<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2018 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2018 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่องเที่ยวฯจ่าย 1 ล้านเยียวยานักท่องเที่ยวอินเดียที่เสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คกก. กองทุนเยียวยาฯ จ่ายเงินให้นักท่องเที่ยวอินเดียที่เสียชีวิต 1 ล้านบาท จากกรณีวัยรุ่นทะเลาะวิวาทบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซนทารา วอเตอร์เกท พาวิลเลียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.61-นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเร่งด่วน เนื่องจากเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นอย่างมาก มติที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยากรณีเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย จำนวน 1,000,000 บาท และอนุมัติในหลักการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ นอกเหนือจากการจ่ายของบริษัทประกัน (ค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินที่เบิกไม่ได้จากบริษัทประกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่าจากเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซนทารา วอเตอร์เกท พาวิลเลียน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2561 เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับลูกหลงบาดเจ็บและเสียชีวิต ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย นักท่องเที่ยวชาวลาวบาดเจ็บ 1 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอินเดียเป็นตลาดการท่องเที่ยวสำคัญของการท่องเที่ยวไทย โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2560 อยู่ในลำดับที่ 6 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวไทย คิดเป็นจำนวนประมาณ 1,411,942 คน ขยายตัว18.20% จากปีที่ผ่านมา สร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวไทยราว 62,404 ล้านบาท ขยายตัว 9.67% และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19455</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักท่องเที่ยวอินเดีย, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์, เซนทารา วอเตอร์เกท พาวิลเลียน, เยียวยาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181009/image_big_5bbc6b4121d91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 13:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่องเที่ยวฯเผย Moto GP บุรีรัมย์คึกคักสร้างรายได้ 3 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดท่องเที่ยว เผยแข่งขัน Moto GP จังหวัดบุรีรัมย์คึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ร่วมงาน 205,000 คน สร้างรายได้ 3,100 ล้านบาทพร้อมเป็นต้นแบบเมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวภายหลังการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ Moto GP สนามที่ 15 PTT Thailand Grand Prix 2018 ระหว่างวันที่ 5 - 7 ตุลาคม 2561 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ จากการสำรวจเบื้องต้นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในช่วงระยะเวลา 3 วันของ การแข่งขันรถจักรยานยนต์ Moto GP มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 205,000 คน แบ่งเป็นชาวไทย ประมาณ 153,750 คน คิดเป็นสัดส่วน 75% ของผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด โดยเป็นผู้เข้าร่วมงานจากจังหวัดบุรีรัมย์ประมาณ 10,250 คน หรือ 6%

อย่างไรก็ตามขณะที่เป็นผู้เข้าร่วมงานชาวต่างชาติ ประมาณ 51,250 คน คิดเป็น 25% โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติสัญชาติออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ และอังกฤษ ตามลำดับ โดยการแข่งขันรถจักรยานยนต์ Moto GP สามารถสร้างรายได้รวมประมาณ 3,100 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 2,470 ล้านบาท และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา รวมจำนวน 630 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามเมื่อแบ่งเป็นการใช้จ่ายในหมวดต่างๆ ได้แก่ ค่าพาหนะการเดินทางจำนวน 764 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.70% ค่าอาหารเครื่องดื่ม ประมาณ 679 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 21.90% ค่าที่พัก/โรงแรม จำนวน 642 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20.70% ค่าซื้อสินค้าและของที่ระลึก จำนวน 517 