<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68121</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เศรษฐพงค์&quot; กางแผนระบบไอทีรัฐสภา ชี้ ต้องบูรณาการ Physical-Information ให้เข้ากับยุคมีความปลอดภัย แนะ เตรียมประยุกต์ใช้ Iot- AI ช่วยงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กทธ.ดีอีเอส) กล่าวว่า ระบบ ไอทีในรัฐสภาในความเป็นจริงควรมองระบบรักษาความปลอดภัยของสภาในภาพรวมคือทั้งที่เป็น Physical และ Information โดยสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในเรื่องของความปลอดภัยซึ่งในส่วนของ information คือ 1. ความลับ (Confidentiality) 2.ความสมบูรณ์(Integrity) 3.ความพร้อมในการใช้งาน(Availability) และ 4.ความเป็นเอกภาพ(Unity) รวมถึงความสำคัญและความท้าทายที่การทำงานของระบบความปลอดภัยของข้อมูลในรัฐสภาที่กำลังดำเนินการอยู่คือ BCP (Business Continuity Plan) หรือ DRP (Disaster Recovery Plan) และระบบข้อมูลของรัฐสภามีความสำคัญระดับประเทศจึงจำเป็นต้องมีแผนจัดเก็บข้อมูลสำรองในมาตรฐานที่ดีและปลอดภัยพร้อมดำเนินการได้ทันทีที่ระบบหลักล่มหรือเกิดปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่ควรต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ ความต่อเนื่องในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบไอทีของรัฐสภา การบูรณาการของระบบในภาพรวมทั้ง Physical และ Information ถ้าไม่ได้มีการบูรณาการไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบระบบ ควรต้องจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาระบบทั้งสองเข้าด้วยกัน ส่วนระบบฐานข้อมูลของรัฐสภา ควรออกแบบให้มีการสอบทานและสามารถจัดการข้อมูลที่ไม่เหมาะสมได้ ซึ่งข้อมูลของรัฐสภาเป็นข้อมูลสำคัญและมีผลต่อระบบการบริหารประเทศ&amp;nbsp; ด้านระบบอำนวยความสะดวก เป็นอีกระบบที่ต้องผูกเข้ากับระบบไอทีในภาพรวม และถ้าจะให้ดีควรประยุกต์ใช้ระบบตรวจจับ ที่สามารถส่งข้อมูลต่าง ๆ เข้าระบบเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ได้ทันท่วงที และควรมีระบบความปลอดภัยที่สามารถตรวจติดตามบุคคลได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ควรใช้ Cloud Based System เพื่อประหยัดและมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ในระยะอันใกล้ควรมีการประยุกต์ใช้ Iot และ AI&amp;nbsp; เข้ามาช่วยในการดำเนินงาน นอกจากนี้ เทคโนโลยี 5G เป็นสิ่งที่รัฐสภาควรให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการนำมาประยุกต์ หรือปรับปรุงทั้งในเรื่องของ การติดต่อสื่อสาร การสร้างโครงข่ายเฉพาะ เพื่อการบริหารความปลอดภัย และเป็นช่องทางในการติดต่อเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งระบบที่รองรับ New Normal ของการประชุมโดยเฉพาะการประชุม กมธ. ต่าง ๆ ที่มีหลายคณะ การดำเนินการให้สามารถมีการจัดประชุมร่วมกับการประชุมออนไลน์ และระบบ Teleconference ได้จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน ต้องเป็นการผสมผสานระหว่าง Wireline และ Wireless เพื่อความเหมาะสมทั้งในด้านการใช้งานและ Capacity ที่ต้องรองรับการใช้งาน โครงข่ายลักษณะนี้อาจเรียกว่า Fixed Mobile Network เช่น 5G-fixed Mobile Convergence&amp;quot;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68121</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200608/image_big_5eddd7ee7e8df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.สวดไล่โควิด &#039;มงคลกิตติ์&#039;หล่อ บริจาคเงินเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักการเมืองแข่งกันแสดงบทบาทต่อสู้โควิด-19 ส.ส.ภูมิใจไทยนำชาวบ้านสวดปัดรังควานไล่โควิด-19 ตามประเพณีโบราณของหลวงพ่อปาน ที่เคยสวดไล่โรคห่าเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว &amp;quot;มงคลกิตติ์&amp;quot; อย่างหล่อ! นำร่องบริจาคเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ส.ส.เข้ากองทุนของรัฐบาล จนกว่ายุบสภาหรือสภาหมดวาระ ดีดลูกคิดแล้วประมาณ 4 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 เมษายน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งหัวหน้าพรรคคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต่างออกมาเปิดเผยถึงการมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่เลือกตั้งของตนเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย เผยว่า ได้นำชาวบ้านสวดปัดรังควานไล่โควิด-19 ตามประเพณีโบราณของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ซึ่งเคยสวดไล่โรคห่าในช่วงที่โรคห่าระบาดหนักเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ทำให้ชาวบ้านปลอดภัย และครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อแม้น เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก นำสวดและทำน้ำมนต์ใส่ผสมยาฉีดฆ่าเชื้อพ่นทุกหมู่บ้านในเขตพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า เป็นพิธีตามความเชื่อเพื่อความสบายใจ และเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชนและบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งน้ำมนต์ที่ผสมกับยาฆ่าเชื้อเราได้นำไปฉีดพ่นและฆ่าเชื้อได้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ส.ส.