<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กมธ.ดีอีเอส&#039;ชงยกเครื่องระบบไอทีรัฐสภารับ&#039;New Normal&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 63 - น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) เปิดเผยว่า สถานการณ์วิกฤตไวรัสโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่าการทำงานหลายๆ อย่างของสมาชิกรัฐสภา และเจ้าหน้าที่สภาต้องมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง สภาต้องนำวิธีการทำงานใหม่ๆ เข้ามาเพื่ออนาคต เพราะที่ผ่านมาเราต้องยอมรับความจริงว่าการประชุมต่างๆ เช่น คณะกมธ. หลายคณะ ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประชุมและติดต่อสื่อสาร เช่น วีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ รวมถึงการบันทึกการประชุมที่เข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเรื่องต่างๆ เหล่านี้ควรต้องเสนอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องศึกษาพิจารณาต่อไป เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าสถานการณ์ต่างๆ หรือภัยคุกคามจะเปลี่ยนไปในวันไหน ส.ส.หลายคนต้องลงพื้นที่ อยู่ในต่างจังหวัด การจะเดินทางเข้ามาเพื่อประชุมอาจเดินทางไม่ได้ ไม่สะดวกหรือเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการประชุม การปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อเป็นการรองรับเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ ในอนาคตด้วย&amp;nbsp; นอกจากนี้สภาควรมีระบบแบ็คอัพข้อมูลสำรองไว้ในกรณีภาวะฉุกเฉินหรือระบบล่ม ทำเป็นศูนย์ข้อมูลแบ็คอัพ สามารถกู้ข้อมูลได้ในกรณีที่ข้อมูลหาย หรือที่เรียกกันว่า Data Recovery แต่วันนี้ทางสภายังไม่มีความพร้อม ดังนั้นทางกมธ.ดีอีเอส จะประชุมเพื่อพูดคุยในเรื่องนี้ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบต่อสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธาน กมธ.ดีอีเอส กล่าวว่า วันนี้ระบบการทำงานต่างๆ ของรัฐสภา ต้องมีการอัพเกรดและอัพเดทให้เท่าทันโลกอนาคต เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ การทำงานภายในสภาโดยเฉพาะการประชุม คณะกมธ.ชุดต่างๆ ต้องมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตไวรัสโควิด เราต้องรักษาระยะห่าง และไม่มีการรวมคนจำนวนมากไว้ในห้อง ระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์จึงเข้ามามีบาทบาทเป็นอย่างมากในการทำงานของกมธ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสภาควรต้องพัฒนาระบบต่างๆ เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต ระบบโทรคมนาคม ระบบไอทีต่างๆ ของสภาให้รองรับการทำงานในระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วย ที่สำคัญคือจะต้องมีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber security) ด้วย ซึ่งหากเราลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยให้การทำงานของทั้ง ส.ส. ส.ว. จะง่ายขึ้น ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้รวดเร็วขึ้น วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.จิรศิลป์ จยาวรรณ จากภาควิชาวิศวกรรมอิเล็คทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า การพัฒนาระบบไอทีของสภาเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อม ทั้งระบบกาประชุม Teleconference ระบบการเก็บข้อมูลData Recovery แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้ระบบการรักษาความปลอดภัยของสภาในภาพรวมคือทั้งที่เป็นกายภาพ (Physical security) และ ข้อมูล (Information) โดยการรักษาความปลอดภัยในด้านข้อมูล เช่น การรักษาความลับ ความสมบูรณ์ของข้อมูล ความง่ายในการเรียกใช้ข้อมูลและความเป็นเอกภาพของข้อมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ความสำคัญและความท้าทายที่การทำงานของระบบความปลอดภัยของข้อมูลในรัฐสภาที่กำลังดำเนินการอยู่คือ BCP (Business Continuity Plan) หรือDRP (Disaster Recovery Plan) เนื่องจากมีการย้ายที่ตั้งใหม่แต่ระบบการทำงานต้องมีความต่อเนื่อง BCP จึงเป็นแผนสำคัญที่ขาดไม่ได้ และระบบข้อมูลของรัฐสภามีความสำคัญระดับประเทศจึงจำเป็นต้องมีแผนจัดเก็บข้อมูลสำรองในมาตรฐานที่ดีและปลอดภัยพร้อมดำเนินการได้ทันทีที่ระบบหลักล่มหรือเกิดปัญหา&amp;nbsp;
