<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ขนกำลัง 9 กองร้อยรับมือม็อบ เตือน&#039;กลุ่มคาร์ม็อบ&#039;อาจถูกริบรถยนต์เป็นของกลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค.64 - ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) กล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมที่นัดทำกิจกรรมขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วงเย็นวันที่ 2 ก.ค.และวันที่ 3 ก.ค. ว่า วันที่ 2 ก.ค.มีการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์เพื่อการชุมนุมและกลุ่มแนวร่วมราษฎรประกาศรวมตัวกันที่แยกอุรุพงษ์ จากนั้นมีการเคลื่อนตัวมาที่หน้าทำเนียบรับบาล เพื่อทำกิจกรรม &amp;quot;เปิดท้ายวันศุกร์รุกไล่เผด็จการ&amp;quot; กิจกรรมคล้ายการเปิดท้ายขายของ ส่วนวันที่ 3 ก.ค.มีการนัดหมายของกลุ่มประชาชนคนไทย นำโดยนายนิติธน ล้ำเหลือ นัดหมายเวลา 15.00 น.ที่แยกอุรุพงษ์ก่อนเดินมาหน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มไทยไม่ทนนำโดยนายจตุพร พรมพันธุ์ นัดหมายกันที่แยกผ่านฟ้าเวลา 16.00 น.ก่อนเคลื่อขบวนมาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล และกลุ่มคาร์ม็อบ นำโดยนายสมบัติ บุญนามอนงค์ นัดหมายรวมตวทำกิจกรรมเวลา 17.00 น.นัดรวมตัวไปตามถนนสายสำคัญต่างๆในพื้นที่กรุงเทพฯ เปิดไฟกระพริบบีบแตรขับไล่รัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การชุมนุมในวันที่ 2 ก.ค.ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์เพื่อการชุมนุมและกลุ่มแนวร่วมราษฏร เป็นลักษณะการเปิดท้ายคล้ายขายของตลาดนัดโดยอ้างว่าเพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนทพมาหากินในช่วงโควิด กรณีดังกล่าวเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากขณะนี้มีการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพ เมื่อวานนนี้ 1 ก.ค.เฉพาะในพื้นที่ กทม.มีผู้ติดเชื้อ 1,960 คน เสียชีวิต 32 คน การรวมตัวหรือการมั่วสุมไม่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การจัดกิจกรรมที่เข้าร่วมเกิน 20 คน จึงเป็ความผิดตามกฎหมายทั้งแกนนำผู้เชิญชวน ผู้ชักชวนและผู้เข้าร่วมชุมนุมถือว่าเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้การรวมตัวขายสินค้าโดยปิดถนนสายสำคัญ ในพื้นที่ดังกลาวมีโรงเรียน โรงพยาบาล ชุมนุม และสถานที่ราชการ เป็นการซ้ำเติมให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น กองบัญชาการตำรวจนรบาล จะได้จัดเจ้าหน้าที่บันทึกภาพบันทึกเสียง ตลอดจนพฤติกรรมของผู้มาร่วมเปิดท้ายขายของ อาจจะต้องถูกดำเนินคดีด้วยส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวันที่ 3 ก.ค.กลุ่มของนายสมบัติ ที่นัดทำกิจกรรมคาร์ม็อบ การดำเนินการเช่นนั้นทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก การจราจรติดขัดก่อให้เกิดเสียงดังอื้ออึงจากการบีบแตร สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และผู้สัญจรไปมา อีกทั้งการขับรถเป็นขบวนรวมตัวกันเป็นจำนในมากบนถนนหลวงอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชานผู้ใช้ถนนร่วมกัน การกระทำเช่นนั้นอาจเป็นการกระทำความผิดขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 อนุ8 ถ้ากระทำผิดเช่นนั้น รถยนต์ที่ใช้ในการชุมนุมหรือกระทำผิดถือว่าเป็นรถที่ใช้ในการกระทำผิดพนักงานสอบสวนอาจจะดำเนินการยึดรถเป็นของกลางเสนอศาลริบรถของกลางตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กองบัญชาการการตำรวจนครบาลเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ช่วงนี้การแพร่ระบาดยังอยู่ในระดับรุนแรง อยากให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจมีจิตสำนึกในการแก้ปัญหาโควิด-19 ไปพร้อมกัน ขอให้งดเว้นการมาร่วมชุมนุมดังกล่าว&amp;nbsp; ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ในการักษาความปลอดภัยในวันนี้ มีการเตรียมกำลังไว้&amp;nbsp; 6 กองร้อย ส่วนวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค.)