ภูมิใจไทยทุกคนต่างให้ความสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของตัวเองมาโดยตลอด ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายที่นายอนุทินได้พยายามบอกกับลูกพรรคเสมอว่าอย่าทิ้งพื้นที่ อย่าทิ้งประชาชน ยิ่งในช่วงวิกฤติอย่างนี้ ส.ส.ต้องอยู่เป็นที่พึ่งให้ประชาชน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าทำงานทุกคน ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเวลาที่เสียไปแต่ละนาที เท่ากับว่าเราได้สูญความหวังที่ประชาชนได้มอบให้เราไปด้วย ดังนั้น ส.ส.พรรคภูมิใจไทยจะต้องอยู่เพื่อเป็นความหวังให้พี่น้องประชาชนต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพรรคการเมืองอื่นได้สร้างบทบาทของตนเองเช่นกัน เช่น นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอบริจาคเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. เข้ากองทุนสมทบป้องกันโควิด- 19 ของรัฐบาล ตั้งแต่งวดวันที่ 30 เม.ย.2563-31 มี.ค.2566 หรือจนกว่ายุบสภา หรือหมดวาระสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรวมแล้วจะเป็นเงินประมาณ 4 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า เนื่องจากวิกฤตินี้ร้ายแรงไปทั่วโลก ไม่มีใครทราบได้ว่าวิกฤตินี้จะสิ้นลงเมื่อใด และล่าสุดรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ถือเป็นการกู้ครั้งสุดท้าย และจะกู้ไม่ได้อีก เนื่องจากเกินลิมิตร้อยละ 60 ของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จึงกู้ไม่ได้อีก และหากแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ภายใน 6 เดือน ทางสุดท้ายเหลือแค่ขายทรัพย์สินภายในประเทศ ซึ่งปัญหาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มากกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 ถึงประมาณ 3 เท่า เหมือนกับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3&amp;nbsp;
ทนดูความเดือดร้อนไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น คนไทยทุกคนต้องช่วยกันฝ่าฟันและยอมเสียสละ ตนในฐานะนักการเมือง ส.ส. ไม่สามารถทนเห็นความเดือดร้อนของประชาชนตาดำๆ ได้ ไม่สามารถที่จะทนรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชนได้อีก ส่วน ส.ส.หรือ ส.ว.ท่านอื่นจะดำเนินการตามหรือไม่ ขอให้เป็นดุลพินิจส่วนบุคคล แต่ขอขอบคุณนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ที่จุดประกายเรื่องนี้ นอกจากนี้ขอเรียกร้องไปยังนายทุนและเจ้าสัวให้ออกมาช่วยกันแก้ปัญหาในครั้งนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การบริจาคเงินขอให้เป็นดุลพินิจส่วนบุคคล แต่สถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ทุกคนเดือดร้อนกันหมด เราจะเอาตัวรอดเฉพาะครอบครัวเรา แต่ประชาชนไม่รอด ตัว ส.ส. ส.ว.รัฐบาล เจ้าสัว นายทุน ก็ไม่รอดเหมือนกัน เพราะสุดท้ายหากเราแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ภายใน 6 เดือน เราไม่มีเงินให้เขาแล้ว คนพวกนี้ก็จะไม่มีอันจะกิน เขาก็จะใช้วิธีปล้นสะดมกัน เพราะฉะนั้นอย่าให้ต้องทุบหม้อข้าว เพราะการกู้เงินครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถกู้ได้อีกแล้ว เพราะมันชนเพดานแล้ว มันคล้ายๆ กับการเสียกรุงครั้งที่ 2 ต่างแค่เป็นสงครามที่มีศัตรูเป็นไวรัสเท่านั้นเอง ซึ่งมันร้ายกาจกว่าศัตรูที่เป็นมนุษย์หลายเท่า จึงอยากให้สมัครสมานสามัคคี และร่วมกันเสียสละให้ถึงที่สุด สุดท้ายถ้าสถานการณ์ไปต่อไม่ได้ กู้ไม่ได้ พวกเราเองในฐานะที่เป็น ส.ส.มีทรัพย์สินเท่าไหร่ก็คงต้องขายทั้งหมด เพื่อนำมาช่วยเหลือให้ประเทศไทยผ่านจุดนี้ไปได้&amp;quot; นายมงคลกิตติ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสรศักดิ์ เพียงเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า นายมงคลกิตติ์ได้ยื่นเป็นเอกสารมา เมื่อตรวจสอบแล้วสามารถบริจาคได้ เพราะถือว่าเป็นเจตนาของนายมงคลกิตติ์ โดยตนจะรับไปดำเนินการให้โดยหักทุกเดือน เมื่อเงินเดือนออกไม่ได้หักทั้งก้อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในปัจจุบันเงินเดือน ส.ส.อยู่ที่ 113,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้ส.ส.ถูกหักเข้ากองทุนให้กับผู้ที่เป็น ส.ส. 3,500 บาท นอกจากนี้ที่ผ่านมายังมี ส.ส.บางพรรคให้หักเงินเพื่อนำส่งพรรค ทางตนก็ทำให้ เพราะเป็นหนังสือแสดงเจตนาและเป็นความประสงค์ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การหักเงินต้องคิดภาษี เพราะเงินส่วนนี้ถือเป็นรายได้ส่วนบุคคล &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ายังมี ส.ส.คนอื่นแสดงเจตจำนงให้หักเงินเดือนอีกหรือไม่ นายสรศักดิ์ตอบว่า เท่าที่ทราบจากเจ้าหน้าที่ มี ส.ส.โทร.มาสอบถามว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้นโยบายในเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งตนได้ตอบกลับว่าตอนนี้ท่านยังไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ จึงยังเป็นข้อสอบถามเท่านั้น และนายชวนได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ลงพื้นที่ จึงไม่มีการหักเงินส.ส.