นอกจากนี้ยังมีประเด็น ที่น่าสนใจ คือ ในระยะอันใกล้ควรมีการประยุกต์ใช้ IOT และ AI&amp;nbsp; เข้ามาช่วยในการดำเนินงาน รวมถึงเทคโนโลยี 5G ก็เป็นสิ่งที่รัฐสภาควรให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการนำมาประยุกต์ หรือปรับปรุงทั้งในเรื่องของ การติดต่อสื่อสาร การสร้างโครงข่ายเฉพาะ (Local 5G) เพื่อการบริหารความปลอดภัย และเป็นช่องทางในการติดต่อเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66853</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ดีอีเอส, กัลยา รุ่งวิจิตรชัย, พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, สภา, ไอที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb3410c56a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; www.thaipost.net ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; Line ID:@thaipost วิกฤติไวรัส &amp;ldquo;โควิด-19&amp;rdquo; ในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ในระดับปานกลาง จากการมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ในภาวะเช่นนี้ที่ไม่รู้ว่าจะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าใด ก็ขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจในการป้องกันชีวิตจากไวรัสซึ่งกันและกัน และขอให้เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันรักษาชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างเต็มความสามารถ จนกว่าวิกฤติจะลดลงและสิ้นไปในที่สุด ...0 มันเป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่น่าบังเอิญจริงๆ เพราะนอกจากไวรัสแล้วยังเกิดปรากฏการณ์ &amp;ldquo;แฟลชม็อบ&amp;rdquo; ต่อต้านรัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นอีกครั้งที่เรื่อง &amp;ldquo;ชีวิตประจำวัน&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;การเมือง&amp;rdquo; เกี่ยวพันกันอย่างเด่นชัด ชีวิตประจำวันก็ต้องใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตัวเอง หลีกเลี่ยงที่ชุมนุมของผู้คน แต่วิกฤติการเมืองก็พุ่งขึ้นมาเสียจนคนส่วนหนึ่งต้องออกมาชุมนุม ถึงแม้จำนวนของผู้ชุมนุมจะมีมากพอสมควร แต่ยังไม่ถึงระดับหลักหมื่นหลักแสน คงด้วยเหตุไวรัสโควิดอาจทำให้คนจำนวนไม่น้อยยับยั้งชั่งใจ ไม่อยากออกมาชุมนุมเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเอง ดังนั้น เชื่อว่าวิกฤติการเมืองอาจยังไม่รุนแรงขึ้นได้ในขณะนี้ เวลาที่ทุกฝ่ายต้องคอยระวังไวรัสไปด้วย ยิ่งพอคิดไปถึง &amp;ldquo;ฮ่องกง&amp;rdquo; ณ เวลานี้ ม็อบไล่รัฐบาลก็หายไปจากหน้าข่าวสารเฉยเลย ...0 การยุบ &amp;ldquo;พรรคอนาคตใหม่&amp;rdquo; ที่ทำให้ &amp;ldquo;ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;rdquo; อดีตหัวหน้าพรรคฯ พร้อมกรรมการบริหารต้องพ้นจากการเมืองในสภาฯ อันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้วิกฤติการเมืองพุ่งขึ้นนั้น &amp;ldquo;ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์&amp;rdquo; อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึง &amp;ldquo;ธนาธร&amp;rdquo; ในหัวข้อ &amp;ldquo;ข้อความสุดท้าย ถึง...ธนาธร&amp;rdquo; ด้วยการยกเรื่อง ส.ส.อดีตสมาชิกพรรคที่ย้ายไปสนับสนุนรัฐบาล มาโจมตี โดยมีข้อความอาทิ &amp;ldquo;แล้วคุณจะเอาหลักประกันอะไร ให้พวกผมไปเชื่อคุณอีกเล่า! ... ไฉนคุณถึงกล้ามาเสนอหน้าต่อสู้เคลื่อนไหวนอกสภา ... ในเมื่อแม้แต่ตอนคุณเป็นฝ่ายค้านยังทำอะไรให้ดีไม่ได้ในสภา ... คุณยังเหลือความมั่นใจไปบอกประชาชนอีกหรือ?