ใช้ตำรวจ 9 กองร้อย พยายามป้องกันเหตุร้าย ป้องกันบุคคลที่สาม ส่วนเหตุความรุนแรงต้องถามผู้ชุมนุมเพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาตลอดตั้งแต่มีการชมนุมมาจนถึงวันนี้เป็นการกระทำของผู้ชุมนุมเป็นหลัก เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่การรักษาความสงบ ป้องกันเหตุร้ายก่อให้เกิดความเสียหายในภาพรวม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่มีการชุมนุมมา เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีไปแล้วทั้งสิ้น 223 คดี สอบสวนเสร็จสิ้นส่งพนักงานอัยการแล้ว163 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวนอีก 60 คดี ส่วนใหญ่จะเป็นความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกันก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ และความผิดอื่นๆ การชุมนุมวันที่ 24 และ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา การเคลื่อนตัวจากอนุสาวรีประชาธิปไตย ในส่วนนนั้นพนักงานสอบสวน สน.สำราษราษฎร์ ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 19 คน ใความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ร.บ.ความสะอาด และ พ.ร.บ.เครื่องกระจายเสียง ในวันพรุ้งนี้ (3 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 19 คน มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนการชุมนุมที่สกายวอร์ค แยกปทุมวัน สน.ปทุมวันได้บันทึกภาพและเสียงร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 11 คน ที่สามารถพิสูจน์ตัวได้ในความผิดเดียวกัว ส่วนการชุมนุมของกลุ่มนายจตุพรของพื้นที่ สน.นางเลิ้ง ดำเนินคดี 12 คน อย่างไรก็ตามถ้าพนักงานสอบสวนพิสูจน์ทราบได้ว่าใครกระทำผิดจะต้องถูกดำเนิคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, คาร์ม็อบ, จตุพร พรพมพันธุ์, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย, ม็อบไล่ประยุทธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60dec49758bd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ปลาวาฬ’อาการพ้นโคม่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ปลาวาฬ&amp;quot; พ้นโคม่า หมอเตรียมถอดเครื่องช่วยหายใจ แต่ยังให้อาหารทางสายยาง ตำรวจระบุควบเก๋งชนเสาไฟจากถนนโค้ง-ทางมืด เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับชง กมธ.แก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก เพิ่มโทษเมาแล้วขับทำผิดซ้ำติดคุก ไม่รอลงอาญา ส่วนขายเหล้าให้คนเมารับผิดชอบด้วย วอนวัดแอลกอฮอล์อุบัติเหตุทุกราย ปิดช่องอ้างเจ็บหนักเหมือนกรณีไฮโซชื่อดัง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 16 มี.ค.64 ความคืบหน้าการรักษาอาการของนายวรสิทธิ์ อิสสระ หรือปลาวาฬ นักธุรกิจ เจ้าของโรงแรมศรีพันวาภูเก็ต ที่ประสบอุบัติเหตุรถเสียหลักชนกระแทกกับเสาไฟฟ้าข้างทางบริเวณใกล้กับโรงเรียนบ้านอ่าวน้ำบ่อ ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต เหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 มีนาคม 2564 โดย ตำรวจ สภ.วิชิต มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต และหน่วยงานกู้ชีพกู้ภัยที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือนายวรสิทธิ์ที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า ทีมแพทย์โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตได้รายงานผลการรักษาอาการของนายวรสิทธิ์ อิสสระ หรือปลาวาฬ พบว่า อาการดีขึ้นเยอะ ตอบสนองดี สื่อสารได้ดีกว่าที่คาดไว้มาก ขณะนี้ถือว่าพ้นโคม่าแล้ว แพทย์ได้ทดลองให้หายใจด้วยตัวเอง แต่ยังใช้ท่อช่วยหายใจ และให้อาหารทางสายยาง ส่วนสมองที่ช้ำบวมจากการถูกกระแทกที่ศีรษะ ทางแพทย์ให้ยารักษาทำให้สมองดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการติดเชื้อ คาดว่าถ้าอาการดีขึ้นกว่านี้สามารถถอดท่อช่วยหายใจได้ หากไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ จะย้ายไปอยู่ห้องพิเศษ ทำการรักษาจนกว่าจะหายเป็นปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.ประเทือง ผลมานะ ผกก.สภ.วิชิต จ.