<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 18:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯศาลแจงสั่งย้าย&#039;อธิบดีศาลคดีทุจริตภาค1&#039;ตามระเบียบ ให้สิทธิแก้ต่างเต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย. 64 - จากกรณีที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนช่วงระยะหนึ่งเกี่ยวกับคำสั่งย้ายนายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 สืบเนื่องจากเรื่องที่มีการร้องเรียนกล่าวหาเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำ อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่มีรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช.และอัยการสูงสุด (นายประหยัด พวงจำปา โจทก์ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.จำเลยที่ 1 น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.จำเลยที่ 2 นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด จำเลยที่ 3) กระทั่งปรากฏข่าวอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช.ความผิดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาฯ และยื่นฟ้องประธานศาลฎีกากล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์เดช&amp;nbsp; วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวชี้แจงเหตุและขั้นตอนดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นสืบเนื่องจากนายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงการพิจารณา คดีหมายเลขดำ อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ความและกระบวนการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมจึงมีคำสั่งวันที่ 25 มี.ค.64 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว และในวันที่ 26 มี.ค.64 มีหนังสือแจ้งให้นายปรเมษฐ์ ทราบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีพฤติการณ์อันส่อว่าเป็นการกระทำความผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 77 (1) (3) ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม&amp;nbsp; พ.ศ. 2543&amp;nbsp; มาตรา&amp;nbsp; 21&amp;nbsp; วรรคสอง&amp;nbsp; ระบุว่า&amp;nbsp; การสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราวต้องได้รับความยินยอมจากข้าราชการตุลาการผู้นั้นด้วย&amp;nbsp; เว้นแต่เป็นกรณีที่หากให้ผู้นั้นอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลนั้นต่อไปจะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น&amp;nbsp; หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.)กำหนด&amp;nbsp; และเมื่อมีการสั่งในกรณีเช่นนี้แล้วให้ประธานศาลฎีกานำเรื่องเข้าขอความเห็นชอบจาก ก.ต. ในการประชุมนัดแรกนับแต่วันมีคำสั่ง&amp;nbsp; และเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการกำหนดเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในการสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราว พ.ศ.2550&amp;nbsp; ข้อ 3 (10) ระบุว่า การที่ประธานศาลฎีกาเห็นว่าหากจะให้ข้าราชการตุลาการผู้ใดปฏิบัติหน้าที่ในศาลที่ดำรงตำแหน่งต่อไปแล้วจะเป็นการเสียหายแก่การบริหารราชการศาลยุติธรรม&amp;nbsp; สมควรให้ข้าราชการตุลาการผู้นั้นไปช่วยทำงานชั่วคราวในศาลอื่น&amp;nbsp; ประธานศาลฎีกาจึงได้มีคำสั่งให้นายปรเมษฐ์&amp;nbsp; โตวิวัฒน์&amp;nbsp; ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรม&amp;nbsp; ที่&amp;nbsp; 371/2564&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลงวันที่&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; เมษายน&amp;nbsp; 2564&amp;nbsp; ซึ่งคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมในการประชุมครั้งที่&amp;nbsp; 8/2564&amp;nbsp; เมื่อวันที่&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; เมษายน&amp;nbsp; 2564&amp;nbsp; มีมติเห็นชอบคำสั่งดังกล่าวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การมีคำสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราวเป็นไปเพื่อความสะดวกในการสอบสวน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในทางปฏิบัติของทุกหน่วยงานและเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ นายวีระพงศ์&amp;nbsp; สุดาวงศ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 อีกตำแหน่งหนึ่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ในส่วนของนายปรเมษฐ์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาก็ได้มีหนังสือขอความเป็นธรรม ฉบับลงวันที่ 5 เม.ย.64 กรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยผู้ถูกกล่าวหาระบุว่ายังไม่ทราบว่าถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงการพิจารณาคดีในประเด็นและข้อเท็จจริงใด และยังไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงตามระเบียบฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีหนังสือตอบผู้ถูกกล่าวหาแล้วว่า คณะกรรมการฯ ได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งมีการกำหนดวันเวลานัดตามที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กำหนด แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาและไม่ปรากฏว่าได้แจ้งเหตุขัดข้อง หรือขอเลื่อนนัด ตามกำหนดเวลานัดแต่อย่างใด ประกอบกับคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นโดยสอบปากคำพยานบุคคล และเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเป็นพยานหลักฐานในสำนวนสอบสวนจนเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ และการสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้วจึงได้สรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอความเห็นต่อประธานศาลฎีกา การสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นของคณะกรรมการฯ จึงเป็นการดำเนินการโดยชอบตามกฎหมายแล้วตามประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นกรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย พ.