&amp;rdquo; เป็นต้น ทั้งที่ความจริง ส.ส.ย้ายค่าย หรือ ส.ส.งูเห่า เป็นสัดส่วนน้อยกว่าคนที่ยังอยู่ในอุดมการณ์พรรคจำนวนมาก การนำเรื่องเล็กมาขยายเสียใหญ่โตอย่างนี้ ดูเป็นการเสี้ยมหรือซ้ำเติมมากกว่าการสั่งสอนหรือเปล่า? ...0 จากทั้งวิกฤติไวรัสและฝุ่น PM 2.5 &amp;ldquo;พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ&amp;rdquo; ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคภูมิใจไทย ออกมาตีปี๊บผลักดันนโยบายทำงานที่บ้านและเรียนออนไลน์ ซึ่งเป็นนโยบายที่ &amp;ldquo;พรรคภูมิใจไทย&amp;rdquo; ได้หาเสียงไว้ ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายหรือรับเชื้อโรค ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหยุดงาน และหยุดเรียนในภาวะวิกฤติไม่เสียการเรียน ...0 อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยจะทำอย่างไรให้เกิดการปฏิบัติตามนโยบายที่ว่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าแค่เพียงคำว่าวาระแห่งชาติ ในวิกฤติครั้งนี้คือโอกาสที่พรรคจะได้พิสูจน์ผลงานตัวเอง ขณะที่อีกนโยบายสำคัญอย่าง &amp;ldquo;แกร็บถูกกฎหมาย&amp;rdquo; ที่หาเสียงไว้นั้น ก็น่าตั้งคำถามถึง &amp;ldquo;ศักดิ์สยาม ชิดชอบ&amp;rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งสังกัดพรรคภูมิใจไทย ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้วในส่วนของแกร็บไบค์ เหตุใดจึงดำเนินการเสนอกฎกระทรวงรับรองแค่แกร็บแท็กซี่ให้ถูกกฎหมายก่อน ภายในเดือน มี.ค.2563 เพราะการทะเลาะวิวาทแย่งผู้โดยสารระหว่างผู้ขับรถโดยสารในระบบเดิมกับแกร็บทุกประเภทมีมาตลอด ล่าสุดยังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ที่ผู้ขี่วินมอเตอร์ไซค์ถึงขั้นลงมือรุมทำร้ายร่างกายผู้ขี่แกร็บไบค์ที่ซอยสุขุมวิท 48 นี่คือวาระเร่งด่วนที่ควรดำเนินการแก้ไขให้ได้ครบทุกมิติ ตามนโยบายของตัวเอง ...0&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายชาติสังคม, บันทึกหน้า4, พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2020 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2020 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกภท.ดัน&#039;ทำงานที่บ้าน-เรียนออนไลน์&#039;วาระแห่งชาติ ฝ่าวิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค. 63 &amp;ndash; พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด19 และปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ว่า จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ของทั้ง 2 ประเด็นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ และทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศที่ยังไม่มีนโยบายในเรื่องออนไลน์อย่างจริงจัง เช่น การให้ทำงานที่บ้านได้ ทั้งในส่วนของภาคเอกชนและราชการ การเรียนออนไลน์ที่ไม่ต้องออกจากบ้านโดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถไฟฟ้าที่จะเป็นการช่วยลดมลพิษทางอากาศได้ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งประเทศที่ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง รวมถึงในเรื่องธุรกิจการค้าออนไลน์ ที่จะต้องมีการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ ของคนในประเทศของเราเอง ซึ่งนโยบายต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัส&amp;nbsp; และการรับเชื้อโรคต่างๆ ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนที่บ้าน การทำงานที่บ้าน รัฐบาลได้มีแนวทางดำเนินการเป็นนโยบายอยู่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับพรรคภูมิใจไทยที่เราจะได้มีการผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งนโยบายทำงานที่บ้าน หรือการไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศในตัวเมืองแต่สามารถทำงานได้ที่จุด co-working space ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายหรือรับเชื้อโรคแล้ว