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.70%ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำนวน 349 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11.30% และค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง 146 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.70% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การจัดการแข่งขัน Moto GP สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์&amp;nbsp; มวลรวมภายในประเทศทางตรงประมาณ 1,335 ล้านบาท เป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทางอ้อม ประมาณ 1,701 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ 7,749 คน โดยเป็นการจ้างงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 3,831 คน คิดเป็น 49.44% ของการจ้างงานใหม่ทั้งหมด และคาดว่าภาครัฐจะจัดเก็บรายได้ในรูปแบบภาษี ประมาณ 329 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ถูกยกระดับเป็น 1 ในจุดหมายปลายทางด้านการแข่งขันจักรยานยนต์ของโลก ผ่านสายตาผู้ชมจากทั่วโลกกว่า 800 ล้านคู่ และคาดว่าปีถัดไป หากประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมในการรับรองผู้ชื่นชอบการแข่งขันจักรยานยนต์ เชื่อว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการจัดการแข่งขันดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19352</URL_LINK>
                <HASHTAG>#บุรีรัมย์, MotoGP, กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์, เงินสะพัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbaf7aa636a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 23:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 23:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พงษ์ภาณุ ชม “ศุลกากร-สรรพากร”อำนวยความสะดวกคืนแวตให้นักท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปลัดฯท่องเที่ยวฯ&amp;rdquo; ชื่นชม &amp;ldquo;ศุลกากร-สรรพากร&amp;rdquo;ช่วยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรื่อง Vat Refund เต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงการให้บริการ Vat..Refund แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในโอกาสที่ได้เดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการประชาสัมพันธ์รายการแข่งขันกีฬารถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกโมโตจีพี สนามที่ 15 รายการ &amp;ldquo;พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2018&amp;rdquo; ซึ่งจะมีขึ้นในประเทศไทยระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม 2561 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ นั้นปลัดฯ พงษ์ภาณุ เปิดเผยว่า ในคืน 27 สิงหาคม 2561 เวลา 22.00 น. ตนได้เดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อจะเดินทางต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น และได้ถือโอกาสนี้แวะเยี่ยมให้กำลังใจในการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร และกรมสรรพากร ซึ่งปฏิบัติงานให้บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ณ จุดบริการ Vat Refund เพื่อให้กำลังใจ แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานพร้อมทั้งสอบถามปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงพูดคุยสอบถามความพึงพอใจกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มารับบริการ โดยการมาครั้งนี้มิได้มีการแจ้งให้ฝ่ายบริหาร หรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทราบล่วงหน้า เพื่อต้องการที่จะได้มาเห็นบรรยากาศและสภาพการปฏิบัติงานที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตน ได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ทั้ง 2 จุดว่า เจ้าหน้าที่ให้บริการ Vat..Refund &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทำให้นักท่องเที่ยวมีความประทับใจในสินค้าและบริการ สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวซ้ำอีกครั้ง และนอกจากนี้ Vat..Refund เป็นหนึ่งในกระบวนการและเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการใช้จ่ายและนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเลือกที่จะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 3 ช่องทางคือ 1) ขอคืนกับเจ้าหน้าที่สรรพากร ณ สำนักงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มท่าอากาศยานบริเวณพื้นที่ผู้โดยสารขาออกส่วนในหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง 2) ส่งในตู้รับคำร้องที่ตั้งอยู่ ณ สำนักงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มท่าอากาศยาน และ 3) ส่งจดหมายลงทะเบียนกลับมาที่กรมสรรพากร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยกระทรวงฯ ได้สนับสนุนเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center (TAC) ช่วยอำนวยความสะดวกด้านภาษา สร้างความเข้าใจ รวมถึงให้ข้อมูลต่างๆแก่นักท่องเที่ยว ณ จุดบริการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณจุดบริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว (VAT..Refund..for..Tourist) จึงถือเป็นการบูรณาการการทำงานที่ดีร่วมกันทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ ให้คำแนะนำต่างๆ ตลอดถึงระเบียบกฎหมาย หรือภาษาเกี่ยวกับการคืน VAT แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากพี่น้องประชาชนหรือนักท่องเที่ยว ต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรสายด่วนของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว Call Center 1155 &amp;nbsp;หรือ ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC.) 02 - 134 &amp;ndash; 4077 โดยเรามีเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาทั้ง ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เกาหลี และรัสเซีย เตรียมพร้อมรับสายและให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง &amp;rdquo; &amp;nbsp;ปลัดฯท่องเที่ยวฯทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16387</URL_LINK>
                <HASHTAG>คืนภาษีนักท่องเที่ยว, คืนภาษีแวต, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์, ศุลกากร, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180828/image_big_5b8571d975b70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>7เดือนแรก นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เที่ยวไทยเพิ่มขึ้น11%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงท่องเที่ยวฯ เผยยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7 เดือนแรกปี 61 แห่งเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น 11% หรือ 22.6 ล้านคน สร้างรายได้รวม 1.18 ล้านล้านบาท จีนอันดับหนึ่งเที่ยวไทยเยอะสุด พร้อมขันน๊อตหน่วยขึ้นตรง ทำงานเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ส.ค.61- นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 22,657,730 คน ขยายตัว 11% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และสร้างรายได้รวม 1,182,272.03 ล้านบาท ขยายตัว 14.44% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาในเดือนกรกฎาคม 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 3,175,981 คน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากที่สุด 2,224,578 คน รองลงมา ได้แก่ นักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรป เอเชียใต้ อเมริกา ตะวันออกกลาง โอเชียเนีย และแอฟริกา ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวขยายตัว 2.85%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากที่สุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย จีน มาเลเซีย เกาหลี ลาว อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ นอกจากนี้ การใช้จ่าย ของนักท่องเที่ยวระหว่างเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย ก่อให้เกิดรายได้ 166,378.72 ล้านบาท ขยายตัว 6.38% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่านักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สูงสุด 10อันดับแรก ประกอบด้วย จีน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา เกาหลี สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง และรัสเซีย ตามลำดับขณะที่สถานการณ์ท่องเที่ยวชาวไทยเที่ยวไทยมิ.