ใครอยากบริจาคก็ขอเชิญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เท่าที่ผมได้ติดตาม ส.ส.ได้ลงพื้นที่โดยเงินส่วนตัวช่วยเหลือประชาชนในการจัดการหน้ากากอนามัย พ่นยาฆ่าเชื้อต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หาก ส.ส.คนใดต้องการให้ทางสภาหักเงินเดือนจำนวนเท่าไหร่ ก็สามารถทำหนังสืออย่างเป็นทางการมายังสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ โดยเรายินดีทำให้&amp;quot; นายสรศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ นำเงินเดือน ส.ส. 1 เดือน จำนวน 113,560 บาท พร้อมกับหน้ากากอนามัยแบบผ้า จำนวน 10,000 ชิ้น ไปมอบให้กับนางนงนุช ใจเอี่ยม ประธานชมรม อสม.จังหวัดชัยนาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ อสม.ในจังหวัดชัยนาท จำนวน 9,600 คน ที่เสียสละแรงกายแรงใจและความสุขส่วนตัวออกปฏิบัติหน้าที่ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างไม่ย่อท้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า หลังจากมีการเผยแพร่หนังสือขอความร่วมมือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมบริจาคเงินในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นกองทุนบรรเทาทุกข์ของประชาชนในนามวุฒิสภา ลงนามโดยนายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ลงวันที่ 8 เมษายน เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียได้เกิดเสียงวิพากษ์อย่างกว้างขวางในลักษณะผิดหวัง เพราะแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นการหักคอ ส.ว.ทุกคนต้องสละเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งประจำเดือนเมษายนคนละประมาณ 110,000 บาทตามที่เข้าใจมาแต่ต้น เนื่องจากในหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงขอความร่วมมือจาก ส.ว.ร่วมบริจาคเงินขั้นต่ำจำนวนท่านละ 50,000 บาท เพื่อเป็นกองทุนบรรเทาทุกข์ของประชาชนในนามวุฒิสภา อีกทั้งมีเอกสารแนบให้กรอกใช้ข้อความว่า &amp;quot;ขอเรียนเชิญสมาชิกวุฒิสภาได้โปรดพิจารณาแสดงความประสงค์ในการบริจาคเงิน..&amp;quot; เท่ากับว่าใครไม่ประสงค์บริจาคเงินก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวแจ้งว่า สำหรับการบริจาคเงินเดือนของรัฐมนตรีนั้น ครม.เคยประชุมเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา เห็นชอบให้หักเงินเดือน 1เดือนมาช่วยแก้ปัญหาโควิด-19 หลังจากนั้นการแพร่ระบาดของไวรัสก็รุนแรงขึ้นตามลำดับ แต่ก็ไม่ปรากฏว่า ครม.จะเสียสละเงินเดือนเพิ่มเติมอีก ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีทำไมไม่เสียสละให้มากกว่านี้ ทุกคนล้วนแต่เป็นคนร่ำรวย มีทรัพย์สินมากมายกันทั้งนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62679</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, พรรคภูมิใจไทย, สรศักดิ์ เพียงเวช, สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200409/image_big_5e8f21eb9b509.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ภท.&#039;มั่นใจ&#039;เรียนออนไลน์-ทำงานที่บ้าน&#039;ช่วยแก้วิกฤตโควิด-19 ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค.63-พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ มาใช้ในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 และการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ว่า ขณะนี้ได้มีการเสนอให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย ทางพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเสนอเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกันยายน2562 เพราะเนื่องจากพระราชบัญญัติเดิมไปกำหนดสถานศึกษาไว้ว่า จะต้องมีรูปแบบเป็นอาคาร เป็นตึก ฯลฯ ซึ่งในโลกปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ใครๆก็สามารถจะเรียนที่ไหนก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นที่สถาบันการศึกษาเท่านั้น เนื่องจากว่า Content การศึกษาเข้าถึงประชาชนหมดแล้ว วันนี้เราสามารถที่จะเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะฉะนั้นสถานศึกษาเปลี่ยนไปแล้ว รูปแบบการเรียนการสอน ครูสอนต่อหน้าลูกศิษย์เริ่มไม่เหมือนเดิม เพราะว่าลูกศิษย์สามารถติดต่อกับครูอาจารย์ที่ไหนก็ได้ ดังนั้น จะต้องมีการแก้ไขในเรื่องของนิยามคำว่าสถาบัน หรือสถานศึกษาอีกอย่างคือต้องมีนิยามที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า วิกฤตในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 หรือสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะเกิดโอกาสขึ้น ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าพรรคได้วางนโยบายก่อนการเลือกตั้งถูกต้องทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน Online การทำงานที่บ้าน Work at home (Work @home)(WAH) หรือ Work from home (WFH)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมมองว่าภาคเอกชน จะเป็นตัวนำในเรื่องของ Work at home (Work @home)(WAH) หรือWork from home (WFH) โดยภาครัฐ จะต้องกำกับดูแล หรือให้การสนับสนุนส่งเสริม บริษัทไหน ที่มีพนักงานจำนวนเท่าไหร่ หรือ ขนาดบริษัทเท่าไหร่ สามารถลดภาษีได้ ถ้าคุณไม่ต้องทำให้พนักงานต้องเดินทางมาทำงานที่ออฟฟิศ อย่างตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ ไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งที่สำนักงาน หรือออฟฟิศทุกวัน สามารถที่จะทำโปรแกรมที่บ้านได้ ให้ส่งเป็นระบบคลาวด์ แลกเปลี่ยนการเชื่อมต่อกัน ซึ่งในสมัยนี้เป็นการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหมดแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า หากลดการจราจรในตำแหน่งหลายๆตำแหน่ง สามารถทำงานที่บ้านได้ ข้าราชการหลายๆตำแหน่งสลับกันทำงานที่บ้าน อาจจะมีบางตำแหน่งที่จะต้องมาทำงานที่ออฟฟิศกฎกระทรวง ระเบียบต่างๆ ก็แก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่วันนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการประกาศโรคไวรัสโควิด-19 บอกว่าให้ข้าราชการ สามารถที่จะจัดระบบใหม่ ซึ่งนี้ก็คือจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว ต่อไปเป็นการขับเคลื่อนในเชิงนโยบายระยะยาว เพราะฉะนั้นระบบราชการจะเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60506</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, พรรคภูมิใจไทย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200322/image_big_5e770047a0527.