<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนยี้ขึ้นค่าแรง400บ. แนะ8แนวทางผ่าทางตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เอกชนออกโรงแล้ว! &amp;ldquo;หอการค้าฯ-สภาหอการค้าฯ-ผู้ประกอบการ&amp;rdquo; ยี้นโยบายขึ้นค่าแรง 400 บาท โพลชี้ชัด 94% ไม่เอาด้วย บอกกระทบเชื่อมั่นและแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ชง 8 ข้อเสนอแนะผ่าทางตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์แรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน แถลงถึงนโยบายค่าแรงของรัฐบาลที่จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวันทั่วประเทศ &amp;nbsp;ว่าสร้างความสับสนและความกังวลใจต่อทุกภาคส่วนที่มีการจ้างแรงงาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ภาคเกษตรกรรม ภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งประชาชนทั่วไปก็ห่วงว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้น ต่างมีเสียงสะท้อนแสดงความไม่เห็นด้วย จนมีการตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมและความถูกต้องถึงวิธีการที่ได้มาของการใช้อัตราค่าจ้างตามกระแสข่าว
&amp;ldquo;หากขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเกิน 400 บาทจริงถือเป็นการเพิ่มเงินจากผู้ประกอบการเฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 20,000 ล้านบาท หากเป็นปีกว่า 200,000 ล้านบาท ถือเป็นเงินเข้าระบบไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันสร้างภาระต้นทุนต่างๆ มากขึ้น และยังจะกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ต่างชาติจะไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย&amp;rdquo; นายพจน์กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ ได้สำรวจความคิดเห็นต่อประเด็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจากสมาชิกทั่วประเทศ ประกอบด้วย หอการค้าจังหวัด 76 จังหวัด, หอการค้าต่างประเทศ 35 ประเทศ, สมาคมการค้า 138 สมาคม, สมาชิกผู้ประกอบการ และผู้ประกอบการทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยว รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 1,355 กลุ่ม ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งผลสำรวจยืนยันไปในทิศทางเดียวกัน คือ 93.9% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 400 บาทต่อวันตามกระแสข่าว&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ยังมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลที่เกี่ยวข้องอัตราค่าจ้าง คือ 1.การปรับขึ้นอัตราค่าจ้าง ควรยึดตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยผ่านกลไกการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) และคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ควรมาจากการสรรหาที่แท้จริง และควรเป็นองค์กรอิสระที่สามารถดำเนินการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ และขอให้ทบทวนแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไตรภาคี
2.การปรับอัตราค่าจ้างโดยไม่ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่งผลต่อการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ซึ่งปัจจุบันไทยมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดในอาเซียน 3.การปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นปัจจัยลบส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของนักลงทุนไทยและต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีปัญหาจากปัจจัยหลายประการที่มีความผันผวน อาทิ ค่าเงินบาท และสงครามการค้าระหว่างประเทศต่างๆ เป็นต้น
4.การปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการจ้างงานทั้งระบบ และทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคบริการ ภาคท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมี 3,046,793 ราย โดยปี 2560 สร้างมูลค่าให้ประเทศ 6.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 42.4% ของสัดส่วน GDP ทั้งประเทศ และยังจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มแรงงานเดิม พนักงานรายเดือน กลุ่มพนักงานราชการ และพนักงานของรัฐในตำแหน่งต่างๆ ด้วย 5.การปรับอัตราค่าจ้างที่เกินพื้นฐานสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นตาม 6.การปรับค่าจ้างควรพิจารณาจากทักษะฝีมือแรงงานตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้กระทรวงแรงงาน เร่งส่งเสริมการกำหนดอัตราค่าจ้างมาตรฐานฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้นให้ครบทุกอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันมี 241 สาขา&amp;nbsp;
