<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาวิเศษในการบริหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหา (Problem) และความต้องการ (Need) ในการบริหารจัดการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอทั้งในการบริหารงานองค์กรตั้งแต่ระดับร้านก๋วยเตี๋ยวไปจนถึงบริษัทมหาชน ตั้งแต่ระดับกองไปจนถึงกระทรวงทบวงกรม ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงประเทศชาติ ปัญหาและความต้องการทั้งหลายเหล่านี้มากกว่า ร้อยละ ๗๐ สามารถจัดการแก้ไขได้ด้วย &amp;ldquo;ยาวิเศษในการบริหาร&amp;rdquo; อันได้แก่ &amp;ldquo;ภาวะผู้นำ&amp;rdquo; (Leadership) นั่นเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาวะผู้นำ หมายถึง &amp;ldquo;วิธีการแสดงออกที่สะท้อนถึงความคิดอ่านภายในจิตใจและสมองของบุคคลผู้ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าหรือผู้นำ ผ่านทางบุคลิกลักษณะท่วงทีวาจา เกิดการตัดสินใจ แล้วสื่อสารต่อไปสู่บุคคลอื่น ในรูปของการสั่งการหรือจูงใจให้บุคคลนั้น ๆ ดำเนินการด้วยวิธีต่าง ๆ ให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้&amp;rdquo; (คำว่าภาวะผู้นำ ส่วนใหญ่จะใช้ไปในความหมายด้านดี เช่น &amp;ldquo;หัวหน้าคนนี้มีภาวะผู้นำ&amp;rdquo; ก็แปลว่าคนนี้เป็นคนเก่ง สั่งการหรือนำพาผู้คนได้) &amp;nbsp;ภาวะผู้นำที่จำเป็นยิ่งสำหรับการบริหารราชการภาครัฐ มีดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณธรรม จริยธรรม หมายถึงธรรมะที่อยู่ในจิตใจ และพฤติกรรมที่แสดงออก อันได้แก่ ความซื่อสัตย์ สุจริต ความเป็นผู้มีศีลธรรมอันดีงาม มีหิริโอตัปปะ &amp;nbsp;นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักเล่นหุ้นชาวอเมริกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคยกล่าวว่า &amp;ldquo;ถ้าขาดซึ่งมโนสุจริต (Integrity) เสียแล้ว คุณสมบัติอื่น ๆ ก็หมดความหมาย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผู้นำในภาคราชการต้องยึดผลประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนมากกว่าส่วนตนและพรรคพวก แต่ในเมืองไทยเรื่องนี้นับว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังมีปัญหาอยู่มาก คะแนนดัชนีการรับรู้ทุจริต คือ Corruption Perceptions Index (CPI) ของประเทศไทยก็ตกต่ำลงทุกปี (ปี ๒๕๖๓ อยู่ลำดับที่ ๑๐๔ จาก ๑๘๐ ประเทศ) ที่น่าตกใจคือมีการวัดคะแนนนี้มานานนับสิบปีแล้ว คะแนนของเราไม่เคยเกินค่าเฉลี่ยของโลกเลยแม้แต่ปีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความกล้ารับผิดรับชอบและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ภาวะผู้นำเรื่องนี้ต้องการบุคคลที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวมั่นคง กล้ารับผิดชอบ ไม่โยนความผิดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือโทษโน่นนี่ไปเรื่อย รวมทั้งกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องแม้จะถูกบีบจากผู้มีอำนาจมากแค่ไหน &amp;nbsp;นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เคยให้กำลังใจข้าราชการประจำว่า &amp;ldquo;เขาย้ายเราได้ แต่ลดซี (ระดับตำแหน่ง) เราไม่ได้ อยู่ไหนก็ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้เหมือนกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความยุติธรรม ผู้นำที่ดีต้องยึดเอาความยุติธรรมเป็นที่ตั้งในการดูแลผู้ร่วมงานและประชาชน&amp;nbsp;
คงไม่มีใครอยากทำงานกับหัวหน้าที่ไม่ยุติธรรม และถ้าหน่วยงานนั้นมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตอนุมัติหรือตัดสินชี้ขาด ยิ่งต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง &amp;nbsp;นายจู หรงจี้ อดีตนายกรัฐมนตรีจีนเคยกล่าวไว้ว่า &amp;ldquo;ข้าราชการไม่ได้เกรงข้าฯ เพราะข้าฯ เข้มงวด แต่เกรงข้าฯ เพราะข้าฯ สุจริต ประชาชนไม่ได้ชื่นชมข้าฯ เพราะผลงาน แต่ชื่นชมข้าฯ เพราะข้าฯ ยุติธรรม&amp;rdquo; (บางสำนักสนับสนุนให้ &amp;ldquo;ผู้บังคับบัญชาต้องเข้มงวด&amp;rdquo; ซึ่งผมเห็นด้วย แต่ต้องยุติธรรมและมีเมตตาควบคู่กันไปด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถในการคาดการณ์อนาคต ผู้นำที่ดีควรมีความสามารถมองภาพรวมหรือสภาวการณ์ในอนาคตหรือฉากทัศน์ (Scenario) ได้ โดยมีลางสำนึก (Sixth Sense) บางอย่าง ที่บอกได้ว่าเรื่องใดทำแล้วจะดี เรื่องใดทำแล้วจะเกิดปัญหา ความสามารถนี้จะทำให้ผู้นำวางวิสัยทัศน์ (Vision) ได้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น รัชกาลที่ ๔ ทรงเล็งเห็นว่าชาติตะวันตกกำลังรุกคืบเข้ามายึดพื้นที่ในเอเชีย จึงได้ทรงเตรียมเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองและเตรียมการศึกษาให้ราชบุตรราชธิดาของพระองค์ท่าน ซึ่งต่อมารัชกาลที่ ๕ ก็ได้ทรงสืบทอดพระราชปณิธานนั้น โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ตลอดรัชกาล พาบ้านเมืองรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นมาได้ เรื่องการคาดการณ์อนาคตนี้เกี่ยวข้องกับพื้นฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมด้วย กล่าวคือถ้าเป็นคนดีมีธรรมะ การตัดสินใจก็จะออกมาในทาง
มีเหตุมีผล มุ่งไปในด้านดีงามเสมอ แม้ถ้าหากผิดพลาดคลาดเคลื่อนบ้าง ก็จะไม่เสียหายมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถในการบริหารคน ผู้นำต้องรู้จักหาคนดีคนเก่งมาใช้งาน ต้องรู้จักแยกแยะว่าใครมีความรู้ความสามารถอย่างไร งานใดควรใช้คนประเภทไหนทำ ถ้ารู้ไปถึงนิสัยใจคอและพฤติกรรมส่วนตัว รวมถึงครอบครัวได้ก็ยิ่งดี ฉะนั้น การใช้คนให้เหมาะแก่งาน (Put the right man on the right job) จึงสำคัญยิ่ง&amp;nbsp;
บางองค์กรมีการสร้างผู้นำรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (SCG) มีการบ่มเพาะแล้วคัดกรองอย่างถี่ถ้วน เพื่อวางทายาทคนที่จะเป็นผู้นำในอนาคตแบบรู้ตัวล่วงหน้าไม่คลุมเครือ ซึ่งระบบราชการไทยยังไม่สามารถจะทำได้เพราะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องซับซ้อนมากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถในการสื่อสาร ในชีวิตประจำวันผู้นำหรือหัวหน้าจะต้องพูดจากับเพื่อนร่วมงาน
ทั้งในการปรึกษาหารือ การประชุม การวางแผน การตัดสินใจ การสั่งการ การอธิบายชี้แจงซึ่งรวมถึงการรับฟังผู้อื่นด้วย เนื่องจากปัจจุบันโลกแคบลงเพราะเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารทันสมัยและมีหลายช่องทาง ข้อมูลข่าวสาร ที่ส่งกันไปมาในหน่วยงานและประชาชนมีมากมายมหาศาล ฉะนั้น การฝึกฝนเตรียมตัวที่ดีเพื่อการสื่อสารที่ชัดเจน
มีพลังในทางบวกจึงจำเป็นสำหรับผู้นำมาก โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์หรือการพูดต่อหน้าสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๗.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความมุ่งมั่นตั้งใจ ผู้นำจะต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ (Determination) ที่จะทำงานให้สำเร็จโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ประกอบด้วยความอุตสาหะวิริยะเอาใจใส่ ความผูกพัน (Engagement) กับองค์กร และการมีแรงปรารถนา (Passion) ที่จะทำงานให้ได้ผลดี &amp;nbsp;มาร์ติน ลูเธอคิง จูเนียร์ เคยกล่าวไว้ว่า &amp;ldquo;คนกวาดถนนถ้ามีใจรักในงาน ก็สามารถกวาดถนนได้เหมือนไมเคิล แองเจโลวาดรูป เบโธเฟนเล่นดนตรี เชกสเปียร์เขียนบทกวี&amp;rdquo; ความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้นำจะเป็นพลังดึงดูดให้ผู้ร่วมงานคึกคักเข้มแข็งตามไปด้วย เช่น ถ้าหัวหน้าขยัน ลูกน้องก็จะขยันตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๘.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความฉลาดเฉลียว &amp;nbsp;ผู้นำหรือหัวหน้าไม่จำเป็นต้องฉลาดปราดเปรื่องมี I.Q. (Intelligence Quotient) สูงขนาด ๑๘๐ เพราะผู้นำสามารถหาคนฉลาด ๆ มาช่วยงานได้ แต่ต้องเฉลียวเก่ง เพราะความเฉลียวจะทำให้เห็นหรือสงสัยอะไรบางอย่างที่คนฉลาดมองข้ามไป มีตัวอย่างมากมายที่ผู้นำหรือหัวหน้าฉลาดแต่ไม่เฉลียวแล้วสร้างปัญหาจนพาองค์กรหรือประเทศชาติไปสู่หายนะ นอกจากนี้แล้วผู้นำจำเป็นต้องใช้ความฉลาดในการแก้ไขปัญหามี A.Q. (Adversity Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์ E.Q. (Emotional Quotient) ความฉลาดทางสังคม S.Q. (Social Quotient) และความฉลาดทางจริยธรรมและศีลธรรม M.Q. (Moral Quotient) ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป ภาวะผู้นำเป็น&amp;ldquo;ยาวิเศษ&amp;rdquo;ที่สามารถแก้ไขปัญหาให้เบาบางลงได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ถ้าผู้นำหรือผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ กล้าพอที่จะใช้ภาวะผู้นำที่ดีทั้งแปดข้อข้างต้นเข้าจัดการกับปัญหาเหล่านั้น ดังเช่น ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ที่กำลังสร้างความเสียหายอย่างมากมายทั้งทางชีวิตร่างกายและ
ทางเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ ยิ่งต้องการผู้นำที่ใช้ภาวะผู้นำเข้าจัดการกับปัญหานี้อย่างเต็มที่ ประเทศจึงจะพ้นภัยไปได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;If you build an army of 100 lions and their leader is a dog, in any fight, the lions will die like a dog. But if you build an army of 100 dogs and their leader is a lion, all dogs will fight like a lion.&amp;rdquo; &amp;nbsp;(Napoleon Bonaparte)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่งบทความคอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ โดย พงศ์โพยม วาศภูติ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112179</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงศ์โพยม วาศภูติ, ยาวิเศษในการบริหาร, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 15:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทศบาลกับการปกครองท้องถิ่นไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2564 จะมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศหลังจากที่ห่างหายไปประมาณ 7 ปีแล้ว ดังนั้น วันนี้เราลองมาทบทวนความรู้เกี่ยวกับ &amp;ldquo;เทศบาล&amp;rdquo; ซึ่งนับเป็น 1 ใน 5 ของรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย อันประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา โดยเทศบาลเป็นการปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีความเป็นชุมชนเมือง เทศบาลจึงมีลักษณะการทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและมีประเด็นต่างๆที่นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยองค์กรแรก &amp;nbsp;มีประวัติความเป็นมาจากพระราชดำริของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงรับทราบจากพวกชาวต่างประเทศที่มักจะติเตียนว่าพระนครยังสกปรกและไม่มีถนนหนทาง จึงมีผู้กราบทูลให้จัด &amp;ldquo;มุนิสิเปอล&amp;rdquo; แต่ทรงโปรดให้เริ่มต้นที่ &amp;ldquo;สุขาภิบาล&amp;rdquo; ก่อน เพื่อให้ทั้งฝ่ายราชการและฝ่ายประชาชนค่อยๆ เรียนรู้การปกครองท้องถิ่นซึ่งเป็นของใหม่ จากนั้นก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมา ผ่านรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 (ทรงทดลองระบบเทศบาลในเมืองจำลอง &amp;ldquo;ดุสิตธานี&amp;rdquo;) และรัชกาลที่ 7 (ทรงเตรียมยกร่างกฎหมายจัดตั้งเทศบาล)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนมาประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 เมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กฎหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการปรับปรุงแก้ไขมาจนบัดนี้ถึงฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2552)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทศบาลเป็นท้องถิ่นไทยรูปแบบเดียวที่แบ่งออกเป็น 3 ขนาด หรือ 3 ประเภท &amp;nbsp;การจัดตั้งเทศบาลเป็นไปตามจำนวนและความหนาแน่นของประชากร เศรษฐกิจ และศักยภาพของท้องถิ่นนั้นๆ โดยมี 3 ประเภท (สามารถเปลี่ยนแปลง ยุบ ควบรวม หรือเลื่อนขึ้นลงได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด) &amp;nbsp;ปัจจุบันมีเทศบาลตำบล 2,247 แห่ง เทศบาลเมือง 195 แห่ง และ เทศบาลนคร 30 แห่ง ภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณของเทศบาลทั่วประเทศในปัจจุบันน่าจะไม่ต่ำกว่าปีละหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทศบาลเป็นที่มาของการให้ประชาชนเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง &amp;nbsp;เดิมการเลือกผู้บริหารองค์กร-ปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือ หลังจากเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นแล้ว