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2020 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กมธ.ดีอีเอส” กัดไม่ปล่อยเชิญ “เฟสบุค” ร่วมแก้ปัญหาความรุนแรงผ่านโซเชียลมีเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กมธ.ดีอีเอส กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้าว่า ในการประชุม กมธ.ดีอีเอส สัปดาห์หน้าเรายังคงมีวาระการพิจารณาแนวทางและมาตรการป้องกันการใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์เหตุร้ายที่รุนแรง ที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา โดยได้เชิญตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ตัวแทนจากสำนักการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และผู้บริหารจากบริษัท Facebook Thailand และทีมงาน ซึ่งเป็นการประชุมที่เลื่อนมาจากครั้งที่แล้ว เพราะตัวแทนจากทางเฟสบุคไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ ดังนั้น การประชุมครั้งที่จะถึงนี้ตนหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากเฟสบุคในการเข้ามาให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า โดยการเชิญตัวแทนเฟซบุคนั้น ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่มีสถิติคนไทยใช้บริการมากเป็นลำดับต้นๆ ของแฟลตฟอร์มที่ให้บริการอยู่ในประเทศไทย เฟซบุคจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการให้ข้อมูลเพื่อนำมาช่วยกันคิดหาแนวทางแก้ไขและป้องกันเหตุการณ์รุนแรงในอนาคต โดยก่อนที่จะถึงการประชุมในสัปดาห์หน้า ตนอยากฝากคำถามไปถึงเฟสบุคว่าการเก็บข้อมูลคนไทยของเฟสบุคนั้น ได้เก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทยหรือไม่อย่างไร เดียวหรือไม่ เนื่องจากหากเป็นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย แต่เก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศก็จะต้องไปเป็นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 ที่จะมีเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ รวมทั้งการอนุญาตให้ข้อมูลไหลระหว่างประเทศ (Data Cross border flow)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยการทำธุรกิจของเฟสบุค หลายครั้งถูกมองว่าเป็นการเข่งขันที่อยุติธรรม (Unfair Competition) เนื่องจากเฟสบุคมีฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคขนาดใหญ่อยู่ในมือ ดังนั้นผู้ประกอบการรายอื่นที่จะเข้ามาแข่งขันจึงค่อนข้างลำบาก ถามว่าเฟสบุคจะมีนโยบายให้คนอื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ด้วยต้นทุนที่เป็นธรรมได้หรือไม่ รวมทั้งปัจจุบันนี้ เฟสบุคมีความสามารถในการให้บริการคล้ายวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม (Broadcast and Telecom Like Service) แต่ไม่จดทะเบียนรับใบอนุญาต ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศไทยเหมือนผู้ให้บริการรายอื่นในประเทศไทย ถามว่าทางเฟสบุค มีนโยบายจะเข้ามาขอใบอนุญาตเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายประเทศไทยหรือไม่ ทั้งหมดนี้ ผมเพียงต้องการเห็นความจริงใจของทางเฟสบุค ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ที่จะได้ช่วยกันหาแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สำคัญเฟสบุคควรเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายประเทศไทยด้วย ไม่อยากให้อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจของตัวเองเท่านั้น&amp;rdquo; พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57205</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคภูมิใจไทย, กมธ.ดีอีเอส, การเมือง, พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200214/image_big_5e466d993ea27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2020 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2020 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกภูมิใจไทยยัน “อนุทิน” ทำงานยึดมาตรฐานองค์การอนามัยโลก  พร้อมรับคนไทยกลับวันที่ 4 ก.พ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 2 ก.พ. พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ช่วง1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โดยในส่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้มีแผนดำเนินการรับมือและเดินหน้าทำงานอย่างหนัก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่พี่น้องประชาชน เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านนายกฯ ในฐานะผู้นำรัฐบาลท่านทำงานหนักอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด คอยติดตามสถานการณ์และสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังได้หาช่วงเวลาลงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เกาะติดการแก้ปัญหา พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังเป็นการเรียกความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการสนามบินว่าเรามีระบบการตรวจสอบระวังป้องกันที่มีมาตรฐานทันต่อสถานการณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า นอกจากนี้ในส่วนของรัฐมนตรีที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการแก้ปัญหาไวรัสโคโรนา โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ก็ได้สั่งการเตรียมพร้อมรับมือทั้งในด้านอุปกรณ์ บุคลากรทางการแพทย์ อีกทั้งยังได้ติดตามสถานการณ์และคอยแจ้งข่าวสารให้พี่น้องประชาชนทราบความคืบหน้าของการทำงาน และสถานการณ์ของเชื้อไวรัสอยู่ตลอด กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการทั้งในเชิงเฝ้าระวังป้องกัน และให้ความรู้ ที่สำคัญคือการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งบ้างครั้งได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการที่นายอนุทิน ได้พูดคุยกับประชาชนผ่านเฟซบุคไลฟ์ ก็ถือเป็นการเปิดช่องทางสื่อสาร ตอบคำถาม เป็นการชี้แจงโดยตรงจากรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เป็นจริงจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการ ขอให้ประชาชนมีสติในการเสพข่าว พยายามรับข่าวที่มีแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ จะเป็นข้อมูลเชื่อถือได้ ทั้งนี้ในส่วนของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ก็ได้สั่งการให้ท่าอากาศยานทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ใช้มาตรการอย่างเข้มข้นเพื่อเฝ้าระวังไวรัสโคโรนา เช่น การทำความสะอาดแบบ Deep clean ตามจุดที่มือสัมผัสต่างๆ รวมทั้งยังมีการเตรียมพร้อมรับคนไทยกลับจากต่างประเทศ โดยการประสานความร่วมมือกันระหว่างนายอนุทินกับนายศักดิ์สยาม เพื่อเตรียมในเรื่องสถานที่และบุคลากรให้พร้อมปฏิบัติการทันที โดยล่าสุดนายอนุทิน ระบุว่าในวันที่ 4 ก.พ. จะมีเครื่องบินไปรับคนไทยออกจากเมืองอู่ฮั่น ยืนยันว่ามีความพร้อม 100% ในการดำเนินการตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ในการรับคนไทยกลับจากประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะเห็นได้ว่าการทำงานของรัฐบาลเพื่อรับมือกับไวรัสโคโรนา เป็นไปด้วยความเข้มข้นรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ท่านนายกฯ รมว.สาธารณสุข รมว.คมนาคม รวมถึงรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ไม่นิ่งนอนใจ ช่วยกันหามาตรการรองรับ ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบและรับทราบข้อมูลทำงานแบบเข้าถึงปัญหาและเร่งแก้ไข ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะดูแลอย่างดีที่สุด&amp;rdquo; พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56049</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, อนุทิน ชาญวีรกูล, โฆษกพรรคภูมิใจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200116/image_big_5e1ff37bd0f1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2020 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.ภูมิใจไทย ห่วง ความปลอดภัยสภา แนะ พัฒนายกระดับระบบให้ทันสมัย บูรณาการไอที-ระบบสื่อสาร-CCTV พร้อมใช้เทคโนโลยี AI ช่วยวิเคราะห์ ป้องกัน-ติดตาม แจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 30 ม.ค. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) โดยพ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า วันนี้ตนอยากจะพูดในฐานะที่มีประสบการณ์มีความรู้ด้านต่อต้านก่อการร้ายสากล และในฐานะที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยี ซึ่งตนมีความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในรัฐสภา จึงต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของอาคารรัฐสภา เพราะตนเองในฐานะที่เป็นผู้เข้าใช้อาคารรัฐสภาแห่งนี้ สามารถรับรู้ถึงความไม่ปลอดภัยได้ และห่วงว่าอาจเกิดเหตุการณ์เลวร้ายได้ในอนาคตหากยังไม่มีการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อระวัง ป้องกัน และรองรับเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งรัฐสภาของเรานี้ถือเป็นศูนย์รวมอำนาจของประเทศแห่งหนึ่ง มีบุคคลเข้ามาใช้งานมากมายตั้งแต่ผู้นำประเทศคือนายกรัฐมนตรีลงไปถึงชาวบ้านทั่วไป แต่จะเห็นได้ว่าการรักษาความปลอดภัยไม่ต่างอะไรกับออฟฟิศทั่วไป จากประสบการณ์คิดว่าบางอาคารในย่านสาธรยังมีระบบรักษาความปลอดภัยดีกว่ารัฐสภาของเราเลย ยิ่งอยู่ในช่วงการก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ยิ่งต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มข้น เพราะมีคนเข้าออกตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ว่ารัฐสภาของเรามีคนเข้าออกหลากหลายมาก ในแต่ละวันไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเข้ามาบ้าง ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยจึงต้องมีการบูรณาการให้มีความมั่นคงกว่านี้ ต้องมีการพัฒนานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดำเนินการให้มีความทันสมัย โดยระบบจะต้องเข้มข้น และมีความยืดหยุ่นให้เหมาะสมต่อสถานการณ์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยในทุกมิติ โดยขณะนี้ได้มีเทคโนโลยีเรียกว่าระบบต่อต้านการโจมตีจากโดรน (Anti drone) ถือว่ามีความจำเป็นเพื่อรองรับสถานการณ์ ซึ่งรัฐสภาเรายังไม่มี ส่วนระบบการตรวจจับวัตถุระเบิด จะต้องมีการอัพเกรดขึ้น เพราะระเบิดในวันนี้ไม่ได้มีรูปแบบเป็นโลหะเหมือนเดิมแล้ว แต่พัฒนาไปในทางเคมีแล้ว