<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36974</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้พรบ.ไซเบอร์ ค้นยึดคอมพ์ได้ ฝ่าฝืนจำคุก-ปรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ไซเบอร์มีผลบังคับใช้แล้ว เปิดช่องเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสถานประกอบการ ยึดอายัดคอมพิวเตอร์ได้เท่าที่จำเป็น ห้าม จนท.เปิดเผยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ฝ่าฝืนจำคุก 3 ปี &amp;nbsp;ปรับไม่เกิน 6 หมื่น ขณะที่ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง &amp;quot;กกม.&amp;quot; โดยไม่มีเหตุอันสมควรจำคุกไม่เกิน 3 &amp;nbsp;ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีทั้งหมด 83 มาตรา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเนื้อหาที่สำคัญ มีอาทิ มาตรา 5 ให้มี &amp;quot;คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ&amp;quot; เรียกโดยย่อว่า &amp;quot;กมช.&amp;quot; และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า &amp;quot;National Cyber Security &amp;nbsp;Committee&amp;quot; เรียกโดยย่อว่า &amp;quot;NCSC&amp;quot; ประกอบด้วย (1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ (2) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ รมว.กลาโหม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ด้านกฎหมาย ด้านการเงิน หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 9 คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ เสนอนโยบายและแผนว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ส่งเสริมและสนับสนุน การดำเนินการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบ กำหนดนโยบายการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 12 ให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เรียกโดยย่อว่า &amp;quot;กกม.&amp;quot; &amp;nbsp;ประกอบด้วย (1) รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานฯ (2) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ &amp;nbsp;ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ &amp;nbsp;และเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินสี่คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 13 กกม. มีหน้าที่และอำนาจ ติดตามการดำเนินการตามนโยบายและแผนตามมาตรา 9 &amp;nbsp;ดูแลและดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง กำกับดูแลการดำเนินงานของศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และการเผชิญเหตุและนิติวิทยาศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ กำหนดประมวลแนวทางปฏิบัติและกรอบมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อันเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำในการดำเนินการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ &amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 61 เมื่อปรากฏแก่ กกม.ว่าเกิดหรือคาดว่าจะเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรงให้ กกม.ออกคำสั่งให้สำนักงานดำเนินการรวบรวมข้อมูล หรือพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์ สถานการณ์ และประเมินผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ และเข้าร่วมในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการหาแนวทางตอบโต้หรือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 62 เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ และประเมินผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้เลขาธิการสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ดังนี้ (1) มีหนังสือขอความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อมาให้ข้อมูลภายในระยะเวลาที่เหมาะสม และตามสถานที่ที่กำหนด หรือให้ข้อมูลเป็นหนังสือเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ (2) มีหนังสือขอข้อมูล เอกสาร หรือสำเนาข้อมูลหรือเอกสารซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นอันเป็นประโยชน์แก่การดำเนินการ (3) สอบถามบุคคลผู้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและสถานการณ์ที่มีความเกี่ยวพัน (4) เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์หรือสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องหรือคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามของบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับความยินยอมจากผู้ครอบครองสถานที่นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 65 ในการรับมือและบรรเทาความเสียหายจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง กกม. มีอำนาจออกคำสั่ง ดังนี้ 1) เฝ้าระวังคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง (2) ตรวจสอบคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อบกพร่องที่กระทบต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (3) ดำเนินมาตรการแก้ไขภัยคุกคามทางไซเบอร์เพื่อจัดการข้อบกพร่องหรือกำจัดชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ หรือระงับบรรเทาภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ดำเนินการอยู่ (4) รักษาสถานะของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการใดๆ เพื่อดำเนินการทางนิติวิทยาศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ (5) เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 66 ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง กกม.มีอำนาจปฏิบัติการหรือสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ดังนี้ (1) เข้าตรวจสอบสถานที่ โดยมีหนังสือแจ้งถึงเหตุอันสมควรไปยังเจ้าของหรือผู้ครอบครอง สถานที่เพื่อเข้าตรวจสอบสถานที่นั้น (2) &amp;nbsp;เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ทำสำเนา หรือสกัดคัดกรองข้อมูลสารสนเทศหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (3) ทดสอบการทำงานของคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้อง หรือได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (4) ยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ใดๆ เฉพาะเท่าที่จำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 70 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูล คอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่ได้มาตาม พ.ร.บ.นี้ให้แก่บุคคลใด ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 71 พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ข้อมูลของผู้ใช้บริการหรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 72 ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ข้อมูลของผู้ใช้บริการ
หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตาม พ.ร.บ.นี้ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใดโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจาทั้งปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 73 หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศใดไม่รายงานเหตุภัยคุกคาม
ทางไซเบอร์ ตามมาตรา 57 โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 74 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ส่งข้อมูลให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 62 (1) หรือ (2) โดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 75 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ กกม.ตามมาตรา 65 (1) และ (2) โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทนับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาที่ กกม.ออกคำสั่งให้ปฏิบัติจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ กกม. ตามมาตรา 65 (3) และ (4) หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามมาตรา 65 (5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 76 ผู้ใดขัดขวาง หรือไม่ปฏิบัติตามคาสั่งของ กกม. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติการตามคำสั่งของ กกม. ตามมาตรา 66 (1) หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามมาตรา 66 (2)(3) หรือ (4) &amp;nbsp;โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36974</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ไซเบอร์, ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562, หนังสือพิมพ์, เปิดช่องเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสถานประกอบการ ยึดอายัดคอมพิวเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190527/image_big_5cebf49d69414.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 10:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายแดงชี้กม.ข่าวกรองอันตราย! จ่อร้องผู้ตรวจส่งศาลรธน.วินิจฉัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย. 62 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแสดงความเห็นต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ข่าวกรองแห่งชาติฉบับใหม่ (พ.ศ.2562) ถึง 5 ข้อกังวลต่อกฎหมายข่าวกรองแห่งชาติใหม่ ว่า &amp;quot;1.เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและอาจนำข้อมูลใช้ในทางมิชอบ 2.นิยามที่ไร้ขอบเขตทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน 3.เหตุเพื่อจำเป็นอนุญาตให้สอดแนมโดยไม่มีเส้นแบ่งและไร้การตรวจสอบจากศาล 4.ความไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ ถึงความเป็นกลาง ไม่มีอคติไม่มีส่วนได้เสียในการใช้ประโยชน์จากข่าวกรอง 5.รัฐกำลังสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนในการดำรงชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปมีการเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า &amp;ldquo;การข่าวกรอง&amp;rdquo; โดยเพิ่มจากกฎหมายเก่า ให้รวมถึงวิธีการหาข่าวจากวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยที่อ้างเหตุเพียงอาจกระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามเท่านั้น จะเห็นว่าคำว่า &amp;ldquo;ภัยคุกคาม&amp;rdquo; ไม่มีความชัดเจนที่แน่นอนและเปิดช่องให้ตีความอย่างกว้างขวาง กฎหมายนี้ถือใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจบริหารโดยลำพัง โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากอำนาจตุลาการ หรือศาล ขัดต่อหลักการสากลและหลักการสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายนี้คือใบอนุญาตให้ใช้วิธีการใดๆ เพื่อล่วงรู้ สอดแนมข้อมูลบุคคลอื่นๆ โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรือการกระทำใด หากทำตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริต ซึ่งความเป็นจริงก็มุ่งจะคุ้มครองเจ้าหน้าที่ไว้แล้วโดยกฎหมาย &amp;nbsp;นอกจากนี้ทั้งยังเป็นเครื่องรับรองถึงความชอบการได้มาของข้อมูลและเอกสารข่าวโดยไม่ต้องพิสูจน์และยากต่อการหักล้างในการพิจารณาพยานหลักฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกกฎหมายนี้บังคับใช้ จึงอาจทำให้ประชาชนสุ่มเสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างร้ายแรงและเป็นภัยเงียบ เนื่องจากจะแสดงผลก็ต่อเมื่อถูกดำเนินคดีหรือถูกแบล็คเมล์ เกิดเป็นสภาวะ &amp;ldquo;การสูญเสียการควบคุมความเป็นส่วนตัว&amp;rdquo; ที่มนุษย์ต้องการควบคุมในฐานะปัจเจกบุคคลในสังคมอย่างปราศจากการรบกวน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการต้องปิดบังใดๆ เพราะถือเป็นคนละเรื่องกันกับภัยความมั่นคง ดังนั้น จึงมองว่ากฎหมายนี้อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าเป็นบทบัญญัติกฎหมายที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า กฎหมายข่าวกรองแห่งชาตินี้เปรียบเทียบแล้วยังดูน่ากลัวกว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ที่มีคนออกมาคัดค้านกันจำนวนมากเสียอีก เพราะ พ.ร.บ.ไซเบอร์จะดูด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ หากไม่ใช่เหตุร้ายแรงฉุกเฉินมากยังจำเป็นต้องขอศาล แต่ พ.ร.บ.ข่าวกรองฉบับใหม่นี้ กฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารในการเข้าถึงข้อมูลทุกรูปแบบทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน โดยที่ไม่ต้องขอศาลและรับผิดทางกฎหมาย โดยเร็วๆ นี้ ตนเตรียมดูรายละเอียด เพื่อเตรียมไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34344</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายแดง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, พ.ร.บ.ข่าวกรอง, พ.ร.บ.ไซเบอร์, วิญญัติ ชาติมนตรี, ศาลรธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a685e211ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจงพรบ.ไซเบอร์ ป้องภัยคุกคาม! &#039;ธนาธร&#039;จ้องแก้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลแจงยิบข้อกังวล &amp;quot;พ.ร.บ.ไซเบอร์&amp;quot; ยันไม่คุกคามสิทธิ์ประชาชน ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดภัยคุกคามต่อระบบคอมพิวเตอร์ ระบุ จนท.ใช้อำนาจยึด-ค้น-เจาะ-ทำสําเนาต้องขออนุญาตศาล ยกเว้นระดับวิกฤติที่กระทบความมั่นคงแต่ต้องแจ้งศาลโดยเร็ว ส่วนโทษจําคุกเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยข้อมูล &amp;nbsp;&amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ชี้อ้างความมั่นคงเพื่อปิดปากละเมิดสิทธิ์ ปชช. ลั่นหากมีอำนาจจะแก้ไขทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ในเว็บไซต์รัฐบาลไทย http://www.thaigov.go.th ได้ชี้แจงกรณีข้อกังวลของประชาชนต่อเนื้อหาของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2561 หรือ พ.ร.บ.ไซเบอร์ ซึ่งเพิ่งผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ความจริงกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่จะช่วยสร้างความมั่นคงปลอดภัยในระบบหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของประเทศ โดยป้องกันไม่ให้เกิดภัยคุกคามซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ และไม่เกี่ยวกับการเฝ้าดูข้อมูลของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกัน ควบคุมการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นจากการใช้คอมพิวเตอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์รัฐบาลไทยอธิบายถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ไว้ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์จะควบคุมภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับไม่ร้ายแรง ระดับร้ายแรง และระดับวิกฤติ โดย 1.ระดับไม่ร้ายแรง คือ ภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ หรือการให้บริการของรัฐด้อยประสิทธิภาพลง 2.