ยังทำให้ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการหยุดงานลดลงไป หรือไม่มีผลกระทบเลยในบางธุรกิจ รวมถึงเรามีนโยบายเรียนออนไลน์ฟรี โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังโรงเรียนหรือสถานศึกษา นโยบายนี้จะทำให้เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่หยุดเรียนในภาวะวิกฤติไม่เสียการเรียน สามารถเรียนต่อเนื่องได้เลย แม้ปัจจุบันจะมีบางสถาบันที่มีหลักสูตรออนไลน์แล้วก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือ กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานด้านการศึกษา จะต้องมีการรับรองหลักสูตรออนไลน์ให้เป็นที่ยอมรับในการสมัครเข้าทำงานโดยเฉพาะในหน่วยงานราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับนโยบายดังกล่าว และผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ ในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎระเบียบ ที่รัฐจะต้องออกมาเพื่อรับรองการเรียน การทำงาน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นที่ยอมรับ เพราะสถานการณ์วิกฤตทั้งไวรัสโควิด-19 และฝุ่นพิษ PM2.5 อย่างเช่นปัจจุบันนี้ อนาคตอาจเกิดขึ้นอีก ดังนั้นการมองอนาคตและเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก การที่เกิดโรคแล้วต้องหยุดเรียนหรือหยุดทำงานไปเลย มันไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบันแล้ว&amp;rdquo; พ.อ.เศรษฐพงค์ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58621</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำงานที่บ้าน, ฝุ่นPM2.5, พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, ภท., โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5c6cf4eb8a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2020 12:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2020 12:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;สั่งส.ส.แจงผลงานรัฐบาลสู้ซักฟอก ห้ามโดดประชุมเด็ดขาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 63 &amp;ndash; พันเอกเศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ก.พ.นี้ ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่รู้สึกกังวลกับเวทีซักฟอกที่จะมีขึ้น เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถชี้แจงข้อซักถามของฝ่ายค้านได้เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ขณะที่นายกรัฐมนตรี มีภาวะผู้นำและสามารถบริหารจัดการ ปัญหาได้ ทั้งนี้แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะไม่ปรากฏรายชื่อรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย แต่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้กำชับส.ส.ทุกคนให้เตรียมพร้อมเรื่องข้อมูลในการนำเสนอให้ประชาชนรับทราบและเห็นผลงานของรัฐบาลได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงที่มีการซักฟอก ว่ารัฐบาลต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างไรบ้าง เช่น ซึ่ง เช่น วิกฤตไวรัสโคโรนา ที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข สามารถดำเนินการจนทำให้ทุกฝ่ายเกิดความเชื่อมั่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยได้เตรียมการและประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา พร้อมแสดงความมั่นใจว่า การลงมติของพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีปัญหาใดๆ เนื่องจาก ส.ส.ทุกคนเคารพมติพรรค จึงไม่มีปัญหาเรื่องเสียงแตก ที่สำคัญหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้กำชับ ส.