ศ.2544&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้กล่าวสรุปขั้นตอนการสอบสวนกรณีนี้ว่า ขณะนี้กรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวน ของคณะกรรมการสอบสวนตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง (เรื่องการรักษาวินัย โดยสอบสวนว่าข้าราชการตุลาการใด กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่) ซึ่งในการสอบสวนกรณีดังกล่าว คณะกรรมการสอบสวนจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้สิทธิแก่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง โดยขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนยังไม่ได้สรุปผล ยังใช้เวลาอีกระยะหนึ่งดำเนินการให้ครบถ้วนทุกขั้นตอน ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามขั้นตอนการสอบสวนตามกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการขอโอนคดีนั้นมีการยื่นเข้ามา แต่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้พิจารณายกคำร้องไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิจารณาสั่งโอนคดี ข้อเท็จจริงจึงมิได้เป็นไปตามที่มีการนำเสนอข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง เนื่องจากขณะนี้ คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การนำเสนอข้อมูลใดๆ ผ่านสื่อมวลชน จึงควรตรวจสอบและระมัดระวัง มิให้กระทบต่อการพิจารณาพิพากษาของศาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105593</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, พงษ์เดช วานิชกิตติกูล, อธิบดีผู้พิพากษาศาลคดีทุจริต, เลขาฯศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60be077de832b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เลขาฯศาลยุติธรรม เเจงยิบไทม์ไลน์คดีภาษีโตโยต้า เตรียมประสานขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนที่อเมริกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย. 64 - ที่สำนักงานศาลยุติธรรม อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นาย พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เเถลงข่าวกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวการสอบสวนเกี่ยวกับคดีภาษีของ บริษัท ในเครือโตโยต้าในประเทศสหรัฐอเมริกาจนกระทั่งมีการกล่าวอ้างถึงชื่อข้าราชการและอดีตข้าราชการตุลาการผู้ใหญ่ว่าอาจมีส่วนพัวพันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาย พงษ์เดช กล่าวว่าขอเรียนว่าคดีที่มีการอ้างถึงเป็นคดีที่ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่จัดเก็บภาษีเป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษามีคำขอให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของหน่วยงานที่จัดเก็บภาษีฟ้องคดีแรกวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้แยกฟ้องโจทก์จึงยื่นฟ้องคดีเข้ามาใหม่อีก 9 คดีในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 และวันที่ 10 มิถุนายน 2559 มีการสืบพยานต่อสู้คดีกันเป็นระยะเวลาปีเศษ ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำพิพากษาทุกคดีในวันที่ 29 กันยายน 2560 พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นผลให้โจทก์ไม่มีความรับผิดทางภาษีอากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาจำเลยได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับคดีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 และต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวันที่ 10 มิถุนายน 2562 เป็นผลให้โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของหน่วยงานรัฐโจทก์จึงยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาโดยศาลภาษีอากรกลางได้อ่านคำสั่งคดีขออนุญาตฎีกาไปเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างศาลภาษีอากรกลางดำเนินการให้ฝ่ายจำเลยยื่นคำแก้ฎีกา ซึ่งจำเลยขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 หากยื่นคำแก้ฎีกาแล้วศาลภาษีอากรกลางจะรวบรวมสำนวนส่งคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในคดีนี้ศาลฎีกาจึงยังไม่ได้พิจารณาพิพากษาคดีเพียงพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาเท่านั้นซึ่งการอนุญาตให้ฎีกาเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ที่กำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาเมื่อเห็นว่าปัญหาตามฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์เดช &amp;nbsp;กล่าวว่าเมื่อคดีนี้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ขัดแย้งกันในสาระสำคัญทั้งเกี่ยวพันกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทยและยังเป็นกรณีที่ไม่มีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกามาก่อนศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้โดยพิจารณาเพียงว่าปัญหาที่ ยื่นฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาสมควรอนุญาตให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาหรือไม่ยังไม่ได้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีภาษีอากรซึ่งเป็นคดีชำนัญพิเศษในการพิจารณาพิพากษาจะมีผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีอากรตลอดทั้งสายตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนกระทั่งถึงศาลฎีกา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีการวางระบบการทำงานในรูปแบบการประชุมคดีที่เข้มข้นขององค์คณะนับตั้งแต่เริ่มเปิดทำการเป็นต้นมาโดยองค์คณะจะร่วมกันพิจารณาคดีมีผู้ช่วยผู้พิพากษาทำหน้าที่เลขานุการคณะในการทำเอกสารสรุปข้อเท็จจริงประเด็นข้อพิพาทในคดีและข้อกฎหมายเมื่อประชุมแล้วท่านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนก็จะยกร่างคำพิพากษาตามมติการประชุมแล้วจึงส่งร่างคำพิพากษานั้นให้ผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือผู้ช่วยเล็กหลังจากผู้ช่วยเล็กตรวจสำนวนแล้วจะเสนอร่างคำพิพากษาดังกล่าวต่อผู้พิพากษาประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือเรียกว่าผู้ช่วยใหญ่เพื่อตรวจร่างคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่งเมื่อตรวจแล้วจะเสนอร่างคำพิพากษาดังกล่าวต่อรองประธานเมื่อเห็นว่าเป็นคดีสำคัญจึงส่งให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือประธานศาลฎีกาแล้วแต่กรณีพิจารณาหากเห็นว่ามีปัญหาข้อกฎหมายสำคัญก็จะสั่งให้นำปัญหานั้นเข้าสู่การพิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาทุกท่านในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีประมาณ 70 คนส่วนศาลฎีกามี 176 คนเมื่อร่างคำพิพากษาผ่านที่ประชุมแล้วจึงจัดทำคำพิพากษาเพื่อส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า ในส่วนของการพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกานั้นแม้จะเป็นเพียงชั้นขออนุญาตฎีกาก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็กำหนดจำนวนองค์คณะไว้อย่างน้อย 4 คนโดยหนึ่งในนั้นต้องเป็นรองประธานศาลฎีกาด้วยสำหรับคดีภาษีอากรนั้นคำร้องขออนุญาตฎีกาก็จะถูกพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่อยู่ในแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกาเป็นองค์คณะภายหลังจากองค์คณะพิจารณาแล้วในคดีนี้ได้นำเข้าประชุมแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกาเพื่อให้ผู้พิพากษาในแผนกทุกคนได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติก่อนจะที่จะมีการส่งมาให้ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในแต่ละชั้นศาลนั้นเป็นไปอย่างมีระบบโปร่งใสมีการปรึกษาคดีและตรวจทานความถูกต้องในทุกขั้นตอนยากที่จะมีการแทรกแซงหรือกระทำการใดที่จะก่อให้เกิดผลตามที่ใครต้องการได้&amp;quot;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะมั่นใจในระบบ แต่เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าอาจมีการกระทำที่แทรกแซงกระบวนการจนถึงขั้นอาจมีการเสนอให้สินบนขึ้นซึ่งต้องยอมรับว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์และศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม &amp;nbsp;กล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรมจึงไม่นิ่งนอนใจนับตั้งแต่มีการรายงานข่าวจึงได้ดำเนินการส่งหนังสือประสานขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกรณีดังกล่าวในประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านกระทรวงการต่างประเทศอย่างที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้วต่อมาเมื่อในเนื้อหาข่าวปรากฏชื่อบุคคลในศาลยุติธรรมขึ้นสำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลโดยที่ผมเป็นประธานคณะทำงานด้วยตัวเองคณะทำงานชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ติตามหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกรณีนี้ซึ่งผมได้ดำเนินการส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศแล้ว ได้แก่ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท โตโยต้าอเมริกา กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงส่งเมล์ติดต่อไปยังนักข่าวที่เขียนรายงานข่าวอันเป็นต้นทางของเรื่องนี้ และจะขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การไต่สวนของคณะลูกขุนในรัฐเท็กซัสสหรัฐอเมริกาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม นาง เมทินี ชโลธรประธานศาลฎีกาได้อาศัยอำนาจตามพ. ร. บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง&amp;ldquo; คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง&amp;rdquo; 4 ท่านประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการฯ และมีผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์เป็นกรรมการโดยให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต. ) กรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัยให้เสร็จโดยเร็วทั้งนี้ให้กรรมการชุดนี้เสนอความเห็นว่ากรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หรือไม่มีมูลความผิดทางวินัย หากมีมูลความผิดทางวินัยก็ให้พิจารณาด้วยว่าเป็นความผิดวินัยตามบทมาตราใดและควรได้รับโทษสถานใดเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากสอบสวนพบข้อเท็จจริงมีบุคคลอื่นใดเป็นผู้กระทำผิดหรือพบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากที่ระบุในคำสั่งนี้ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้ดำเนินการสอบสวนไปด้วยในคราวเดียวกัน คณะทำงานติดตามข้อมูลที่ตนเป็นประธานจะทำงานสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต้องการให้ความกระจ่างปรากฏต่อสาธารณชนโดยเร็วและหากพบว่าผู้ใดกระทำความผิดตามกฎหมายก็จะดำเนินการต่อไปอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นหากพี่น้องประชาชนสื่อมวลชนหรือหน่วยงานใดมีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่จะช่วยให้เรื่องนี้กระจ่างชัดทุกท่านสามารถส่งข้อมูลมายังสำนักงานศาลยุติธรรมได้ตลอดเวลา โดยคณะทำงานติดตามข้อมูลจะดำเนินการทุกวิถีทางให้เร็วที่สุดและสำนักงานศาลยุติธรรมจะเสนอผลความคืบหน้าของการทำงานต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเป็นระยะ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่าการพบปะสื่อมวลชนในวันนี้นอกจากจะยืนยันการตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดและจริงจังแล้ว ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนและสังคมว่าหากคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาคู่ความจะได้รับความเป็นธรรมทุกอย่างตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนองค์คณะในศาลฎีกาจะพิจารณาคดีอย่างไม่หวั่นไหวส่วนการให้สินบนตามข่าวหากมีจริงก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการและดำเนินคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์เดช ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงการติดตามความคืบหน้า ว่าตอนนี้ได้มีการประสานขอข้อมูลกับต่างประเทศและหน่วยงานปลายทางหลายหน่วยงาน เพื่อสอบถามถึงกรณีที่มีชื่อของบุคคลต่างๆปรากฏขึ้น &amp;nbsp;ส่วนที่ถามว่าจะมีการดำเนินคดีกับทางเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข่าวหรือไม่นั้น เป็นเรื่องในลำดับต่อไปเพราะเราต้องได้ข้อเท็จจริง ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรถึงจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฏหมายได้ &amp;nbsp;ส่วนเรื่องประสานขอข้อมูลอาจจะต้องใช้ระยะเวลา เพราะข้อมูลดังกล่าวอยู่ในต่างประเทศ แต่หากมีความคืบหน้าจะนำเสนอให้ทราบต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า จะส่งผู้พิพากษาท่านใดไปติดตามคดี ที่สหรัฐอเมริกา &amp;nbsp; นายพงศ์เดช ตอบว่า ตรงนี้ กำลังพิจารณา แต่จะต้องเป็นผู้ที่ มีลักษณะของการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวถึงการเกี่ยวข้องให้ครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเริ่มสอบอย่างไรและต้องเรียกใครมาสอบบ้าง &amp;nbsp;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม บอกว่า ต้องรอคณะกรรมการพิจารณาซึ่งคิดว่าจะทำงานโดยรวดเร็ว ถึงเรื่องการนัดประชุมแนวทาง ส่วนความคืบหน้าคดีในสหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบ กฏหมายที่เกี่ยวข้อง พบว่าเป็นกฏหมายเกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ในชั้นนี้พบว่ายังอยู่ในชั้นของการไต่สวนข้อเท็จจริง ยังไม่ใช้การฟ้องคดีต่อศาลที่สหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่าข้อมูลเท่าที่มีตอนนี้น่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ว่ามีผู้พิพากษาเข้าไปเกี่ยวข้อง นายพงษ์เดช กล่าวว่าตอนนี้มีเท่าข้อมูลตามที่สื่อเสนอไป แต่ก็มีข้อสังเกตว่า การไต่สวนคดีที่อเมริกายังไม่เสร็จสิ้น หรือมีการฟ้องร้องคดีแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่า ชื่อที่ปรากฏออกมาออกมานั้นออกมาในขั้นตอนไหน ส่วนเรื่องจะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือประสานหน่วยงานอื่น เช่น ป.ป.ช. ก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป เเต่เพื่อให้ได้ข้อมูลจากปลายทางตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต้องการทางสำนักงานศาลฯจะทำการสนับสนุนเต็มที่ เเต่จะต้องเรียกใครมาตรวจสอบบ้าง ต้องรอให้คณะทำงานเริ่มทำงานก่อน &amp;nbsp;แต่คิดว่าทำโดยรวดเร็ว แม้จะไม่มีระยะเวลาเป็นกรอบไว้ แต่ใน1-2เดือนนี้ต้องได้รับความจริงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกำหนดการนัดไต่สวนคดีของสหรัฐอเมริกา จะมีเมื่อใดนั้นเรากำลังตรวจสอบ แต่การทำงานของเรานั้นไม่ได้รอผลจากทางอเมริกาอย่างเดียว แต่ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการตรวจสอบของเราพิจารณาจะเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ และยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ โดยคดี โตโยโต้ ในประเทศไทยก็จะไม่หยุดพิจารณา ในเรื่องคดีหากพบว่ามีการกระทำผิดเราก็จะลงโทษคนของเรา อเมริกาก็จะลงโทษคนของเขา เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105240</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโตโยต้า, พงษ์เดช วานิชกิตติกูล, สินบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b9da63349e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องด่วน! มีคำสั่งแต่งตั้ง เลขาฯศาลยุติธรรม นั่งประธานคณะทำงานตรวจสอบ-ติดตามข่าวคดีโตโยต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp;พงษ์เดช วานิชกิตติกูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.64 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จากกรณีได้มีการเผยแพร่ข่าวติดตามการสอบสวนในต่างประเทศเกี่ยวกับคดีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้า ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ &amp;nbsp;ซึ่งปรากฏข้อมูลหลากหลายด้าน และที่มีการพาดพิงถึงบุคลากรในศาลยุติธรรม ซึ่งอาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและความเสียหาย กระทบทั้งต่อตัวบุคลากรและองค์กรศาลยุติธรรมนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันที่ 28 พ.ค. 2564 สำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง &amp;quot;คณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีคดีภาษีอากรที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์&amp;quot; รวม 10 คน โดยมีนายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานคณะทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว ให้คณะทำงานชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าว ให้ปรากฏความชัดเจนและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกรณีนี้ให้ถือเป็นเรื่องด่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104570</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงษ์เดช วานิชกิตติกูล, ศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff57b6b486f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาศาลฯแจงยิบเรื่องประกันตัว ย้ำเกรงทำผิดซ้ำย่อมปล่อยตัวชั่วคราวไม่ได้เป็นหลักสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23เม.