ย.61 มีชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 12.67 ล้านคน-ครั้ง ขยายตัว 3.53% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และการใช้จ่าย เพื่อการท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้ 77,882.46 ล้านบาท ขยายตัว 7.02% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้วันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เชิญข้าราชการจากส่วนราชการต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มารับฟังนโยบายการปฏิบัติงานช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ2561 &amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการในตำแหน่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเภทอำนวยการระดับสูง, ระดับต้น, ประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ และระดับชำนาญการพิเศษ ของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และภารกิจดังกล่าว เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่เพียงพอและเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นจากการประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาเรื่องพายุโซนร้อน &amp;ldquo;เบบินคา&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีการออกประกาศเพื่อเตือนผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวในพื้นที่เสี่ยงมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และสั่งการให้ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดทุกจังหวัดที่มาประชุมในวันนี้ แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวเพื่อให้คอยติดตามข้อมูลสภาพอากาศจากทางราชการ &amp;nbsp;ประสานผู้ประกอบการขนส่งทางเรือให้เตรียมอุปกรณ์ชูชีพให้เพียงพอ และตรวจสอบความพร้อมก่อนออกเรือโดยถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สำหรับนักท่องเที่ยว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่พำนักอยู่บริเวณชายฝั่งให้ระวังอันตรายและผลกระทบจากคลื่นลมแรง และเตรียมแผนฟื้นฟู เยียวยาสำหรับพื้นที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดฯท่องเที่ยวกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้มอบนโยบายการทำงานช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ด้วยว่าขอให้ทุกฝ่ายทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเฉพาะท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดทุกจังหวัด &amp;nbsp;ซึ่งเปรียบเสมือนผู้แทนของรัฐบาล และ ผู้แทนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ประจำการอยู่ในส่วนภูมิภาคให้ประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ในเรื่องต่างๆ ตลอดจนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2561 เพื่อให้เกิดผลงานขึ้นอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ทำงานอย่างหนักและมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเข้มแข็งและกระทรวงฯก็มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะสนองนโยบายของภาครัฐ &amp;nbsp;โดยกระทรวงฯจะพยายามทุกวิถีทางในการดำเนินนโยบายในเรื่องต่างๆให้เกิดการส่งเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรงตามเป้าหมายของรัฐบาลเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างสมดุล เท่าเทียม ทั่วถึง และยั่งยืน&amp;rdquo; ปลัดฯพงษ์ภาณุ ทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15781</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, นักท่องเที่ยวต่างชาติ, ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a88bbc514f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 22:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 22:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พงษ์ภาณุ&#039;มั่นใจหักลดหย่อนภาษีมาถูกทาง ช่วยกระจายรายได้เมืองรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดฯ ท่องเที่ยว ชื่นชม...มาตรการภาษีฯ กระตุ้นท่องเที่ยวไทย&amp;rdquo;มั่นใจมาถูกทาง ...เน้นกระจายรายได้โดยตรง ทั่วถึง และเท่าเทียม

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่าตามที่วันที่ 14 สิงหาคม 2561 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวเมืองรองสำหรับการเข้าที่พัก 4 ห้อง ที่จดทะเบียนถูกต้องและเพิ่มสิทธิ์ในพื้นที่เมืองรองตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยเป็นไปตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ให้คำแนะนำ กระทรวงการคลังพิจารณาเพิ่มผู้ประกอบการหรือชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่มีห้องว่างหรือห้องพักรวมกันไม่เกิน 4 ห้อง และมีผู้เข้าพักรวมกันไม่เกิน 20 คน จดแจ้งกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำห้องว่างของตนเองเปิดบริการให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง ในพื้นที่เมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่ระดับอำเภออีก 167 อำเภอ ในพื้นที่เมืองหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปลัดฯท่องเที่ยว กล่าวว่า มาตรการดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งต่อนโยบายการลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ สนับสนุนการกระจายตัวของการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง รวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้มาตรการดังกล่าวเกิดผลอย่างเต็มที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเดินหน้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่