ส. ทุกคนให้นั่งอยู่ในที่ประชุมตลอดเวลา และระมัดระวังเรื่องการลงคะแนน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้&amp;nbsp; ขณะเดียวกันอยากเรียกร้องให้ประชาชนและนักการเมืองทุกคนได้หันมาจับมือกันเดินหน้าพัฒนาประเทศ ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ประชาชนทุกคนต่างอยู่ในภาวะเศร้าสลด นักการเมืองทุกคนจึงควรหันหน้ามาร่วมมือกันมากกว่าจะต่อสู้ เอาชนะซึ่งกันและกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พรรคภูมิใจไทยมองว่า ขณะนี้ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ และนักการเมืองทุกฝ่ายเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพื่อร่วมมือกันพัฒนาประเทศ ทำให้ประชาชนมีความสุข เพราะวันนี้เราสูญเสียกันมากแล้ว จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้บรรยากาศของคนในชาติ อยู่ในภาวะความเศร้าเสียใจ&amp;nbsp; จึงอยากให้ทุกฝ่ายลืมอดีตแล้วมองไปข้างหน้าด้วยกัน&amp;quot; โฆษกพรรคภูมิใจไทย ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56791</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซักฟอก, พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, ภท., ภูมิใจไทย, อนุทิน, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200210/image_big_5e40e95566743.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพ้อนายกฯชื่อ&#039;ทอน&#039; &#039;ช่อ&#039;มโนตกเก้าอี้เพราะรธน.60ขวาง&#039;บิ๊กตู่&#039;เลยนั่งตลอดกาล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่อ&amp;quot; ลงพื้นที่อุตรดิตถ์ ไอโอเลิกเกณฑ์ทหาร แก้รัฐธรรมนูญ เผยวาทะเด็ด รธน.60 เขียนให้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เป็นนายกฯ ตลอดกาล แต่หากไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 2560 คนที่จะเป็นนายกฯ คือ &amp;quot;ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;quot; ขณะที่ &amp;quot;วันชัย&amp;quot; โวยอย่าโยนบาปให้ ส.ว. ถามแก้แล้วบ้านเมืองจะเรียบร้อย มันมั่นคงจริงหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่บริเวณตลาดสดคลองโพ ถนนบรมอาสน์ เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ พร้อม น.ส.วรรณวิภา ไม้สน ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายปัณณวัตร นาคมูล ประธานคณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ และสมาชิกพรรคราว 20 คน ร่วมกันออกเดินรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 พร้อมยกเลิกบังคับการเกณฑ์ทหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนที่มาจ่ายตลาดเช้า พ่อค้าแม่ค้าในตลาดคลองโพขอถ่ายภาพคู่กับ น.ส.พรรณิการ์ ท่ามกลางการสังเกตการณ์และหาข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบ รวมถึงฝ่ายปกครอง ส่งผลให้การจราจรบริเวณตลาดสดคลองโพค่อนข้างติดขัด ซึ่งปกติแล้วตลาดแห่งนี้ก็มักจะติดขัดในช่วงเช้าของทุกวันอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะติดขัดมากกว่าช่วงวันทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.พรรณิการ์กล่าวเชิญชวนประชาชนที่มาจ่ายตลาดคลองโพผ่านโทรโข่งว่า นอกจากจะมาร่วมงานครบรอบ 1 ปีการก่อตั้งสาขาพรรคอนาคตใหม่ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ก็ทำงานกันอย่างเข้มแข็ง และหากชาว จ.อุตรดิตถ์เดือดร้อนอยากให้พรรคอนาคตใหม่ช่วยเหลือ ก็ให้สามารถยื่นเรื่องได้ การทำงานของพรรควันนี้ไม่มีความราบรื่น แต่ชาวอนาคตใหม่ทุกคนจะไม่กลัว แต่จะก้าวเดินไปพร้อมกับประชาชนทั่วประเทศ พรรคเองก็เชื่อว่าจะไม่มีใครสามารถทำอะไรพรรคได้ วันนี้พรรคอนาคตใหม่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะเดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอกล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่ไปที่ไหน หรือช่วงที่พรรคอนาคตใหม่หาเสียง ไม่เคยมีเงินมาแจกพี่น้องประชาชน มีแต่แผ่นพับใบปลิวมาแจกให้กับประชาชน เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เขียนไว้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และจะเป็นนายรัฐมนตรีตลอดไป หากไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 