ย.64 - นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามต่อการพิจารณาและมีคำสั่งของศาลยุติธรรมในการร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีอาญาบางคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม ว่า ศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับสิทธิในการปล่อยชั่วคราวของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาตลอดมา ว่าเป็นสิทธิประการหนึ่งของผู้ต้องหาในคดีอาญา ท่านประธานศาลฎีกาเองก็ให้นโยบายที่เน้นย้ำถึงการลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน แต่การพิจารณาและมีคำสั่งศาลจำเป็นต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนด ประกอบกับพฤติการณ์และความจำเป็นในแต่ละคดีซึ่งย่อมมีความแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์เดช&amp;nbsp; กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ได้กำหนดให้ศาลอาจสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว หากปรากฎกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายประการอื่น หรือการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือการดำเนินคดี โดยเมื่อเจ้าพนักงานหรือศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวก็ต้องระบุเหตุผลโดยอ้างอิงไปยังเหตุตามกฎหมายด้วย กรณีที่เกรงว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาอาจก่ออันตรายประการอื่นนั้น กฎหมายมุ่งป้องกันมิให้จำเลยหรือผู้ต้องหาไปกระทำซ้ำในสิ่งที่ถูกฟ้องร้องหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดหรือกระทำความผิดอย่างอื่น หากจำเลยหรือผู้ต้องหาคนใดมีพฤติการณ์หรือแนวโน้มที่จะกระทำเช่นนั้นและไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะป้องกันได้ ศาลย่อมไม่อาจปล่อยชั่วคราวได้ การที่กฎหมายกำหนดในลักษณะดังกล่าว เพื่อให้ศาลชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิของจำเลยกับความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของผู้เสียหาย ชุมชนและสังคมที่ต้องพิจารณาประกอบ นอกเหนือจากสิทธิของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลักการกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ใช้ในประเทศไทยในปัจจุบันสอดคล้องกับหลักการสากล ที่การพิจารณและมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราว เป็นกรณีที่ศาลต้องพิจารณาตามพฤติการณ์แต่ละคดีภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 เองก็ได้กำหนดไว้ด้วยว่าอาจมีการควบคุมผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างพิจารณาได้ เพียงแต่ไม่พึงใช้มาตรการดังกล่าวเป็นการทั่วไปเท่านั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม&amp;nbsp; กล่าวอีกว่า ในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรได้กำหนดไว้ใน Criminal Justice and Public Order Act 1994 และ The Bail Act 1976 กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวได้เว้นแต่ในบางกรณี กฎหมายห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวในความผิดบางประเภท และศาลอาจไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจไม่กลับมามอบตัวต่อศาลหากได้รับการปล่อยตัวไป หรืออาจกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งอีกในระหว่างการปล่อยชั่วคราว ประเทศออสเตรเลียก็มีบทบัญญัติทำนองเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในการควบคุมตัวระหว่างการพิจารณา แม้จะทำให้จำเลยหรือผู้ต้องหาถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง แต่หาได้ทำให้ถึงขนาดขาดความสามารถในการต่อสู้คดีอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ฯ จำเลยหรือผู้ต้องหามีสิทธิปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีแก่ทนายความของตนได้อย่างเต็มที่ และอาจปรึกษาเป็นการลับก็ได้หากมีความจำเป็น ในการดำเนินคดี การสืบพยานและซักถามพยานในกระบวนพิจารณาตามปกติ ทนายความซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้โดยเฉพาะทางกฎหมาย สามารถช่วยเหลือและเป็นตัวแทนของจำเลยหรือผู้ต้องหาได้อยู่แล้ว หากมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ทนายความ ทนายความย่อมดำเนินการต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อตระเตรียมคดีในการว่าต่างแก้ต่างให้แก่จำเลยได้เช่นเดียวกับแนวปฏิบัติในคดีทั่วๆ ไปอีกเป็นจำนวนมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์เดช&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ หากผู้ขอปล่อยชั่วคราวไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่อนุญาตของศาล ก็สามารถอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงกว่าได้ หรือสามารถยื่นขอปล่อยชั่วคราวใหม่ได้โดยมิได้จำกัดจำนวนครั้งของการยื่นคำร้อง ซึ่งทางปฏิบัติ ก็มีกรณีที่หากมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงจากเดิม แล้วศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว แม้จะเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตก่อนหน้านั้นก็ตาม เพราะการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นการใช้ดุลพินิจในกรอบของกฎหมาย ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาลจากในคำร้องหรือทางไต่สวน ดังนั้น การใช้ดุลพินิจในแต่ละคดีแม้จะเป็นข้อหาเดียวกัน ก็อาจจะแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ปรากฏในแต่ละคดีและแต่ละช่วงเวลาว่าปรากฏเหตุอันควรไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามกฎหมายหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2563 