1. จัดฝึกอบรมผู้ประกอบการหรือชาวบ้านในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี โดยจะมีการนำเข้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;Online Platform ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าถึง และจะเปิดให้บริการที่จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใกล้เคียงเพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน Moto GP ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. ส่งเสริมให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ เข่น การจดแจ้งห้องพัก 4 ห้องตามพ.ร.บ. โรงแรม กฎหมาย ตรวจคนเข้าเมือง และกฎหมายภาษี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp; สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ตามมาตรฐานการท่องเที่ยวชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ประกาศพื้นที่ผ่อนผันมัคคุเทศก์ชุมชน และร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ และ เรามีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายดีแบบนี้&amp;nbsp; ซึ่งตนเชื่อว่ามาถูกทาง ตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการให้เน้นการกระจายรายได้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; โดยผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือประชาชนในท้องถิ่น เพราะรายได้จากภาคการท่องเที่ยวนั้นได้กระจายลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม&amp;rdquo; ปลัดฯพงษ์ภาณุทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15504</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, ท่องเที่ยวเมืองรอง, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์, มาตรการภาษี, หักลดหย่อนภาษี, โฮมสเตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b74460de8591.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;พงษ์ภาณุ&quot;เผยครึ่งปีแรก นักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว 12.4%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่องเที่ยวครึ่งปีแรก นักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว 12.4%สร้างรายได้ 1 ล้านล้านยังคงเป้านักท่องเที่ยวจีนที่ 11 ล้านคนในปีนี้ แม้มีเหตุเรือล่มที่จ.ภูเก็ต เชื่อนักท่องเที่ยวจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงวันชาติจีน&amp;nbsp;

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; เปิดเผยถึงสถานการณ์ท่องเที่ยว ในครึ่งปีแรกของปี 2561 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 19.5 ล้านคน ขยายตัว12.4%สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท ขยายตัว 15.8%ในส่วนของคนไทยเที่ยวในประเทศดีขึ้นพอสมควรจากนโยบายของรัฐบาลกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองด้วยมาตรการทางภาษี ลดหย่อนได้ 15,000 บาท รวมทั้งโปรโมชั่นต่างๆ

นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า ส่วนเหตุเรือล่ม ที่จ.ภูเก็ต ยอมรับว่า มีผลกระทบระยะสั้น ขณะนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยเพิ่มน้อยลงจากปกติจะเพิ่มวันละ 15% เหลือเพิ่ม 2-3%ซึ่งจะเร่ง กู้วิกฤตเฉพาะหน้าก่อน เยียวยา จ่ายค่าสินไหม ซึ่งตอนนี้ยังไม่ครบ รอเอกสารของบางคน จากนั้นก็ตะเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นจาก นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งไทยได้ทำงานร่วมกับทางการจีนอย่างใกล้ชิดโดยเชื่อว่าในวันชาติจีนในเดือนตุลาคมนี้นักท่องเที่ยวจีนจะกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ โดยเป้านักท่องเที่ยวจีนที่ 11 ล้านคนในปีนี้ยังเป็นไปได้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งแม้ไม่มีผลกระทบทางตรง แต่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงนโยบายการสนับสนุนการเที่ยวเมืองรอง ที่ยังไม่เห็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและการลงทุนของภาคเอกชนเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมองว่าเป้าหมายนักท่องเที่ยวในปีนี้ 