ระดับร้ายแรง คือ ภัยคุกคามไซเบอร์ที่มีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีผลทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านความมั่นคงของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ การสาธารณสุข ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่สามารถทำงานหรือให้บริการได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ระดับวิกฤติ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 3.1) ภัยคุกคามจากการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงเป็นวงกว้างทำให้การทำงานของหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;การให้บริการของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศแก่ประชาชนล้มเหลวทั้งระบบ จนรัฐควบคุมไม่ได้ และเสี่ยงจะทำให้บุคคลจำนวนมากเสียชีวิตหรือระบบคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์จำนวนมากถูกทำลายเป็นวงกว้างในระดับประเทศ 3.2) ภัยคุกคามทางไซเบอร์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบหรือการสงคราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสิ่งที่ประชาชนกังวล คือ 1.นิยามภัยคุกคามไซเบอร์ตีความได้กว้าง อาจคุกคามต่อสิทธิของประชาชน คำชี้แจงระบุว่าภัยคุกคามไซเบอร์แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับไม่ร้ายแรง ร้ายแรง และวิกฤติ ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นไปเพื่อกำกับดูแลให้หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ มีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น มัลแวร์ ไวรัส จึงไม่ไปคุกคามหรือกระทบสิทธิของบุคคล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เจ้าหน้าที่รัฐสามารถขอข้อมูลจากใครก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการทํางาน คำชี้แจงระบุว่าไม่จริง เจ้าหน้าที่จะเฝ้าดูการทำงานของระบบไม่ให้ผิดปกติเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กฎหมายให้อํานาจเจ้าหน้าที่ยึด-ค้น-เจาะ-ทำสําเนาคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์ คำชี้แจงระบุว่าเจ้าหน้าที่ต้องขออำนาจจากศาล (ตามมาตรา 65) และใช้อำนาจยึด-ค้น-เจาะ-ทำสําเนาอาชญากรที่โจมตีระบบสาธารณูปโภคจนล่ม ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ร้ายแรงขึ้นไป เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสอดส่องข้อมูลได้แบบ Real-time &amp;nbsp;คำชี้แจงระบุว่าเจ้าหน้าที่จะใช้อํานาจตามคําสั่งศาลเฉพาะกับผู้กระทําผิด ถ้ามีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทําให้ระบบล่มเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.ในกรณีจําเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่สามารถใช้อํานาจได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล คำชี้แจงระบุว่าภัยคุกคามไซเบอร์ทุกระดับต้องขอหมายศาลทุกกรณี ยกเว้นระดับวิกฤติที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้นที่ทำได้ แต่ต้องแจ้งศาลโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.การใช้อํานาจยึด ค้น เจาะ หรือขอข้อมูลใดๆ ไม่สามารถอุทธรณ์เพื่อยับยั้งได้ คำชี้แจงระบุว่าไม่จริง ขอศาลยกเลิกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤติ ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ คำชี้แจงระบุว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติเข้ามาเพราะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤติที่มีคนล้มตายจํานวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 8. ผู้ใดฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคําสั่งมีทั้งโทษปรับและโทษจําคุก คำชี้แจงระบุว่าโทษจําคุกมีเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐนำข้อมูลที่ได้มาไปเปิดเผย ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อดีของ พ.ร.บ.ไซเบอร์ คือ 1.ระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมีความมั่นคงปลอดภัย สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง 2.มีแนวทางรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง และหากเกิดปัญหาก็สามารถกลับมาดำเนินการตามปกติได้อย่างรวดเร็ว &amp;nbsp; 3.มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ และให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับขั้นตอนต่อไปนั้น ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ขณะนี้รอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี โดยในระหว่างนี้จะมีกฎหมายลูกออกมารองรับอีกหลายฉบับ เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ แนวทางการรายงานข้อมูล ฯลฯ ซึ่งจะมีความชัดเจนและช่วยลดความกังวลของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอีกฉบับที่น่าสนใจและประชาชนควรรู้ คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... ที่ สนช.พิจารณาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันแต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิ์และข้อมูลส่วนบุคคลที่หลายคนกังวล จึงถือเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศไทยเพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงและรับมือกับภัยคุกคาม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบันและอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึง พ.ร.บ.ไซเบอร์ว่า เป็นการอ้างเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะความมั่นคงของผู้นำทหารเข้ามาปิดปากประชาชน เข้ามาละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการแสดงออกซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน นอกจากนี้ยังละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ภายใต้ พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้ ข้อมูลที่เป็นส่วนตัวของเราอาจจะถูกภาครัฐเอาไปได้ ถ้าเกิดเขาเห็นว่าเราเป็นภัยต่อความมั่นคง พรรคอนาคตใหม่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายต่างๆ ที่ออกมาเพื่อปิดปาก ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ไซเบอร์ตัวนี้ &amp;nbsp;หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ก่อนหน้านี้ หากพรรคอนาคตใหม่มีอำนาจจะเข้าไปแก้ไขทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30501</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ไซเบอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7d3ada92dbf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2019 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2019 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หน่อย&#039;ชี้กฎหมายไซเบอร์ทำต่างชาติผวาไม่กล้ามาลงทุนในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.62 - คุณญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ลงบนทวิตเตอร์ @sudaratofficial ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ที่ สนช. พึ่งผ่าน ด้วยคะแนน 133 : 0 คือการคุกคามเสรีภาพของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง เป็นกฎหมายที่ตีความได้กว้างขวาง ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการขอข้อมูล ยึด ค้น เจาะ ทำสำเนา และสอดส่องข้อมูลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ให้ความร่วมมือ จะมีโทษทั้งจำและปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหญิงสุดารัตน์ ยังระบุอีกว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ยังทำลายบรรยากาศทางธุรกิจ ทั่วโลกจะไม่กล้ามาลงทุนในไทย เพราะกลัวถูกเจาะเอาความลับทางธุรกิจไป หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไขเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30294</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, พ.ร.บ.ไซเบอร์, ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c08b07b536b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกกห.เผย‘ข่าวปลอม’ พันแก๊งมุ่งทำลายรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ยัน พ.ร.บ.ไซเบอร์ไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน สั่งหน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจสอบเข้มข่าวปลอม ข่าวเชิงลบ ที่สร้างความแตกตื่นกับประชาชน โฆษกกลาโหมเผยพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่กำลังพยายามบิดเบือนและสร้างข้อมูลเท็จเชื่อมโยงกับกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง หวังทำลายรัฐบาล &amp;quot;จตุพร&amp;quot; สวนกลับ สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งกว่าเผด็จการรัฐสภา คือเผด็จการทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ถูกเพจปลอมสร้างข้อมูลเท็จโจมตีว่า แล้วเชื่อกันหรือไม่ ถ้าไม่เชื่อก็จบ ซึ่งภาพที่เอามาลงก็เป็นภาพเก่า ขณะนี้ได้แจ้งให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ไปตรวจสอบหาที่มา และผู้กระทำความผิดเนื่องจากข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ....หรือ พ.ร.บ.ไซเบอร์ รมว.กลาโหมกล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจะเตรียมชี้แจงต่อประชาชนว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตรได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคง ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คุมเข้มติดตามและตรวจสอบการให้ข้อมูลข่าวปลอม ที่มีแพร่กระจายข่าวสารในสังคมออนไลน์มากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบในเชิงลบกับสังคม และสร้างความแตกตื่นกับประชาชน รวมทั้งยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของบุคคล องค์กร และประเทศ โดยเฉพาะห้วงการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังมีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยกำชับให้ตรวจสอบเชิงลึกถึงที่มาและความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีต่อสังคมและประเทศชาติ ที่พยายามสร้างเงื่อนไขทางสังคม ด้วยการบิดเบือนและให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ตัดต่อภาพและข้อมูลหวังให้สังคมเข้าใจผิด