ดังนั้นเครื่องตรวจจับที่เรามีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะตรวจจับได้ ดังนั้นตรงนี้ก็ต้องมีการพัฒนานำระบบที่มีตรวจจับขั้นสูงมาใช้ ส่วนระบบของบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ต่างๆ ต้องมีความสามารถในการเก็บข้อมูลมากขึ้น บัตรจะต้องกำหนดการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ และต้องสามารถติดตามได้ว่าคนๆนั้น เมื่อเข้ามาแล้วไปอยู่ตรงจุดไหน ไปอยู่ในจุดเสี่ยงหรือพื้นที่ควบคุมพิเศษหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า ที่สำคัญคือจะต้องบูรณาการระบบไอที ระบบเทคโนโลยีการสื่อสาร ระบบกล้อง CCTV ทั้งหมด ให้เกิดเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน และต้องเชื่อมกับฐานข้อมูลอาชญากรด้วย เพราะจะต้องมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ใบหน้า(Face detection) วิเคราะห์ด้านกายภาพ(Physical detection) ว่าเป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่ และยังช่วยวิเคราะห์การเคลื่อนไหว(Movement detection) ว่าพฤติกรรมของคนที่เข้ามาว่ามีความผิดปกติหรือมีแนวโน้มในการก่อเหตุร้ายหรือไม่ อย่างไรก็ดีเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแล้ว จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรในการรักษาความปลอดภัยไปพร้อมๆกันด้วย เพื่อให้การทำงานรักษาความปลอดภัยเกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาด หรือผิดพลาดน้อยที่สุด รวมถึงระบบตรวจสอบรถเข้าออกรัฐสภา ซึ่งไม่ใช่แค่การตรวจใต้ท้องรถ แต่ต้องสามารถรู้ได้ว่ารถแต่ละคันเป็นของใคร เมื่อเข้ามาบริเวณสภาแล้วนำไปจอดตรงไหน เพื่อที่จะสามารถติดตามตรวจสอบได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุร้าย ตนจึงฝากไปยังหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องในการดูแลระบบรักษาความปลอดภัยของรัฐสภา จะต้องให้ความสำคัญคิดใหม่ทำใหม่ เร่งพัฒนายกระดับระบบรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากลโดยเร็ว ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55886</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคภูมิใจไทย, พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200130/image_big_5e3292a4b09ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขู่ลงดาบ&#039;งูเห่า&#039;โหวตงบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคร่วมรัฐบาลขอบคุณทุกฝ่ายช่วยทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ผ่านสภา รองโฆษก พปชร.ชมนายกฯ มีสปิริต เข้ารับความเห็นฝ่ายค้านไปปรับปรุงหวังร่วมกันทำงาน ดีกว่าชวนคนก่อม็อบลงถนน &amp;quot;เทพไท&amp;quot; ให้ 8 เต็ม 10 คะแนนสอบผ่านทุกฝ่าย ส.ว.เปิดให้สมาชิกแสดงความจำนงอภิปราย 20 ม.ค.นี้ก่อนชงนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พท.คาดโทษ ส.ส.งูเห่าไม่ให้ร่วมกิจกรรม-ไม่ส่ง ส.ส.สมัยหน้า &amp;quot;สมชัย&amp;quot; จ่อชงแก้ รธน.มาตรา 256เปิดทางตั้ง ส.ส.ร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในวาระที่ 2 และวาระ 3 ว่าพรรคพลังประชารัฐขอขอบคุณ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลและส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ที่ช่วยกันทำหน้าที่ในการพิจารณางบประมาณอย่างเข้มแข็ง และเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ในการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เพื่อไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล สามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นเอกภาพ ที่สำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แม้ในวาระนี้จะไม่มีหน้าที่ต้องชี้แจงต่อสภา ประกอบกับมีภารกิจมาก แต่ได้แสดงสปิริตในการทำหน้าที่ในสภาด้วยการเข้าไปขอบคุณสภาด้วย และน้อมรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของฝ่ายค้านที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปประกอบการปรับปรุงการดำเนินงานของส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อห่วงใยของฝ่ายค้านที่นายกฯ และรัฐบาลรับไปนั้น พรรคพลังประชารัฐหวังว่าหลังจากนี้ฝ่ายค้านจะได้ร่วมกันทำงานในสภาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเสียงของฝ่ายค้านในสภานั้นมีความหมาย ฉะนั้นพรรคหรือบุคคลใดที่อ้างว่าเสียงในสภาไม่มีความหมายไปทำการเมืองนอกสภา หรือชวนคนไปลงถนนนั้น เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน&amp;quot; น.ส.ทิพานันกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวว่า อยากฝากให้รัฐบาลนำคำอภิปรายของ ส.ส.ในสภาไปใช้ในการบริหารจัดการงบประมาณให้เป็นไปตามพันธกิจ วิสัยทัศน์ และวัตถุประสงค์ของการจัดสรรงบประมาณเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง สำหรับรายงานข่าวที่ระบุว่า ส.ส.ปชป. 3 คนไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุมและไม่ลงมติในวาระ 3 นั้น ตรวจสอบพบว่า นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ป่วยอยู่ในระหว่างพักฟื้นจากการผ่าตัดใหญ่ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ส่วน น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ก็ป่วยจนไม่สามารถมาประชุมได้เช่นกัน การไม่ได้ลงมติในวาระ 3 ของทั้ง 3 คนไม่มีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด
ให้ 8 เต็ม 10 คะแนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป. ได้เฟซบุ๊กไลฟ์ว่า ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯ ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ ใช้เวลา4 วัน 3 คืน จนกฎหมายฉบับนี้ผ่านมติโดยเอกฉันท์ ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมไม้ร่วมมือของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 1.ผู้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมทั้ง 3 คน คือ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ, นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 2.ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ได้อภิปรายอยู่ในกรอบ ปฏิบัติตามมติวิปรัฐบาลอย่างเคร่งครัด แม้ว่าช่วงท้ายจะถูกขอความร่วมมือไม่ให้อภิปรายก็ตาม ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิ์ แต่ก็ยอมปฏิบัติตามทุกอย่าง 3.ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้อภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล ใช้ข้อมูลอภิปรายอย่างเต็มที่ ได้ให้ความร่วมมือกับการประชุมเป็นอย่างดี การลงมติก็ใช้วิธีการงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ 4.ฝ่ายรัฐบาล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ให้ความสำคัญกับการประชุม ได้กล่าวคำขอบคุณต่อที่ประชุมด้วยตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การประชุมสภาครั้งนี้มีประชาชนตื่นตัว ให้ความสนใจติดตามการประชุมอย่างกว้างขวาง เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะบรรยากาศของการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการอภิปรายในลักษณะเสียดสี โจมตี จนถึงขั้นมีการประท้วง ไล่ออกนอกห้องประชุม หรือต้องถอนคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น บรรยากาศการประชุม 4 วัน 3 คืน เป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่าย นับว่าเป็นการประชุมที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สภาผู้แทนราษฎรโดยความร่วมมือของทุกฝ่าย ถ้าจะให้คะแนนของการประชุมครั้งนี้ ให้ 8 เต็ม 10 ถือว่าสอบผ่านกันทุกฝ่าย&amp;quot; นายเทพไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยต้องขอขอบคุณทั้ง ส.ส. เจ้าหน้าที่สภา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ทุกฝ่าย ที่ได้ช่วยกันพิจารณาให้ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ผ่านสภา และส่งต่อไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาและรอให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องนำงบประมาณที่ผ่านสภามาบริหารประเทศ เรายืนยันว่าจะใช้งบประมาณซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชนทุกบาททุกสตางค์ ด้วยความรอบคอบ คุ้มค่า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปากท้อง เราจะไม่ยอมให้มีการใช้งบประมาณไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร หรือส่อไปในทางทุจริต จึงอยากขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ประสานมายังวุฒิสภา จะส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้วมายังวุฒิสภาในวันที่ 13 ม.ค.นี้ เบื้องต้นจะมีการบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ซึ่งจะกำหนดไว้ 1 วันก่อน โดยจะต้องดูว่ามีผู้ประสงค์อภิปรายจำนวนเท่าไหร่ โดยในการอภิปรายของวุฒิสภาไม่สามารถแปรญัตติปรับลดได้ ทำได้เพียงแค่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น หากพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ม.ค. วันรุ่งขึ้นก็สามารถส่งให้นายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ โดยตามไทม์ไลน์ที่มีการประสานกันไว้ คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ภายในวันที่ 27 ม.ค.
ส.ว.จ่อถก พรบ.งบฯ20ม.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณ สิทธิสมาน วิปวุฒิสภา เปิดเผยว่า วันที่ 13 และ 14 ม.ค.นี้ จะเปิดให้สมาชิกวุฒิสภาที่สนใจอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กรอกใบแสดงความจำนงอภิปราย เพื่อจะได้สรุปจำนวนผู้อภิปรายมาหารกับเวลาที่วางไว้ 600 นาที หรือ 10 ชั่วโมง ซึ่งกำหนด จะอภิปรายในวันที่ 20 ม.ค.นี้เพียงวันเดียว ก่อนจะส่งไปให้รัฐบาลเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างก็เร่งรัดพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ให้รวดเร็วขึ้นโดยในส่วนของสภาก็ใช้เวลาไม่ถึง 105 วันเช่นเดียวกับวุฒิสภาที่ใช้เวลาไม่ถึง 20 วัน เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายงบประมาณล่าช้ามามากแล้ว จึงอยากเร่งรัดให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วเพื่อนำไปบริหารประเทศชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคเพื่อไทย โหวตสวนมติพรรคในการลงมติวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่งเป็นหน้าเดิมที่เคยโหวตสวนมติพรรคมาก่อนหน้านี้ว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวน ส.ส.ที่โหวตสวนมติพรรคครั้งที่แล้วยังไม่ได้ข้อสรุปออกมา แต่เมื่อมีการทำผิดซ้ำขึ้นมาอีก จะทำให้กระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น พรรคเพื่อไทยคงมีมาตรออกมาเร็วๆ นี้ แต่ถ้าจะให้ถึงขั้นขับออกจากพรรค คงต้องคิดให้รอบคอบ เพราะมีรัฐธรรมนูญคุ้มครองอยู่เรื่องเอกสิทธิ์การลงมติของ ส.