37 ล้านคน รายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 ล้านล้านบาท นักท่องเที่ยวไทย 1 ล้านล้านบาท ยังเป็นไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, นักท่องเที่ยวต่างชาติ, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d33fd74af4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งล้อมคอกเรือล่ม/จ่อฟันทัวร์จีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายกฯ บินภูเก็ตปลอบขวัญเหยื่อเรือล่ม ยันไทย-จีนพี่น้องกันดูแลเต็มที่ ลั่นต้องไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก พบศพเพิ่ม 1 รอดชีวิต 5 ติดอยู่ใต้เรือ 1 เหลือผู้สูญหาย 4 ราย จ่ายเยียวยาผู้ประสบภัย 63 ล้าน &amp;nbsp;ตร.ลุยเอาผิดทัวร์ศูนย์เหรียญ ล้างบางนอมินีต่างชาติฝั่งอันดามัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และคณะ เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์เรือล่มกลางทะเล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทันทีที่ถึงท่าอากาศยานภูเก็ต นายกฯ ได้ตรวจเยี่ยมด่านตรวจคนเข้าเมือง พร้อมพูดคุยสอบถามการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยขอให้ดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการท่องเที่ยวกลางทะเลในช่วงนี้ควรมีการแจ้งเตือนและกำชับห้ามนำเรือท่องเที่ยวออกอย่างเด็ดขาด &amp;nbsp;และให้เรือตรวจการณ์ในทะเลคอยตรวจสอบ หากพบมีเรือฝ่าฝืนออกให้เร่งนำเรือเข้าฝั่งโดยทันที เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเรือล่มเหมือนที่ผ่านมา พร้อมกันนี้นายกฯ ยังสั่งให้เพิ่มแสงสว่างภายในอาคารด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางไปประชุมและรับฟังความคืบหน้าของสถานการณ์ ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่มจังหวัดภูเก็ต ที่ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง โดยนายกฯ กล่าวในที่ประชุมว่า การบูรณาการเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์ทั้งหมดในระดับพื้นที่ ส่วนรัฐบาลในฐานะหัวหน้าใหญ่จะดูแลภาพรวมทั้งหมด แต่ต้องสั่งการตามลำดับขั้นตอนลงมา โดยต้องให้เกิดความปลอดภัยให้มากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกฯ ได้เยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยสอบถามว่าจำเป็นต้องมีระบบใดบ้าง เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ก่อนกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า &amp;quot;หรือมีแค่นี้ก็พอใจแล้ว ควรจะมีระบบอื่นอะไรอีกไหม เคยไปดูงานต่างประเทศหรือเปล่า แล้วใครไปดูงานต่างประเทศ ก็ลูกพี่คุณไงเล่า หากไม่มีอะไรมาเปลี่ยนให้คุณ ก็ต้องไปด่าลูกพี่คุณ เข้าใจหรือเปล่า คุณต้องรู้ว่าเรือมันอยู่ตรงไหน ถ้าไม่มีก็ขอมา มีแต่ขอบ้าบอคอแตก อย่าเถียง ถ้าผมพูดไม่ถูกก็ว่ามา แต่ถ้าผมพูดถูก อย่าเถียง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่า วันนี้น่ายินดีที่ได้พบกับทูตจีน รวมถึงตัวแทนฝ่ายจีน พร้อมนำความจากประธานาธิบดีจีนมาถึงตน โดยไม่มีการกดดันใดๆ เพียงแต่ขอให้มีการดูแลผู้ประสบเหตุอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;ซึ่งตนได้ส่งหนังสือแสดงความเสียใจไปแล้ว ซึ่งประธานาธิบดีจีนขอบคุณในการดูแลของเรา ทั้งนี้ได้ฝากบอกทูตจีนด้วยว่าไทยกับจีนเป็นพี่น้องกันเสมอมา ดังนั้นไม่ว่าจีนหรือไทยถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน เราได้ดำเนินการช่วยเหลือตามมาตรฐานสากล ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้นจะต้องมีการเพิ่มเติมในด้านของเทคโนโลยี โดยปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจีนยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือ ขอให้ทุกคนเชื่อฟังประกาศของทางราชการ และที่เกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีการตรวจสอบว่าออกเรืออย่างถูกต้องหรือไม่ มิเช่นนั้นความผิดจะกลับมาที่เจ้าหน้าที่ เราไม่สามารถหยุดการสูญเสียที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ แต่จะต้องทำให้ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ สิ่งสำคัญคือความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายอย่างถูกต้องทุกประการเพื่อให้มีการท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่าคนยิ่งมากความเสี่ยงก็ยิ่งมาก &amp;nbsp;ไม่ลงทุนอะไรเลย ไม่มีการซักซ้อม ไม่ตรวจสอบ ความสูญเสียจะเกิดขึ้นมากกว่านี้อีก วันนี้มาเพื่อให้กำลังใจ ไม่ได้ต้องการตำหนิใคร ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงเป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี จึงขอร้องเจ้าหน้าที่ให้ทำให้ดีที่สุด อย่าทำอะไรที่ไม่ควร เราต้องเป็นเจ้าภาพที่ดี &amp;nbsp;และต้องเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อวางแผนงานต่อไป&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ พร้อมกับกล่าวขอบคุณคนจีนเป็นภาษาจีนด้วยว่า &amp;quot;เซียะเซียะ&amp;quot;&amp;nbsp;