การให้ข้อมูลเท็จยั่วยุสร้างความโกรธเกลียดทางสังคม เป็นต้น ซึ่งหากตรวจพบให้แจ้งเตือนและดำเนินมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมทั้งขอให้ทุกส่วนราชการเร่งชี้แจงและให้ข้อมูลความจริงกับประชาชนทันที เพื่อมิให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวเพิ่มเติมว่า มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่กำลังพยายามบิดเบือนและสร้างข้อมูลเท็จ เชื่อมโยงกับกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังและได้ประโยชน์จากข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าว โดยหวังทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและสร้างความเข้าใจผิดกับสังคม ซึ่งขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงโดยทุกส่วนราชการกำลังตรวจสอบและติดตามพฤติกรรมดังกล่าว และจะดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดต่อไป โดยยืนยันจะไม่ยอมให้กลุ่มบุคคลใด นำข้อมูลเท็จอันเป็นเท็จ มาสร้างความโกรธเกลียดและขยายความแตกแยกทางสังคมอีกต่อไป จึงขอแจ้งเตือนให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว พร้อมทั้งขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร ไม่ตกเป็นเครื่องมือทำร้ายสังคมดังเช่นอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีเว็บข่าวปลอม นำเสนอข้อมูลการเบิกงบประมาณจิบกาแฟของ พล.อ.ประวิตร และคณะ รวม 82,000 บาท แก้วละ 12,000 บาท ที่ร้านกาแฟย่านถนนสีลม พร้อมมีภาพ พล.อ.ประวิตรดื่มกาแฟกับนายไพศาล พืชมงคล ที่ปรึกษาฯ ประกอบข่าว ซึ่งเป็นภาพเก่า อีกทั้งยังมีคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตรในข่าวด้วย โดยก่อนหน้านี้ในเพจปลอมมีการนำเสนอข่าวบ้านหรูของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก และการเพิ่มระยะเวลาการเข้าเป็นทหารกองประจำการ(ทหารเกณฑ์) จาก 2 ปีเป็น 4 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจ หากไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย ก็ไม่จำเป็นต้องกังวล ยืนยันตำรวจบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ &amp;nbsp;ไม่มีการสองมาตรฐานอย่างแน่นอน แต่หากมีผู้กังวลว่า กฎหมายฉบับนี้จะกระทบสิทธิส่วนบุคคล หรือกังวลว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะใช้กฎหมายไปในเชิงลุแก่อำนาจ ก็มีกระบวนการตรวจสอบคานอำนาจระหว่างหน่วยงานกันอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า จากที่ศึกษาเบื้องต้น พบว่ากฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจ กสทช.เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้อำนาจตำรวจโดยตรง แต่ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศใช้เป็นกฎหมาย จึงต้องไปดูรายละเอียดการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายให้แน่ชัดก่อน พร้อมให้ความมั่นใจประชาชน อย่าเพิ่งกังวล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ตามที่ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. กฎหมายทั้งสองจะช่วยสร้างความพร้อมให้กับประเทศไทยในการรับมือความเสี่ยงและภัยคุกคามทางไซเบอร์ยุคใหม่ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่อาจส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงประเทศและเศรษฐกิจโดยรวม ตลอดจนถึงการคุ้มครองข้อมูลประชาชนทั่วไป จะช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างมีเข้มแข็งและยั่งยืน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักการสำคัญของ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพราะปัจจุบันการให้บริการสำคัญใช้ระบบดิจิทัล ซึ่งมีความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น ไวรัส มัลแวร์ การโจมตีระบบจากอาชญากรคอมพิวเตอร์ อาจกระทบต่อการให้บริการแก่ประชาชน หรือความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เพื่อให้สามารถป้องกันหรือรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ส่วนตัวอยากถามกลับว่า นี่คือเผด็จการอะไร และเป็นการสะท้อนอย่างชัดเจนว่าเผด็จการที่มาจากการยึดอำนาจมักจะมีการกล่าวอ้างในห้วงเวลาที่ประเทศเป็นประชาธิปไตยว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเผด็จการที่ทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารและเผด็จการที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เหล่านี้เป็นบุคคลที่ไม่ได้มาจากประชาชน ดังนั้นจึงไม่ฟังเสียงสะท้อนความจริงความเดือดร้อนจากประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งกว่าเผด็จการรัฐสภา คือเผด็จการทหาร ซึ่งปกครองประเทศมากว่า 5 ปี แม้กระทั่งขณะที่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ก็ยังคงทำหน้าที่และผ่านกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยไม่มีเสียงคัดค้านแม้แต่เสียงเดียว&amp;quot; นายจตุพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่าฝ่ายการเมืองหรือภาครัฐต้องการที่จะเข้ามาควบคุม