7.รัฐบาลควรเร่งกำหนดใช้อัตราค่าจ้างแรกเข้าในการประกาศใช้อัตราค่าจ้างครั้งต่อไปแทนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทันที ตามนโยบายเร่งด่วนเรื่องการยกระดับศักยภาพของแรงงาน และควรกำหนดนิยามของอัตราค่าจ้างแรกเข้าที่ชัดเจน ซึ่งหลังจากกำหนดใช้อัตราค่าจ้างแรกเข้าแล้ว กระทรวงแรงงานต้องเร่งจัดทำโครงสร้างกระบอกเงินเดือนมาตรฐานที่สัมพันธ์กับค่าจ้างแรกเข้าของแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับแต่ละภาคส่วนที่ใช้แรงงาน และส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถนำไปใช้ปรับค่าจ้างประจำปีให้เหมาะสมกับการจ้างงานได้ และ 8.รัฐบาลควรส่งเสริมการจัดอบรม และมีมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงาน ให้ความสำคัญกับการ UP-Skill Re-Skill และ New-Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานเพื่อมุ่งไปสู่การปรับค่าจ้างตามโครงสร้างกระบอกเงินเดือน
&amp;ldquo;หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ และสมาชิกผู้ประกอบการทุกจังหวัดทั่วประเทศ เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับศักยภาพของแรงงาน รวมทั้งรายได้ของแรงงาน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้แรงงานทั้งหมด แต่การปรับขึ้นค่าจ้างควรคำนึงถึงทักษะฝีมือแรงงาน สภาพเศรษฐกิจ อัตราค่าครองชีพ ยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัดเป็นสำคัญ และควรเป็นไปตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วยกัน&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42050</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพจะสูงขึ้น, ค่าแรง400บาท, พจน์ อร่ามวัฒนานนท์, ยุทธศาสตร์แรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์, แผนยุทธศาสตร์20ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190726/image_big_5d3b1d882098f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 22:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลื้มชิ้นโบแดง ไทยพ้นใบเหลือง สั่ง&#039;ทูตพณ.&#039;แจง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์-ประวิตร&amp;rdquo; พาเหรดฟุ้งผลงานอียูปลดล็อกธงเหลืองเป็นธงเขียวในรอบ 15 ปี ชี้เป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ตั้งใจทำมาตั้งแต่ปีแรกจน 4 ปีถึงเห็นดอกผล สั่งทูตพาณิชย์ตีข่าวทั่วโลก พร้อมเล็งชูในเวทีอาเซียน &amp;ldquo;ปชป.-พท.&amp;rdquo; พร้อมใจเห็นตรงกัน ชี้ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเพราะประมงหดหาย!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ยังคงมีความต่อเนื่องจากการที่สหภาพยุโรป (อียู) ได้เปลี่ยนสถานภาพการทำประมงของไทย (ไอยูยู ฟิชชิง) จากประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะถูกจัดให้เป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือภายใต้กฎระเบียบของอียู หรือใบเหลือง โดยปรับเป็นสถานภาพที่ได้แก้ไขปัญหาประมง หรือใบเขียว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า มีเรื่องน่ายินดีที่ขอประกาศให้คนไทยได้ทราบโดยทั่วกัน แจ้งผลการพิจารณาเรื่องของการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับการปลดธงเหลือง ทำให้ประเทศของเราสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อส่วนรวมในภาพรวมการทำประมงของประเทศ เพราะไทยเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าอาหารทะเลเป็นจำนวนมาก แต่ยังมีในส่วนอื่นๆ เราต้องปรับปรุงและดำเนินการต่อไปให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม, &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ, ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่จะต้องกล่าวถึงคือ ชาวประมงทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจนทำให้การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายประสบความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หนึ่งที่เราสามารถดำเนินการได้ภายใน 4 ปี ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ดำเนินการตั้งแต่ปีแรกที่เราเข้ามาบริหารประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้การดำเนินการต่างๆ ในเรื่องนี้จะมีปัญหาพอสมควร แต่เราก็ต้องค่อยๆ ดำเนินการต่อไป เพื่อทำให้เกิดโอกาสในการทำประมงของชาวประมงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่ง ประมงในและนอกน่านน้ำ ทั้งนี้ เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเราให้ยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ขอขอบคุณนางธันยา เลาหทัย ที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวมาตลอด&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ด้าน พล.อ.ประวิตรกล่าวทันทีที่เจอสื่อมวลชนว่า ดีใจมั้ยล่ะที่ได้ไอยูยู 15 ปีแล้วกว่าจะได้ ทำมา 4 ปีทั้งตั้ง ศปมผ. ช่วยเรือต่างด้าว ช่วยแรงงานต่างด้าว นอกระบบต่างๆ ออกกฎหมายหลายฉบับกว่าจะได้กว่าจะหลุดพ้นจากธงเหลืองจนได้ธงเขียวมา หลายรัฐบาลพยายามทำ แต่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ รัฐบาลนี้ 4 ปีได้ทุ่มเททุกอย่างเพื่อทำให้ไอยูยูเป็นธงเขียวจนสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นช่วยกันบอกประชาชนด้วยว่ารัฐบาลนี้พยายามทำมา 4 ปี เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นี่แหละทำจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานได้ช่วยกันทั้งกรมเจ้าท่า กรมประมง ช่วยกันทำ เปลี่ยนอธิบดีมาไม่รู้กี่คน จนสามารถออกกฎหมายได้ทุกอย่าง ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจ ซึ่งเราต้องรักษาธงเขียวนี้ไว้ให้ได้ตลอดไป เราโดนมา 15 ปีแล้ว ทุกคนก็ต้องช่วยกัน โดยเฉพาะชาวประมงและแรงงานต่างด้าวต้องทำให้ถูกกฎหมาย&amp;rdquo;