2560 คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกพรรคอนาคตใหม่กล่าวอีกว่า เรื่องที่สำคัญและพรรคอนาคตใหม่ดำเนินการเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว นั่นคือ ร่างกฎหมายยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร ให้เป็นแบบสมัครใจเป็นทหาร และอยากให้รัฐบาลผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้โดยเร็วด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แสดงความเห็นกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เห็นมีพูดกันว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้นแก้เรื่อง ส.ว.และแก้เรื่องการโหวตนายกฯ แค่นี้เรื่องเดียวก็จบ และก็คงแก้ไม่ได้ เพราะ ส.ว.คงขวาง ก็ขอบอกว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ส.ว.250 คนคงไม่มีใครขวางแน่ อย่าโยนบาปหรือความเกลียดชังมาให้กับ ส.ว. หาว่า ส.ว.เป็นติ่ง เป็นส่วนเกิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอทำความเข้าใจอีกครั้งว่า ที่รัฐธรรมนูญเขาให้มี ส.ว. 250 คนนั้น ก็มาเพื่อทำภารกิจเฉพาะกิจเฉพาะกาลในระยะเปลี่ยนผ่าน และคงไม่มีใครมายึดติดกับตำแหน่ง เขาไม่ได้ให้มาหนุนใคร โดยเฉพาะ และไม่ได้ให้มารักษาอำนาจให้แก่ใคร รัฐธรรมนูญเขาให้มาหนุนการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งให้มารักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางการเมืองให้เดินต่อไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ใช่ให้มาแย่งชิงอำนาจ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าการเมืองดี มีความมั่นคง มี ส.ส.ดี มีนักการเมืองดี และประเทศชาติเดินไปด้วยดี มีความเรียบร้อย ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ผมมีความเห็นว่าไม่ต้องมี ส.ว.ยังได้เลย ที่เขามีไว้ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ เขาไม่ต้องการให้การเมืองกลับไปสู่วังวนเดิม คือใช้เงินสร้างอำนาจ มีอำนาจแล้วโกงกินทุจริต แล้วก็หาเงินไปรักษาอำนาจ ในที่สุดก็ชุมนุมประท้วง ขับไล่ ปฏิวัติรัฐประหาร วงจรอุบาทว์ทั้งนั้น เขาต้องการให้ทุกเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างของบ้านเมืองมันจบในสภา เขาจึงมีการออกแบบให้มีการถ่วงดุลกันทั้งสองสภา และให้มี ผบ.เหล่าทัพอยู่ในสภา ได้รู้ได้เห็น ได้แก้ปัญหากันในสภา จะได้เลิกเสียทีต่อการปฏิวัติรัฐประหาร เขามี ส.ว.เฉพาะกิจเฉพาะกาล เพราะมาเสริมเพื่อป้องกันปัญหาของบ้านเมืองไม่ให้มันบานปลาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัยระบุว่า ถ้ามั่นใจกันว่าบ้านเมืองในขณะนี้มันเรียบร้อยดีอยู่แล้ว จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ไม่ว่า แต่ปัญหาอย่างที่เราเห็นกันอยู่มันเรียบร้อยจริงหรือไม่ มันมั่นคงหรือไม่ ในซีกการเมืองสามารถตอบได้เองอยู่แล้ว อย่าโยนบาปให้ ส.ว. เพราะทุกคนยืนยันว่าจะเป็น ส.ว.หรือไม่ได้เป็น ถ้าบ้านเมืองเรียบร้อยเสียแล้ว เชื่อว่าทุกคนพร้อมเสียสละเพื่อบ้านเมือง เรื่องตำแหน่งมันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องของประเทศชาติและประชาชนยิ่งใหญ่กว่า เลิกด่าเลิกกล่าวหากันเสียที ดูตัวเองกันบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ตอบโต้ว่า เป็นเรื่องที่ดีและสมควรแล้วที่สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาบางท่านประกาศตัวว่าจะไม่ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็หวังว่าคงไม่ใช่ดีแต่พูด ส่วนที่บอกว่าพรรคการเมืองไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเองนั้น ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ก่อให้เกิดปัญหาต่อส่วนรวม ทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอและขาดเสถียรภาพ ทั้งยังไม่ได้ให้อำนาจประชาชนและไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรรคเพื่อไทยจึงเรียกร้องให้แก้ไขเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่พรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนให้แก้ไข รัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นหมวดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และรูปแบบของรัฐ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาสังคมก็คงเห็นถึงปัญหาและข้อเสียของรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว โดยเฉพาะกติกาเลือกตั้งที่บิดเบี้ยว ทำให้เกิดรัฐบาลผสมเกือบ 20 พรรค ที่มีเสียงปริ่มน้ำ จึงเปิดช่องให้งูเห่าการเมืองเอาเก้าอี้ ส.