ภูเก็ต กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบร่องรอยการเกิดอุบัติเหตุในที่เกิดเหตุ โดยกันชนหน้าและประตูด้านคนขับอัดเข้ากับต้นเสาไฟฟ้าโดยไม่มีคู่กรณี ส่วนการตรวจสภาพรถยนต์เก๋งของนายวรสิทธิ์ที่ประสบอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดภูเก็ตได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่า สภาพประตูฝั่งคนขับพังยุบเข้าไปเสียหายมาก กระจกด้านหน้ารถมีรอยร้าว ฝากระโปรงยุบงอ สภาพยางล้อเป็นสภาพใหม่ รวบรวมข้อมูลใช้ในการสอบสวนว่าเกิดจากความบกพร่องของรถยนต์หรือเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ เบื้องต้นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุคาดว่าจากถนนเป็นทางโค้งลาดลง แสงสว่างไม่เพียงพอ อาจต้องมีการทำแนวกันถนน ติดแสงไฟเพิ่มโรลบาร์เพื่อความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นางสาวเครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และนายเจษฎา แย้มสบาย ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กทม. พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงและภาคีกว่า 30 คน ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ พ.ศ.....) เพื่อเรียกร้องให้เพิ่มโทษกรณีเมาแล้วขับทำความผิดซ้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวเครือมาศกล่าวว่า จากการที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติแต่งตั้ง กมธ.พิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่...) พ.ศ........ เครือข่ายนำเสนอข้อมูลและข้อเรียกร้องประกอบการพิจารณา กรณีอุบัติเหตุจากคนดื่มแล้วขับที่กระทำความผิดซ้ำ และคนขายที่ขาดความรับผิดชอบ ขายให้คนเมาครองสติไม่ได้แล้ว ดื่มแล้วขับ ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า เฉพาะจำนวนผู้ดื่มแล้วขับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 เกิดขึ้น 11,997 คดี ในจำนวนนี้ทำผิดซ้ำ 277 ราย ขณะที่ปีใหม่ 2564 จำนวนคดี 4,435 คดี แม้จะลดลงจากโควิด-19 แต่ผู้กระทำซ้ำกลับจำนวนใกล้เคียงกับปีที่แล้ว&amp;nbsp; 203 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดื่มแล้วขับ จับมาคุมประพฤติ และโทษจำคุกให้รอลงอาญานั้น ไม่สามารถทำให้นักดื่มเกิดความเกรงกลัวกฎหมาย และยังมีพฤติกรรมเดิมๆ ชี้ชัดจากตัวเลขคนดื่มแล้วขับทำความผิดซ้ำลดลงน้อยมาก สอดคล้องกับข้อมูลสวนดุสิตโพลต่อมาตรการเพิ่มโทษและห้ามการรอลงอาญาในความผิด &amp;ldquo;ดื่มแล้วขับ&amp;rdquo; ในกลุ่มตัวอย่าง 2,152 ราย เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า กว่าครึ่ง ร้อยละ 56 เคยพบเห็นหรือตกอยู่ในเหตุการณ์เมาแล้วขับ โดยร้อยละ 93 เห็นด้วยว่าควรเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่ทำผิดซ้ำในข้อหาขับรถขณะเมาสุรา และร้อยละ 87 เห็นด้วยถ้าทำผิดซ้ำข้อหาขับรถขณะเมาครั้งที่สองควรถูกตัดสินโทษจำคุกอย่างเดียวโดยไม่รอลงอาญา เช่นเดียวกับสหรัฐ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส&amp;rdquo; นางสาวเครือมาศกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเจษฎา แย้มสบาย ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กทม. กล่าวว่า ในการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก มีประสิทธิภาพ เครือข่ายมีข้อเสนอต่อ กมธ. ดังนี้ 1.ระบุในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ลงโทษผู้ที่ทำความผิดซ้ำเมื่อเกิดอุบัติเหตุดื่มแล้วขับต้องจำคุกทุกกรณีโดยไม่รอลงอาญา 2.กำหนดความผิดร่วมของผู้ที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้คนเมาครองสติไม่ได้แล้วไปเกิดอุบัติเหตุ ให้ร่วมรับผิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย มิใช่แค่ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29 เท่านั้น และ 3.