<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดีเฮ้าส์ฯ&quot; เข้าระดมทุนรุกคืบตลาดอีสาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พงศ์พจน์ เลิศรุ้งพร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแผนธุรกิจ และความเป็นไปได้ของโครงการ เพื่อพัฒนาโครงการรูปแบบใหม่ประเภทคอนโดโลว์ไรส์และมิกซ์ยูซ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่งทางบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาในการปล่อยเช่าครึ่งหนึ่ง เปิดขายครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างรายได้ประจำในอนาคต มีแผนที่จะขยายไปหัวเมืองใหญ่ในจังหวัดอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ขอนแก่น อุบลราชธานี โคราช และอุดรธานี โดยตั้งเป้าการเติบโตระยะ 3-5 ปี มีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;quot;ดีเฮ้าส์ฯ&amp;quot; เข้าระดมทุนรุกคืบตลาดอีสาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับว่าเป็นช่วงท้าทายของภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการต่างก็ปรับกลยุทธ์กันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการหันมาเน้นแนวราบตามดีมานด์ของตลาด รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้สอดรับกับยุคนิวนอร์มอล และการลดราคากันจำนวนมาก เพื่อให้สามารถปิดยอดขายมากที่สุดก่อนสิ้นปี 2563 นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่างจังหวัด ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่มีความแข็งแกร่งในฐานะเจ้าบ้านอยู่พอสมควร ทั้งการรู้จักลูกค้าในเชิงลึก เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่และอาศัยอยู่มานาน รวมถึงยังมีที่ดินรอการพัฒนาหลายแห่ง โดยจังหวัดมหาสารคามนับเป็นเมืองแห่งอนาคตอีกแห่งของทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ &amp;ldquo;ดีเฮ้าส์พัฒนา&amp;rdquo; ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในตลาดมหาสารคาม พร้อมระดมทุนเพื่อขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสภาพเศรษฐกิจของมหาสารคามนั้น มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมากจะเกิดจากประชากรแฝงเข้ามาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา นักธุรกิจ รวมถึงผู้ที่ต้องการมาขยายธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นที่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น 4-5 ราย เน้นการทำโครงการแนวราบเป็นหลัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพงศ์พจน์ เลิศรุ้งพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีเฮ้าส์พัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ DHOUSE เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดมหาสารคามมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเป็นเมืองแห่งการศึกษาที่มีนักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้เกิดการค้าขาย การลงทุนในภาคธุรกิจ ส่งผลให้เกิดความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันมหาสารคามเป็นจังหวัดที่ไม่ได้พึ่งพิงการท่องเที่ยว ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและยังมีกำลังซื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หลังระดมทุนบริษัทเตรียมพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแผนธุรกิจและแผนการตลาด เริ่มจากโครงการ U Park โครงการบ้านจัดสรรบนพื้นที่ 40 ไร่ นับว่าเป็นทำเลที่ดี เนื่องจากพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวนรวม 249 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 607.07 ล้านบาท คาดการณ์เปิดขายโครงการไตรมาส 1/64 และโครงการแกรนด์บิซ 2 อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 40 ยูนิต บนพื้นที่ 3 ไร่ เดินทางสะดวกใกล้มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า และสถานที่ราชการต่างๆ มูลค่าโครงการ 127.60 ล้านบาท คาดการณ์เปิดขายโครงการไตรมาส 2/64 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแผนธุรกิจ และความเป็นไปได้ของโครงการ เพื่อพัฒนาโครงการรูปแบบใหม่ประเภทคอนโดโลว์ไรส์และมิกซ์ยูซ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่งทางบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาในการปล่อยเช่าครึ่งหนึ่ง เปิดขายครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างรายได้ประจำในอนาคต มีแผนที่จะขยายไปหัวเมืองใหญ่ในจังหวัดอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ขอนแก่น อุบลราชธานี โคราช และอุดรธานี โดยตั้งเป้าการเติบโตระยะ 3-5 ปี มีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพงศ์พจน์ เลิศรุ้งพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีเฮ้าส์พัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ DHOUSE ผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดมหาสารคาม ประเภทที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์เพื่อขายหลากหลายรูปแบบ อาทิ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และอาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังคลายล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 โครงการของบริษัทยังคงได้รับความนิยม ลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโครงการอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปกติ และมีความสนใจจองซื้อต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ธุรกิจของบริษัทในช่วงไตรมาส 4/63 มีแนวโน้มเติบโตในเกณฑ์ดี ณ สิ้นเดือน ก.