ที่ผ่านมา จำเลยหรือผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวรวม 237,875 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวถึง 217,904 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 91.26 ย่อมแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาและมีคำสั่งของศาลยุติธรรมได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยเสมอมา และไม่ได้เป็นการพิจารณาและมีคำสั่งไปในทางใดทางหนึ่งด้วยเหตุอื่นใด นอกเหนือจากเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการพิจารณาพิพากษาคดีความต่างๆ ศาลยุติธรรมทุกศาลย่อมพิจารณา ให้ความสำคัญและรับฟังเหตุผลและข้อต่อสู้ของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หากจำเลยหรือผู้ต้องหามีข้อต่อสู้หรือเหตุผลที่จะอธิบายหรือชี้แจงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา หนทางที่ดีที่สุดคือการตระเตรียมเหตุผล ตลอดจนข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ใช้สนับสนุนร่วมกับทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายให้มีความครบถ้วนตามที่ต้องการ จึงจะทำให้ศาลสามารถนำเหตุผลและข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ศาลยุติธรรมดำเนินการเสมอมาที่จะทำให้กระบวนพิจารณาทุกๆ คดีดำเนินไปได้ด้วยความรวดเร็วภายในเวลาอันสมควร หนทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายจึงน่าจะเป็นการที่ทุกฝ่ายร่วมมือตามบทบาทหน้าที่ของตนในการทำให้การดำเนินคดีดำเนินไปตามครรลองและกระบวนการที่ควรจะเป็นตามกฎหมาย เพื่อสุดท้ายแล้วศาลจะได้มีโอกาสพิจารณาพยานหลักฐาน เหตุผลและข้อต่อสู้ของทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วนและพิพากษาคดีได้อย่างเป็นธรรม&amp;quot; นายพงษ์เดช&amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100415</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอประกันตัว, ทำผิดซ้ำ, ป.วิอาญา, ปล่อยตัวชั่วคราว, พงษ์เดช วานิชกิตติกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60823f92cd47e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91899</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เมทินี&#039; ปธ.ศาลฎีกา มีดำริทำงานเชิงรุก ให้ศาลเป็นที่พึ่งแรกของประชาชน ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ.64 - ที่ห้องประชุมอาคารศาลยุติธรรม ศาลฎีกา นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา และคณะผู้บริหารศาลยุติธรรม ร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา เพื่อหารือข้อราชการเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยการช่วยเหลือประชาชนซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เดือดร้อนเพราะการสูญเสียทรัพย์สินจากการบังคับคดี เช่น กระบวนการไกล่เกลี่ยในชั้นบังคับคดี การขยายเวลาชำระเงินซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาด กรณีลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้ซื้อทรัพย์ และการขยายระยะเวลาการหาที่อยู่อาศัยใหม่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษากรณีถูกฟ้องขับไล่ &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการหารือดังกล่าว ได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นในปัญหาข้างต้น ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องของศาลยุติธรรมเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนซึ่งเป็นลูกหนี้ เพื่อมิให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินจากกระบวนการบังคับคดี โดยศาลมีบทบาทเชิงรุกตั้งแต่ต้นในการแก้ปัญหาหนี้ช่วงภาวะโควิดที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวภายหลังการประชุมว่า เรื่องนี้ได้มีดำริของ นางเมทินี ประธานศาลฎีกา ว่าศาลจะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมกับประชาชน จากคำกล่าวสมัยก่อนที่ว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน แต่ในสมัยนี้จากนโยบายของท่านประธานศาลฎีกา จะต้องเปลี่ยนแนวคิดเป็นว่าศาลจะต้องเป็นที่พึ่งแรกของประชาชน ซึ่งการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า แม้ยังไม่มีคดีในศาล ศาลก็สามารถเป็นที่พึ่งแรกของประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91899</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, พงษ์เดช วานิชกิตติกูล, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601a7c8c43831.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2021 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเปิดยื่นประกันตัวออนไลน์ มุ่งคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลยช่วงโควิดระบาดระลอกใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.64 - นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ และหลายพื้นที่ได้ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อลดการเดินทางของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องได้รับการพิจารณาคำขอประกันโดยเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา มีนโยบายสร้างดุลยภาพแห่งสิทธิ ลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน ยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของจำเลยในการต่อสู้คดีในศาล ลดขั้นตอนและภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานศาลยุติธรรมตระหนักถึงสุขภาพความปลอดภัยและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้มีประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง การขอปล่อยชั่วคราวทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดให้บริการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวและคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้ผ่านทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาในการขอประกันโดยไม่ต้องเดินทางมาศาล และสามารถยื่นคำขอประกันทางออนไลน์ ตลอดจนสามารถทราบคำสั่งและดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องได้ทางออนไลน์ตลอดเวลาได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้ร้องขอประกันที่ประสงค์จะยื่นคำขอประกันทางออนไลน์ สามารถเข้าใช้บริการได้แล้ววันนี้ โดยลงทะเบียนเป็นผู้ใช้ระบบ CIOS เพื่อพิสูจน์ตัวตนได้ที่เว็บไซต์ https://cios.coj.go.th หรือลงทะเบียนได้ที่ศาลชั้นต้นทั่วประเทศทุกวันทำการ ตั้งแต่เวลา 08.30 &amp;ndash; 16.30 น. เมื่อลงทะเบียนใช้งานระบบ CIOS สำเร็จแล้ว สามารถเข้าใช้ระบบเพื่อยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวและคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้ทันที และสามารถเข้าใช้งานระบบได้ตลอดเวลาที่ระบบเปิดใช้งาน โดยกรอกข้อมูลและอัปโหลดคำร้องและเอกสารตามวิธีการที่ระบบกำหนด เมื่อผู้ร้องขอประกันยื่นคำร้องถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดแล้ว ระบบจะส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้องขอประกันตามที่ได้ลงทะเบียนไว้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าระบบได้รับคำร้องไว้ดำเนินการแล้ว และผู้ร้องขอประกันสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินการและคำสั่งศาลได้เองทางระบบ &amp;nbsp;CIOS และเมื่อศาลมีคำสั่งประการใด จะส่ง SMS แจ้งไปยังผู้ใช้ระบบเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบคำสั่งศาลในระบบต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวและต้องทำสัญญาประกัน ถ้าผู้ร้องขอประกันเป็นผู้ใช้ระบบที่ลงทะเบียนเข้าใช้ระบบโดยมีการยืนยันตัวตนต่อศาลแล้ว เจ้าหน้าที่จะนัดหมายผู้ร้องขอประกันเพื่อทำสัญญาประกันด้วยวิธีให้ผู้ประกันจัดทำสัญญาประกันเป็นเอกสารในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แล้วอัปโหลดเข้าสู่ระบบ หรือลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกันในสัญญาประกันที่เป็นเอกสารในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล แต่หากผู้ร้องขอประกันเป็นผู้ใช้ระบบที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนต่อศาล เจ้าหน้าที่จะนัดหมายผู้ร้องขอประกันมายืนยันตัวตนและทำสัญญาประกันที่ศาลในวันที่ศาลมีคำสั่ง แล้วดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรณีที่ต้องวางหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวด้วย ถ้าหลักประกันเป็นเงินสด ผู้ประกันอาจวางเงินต่อศาลโดยชำระผ่านเคาน์เตอร์หรือตู้ ATM ของธนาคาร อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งของธนาคาร แล้วอัปโหลดไฟล์หลักฐานการวางเงินเข้าสู่ระบบ แต่หากหลักประกันไม่ใช่เงินสด เจ้าหน้าที่จะนัดหมายผู้ประกันมาดำเนินการที่ศาลโดยเร็ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การยื่นคำขอประกันทางออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของศาลยุติธรรม และถึงแม้ในช่วงนี้จะมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกระลอก แต่ศาลยุติธรรมยังคงคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพ และการบริการประชาชนด้วยความสะดวกและรวดเร็วเช่นเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88993</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงษ์เดช วานิชกิตติกูล, ศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff57b6b486f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2020 23:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คน&#039;กทม.&#039;เซ็งสั่งงด&#039;เคาต์ดาวน์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนกรุงหงอยรับปีใหม่อีกแล้ว &amp;ldquo;กทม.&amp;rdquo; ขอความร่วมมืองดจัดเคาต์ดาวน์ ออก 10 มาตรการเข้มหวั่นโควิด-19 สมุทรสาครแพร่ เร่งตรวจ 472 ตลาด พ่วงตั้ง 4 ด่านสำคัญ &amp;ldquo;สมศักดิ์&amp;rdquo; สั่ง 11 เรือนจำงดเยี่ยม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังเกิดการแพร่ระบาดที่ จ.สมุทรสาคร รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในเวลา 17.44 น. พล.ต.อ.อัศวินโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;กทม.ประกาศ 10 มาตรการ ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่&amp;rdquo; ว่า 1.ปิดโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในสังกัด กทม. ที่มีพื้นที่ติดต่อกับ จ.สมุทรสาคร 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.63-4 ม.ค.64 &amp;nbsp;ได้แก่ เขตบางขุนเทียน บางบอน และหนองแขม โดยให้จัดการเรียนการสอนเสริมและการเรียนออนไลน์ทดแทน 2.ข้าราชการและบุคลากร กทม.ที่เดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-สมุทรสาคร หรือมีที่พักอาศัยอยู่ใน จ.สมุทรสาคร ให้ปรับเปลี่ยนเป็นการทำงานที่บ้าน (work from home) 3.ขอความร่วมมือภาครัฐและเอกชนงดจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก เช่น งานเทศกาลปีใหม่ กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี และงานรื่นเริงต่างๆ แต่หากจะจัดงานต้องเสนอแผนควบคุมโรคเพื่อขออนุญาตกับสำนักอนามัย กทม. เพื่อพิจารณาก่อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ตั้งด่านคัดกรองแรงงานต่างด้าว เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ 4 เส้นทาง ได้แก่ ถนนเพชรเกษม ถนนพระรามที่ 2 ถนนบรมราชชนนี และถนนเลียบคลองพิทยาลงกรณ์ ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่ม 18.00 น. ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.เป็นต้นไป 5.ให้ใช้สวนสาธารณะเพื่อการออกกำลังกาย งดการรวมตัว 6.จัดเจ้าหน้าที่ตรวจค้นหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกในแรงงานต่างด้าว 100% ที่ทำงานในตลาดสดทุกแห่งทั่วกรุงเทพฯ ทั้ง 472 แห่ง รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าคนกลางที่มีการติดต่อซื้อขายสินค้าอาหารทะเลจาก จ.สมุทรสาคร 7.สำนักงานเขตดำเนินการคัดกรองเชื้อโควิดในแรงงานต่างด้าวในแคมป์คนงานก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง 100% 8.ขอความร่วมมือศาสนสถานต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ งดให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำกิจกรรมภายในพื้นที่ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย 9.ให้ รร.กทม.สำรวจ ผู้ปกครองของนักเรียนที่เป็นแรงงานต่างด้าวเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองโควิด และ 10.สถานประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานบริการผับ บาร์ คาราโอเกะ ต้องเข้มงวดในการตรวจคัดกรองผู้ที่เข้าไปใช้บริการ 100%&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้สั่งการทันทีให้โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ใช้มาตรการจัดการเรียนการสอนโดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ให้ปรับเป็นการเรียนผ่านออนไลน์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 ธ.ค.ถึงวันที่ 3 ม.ค.2564 หรือจนกว่าสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปลอดภัยสูงสุด ส่วนโรงเรียนในจังหวัดใกล้เคียงที่นักเรียนมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สมุทรสาคร ต้องเดินทางไปเรียน ขอให้นักเรียนกลุ่มนี้เรียนผ่านออนไลน์ และเรียนอยู่ที่บ้านไปจนถึงปีใหม่ โดยให้ใช้มาตรการการเรียนการสอนแบบเดียวกันกับช่วงสถานการณ์โควิด-19 ช่วงก่อนหน้านี้
ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้สั่งการให้วิทยาลัยใน จ.สมุทรสาคร ปิดสถานศึกษา และให้ปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ ส่วนครูและบุคลากรก็ให้ work from home อยู่ที่บ้าน มาทำงาน 25% เพื่อรับข้อมูลข่าวสารจากทางหน่วยงานราชการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้วิดีโอประชุมร่วมกับผู้บัญชาการเรือนจำเขต 7 โดยระบุว่า ขณะนี้ได้ตีกรอบงดเยี่ยมญาติแล้วเบื้องต้น 11 เรือนจำ คือ 1.เรือนจำกลางนครปฐม 2.เรือนจำกลางเขาบิน 3.เรือนจำกลางราชบุรี 4.เรือนจำกลางสมุทรสงคราม 5.เรือนจำกลางสมุทรสาคร 6.เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี 7.เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร 8.เรือนจำอำเภอทองผาภูมิ 9. สถานกักกันนครปฐม 10.เรือนจำพิเศษธนบุรี และ 11. ทัณฑสถานหญิงธนบุรี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อปิดการเยี่ยมญาติก็ให้ผู้บัญชาการทุกท่านใช้การสื่อสารทางไกลผ่านแอปพลิเคชันไลน์สื่อสารกันแทน และเพิ่มรอบการเยี่ยม วางแผนให้ดี รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอื่นๆ ตามสิทธิที่ผู้ต้องขังทุกคนควรจะได้ เช่น การพบศาลผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การฝากเงินผ่านออนไลน์ และทำความเข้าใจกับผู้ต้องขังทุกคน ไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเรากีดกันสิทธิเสรีภาพจนเกิดความวุ่นวาย&amp;quot; นายสมศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข้อความผ่านกลุ่มไลน์เพื่อแจ้งให้ทราบ พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ถึงแนวทางและข้อปฏิบัติของการปฏิบัติงานในทำเนียบฯ ช่วงสถานการณ์โควิด 5 ข้อ คือ 1.ขอให้สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และหมั่นล้างมือ งดใช้ของร่วมกัน เว้นระยะห่างตามมาตรการของ ศบค. 2.สื่อคนใดอาศัยอยู่ใน จ.สมุทรสาคร และต้องมาทำงานในทำเนียบฯ หรือได้เดินทางไปในจังหวัดดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ให้ประสานสำนักโฆษกฯ เพื่อตรวจเชื้อโควิด-19 3.งดรุมจ่อไมค์สัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และผู้บริหารอื่นๆ 4.เมื่อมาถึงทำเนียบฯ วัดไข้ที่ตึกบัญชาการตลอดเวลา และ 5.หากมีข้อสงสัย หรือต้องการการสนับสนุนอะไรบ้าง ขอให้แจ้งสำนักโฆษกให้ทราบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุว่า นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้ออกหนังสือเวียนถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม ให้สำรวจบุคลากรของศาลยุติธรรมที่พักอาศัยใน จ.สมุทรสาคร เดินทางไปทำงานที่ศาลหรือหน่วยงานด้วยวิธีไป-กลับหรือตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.63 มีบุคลากรเดินทางไปยัง จ.สมุทรสาครหรือไม่ และให้รายงานโดยด่วน รวมทั้งให้บุคลากรรายดังกล่าว Work from home และสังเกตอาการตนเองตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.63-3 ม.ค.2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ส่งข้อความเรียน ส.ว. ถึงมาตรการป้องกันโควิดในการเข้าร่วมประชุม รวมทั้งยังให้บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่มีที่พักอาศัยอยู่ที่ จ.สมุทรสาครให้ work from home ส่วนผู้ค้าขายสินค้าที่มีภูมิลำเนาอยู่ จ.สมุทรสาคร จะให้งดมาขายสินค้า ณ อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) และอาคารสุขประพฤติ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87492</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นัทรียา ทวีวงศ์, พงษ์เดช วานิชกิตติกูล, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, สมศักดิ์ เทพสุทิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdf76710b6be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