ช่วงสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ สถานการณ์การดื่มสุราจะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ขอเรียกร้องผ่านยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งมีมาตรการเชิงรุก ลดอุบัติเหตุให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเสนอให้ระบุเรื่องการวัดแอลกอฮอล์ในอุบัติเหตุทุกรายด้วย หวั่นซ้ำรอยกรณีไฮโซปลาวาฬที่ไม่มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ โดยข้ออ้างผู้ก่อเหตุเจ็บหนัก ทั้งที่ในความเป็นจริงการตรวจวัดแอลกอฮอล์ทำได้หลายวิธี&amp;quot; นายเจษฎากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้เชิญแจกันและช่อดอกไม้พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มามอบให้พร้อมแจ้งข่าวรับนายวรสิทธิ์ อิสสระ หรือปลาวาฬ นักธุรกิจเจ้าของโรงแรมศรีพันวาภูเก็ต เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยมีครอบครัวของนายวรสิทธิ์เป็นผู้รับมอบ และรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ให้กำลังใจแก่นายวรสิทธิ์ และรายงานไปยังสำนักพระราชวังแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96272</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนเสาไฟจากถนนโค้ง, พ.ร.บ.จราจรทางบก, วรสิทธิ์ อิสสระ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาการพ้นโคม่า, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_6050b50d37e44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2019 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2019 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ย้ำการถ่ายภาพใบขับขี่ ไม่สามารถใช้แทนใบขับขี่จริงได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.62- พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รอง ผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการแก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 12 พ.ศ.2562 ในประเด็นการแสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือวันที่ 19 กันยายน 2562 ซึ่งจะมีผลเรื่อง ยกเลิกการเรียกเก็บใบขับขี่จากตำรวจ แต่ผู้ขับขี่ยังจำเป็นต้องแสดงใบขับขี่ 3 รูปแบบ เพื่อแสดงข้อมูลในการออกใบสั่ง ได้แก่ ใบขับขี่ปกติ การแสดงข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ ของกรมการขนส่งทางบก และสำเนาภาพถ่ายที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งในส่วนของสำเนาภาพถ่าย ตำรวจจะมีการกำหนดรูปแบบร่วมกับกรมการขนส่งทางบกอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบขับขี่ที่ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพ ไม่สามารถใช้ได้แน่นอน เพราะกฎหมายฉบับเก่ายังมีผลบังคับใช้ ดังนั้นผู้ขับขี่ยังต้องพกพาใบขับขี่ฉบับจริง และตำรวจยังมีอำนาจเรียกเก็บใบขับขี่อยู่ หากพบมีการกระทำความผิดกฎหมายจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.เอกรักษ์ กล่าวต่อว่า เชื่อด้วยว่า หลังการบังคับใช้กฎหมายจราจรฉบับใหม่ &amp;nbsp;ประชาชนจะมีภาระน้อยลง แต่ขณะเดียวกัน ต้องขอความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันผ่านแอพพลิเคชั่นของกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37007</URL_LINK>
                <HASHTAG>จราจร, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ, รองผบช.ศ., ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190528/image_big_5cecbd14e025b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คดีเมาขับ&#039; พุ่งเกือบ 2 หมื่นรายช่วงปีใหม่ &#039;โคราช-ชลบุรี-กทม.&#039; สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค.62 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้เปิดเผยถึงสถิติดำเนินคดี ตามความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ช่วง 7 วันอันตราย ในวันหยุดท้ายปี 2561 จนถึงเทศกาลปีใหม่ 2562 ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2561 - 2 ม.ค. 2562 ว่า ปริมาณคดีความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร 232 ศาล ช่วง 7 วันที่ผ่านมา ที่รวบรวมข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรมนั้น มีข้อหาที่เข้าสู่การพิจารณาทั้งหมด รวม 21,238 ข้อหา ซึ่งศาลพิจารณาพิพากษาเสร็จ 19,888 ข้อหา คิดเป็น 93.64 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อหาที่มีการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.