บิ๊กตู่เยี่ยมเหยื่อเรือล่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ และคณะเดินทางเข้าเยี่ยมผู้ประสบภัยและครอบครัวของผู้ประสบภัย ที่โรงพยาบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยมอบกระเช้าดอกไม้และกระเช้าผลไม้แก่ผู้ป่วยและญาติ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสอบถามว่าต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องไหนบ้าง ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และแพทย์ดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างดีที่สุด รวมถึงการส่งศพของผู้เสียชีวิตกลับประเทศ ภายหลังตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลเรียบร้อยแล้ว โดยนำเครื่องบินซี 130 &amp;nbsp;ส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานญาตินักท่องเที่ยวชาวจีนที่ประสบเหตุเรือล่ม โดยสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนการทำงานและความคืบหน้า รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ของญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังมีผู้เสียชีวิต 7 รายที่ยังไม่มีญาติมาติดต่อ และ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้พูดคุยกับล่ามอาสาสมัครแปลภาษาจีน พร้อมปลอบขวัญและให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิตชาวจีนที่กำลังร้องไห้ ก่อนตรวจเยี่ยมห้องสืบสวนสอบสวนที่อยู่บริเวณชั้น 2 ของโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศภายในโรงพยาบาล ระหว่างที่นายกฯ เดินเยี่ยมชมจุดต่างๆ มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและประชาชนที่มาใช้บริการมาต้อนรับและให้กำลังใจ ซึ่งนายกฯ ได้ขอให้ช่วยกันสวดมนต์ให้กำลังใจผู้ประสบภัยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเช้าวันเดียวกัน นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แถลงว่าจากการทำงานร่วมกันระหว่างกงสุลจีน ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปข้อมูลล่าสุดว่าวันที่เกิดเหตุ 5 &amp;nbsp;ก.ค. มีนักท่องเที่ยวลงเรือฟีนิกซ์ทั้งหมด 89 คน เป็นนักท่องเที่ยวยุโรป 2 คน และจีน 87 คน โดยไม่ได้ลงเรือ 4 คน ดังนั้นเท่ากับรอดชีวิต 37 คน เสียชีวิต 41 ราย สูญหาย 11 ราย ในจำนวนที่สูญหายอยู่ระหว่างตรวจสอบได้มีการพบตัวแล้ว 5 คนรอดชีวิต แต่ต้องมีการยืนยันร่วมกันระหว่างกงสุลจีนกับไทย และตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง จึงมีคนสูญหาย 6 คน ในจำนวนนี้มี 1 รายที่ถูกเรือทับอยู่ต้องกู้ศพขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.ท.สมนึก เปรมปราโมทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 กล่าวว่า การค้นหาผู้สูญหายจะขยายพื้นที่ออกไปให้ครอบคลุมในพื้นที่ จ.กระบี่ ตรัง สตูล ทำการลาดตระเวนทางเท้า ชายฝั่ง และลาดตระเวนทางเรือตามเกาะแก่งต่างๆ รวมทั้งประสานกับสมาคมประมงต่างๆ ช่วยตรวจสอบในพื้นที่ทำประมง และเครือข่าย ทสปช.ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันค้นหาในพื้นที่ด้วยแล้ว ส่วนศพที่ถูกเรือทับอยู่นั้น &amp;nbsp;จะเก็บกู้โดยนักประดาน้ำกองทัพเรือ ใช้วิธีการพ่นทรายแล้วดึงศพออกมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ได้มีการตรวจชันสูตรพลิกศพ พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลจำนวน 41 ราย ทำเสร็จแล้วจำนวน 37 ศพ ในจำนวนนี้รู้ว่าเป็นใครและมีญาติมายืนยันแล้ว 33 ราย ยังไม่ยืนยัน 4 ราย ในส่วนที่พิสูจน์และยืนยันแล้วพร้อมมอบศพให้ญาติรับไปดำเนินการต่อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.00 น. เรือ ต.113 ของกองทัพเรือซึ่งออกลาดตระเวนค้นหาร่างผู้สูญหายตามที่ได้รับแจ้ง จนพบศพลอยอยู่บริเวณเกาะไม้ท่อน 1 ราย จึงเข้าทำการกู้ขึ้นบนเรือก่อนนำเข้าฝั่งที่ถ้าเทียบเรือศูนย์วิจัย เพื่อส่งต่อเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพลำเลียงต่อไปยังโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดย น.อ.ภุชงค์ รอดนิกร ผู้อำนวยการกองยุทธการ ทัพเรือภาค 3 เปิดเผยว่าผู้สูญหายรายนี้เป็นเพศหญิง&amp;nbsp;