ส. ดังนั้นคงไม่ถึงขั้นขับออกจากพรรค แต่น่าจะมีการดำเนินการวิธีอื่น เช่น การไม่ให้ร่วมกิจกรรมของพรรค และการไม่ส่งลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งสมัยหน้า เชื่อว่าในเร็วๆ นี้พรรคน่าจะมีบทลงโทษ ส.ส.เหล่านี้ออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ประธานวิปฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า วันที่ 14 ม.ค. จะมีการประชุมวิปฝ่ายค้าน เพื่อหาข้อสรุปเรื่องจำนวนรัฐมนตรีที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะนี้ยังไม่เป็นข้อยุติว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ 5 รัฐมนตรีตามที่มีข่าวออกมา ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ จะต้องรอฟังข้อสรุปจากพรรคร่วมฝ่ายค้านในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านวันที่ 14 ม.ค.อีกครั้ง มีรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจอีก 2-3 คน อยู่ในข่ายอาจถูกอภิปรายเพิ่มเติม ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ว่ามีหลักฐานเพียงพอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือไม่ ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ต้องรอฟังความเห็นจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกทีว่าจะยื่นอภิปรายด้วยหรือไม่ หลังจากได้ข้อสรุปในวันดังกล่าวแล้วจะรีบเขียนญัตติแล้วดำเนินการยื่นเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อสภาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่มีความหวังใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการไปตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อซื้อเวลานั้น ส่วนตัวมองว่าฝ่ายค้าน 7 พรรคไม่ควรไปเล่นการเมืองใดๆ ทั้งสิ้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแค่มอบให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการ เนื่องจากเป็นเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าไปร่วมรัฐบาล หากเดินแนวทางนี้ก็จะไม่เสียเวลา โดยมุ่งไปที่มาตรา 256 ดังนั้นการที่ตนบอกให้เริ่มต้นที่มาตรา 256 ซึ่งทุกฝ่ายก็เห็นด้วย ส่วนที่เหลือให้เป็นเรื่องของประชาชนทั้งหมด
ชงแก้ ม.256 เปิดทางตั้ง สสร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวว่า การเลือกตั้งภายใต้กติกาอย่างเดิมไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาประเทศได้ บวกกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น และปัญหาเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับภัยแล้ง หากรัฐบาลแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ อย่างไรเสียรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด และรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร เพียงแต่ไม่สะใจก็เท่านั้น ดังนั้นอย่าร้อนเกินสถานการณ์ &amp;nbsp;ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น หากสมาชิกพรรคฝ่ายค้านเอาเรื่องที่ใช่ ใช้คนพูดไม่มาก หากพูดกันคนละเล็กน้อยก็ไม่ได้ใจความ ก็จัดการรัฐบาลไม่ได้ แต่หากนำเรื่องที่ใช่ เช่น เรื่องทุจริตฉ้อฉล หากเป็นพฤติกรรมที่คนไทยฟังแล้วรับไม่ได้เพียงไม่กี่เรื่องโดยไม่จำเป็นต้องอภิปรายข้ามวันข้ามคืน ดังนั้นเพียงแต่เอาเรื่องที่ใช่ รวมถึงคนที่มีความสามารถในการอภิปราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชัย ศรีสุทธิยากร รองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุม กมธ.ศึกษาฯ สัปดาห์นี้จะประชุมในวันที่ 14 ม.ค. และวันที่ 17 ม.ค. โดยจะยังคงอยู่ในวาระที่ให้แต่ละฝ่ายเสนอความเห็นและท่าทีเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกว่าสนทนาธรรม เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงสำหรับนำมาพิจารณาให้มากที่สุด ถึงเวลาแล้วที่ทาง กมธ.ศึกษาฯ จะต้องกำหนดแผนงานและขั้นตอนที่ชัดเจน เพราะมีเวลาในการทำงาน 120 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชัยกล่าวว่า ขณะนี้ใน กมธ.ศึกษาฯ มีความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายแนวทาง เช่น การเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำงานขึ้นและการแก้ไขมาตรา 256 พร้อมกับให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ไม่เกี่ยวกับ 256 แต่ส่วนตัวคิดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาถึงความเป็นได้ในการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้ง ส.ส.ร. เพราะจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การแก้รัฐธรรมนูญจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปิดประตูเพื่อแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 รวมทั้งจะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพราะต้องยอมรับว่ามีบางฝ่ายยังไม่ไว้วางใจว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญจะมีการแก้ไขในประเด็นใดบ้าง ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น&amp;quot; นายสมชัยกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54387</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนูณ สิทธิสมาน, จตุพร พรหมพันธุ์, ทิพานัน ศิริชนะ, พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, วันชัย สอนศิริ, สมชัย ศรีสุทธิยากร, สุทิน คลังแสง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องอาจ คล้ามไพบูลย์, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200112/image_big_5e1b1ab81cde4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