ขับรถขณะเมาสุรา 19,603 ข้อหา 2.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต 933 ข้อหา และ 3.ขับรถขณะเสพยาเสพติด 598 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ จังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.นครราชสีมา 1,197 ข้อหา 2.ชลบุรี 1,050 ข้อหา 3.กรุงเทพมหานคร 1,046 ข้อหา 4.เชียงใหม่ 927 ข้อหา 5.ร้อยเอ็ด 850 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โดยปริมาณคดีข้อหาตามความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล เฉพาะประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2561 ถือว่าสูงที่สุดในช่วง 7 วันอันตราย มีถึง 7,390 ข้อหา โดยข้อหาที่มีการกระทำผิดสูงสุด คือ ขับรถขณะเมาสุรา 7,048 ข้อหา ก็น่าสังเกตว่าในวันดังกล่าวที่มีปริมาณคดีสูง อาจสืบเนื่องจากวันดังกล่าวเป็นการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีด้วย ขณะที่ช่วงวันก่อนหน้าเป็นช่วงของการเดินทางเพื่อเข้าสู่การเฉลิมฉลองเทศกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสุริยัณห์ ได้เปรียบเทียบตัวเลขคดีความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ช่วง 7 &amp;nbsp;วันอันตรายที่เข้าสู่ศาล ในปี 2561 กับปีใหม่ 2562 นี้ ด้วยว่า ในปี 2561 มีคดีเข้าสู่ศาลรวมทั้งสิ้น 15,587 ข้อหา ขณะที่ 2562 &amp;nbsp;มีคดีรวม 21,238 ข้อหา ซึ่งปีนี้มีการดำเนินคดีสูงขึ้นถึง 5,651 ข้อหา ก็เป็นที่สังเกตได้ว่าปริมาณการดำเนินคดีที่สูงขึ้น หากมองในแง่การบังคับใช้กฎหมายนั้นเข้มข้นขึ้นจากแนวนโยบายมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจตราดูแลความปลอดภัยบนท้องถนนจนนำมาสู่การดำเนินคดีที่ศาล ซึ่งการลงโทษนั้นศาลก็จะพิจารณาตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแต่ละสำนวนตามกรอบของกฏหมาย แต่ขณะที่ปริมาณการดำเนินคดีสูงขึ้นโดยเฉพาะยังเป็นความผิดเมาแล้วขับที่เป็นข้อหาถูกดำเนินคดีสูงสุดนั้น ยังสะท้อนถึงการละเลย เพิกเฉยของผู้ขับขี่ที่ทำผิดกฎหมายและความปลอดภัยทั้งต่อตนเอง ที่สำคัญความปลอดภัยของผู้อื่นที่ร่วมใช้เส้นทางสัญจรด้วย ดังนั้นจึงควรตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ส่วนของการดำเนินคดีในชั้นศาล นายสุริยัณห์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการพิจารณาพิพากษาของศาลนั้นตัวเลขตามสถิติที่ผลการตัดสินไม่ครบ 100% นั้นเนื่องจากแม้ว่าคดีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หากจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ โดยศาลสามารถตัดสินได้เลย แต่ในบางกรณีศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจถึงประวัติและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเสียก่อน เพื่อนำมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันหลัง ในสถิติจึงเป็นคดีที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ขณะที่การพิจารณาคดีเกี่ยวกับความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ช่วงเทศกาลศาลก็ทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่ ในบางพื้นที่ที่มีคดีค่อนข้างมากบางศาลใช้เวลาจนถึง 19.00 - 20.00 น. ซึ่งล่วงเลยเวลาราชการศาล เพื่อดำเนินคดีจนเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25648</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตรายปีใหม่ 2562, นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, พ.ร.บ.จราจรทางบก, สถิติคดีจราจรช่วงปีใหม่, สถิติคดีเมาแล้วขับ, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2d7ac368607.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2019 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2019 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>7วันอันตรายเป็นคดีขึ้นศาลรวม15,772 ข้อหา  เมาขับแชมป์ตามเคย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ม.