จ่ายเยียวยา 63 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงมติการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกรณีพิเศษเร่งด่วน เพื่อพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่มที่ จ.ภูเก็ตว่า ที่ประชุมอนุมัติงบช่วยเหลือเยียวยาแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่ม รวม 63,960,000 บาท ดังนี้ 1.กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยารายละ 1 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 56 ล้านบาท 2.ค่ารักษาพยาบาลรายละไม่เกิน 500,000 บาท &amp;nbsp;เบื้องต้นจำนวน 10 คน 3.กรณีฟื้นฟูสภาพจิตใจหรือค่าทำขวัญ จำนวน 74 ราย จะได้รับเงินเยียวรายละ 20,000 บาท 4.กรณีหยุดชะงักของการเดินทาง จะได้รับเงินเยียวยารายละ 20,000 บาท โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะทำพิธีมอบผ่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เร็วที่สุดภายในวันที่ 12 &amp;nbsp;ก.ค. ที่ จ.ภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) กล่าวถึงการดำเนินคดีกับนอมินีบริษัททัวร์ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวในไทยว่า ที่ผ่านมานายกฯ ได้สั่งการให้ปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินีข้ามชาติอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2558 หลังจาก บช.ทท.ใช้วิธีการปราบปรามการสวมบัตรประชาชนอย่างจริงจัง นายทุนเหล่านี้จึงเปลี่ยนมาเป็นการจ้างให้คนไทยเป็นเจ้าของกิจการแทน หลังเกิดเหตุเรือล่มครั้งนี้เจ้าของกิจการคนไทยที่เป็นเจ้าของจริงๆ ได้ให้ข้อมูลมากมาย ต่อจากนี้เราจะดำเนินการไล่ทั้งหมดทั้งเรื่องการตรวจสอบภาษี เงินทุนเอามาจากไหน &amp;nbsp;ใครจะมาจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว จะถูกตรวจสอบว่าปีที่ผ่านมามีการเสียภาษีเท่าไหร่ มีรายได้เท่าไหร่ &amp;nbsp;ต้องดำเนินคดีกับคนไทยทั้งหมดที่ทำอย่างนี้ ขอเตือนคนไทยที่เป็นนอมินีให้เตรียมตัวได้เลย จะใช้มาตรการกฎหมายอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชื่อนายทุนที่เป็นชาวต่างชาติมีข้อมูลหมดแล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดิม มีบางส่วนที่เป็นกลุ่มใหม่ &amp;nbsp;ต้องเอาออกนอกประเทศให้หมด เราจะดำเนินการตรวจสอบทั้งหมดในฝั่งทะเลอันดามัน ถ้าไม่ปราบปรามตั้งแต่วันนี้ วิธีการอย่างนี้จะเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศและนำเงินออกไปนอกประเทศ การกระทำดังกล่าวคนไทยจะไม่มีที่ยืน ไกด์คนไทยจะไม่มีงานทำ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวต้องหมดไปจากประเทศไทย จะต้องไม่มีบริษัทอย่างนี้ สำหรับผู้จัดการบริษัท เลซี่ แคท ทราเวล ที่เช่าเรือเซเนเรต้าซึ่งเป็นคนจีน ผมได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ดำเนินการเพิกถอนวีซ่าไปแล้ว และนำตัวไปควบคุมที่ห้องกักของ ตม.ภูเก็ต พร้อมแจ้งข้อหากระทำการโดยประมาท&amp;quot; พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบริษัทนำเที่ยว 2 บริษัท คือ บริษัท เลซี่ แคท ทราเวล จำกัด และบริษัท ทีซี บลู ดรีม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่ล่มที่จังหวัดภูเก็ตแล้วว่าเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเป็นใคร โดยเบื้องต้นได้รับรายงานว่าทั้ง 2 บริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและเป็นบริษัทคนไทย จึงขอให้ตรวจสอบเชิงลึกหาเบื้องหลังการทำธุรกิจว่าทำตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ หรือทำธุรกิจผิดกฎหมายการท่องเที่ยวหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ จะลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานราชการในจังหวัดภูเก็ต ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทุกกรณีและตรวจสอบว่าเป็นนอมินีหรือไม่ หากพบว่ามีคนไทยถือหุ้นแทน กรรมการบริษัทจะต้องรับผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี &amp;nbsp;หรือปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละ 1-5 หมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13094</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลณี อิศดิศัย, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์, พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ, พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, พล.ร.ท.สมนึก เปรมปราโมทย์, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรือล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180709/image_big_5b437ac90973a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