ส.ไปต่อรองรับผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่แคร์สายตาประชาชน เพราะเปิดรัฐธรรมนูญดูมาหลายรอบแล้ว จึงมั่นใจว่าไม่มีใครไล่ตนเองออกจากความเป็น ส.ส.ได้ จึงอาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว จะเห็นว่านี่คือปัญหาของส่วนรวม ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องสมควรแล้วที่สมาชิกวุฒิสภาออกมาส่งสัญญาณว่าจะไม่ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งไม่มีความชอบธรรมทั้งในแง่ของที่มาและเนื้อหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม ท่าน ส.ว.สรรหาทั้งหลายไม่ต้องไปโทษใครว่าโยนบาปเรื่องต่างๆ ให้ ส.ว.สรรหา เพราะใครทำกรรมแบบไหนเอาไว้ย่อมต้องได้รับผลกรรมแบบนั้น หากพวกท่านต้องการไถ่บาป ก็ต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าจะเลิกเตะถ่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จริงๆ ไม่ได้ดีแต่พูด เพราะที่ผ่านมาสังคมไม่ได้คาดหวังอะไรนักจาก ส.ว.สรรหา 250 ท่าน เพราะไม่แน่ใจนักว่าเป็นตัวของตัวเองหรือไม่ หรือต้องรอใบสั่งจากใครหรือเปล่า&amp;quot; รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า คณะ กมธ.ชุดนี้มีทั้งหมด 49 คน โดยในส่วนของพรรค ภท. มีตัวแทนเข้าไปร่วมเป็นกมธ. 4 คน ได้แก่ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่, นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง และนายบุญดำรง ประเสริฐโสภา อดีต ส.ส.ราชบุรี โดยในการทำหน้าที่ดังกล่าว ตัวแทนของพรรค ภท.ยึดมั่นในแนวทางที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคได้เคยให้ไว้ คือการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชน สิ่งใดที่เขาอยากได้ อยากให้ปรับแก้ เรายินดีที่จะช่วยศึกษาเพื่อให้การดำเนินการเกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์มากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนในการเข้าไปร่วมเป็นกรรมาธิการ คือเราไม่ได้เน้นเรื่องการเมือง แต่จะทำงานโดยยึดความต้องการและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งตัวแทนของพรรคทุกคนเข้าใจและยึดมั่นในหลักการนี้มาตลอด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52982</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, พรรณิการ์ วานิช, ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง, วันชัย สอนศิริ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191221/image_big_5dfe1f6315b97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ภูมิใจไทย&#039;ยันส.ส.พรรคไม่เคยตีรวนลั่นรัฐบาลไร้รอยร้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.62-พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามถึงประเด็นความขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทยว่า การที่ท่านนายกฯ ไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน เพราะในความเป็นจริงพรรคร่วมรัฐบาลที่มีอยู่เวลานี้ไม่มีรอยร้าวหรือความขัดแย้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอยืนยันตรงนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีปัญหาความขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้าน รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย รวมถึง ส.ส.