การใช้งานด้านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งประเทศ จึงเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะมีการใช้กฎหมายนี้เพื่อประโยชน์ในทางการเมือง เหมือนกับกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ถูกวิจารณ์อยู่ในขณะนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในอนาคตกฎหมายนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายรัฐในการควบคุมวิถีชีวิตของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ ผมเห็นว่าในยุครัฐประหาร มักจะออกกฎหมายประเภทที่กระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคล และจะยึดเป็นคาถาคือความมั่นคง เช่นเดียวกับร่างกฎหมายอีกหลายฉบับที่พยายามจะเสนอ แต่ถูกคัดค้านต่อต้านจนต้องยุติไป ดังนั้น หากมีโอกาสคงต้องสังคายนาทบทวนกันขนานใหญ่&amp;quot; นายชูศักดิ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30269</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, พ.ร.บ.ไซเบอร์, สิทธิมนุษยชน, หนังสือพิมพ์, หน่วยงานด้านความมั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190301/image_big_5c79454a87ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรบ.ไซเบอร์ฉลุย เหตุคุกคามวิกฤติ ลุยค้นไม่ขอศาล!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนช.ผ่านฉลุยร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ ไร้เสียงท้วงติง เปิดทางรัฐคุมความมั่นคงไซเบอร์เบ็ดเสร็จ ตัดอำนาจศาลหากมีเหตุจำเป็นภัยคุกคามระดับวิกฤติ &amp;nbsp;แต่ให้แจ้งรายละเอียดภายหลัง กมธ.ปัดรวบอำนาจรัฐคุกคามสิทธิเสรีภาพ ปชช. ยันเน้นควบคุมภัยคุกคามประเทศหรือกลุ่มคนที่เจตนาไม่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ที่มีนางเสาวณี สุวรรณชีพ เป็นประธานเสนอ ด้วยคะแนน 133 เสียง งดออกเสียง 16 เสียง เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศในที่ประชุมนั้น ไม่มี กมธ.หรือสมาชิก สนช.ติดใจสงวนคำแปรญัตติ ขณะที่การอภิปรายของสมาชิกเป็นเพียงการตั้งคำถามเพื่อให้อธิบายในรายละเอียด โดยไม่มีข้อเสนอให้แก้ไขหรือปรับปรุงตามบทบัญญัติที่ กมธ.เสนอแต่อย่างใด โดยการอภิปรายและลงมติเป็นรายมาตราทั้งร่างจำนวน 81 มาตรา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบายให้หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ รวมถึงนโยบายการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และยังให้คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) ที่มี รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธานกรรมการ สามารถออกคำสั่งให้สำนักงาน กมช.ดำเนินการได้หลายประการตาม มาตรา 60 กำหนด เช่น รวบรวมข้อมูลหรือพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เป็นต้น ในกรณีที่ปรากฏแก่ กกม.ว่าเกิดหรือคาดว่าจะเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรงด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งมาตรา 61 ยังให้อำนาจเลขาธิการ กมช. สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ หรือ สถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง หรือคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ของบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับความยินยอมจากผู้ครอบครองสถานที่นั้นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนและเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับวิกฤติ มาตรา 67 ให้ กมช.มอบหมายให้เลขาธิการมีอำนาจดำเนินการได้ทันทีเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันและเยียวยาความเสียหายก่อนล้วงหน้าได้ โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อศาล แต่หลังจากการดำเนินการดังกล่าว ให้แจ้งรายละเอียดการดำเนินการดังกล่าวต่อศาลที่มีเขตอำนาจทราบโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในกรณีร้ายแรงหรือวิกฤติเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและลดความเสี่ยง ให้เลขาธิการโดยความเห็นชอบของให้ กมช.หรือ กกม. มีอำนาจขอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและต่อเนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยผู้นั้นต้องให้ความร่วมมือและให้ความสะดวกแก่ กมช. หรือ กกม.โดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กมธ.ได้มีข้อสังเกตแนบท้ายไปถึงรัฐบาล โดยให้หน่วยงานที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จัดหลักสูตรพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อให้การทำงานด้านดังกล่าว ซึ่งถือเป็นของใหม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ขณะที่การทำงานของสำนักงาน กมช. ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับการทำงานระหว่างประเทศ ควรทำเป็นข้อตกลงระหว่างหน่วยงานแทนความตกลงที่มีผลผูกผันระหว่างรัฐ รวมถึงการทำข้อตกลงต้องอยู่ในภายใต้อำนาจและหน้าที่ของสำนักงานฯ เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางเสาวณี สุวรรณชีพ ประธาน กมธ.