน ได้แก่ นางพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชาติ 1 คน คือ นายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ลงมติไม่ลงคะแนนเสียง ซึ่ง ส.ส.เหล่านี้เป็นบุคคลเดิมที่เคยสวนมติฝ่ายค้านลงมติร่วมเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบคำสั่งจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ยกเว้นนายนิยมเพียงคนเดียวที่เป็นงูเห่าหน้าใหม่ เพิ่งมาลงมติสวนมติฝ่ายค้านในครั้งนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอดีต ส.ส.อนาคตใหม่ 4 คนที่ถูกขับออกจากพรรค ได้แก่ นางศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่, นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี, &amp;nbsp;พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา และ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี ที่ย้ายไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาลเรียบร้อย ต่างลงมติไปในทางเดียวกันคือเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54332</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563, ชวน หลีกภัย, พ.ร.บ.งบประมาณ 63, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200111/image_big_5e19e36705cbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาธิปัตย์จัด 7 ขุนพล&#039;จุติ&#039;นำทีมนั่งกมธ.งบ63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.62- ที่พรรคประชาธิปัตย์มีการประชุมส.ส.พรรคเพื่อพิจารณาประเด็นเพื่ออภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 &amp;nbsp;และคัดเลือกตัวบุคคลเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี2563 ในสัดส่วนของพรรค &amp;nbsp;โดยมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวน้าพรรคในฐานะประธานสส.พรรคทำหน้าที่ประธานการประชุม &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังหารือ นานร่วม 4 ชั่วโมง นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมมีส.ส.มีการพิจารณาตัวบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่ง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณปี 63 ในสัดส่วนของพรรคฯ จำนวน 5 คน และสัดส่วนของรัฐมนตรีในนามพรรคฯ จำนวน 2 คน ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดตัวบุคคลแล้ว คือ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.บัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;พล.ต.อ.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา &amp;nbsp;นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช &amp;nbsp;นายภาณุ ศรีบุศยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;นายธารา ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับสัดส่วนของรัฐมนตรีอีก 1 คน ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยจะมีการหารืออีกครั้ง ในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ คาดว่าสัดส่วนของรัฐมนตรีจะนำมาให้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายราเมศ กล่าวต่อว่า สำหรับการอภิปรายพรรคประชาธิปัตย์ได้เวลารวม 2 ชั่วโมง จึงจัดให้มีผู้อภิปรายหลัก 5 คน นำโดย นายกรณ์ จาติกวณิช &amp;nbsp;นายกนก วงศ์ตระหง่าน &amp;nbsp;นายเกียรติ สิทธิอมร นายพิสิฐ ลี้อาธรรม์ &amp;nbsp;4 ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคยืนยันว่า การอภิปรายงบประมาณในครั้งนี้ จะดำเนินการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ พร้อมให้ข้อเสนอแนะและข้อมูล เพื่อให้การใช้งบประมาณ เกิดประโยชน์กับประชาชน และมีประสิทธิภาพมากที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48101</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชาธิปัตย์, พ.ร.บ.งบประมาณ 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da5aef0bdab4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