ย. มียอดจองคงเหลือรอโอน (Backlog) มูลค่ารวมประมาณ 58.05 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มโอนโครงการพฤกภิรมย์ ได้ในช่วงปลายเดือน พ.ย. หรือต้นเดือน ธ.ค. ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะมียอดจองและยอดโอนทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ที่ระดับ 53-55% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ที่ระดับ 22-28% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 70.88 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 13.74 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 36.33 ล้านบาท โดยบริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ที่ระดับ 54.47% ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 23.80 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 36.42 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3.13 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10.35 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ผลกำไรที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดสำหรับเตรียมการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เป็นค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ซึ่งหากไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ บริษัทจะสามารถรักษาระดับกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 22% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอรรถ เลิศรุ้งพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเฮ้าส์พัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ DHOUSE กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าครึ่งปีแรก จากผลกระทบที่ประเทศไทยมีมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งหลังจากปลดล็อกดาวน์แล้ว โครงการของ DHOUSE ยังคงได้รับความนิยม มีลูกค้าสนใจจองซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3/63 มียอดโอนจำนวน 22 ยูนิต แบ่งเป็นโครงการเดอะแกรนด์ เรสซิเดนซ์ 8 ยูนิต เดอะแกรนด์ คาเนล 9 ยูนิต และเดอะแกรนด์ บิซ 5 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 70.42 ล้านบาท และมียอดจองคงเหลือรอโอน จำนวน 18 หลัง หลังแบ่งเป็นโครงการเดอะแกรนด์ เรสซิเดนซ์ 2 ยูนิต เดอะแกรนด์ คาเนล 2 ยูนิต เดอะแกรนด์ บิซ 5 ยูนิต และพฤกภิรมย์ 9 ยูนิต และในช่วงไตรมาส 4 คาดว่าจะเริ่มโอนโครงการพฤกภิรมย์ ได้ในช่วงปลายเดือน พ.ย. หรือต้นเดือน ธ.ค. และเชื่อว่ามียอดจองและยอดโอนทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ทำการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงครึ่งแรก ปี 2563 ซึ่งเป็นการสำรวจโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุด ที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย โดยในช่วงที่ทำการสำรวจ พบว่ามีจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขาย ณ ครึ่งแรก ปี 2563 ทั้งหมด 305 โครงการ จำนวน 15,409 หน่วย มูลค่ารวม 53,967 ล้านบาท จำแนกเป็นโครงการบ้านจัดสรร 256 โครงการ 12,187 หน่วย มูลค่า 45,951 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด 49 โครงการ 3,222 หน่วย มูลค่า 8,017 ล้านบาท โดยมีหน่วยเหลือขาย ณ 30 มิถุนายน 2563 จำนวน 12,559 หน่วย และในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ จำนวน 2,850 หน่วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันยังได้ประมาณการทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 โดยคาดว่า ณ ครึ่งหลังปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยรอการขาย จำนวน 14,718 หน่วย มีมูลค่าหน่วยเหลือขาย จำนวน 55,037 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 14,728 หน่วย มีมูลค่าหน่วยเหลือขายประมาณ 52,106 ล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2564 ในขณะที่อัตราดูดซับต่อเดือนของบ้านจัดสรร คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.7% ในครึ่งหลังปี 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 2.1% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ครึ่งแรกปี 2564 อัตราส่วนดูดซับต่อเดือนของอาคารชุดคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.1% ในครึ่งหลังปี 2563 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.2% ในครึ่งแรกปี 2564 สำหรับการเคลื่อนไหวด้านการเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณการว่าจะยังคงลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ประมาณ 1,367 หน่วย ในครึ่งหลังปี 2563 และเปิดใหม่อีก 1,504 หน่วย ในครึ่งแรกปี 2564 ในขณะที่จำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ครึ่งหลังปี 2563 คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 8,378 หน่วย มูลค่า 10,293 ล้านบาท และหน่วยโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 10,389 หน่วย มูลค่า 11,072 ล้านบาท ในครึ่งแรก ปี 2564 ซึ่งประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้ตัวแปรที่ยังไม่มีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85401</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงศ์พจน์ เลิศรุ้งพร, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc36253d5898.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