ค.62- &amp;nbsp; นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยการรวบรวมข้อมูลดำเนินคดี พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ช่วง 7 วันอันตราย ในวันหยุดท้ายปี 2561 จนถึงเทศกาลปีใหม่ 2562 ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2561 - 2 ม.ค. 2562 ว่า ปริมาณคดีความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร 232 ศาล ช่วง 5 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 &amp;ndash; 31 ธ.ค. 2561 ที่รวบรวมข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรมนั้น มีข้อหาที่เข้าสู่การพิจารณาทั้งหมดช่วง 5 วันที่ผ่านมา รวม 15,772 ข้อหา ซึ่งศาลพิจารณาพิพากษาเสร็จ 14,785 ข้อหา คิดเป็น 93.74%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อหาที่มีการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.ขับรถขณะเมาสุรา 14,436 ข้อหา ,2.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต 750 ข้อหา , 3.ขับรถขณะเสพยาเสพติด 496 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ จังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ชลบุรี 817 ข้อหา , 2.กรุงเทพฯ 812 ข้อหา , 3.เชียงใหม่ 750 ข้อหา , 4.นครราชสีมา 740 ข้อหา , 5.สกลนคร 642 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปริมาณคดีเฉพาะประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2561 ข้อหาตามความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล มีถึง 7,390 ข้อหา โดยข้อหาที่มีการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ ขับรถขณะเมาสุรา 7,048 ข้อหา , ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต 318 ข้อหา และขับรถขณะเสพยาเสพติด 17 ข้อหา โดยทั้งหมดนั้นศาลพิจารณาพิพากษาเสร็จได้ถึง 7,083 ข้อหา คิดเป็น 95.85% โดยจังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับวันหยุดท้ายปีนั้น ได้แก่ 1.นครราชสีมา 437 ข้อหา , 2.ชลบุรี 353 ข้อหา , 3.สกลนคร 348 ข้อหา , 4.ร้อยเอ็ด 325 ข้อหา ,5.เชียงใหม่ 309 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวอธิบายด้วยว่า การพิจารณาพิพากษาของศาลตามสถิติที่ไม่ครบ 100% นั้นเนื่องจาก แม้ว่าคดีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หากจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพโดยศาลสามารถตัดสินได้เลย แต่ในบางกรณีศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจถึงประวัติและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเสียก่อน เพื่อนำมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันหลัง ในสถิติจึงเป็นคดีที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ขณะที่การพิจารณาคดีเกี่ยวกับความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ช่วงเทศกาลศาลก็ทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่ ในบางพื้นที่ที่มีคดีค่อนข้างมากบางศาลใช้เวลาจนถึง 19.00 - 20.00 น. ซึ่งล่วงเลยเวลาราชการศาล เพื่อดำเนินคดีจนเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25563</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตราย, ขึ้นศาล, ปีใหม่, พ.ร.บ.จราจรทางบก, สุริยันห์ หงษ์วิลัย, เมาขับ, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b57192c61b46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วมแน่!ชงแก้พรบ.จราจรไม่มีใบขับขี่ปรับสูงสุด5หมื่น อ้างช่วยลดอุบัติเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค.61- พ.ต.อ.กฤษณะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัฒนเจริญ&amp;nbsp; รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp; เปิดเผยถึงกรณี กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการเสนอปรับแก้กฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522&amp;nbsp; เข้าด้วยกันให้เป็นกฎหมายฉบับเดียว อีกทั้งมีการเพิ่มอัตราโทษค่าปรับให้สูงขึ้น&amp;nbsp; เกี่ยวกับการขับขี่รถที่ไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่และใบอนุญาตขับขี่หมดอายุ ว่า กรมการขนส่งทางบกได้เสนอปรับแก้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นกฎหมายเดียว ง่ายต่อการกำกับดูแล รวมทั้งเร่งปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมาย ให้ทันสมัยและสอดคล้องพฤติกรรมขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้นในยุคปัจจุบัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ตามกฎหมายใหม่ ที่กรมฯนำเสนอได้มีการแก้ไขปรับเพิ่มโทษสำคัญๆ ใน 3 มาตรา ประกอบด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มาตรา 64 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท แต่กฎหมายใหม่เสนอให้ปรับเพิ่มโทษเป็น จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตร 65 ขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตหรือถูกยึดใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมลงโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่กฎหมายใหม่เสนอให้เพิ่มโทษจำคุกเข้ามาด้วย คือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ส่วนโทษ ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.มาตรา 66 ขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ตามกฎหมายใหม่ เสนอให้ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับแก้ไขได้ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ร่างอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)&amp;nbsp; หากผ่าน สนช. แล้ว ตามขั้นตอนต่อไปจะต้องนำประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาก่อน จะมีผลบังคับใช้เป็นทางการหลังที่ลงประกาศในราชกิจจาฯครบ 1 ปีไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่สื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับกฎหมายนี้ รองโฆษตร. กล่าวยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ก็มีความพร้อมในการปฏิบัติ จะบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และเที่ยงธรรม&amp;nbsp; เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน โดยเบื้องต้นจะเน้นการประชาสัมพันธ์ก่อน และเพิ่มความระดับเข้มในมาตรการบังคับใช้กฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในส่วนของการเพิ่มโทษ ตามกฎหมายใหม่นี้คาดว่าสามารถเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนและลดอุบัติเหตุในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ เพราะเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้มาตรการทางปกครองที่บัญญัติในไว้ในกฎหมาย ตามมาตรา 161 พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 เกี่ยวกับการยึด และ การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ เมื่อผู้ขับขี่กระทำผิดและถูกบันทึกคะแนนความประพฤติตามกำหนด&amp;nbsp; และสามารถนำมาตรการการยึดใบขับขี่และตัดคะแนนความประพฤติการขับรถมาใช้บังคับอย่างเป็นผล&amp;nbsp; ผู้ขับขี่ที่ถูกสั่งยึด(เพราะทำผิดกฎจราจรอย่างร้ายแรง)&amp;nbsp; หรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถ (เพราะถูกตัดคะแนนครบตามกำหนด) จะไม่กล้าฝ่าฝืนขับรถในขณะที่ถูกสั่งยึดหรือพักใช้อีก เพราะหากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีและถูกฟ้องต่อศาลทันที&amp;quot;รองโฆษตร. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกตร. ฝากประชาสัมพันธ์มายังประชาชน ว่า กฎหมายจราจรนั้นเป็นกฎหมายที่ใกล้ตัว เป็นกฎหมายที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถ ผู้โดยสาร และผู้ที่สัญจรไปมา ให้ประชาชนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านและผู้อื่น โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างความปลอดภัย และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15878</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.รถยนต์, ลดอุบัติเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c0ee8c73f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