สภาดังกล่าวต้องลงมติเลือกตัวนายกองค์กรปกครองท้องถิ่นจากสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้น เป็นการเลียนแบบระบบรัฐสภา (Parliamentary System) เช่นที่เป็นอยู่ในระดับชาติ แต่ที่มาของผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าวของเทศบาล มักจะเกิดความวุ่นวายระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภา เช่น การซื้อตัวให้ย้ายข้าง การตีรวนเมื่อข้อบัญญัติงบประมาณเข้าสภา ฯลฯ ทำให้รัฐบาลได้เสนอแก้ไขกฎหมายแยกการเลือกตั้งผู้บริหารกับสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้เป็นการเลือกตั้งโดยตรงทั้งคู่ พร้อมทั้งวางหลักป้องกันปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวไว้ อย่างไรก็ดี นับเป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อยที่มีการนำระบบประธานาธิบดี (Presidential System)&amp;nbsp;
มาใช้ปะปนในระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยของเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล ปัญหาของการปกครองท้องถิ่นไทยมีสารพัด&amp;nbsp;
แต่กล่าวเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทศบาล คือ (1)การกระจายอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจ บทบาทหน้าที่
ที่น้อยเกินไปและซ้ำซ้อนกับกระทรวง กรม จังหวัด และอำเภอ &amp;nbsp;(2)ความซ้ำซ้อนของภารกิจและพื้นที่กับองค์การ-บริหารส่วนจังหวัด &amp;nbsp;(3)รายได้ไม่เพียงพอต่อการบริหาร การพัฒนาพื้นที่ และการให้บริการที่ดีแก่ประชาชน เนื่องจากปัญหาการแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่น &amp;nbsp;(4)การควบคุมกำกับดูแลจากส่วนกลางและภูมิภาค&amp;nbsp;
มีมากและไม่สู้จะมีมาตรฐาน ในขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องนี้ก็ดูจะน้อยเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวโน้มในอนาคตที่ควรจะเป็น &amp;nbsp;(1)ให้เทศบาล (Municipality) เป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นหลัก โดยกำหนดภารกิจ โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ให้หลากหลาย มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ &amp;nbsp;(2)ปรับปรุงการเงินการคลังท้องถิ่น ให้เทศบาลมีรายได้เพียงพอต่อการจัดบริการสาธารณะในพื้นที่โดยการกำหนดประเภทภาษีท้องถิ่นเสียใหม่ การแบ่งรายได้จากภาษีของรัฐเพิ่มเติม การจัดสรรเงินระหว่างท้องถิ่นรูปแบบอื่นกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมทั้งจัดเงินอุดหนุนประเภทให้คิดเองทำเองเป็นก้อน (Lump Sum) ให้มากกว่าเดิม &amp;nbsp;(3)ส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวกันเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาและให้บริการแก่ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น เช่น การควบรวมระหว่างเทศบาลขนาดเล็กกับเทศบาลขนาดเล็ก หรือกับเทศบาลขนาดใหญ่กว่า รวมทั้งการควบรวมกับองค์การบริหารส่วนตำบล หรือการควบรวมระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลด้วยกันเพื่อยกฐานะเป็นเทศบาลระดับตำบลหรือเมือง &amp;nbsp;(4)สร้างเวทีและเครื่องมือเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่สามารถควบคุมกำกับดูแลการดำเนินงานของเทศบาลได้มากยิ่งขึ้น เช่น เวทีพลเมือง สภาประชาชน ฯลฯ ให้เกิดความรู้สึกว่าการปกครองท้องถิ่นเป็น &amp;ldquo;ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน&amp;rdquo; อย่างแท้จริงตามปรัชญาของการปกครองตนเองอย่างที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทราบความสำคัญของเทศบาลดั่งนี้แล้ว ผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาลอย่าลืมไปตรวจรายชื่อและใช้สิทธิ์ใช้เสียงเพื่อเลือก &amp;ldquo;คนที่ใช่&amp;rdquo; มาเป็นนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลของเรานะครับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พงศ์โพยม วาศภูติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94108</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงศ์โพยม วาศภูติ, เทศบาล, เทศบาลกับการปกครองท้องถิ่นไทย, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_603608c79d1a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