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แถลงว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ของกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคม และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.แล้ว ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาแสดงความคิดเห็นและนำมาปรับแก้ไว้ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับ พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ยืนยันว่าไม่มีการรวบอำนาจรัฐ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมภัยคุกคามไม่ให้มีผลกระทบต่อประเทศ อีกทั้งมีการกำหนดประเภทของภัยคุกคามไว้ชัดเจน ระบบการบริหารระงับยับยั้งต้องอาศัยการบริหารงานโดยคณะกรรมการนโยบายที่ดูแลสถานการณ์ เพื่อให้เกิดระบบงานที่เป็นมาตรฐาน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อกล่าวหาว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐเกินไปหรือไม่ นางเสาวณีชี้แจงว่า ไม่มีส่วนใดของกฎหมายจะไปใช้อำนาจรัฐในการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะเน้นการป้องกันกลุ่มคนที่มีเจตนาไม่ดีเท่านั้น นอกจากนี้ การดำเนินการต้องมีการกำหนดตัวเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถเพื่อแก้ไขปัญหาระดับต่างๆ โดยการตรวจค้นจะต้องมีคำสั่งศาลเข้าไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ กมธ. กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้มอบหมายให้ภาครัฐไปดำเนินการในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงอยากขอให้ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนประเด็นที่เป็นห่วงว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปยึดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ยืนยันว่าจะกระทำโดยพลการไม่ได้ โดยต้องขออำนาจจากศาลก่อน เพราะที่มีการกล่าวหากันก่อนหน้านี้เป็นข้อมูลเก่า แต่ สนช.ได้ปรับแก้ไขกฎหมายแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30210</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ไซเบอร์, พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสาวณี สุวรรณชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190228/image_big_5c77f6fae0682.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2018 13:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2018 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้นธ.ค.เห็นหน้าตา&#039;กม.ไซเบอร์&#039; ยันปรับแก้ไม่ให้กระทบสิทธิปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;5 พ.ย. 61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม) ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พ.ศ. ... &amp;nbsp;ว่า ขณะนี้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สรุปความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และภาคเอกชน ที่ได้ไประดมความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในรอบแรกว่ามีอะไรที่น่ากังวลบ้างมาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นเรื่องภาระหน้าที่ และบทบาทของหน่วยงานที่จะต้องเข้ามาดูแล ซึ่งยึดโยงกันค่อนข้างซับซ้อนเกินไป จะมีการแยกแยะและกำหนดให้ชัดในแต่ละเรื่อง เพื่อจะนำข้อเสนอใหม่ไปคุยกับภาคประชาสังคม ภาคราชการ และเอกชน อีกครั้งในเดือน พ.ย.นี้ จะได้มาดูว่ามีอะไรที่ต้องปรับหรือแก้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประมาณต้นเดือน ธ.ค.นี้จะได้เห็นรูปร่างหน้าตาที่สมดุลขึ้น โดยพล.อ.ประวิตร เห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือที่ดีของรัฐบาลที่จะมาถึงในอนาคต แต่ต้องทำให้สมดุล ประชาชนไม่เป็นกังวลว่าจะกระทบกับสิทธิ ซึ่งจะมีร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. &amp;hellip; ออกมาด้วย จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น&amp;rdquo; นายปณิธาน ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปณิธาน กล่าวว่า ความมั่นคงตรงนี้เป็นความมั่นคงของประเทศ เรากำลังมองว่าในอนาคตหากสถานการณ์ฉุกเฉิน เกิดภัยคุกคามไซเบอร์รุนแรง เกิดสงครามไซเบอร์ เกิดการจารกรรม การเข้ามาบิดเบือนข้อมูลต่างๆ จะทำอย่างไร ส่วนอาชญากรรมทางด้านธุรกรรมมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอะไร อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงดีอีค่อนข้างมั่นใจว่าจะเป็นเครื่องมือที่ดี และต้องการผลักดันภายในเวลาที่เหลืออยู่ให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาให้ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21373</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.ไซเบอร์, ดีอี, ต้นธ.ค., ปณิธาน, พ.ร.บ.ไซเบอร์, ไม่กระทบสิทธิปชช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180811/image_big_5b6e4381bb565.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