ไม่เคยตีรวนให้เกิดรอยร้าว ทุกคนยังคงเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกพรรค ภท.กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมาในฐานะรัฐบาลที่มาจากหลายพรรค ทุกฝ่ายทำงานเป็นหนึ่งเดียว มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเพื่อรัฐมนตรีจะได้นำไปดำเนินการ ดังนั้นข่าวความขัดแย้งกันในพรรคร่วมรัฐบาลที่เกิดขึ้นเป็นการพยายามสร้างประเด็นมากกว่า และขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว เพราะประเทศกำลังจะเดินหน้า หากไม่ช่วยก็อย่าถ่วงความเจริญของบ้านเมือง นอกจากนี้ตนยังเชื่ออีกว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่เสียสมาธิกับเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50497</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคภูมิใจไทย, พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, พรรคร่วมรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd1fb20093f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เศรษฐพงค์”แนะดีอีเอส-กสทช. ยึดคืนคลื่น 3.5 GHz จากไทยคม5 แล้วจัดสรรเป็นความถี่สำหรับเทคโนโลยี 5G ให้เข้ามาตรฐานสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 6 พ.ย. เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา เกียกกาย มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้ ในช่วงหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนนั้น พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้หารือว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกสทช. จัดประมูลคลื่นความถี่สำหรับ 5G ในช่วงต้นปี 2563 แต่ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันไปใช้คลื่นความถี่ย่าน 3.5GHz ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU ได้กำหนดไว้เช่นกัน ซึ่งจะมีการผลิตอุปกรณ์หลักๆ มากมายบนย่าน 3.5GHz ดังกล่าวมากกว่าในย่านความถี่อื่นๆ แต่ในแผนการประมูลคลื่นความถี่ที่จะเกิดขึ้นในต้นปีหน้าที่ กสทช.ประกาศออกมานั้น ไม่มีคลื่นความถี่ในย่าน 3.5GHz เลย ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมาก การใช้คลื่นความถี่ย่าน 2600 และ 700MHz ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนผู้ให้บริการ 5G ที่ยังไม่แพร่หลาย หากประเทศไทยใช้คลื่นความถี่ที่ไม่ได้รับความนิยม จะก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องอุปกรณ์ปลายทางคือโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ 5G อื่นๆ ที่ไม่มีในท้องตลาด ส่งผลให้ประชาชนต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวอีกว่า กระทรวงดิจิทัลฯ และ กสทช. ควรเร่งนำคลื่น 3.5GHz มาร่วมประมูลด้วย เพื่อให้ 5G ไทยเทียบเท่ามาตรฐานโลก สามารถรองรับอุปกรณ์จากทั่วโลกที่มีราคาถูกลงอย่างรวดเร็ว จนสามารถสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายของรัฐบาลได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับดาวเทียมไทยคม 5 ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2564 นั้น ใช้ความถี่ย่าน 3.5GHz ซึ่งถูกนำมาใช้ในการให้บริการทีวีดาวเทียมเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมลดน้อยลง ในหลายประเทศมีการเรียกคืนความถี่ย่าน 3.5GHz จากดาวเทียม และนำมาจัดสรรเป็นความถี่สำหรับเทคโนโลยี 5G แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ประเทศไทยควรหาแนวทางในการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 3.5GHz เพื่อนำมาจัดสรรให้กับ 5G เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49661</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคภูมิใจไทย, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กสทช., พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191106/image_big_5dc28405c7178.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