ผลงานชิ้นโบแดง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เรื่องนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบทันทีว่า &amp;ldquo;ก็ใช่ไง เพราะเราทำมา 4 ปีเต็ม ผมนั่งหัวโต๊ะประชุมทุกอาทิตย์ ดังนั้นต้องขอบคุณข้าราชการทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือเกี่ยวกับเรือประมง ทั้งทหารเรือ กรมประมง กรมเจ้าท่า กระทรวงแรงงาน ที่ร่วมกัน สามารถผ่านอุปสรรคไปได้ด้วยดี ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานและโดนด่าด้วยทุกวัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า มาตรการที่เข้มงวดที่ทำมา จากนี้ก็จะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไป และจะช่วยประมงชายฝั่งให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ต้องทำให้เป็นระบบ และสามารถจับปลาได้อย่างถูกกฎหมาย โดยรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือทั้ง 22 จังหวัด เราจะช่วยประมงชายฝั่งให้มีรายได้มากขึ้น และให้มีที่อยู่ที่อาศัยที่ดีขึ้น มีเรือ มีการจับปลาที่ถูกกฎหมายมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ที่ผ่านมากว่าจะทำได้ ไม่ใช่ของง่ายเลย คนที่ทำก็เหนื่อย ปีหน้าซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพอาเซียนก็จะมีชวนประเทศต่างๆ ในอาเซียนมาร่วมมือกันทำในเรื่องไอยูยูว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้อาเซียนปลดธงเหลือง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาจนประสบความสำเร็จ ส่วนข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการเรือประมงที่ระบุว่า กฎหมายประมงที่ปรับปรุงใหม่นั้น ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากในการออกเรือทำประมง อีกทั้งโทษในกรณีที่ทำผิดระเบียบต่างๆ รุนแรงเกินไปนั้น ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา โดยมีผู้แทนของชาวประมงและผู้ประกอบการประมงร่วมด้วย เพื่อศึกษาความเหมาะสมของระเบียบต่างๆ หากมีส่วนใดที่มีขั้นตอนยุ่งยากหรือโทษรุนแรงเกินความเหมาะสม กรมประมงและกระทรวงเกษตรฯ พร้อมปรับแก้เพื่อให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้อย่างปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎายังกล่าวถึงการนำเรือประมงออกนอกระบบที่นายกฯ มอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการนี้ ว่ากลุ่มแรกที่ต้องการเลิกทำประมงมีการทำประวัติและบันทึกภาพเรือไว้ตั้งแต่ปี 2558-2559 จำนวน 697 ลำนั้น ไม่ต้องตรวจสอบและทำประวัติใหม่แล้ว แต่จะตรวจสอบการมีอยู่จริงของเรือ ซึ่งจะทราบจำนวนที่แน่นอนภายในวันที่ 10 ม.ค.แล้ว ส่วนกลุ่มที่เปิดให้มาแจ้งความจำนงเลิกประกอบอาชีพประมงเพิ่มเติม ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 10 ม.ค.เช่นกัน จะมีคณะทำงานตรวจสภาพและประเมินมูลค่าส่วนต่างๆ ของเรือ โดยใช้ราคากลางในปี 2558-2559 จึงจะทราบว่าต้องจ่ายค่าชดเชยรวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนเท่าไร เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ นอกจากนี้ยังมีแนวทางช่วยเหลืออีกทางหนึ่งคือ การประสานการขายเรือให้ต่างประเทศ หากเจ้าของเรือต้องการ โดยจะประสานผ่านสถานทูตประเทศนั้นๆ ประสานกับภาคเอกชนในต่างประเทศที่ต้องการซื้อเรือประมง รวมถึงจะออกใบรับรองต่างๆ ตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้พี่น้องชาวประมงมั่นใจว่า คณะกรรมการจะเร่งทำแก้ปัญหาให้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่า ปัญหาจะค้างคาจนต้องรอรัฐบาลใหม่ โดยจะดำเนินการให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้&amp;rdquo; นายกฤษฎากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ถือเป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และมั่นใจว่าหลังจากนี้ ทั่วโลกจะมีความเชื่อมั่นสินค้าประมงไทยเพิ่มขึ้น และทำให้การส่งออกสินค้าประมงของไทยดีขึ้น
องุ่นเปรี้ยว! ปชป.-พท.ยี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีการประชันนโยบายพรรคการเมืองกับการแก้ปัญหาวิกฤติใต้ถึงกรณีนี้ว่า เห็นสื่อเสนอชาวประมงเฮ แต่ความเป็นจริงแล้ว ผู้ส่งออกอาหารแช่แข็งอาจจะเฮ แต่ใบเหลืองที่ถูกปลดใบนี้ ต้องแลกมาด้วยทั้งน้ำตา ลมหายใจของชาวประมง ที่มูลค่าการส่งออกลดลงไปครึ่งหนึ่งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลออกกฎหมายที่ไม่เป็นจริง ปฏิบัติไม่ได้ เพียงเพื่อไปตอบสนองแรงกดดันจากต่างประเทศ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นพระราชกำหนด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรองที่ออกมาเกี่ยวข้องกับเรื่องมาตรฐานแรงงานต่างด้าว การกำหนดความคิดต่างๆ เป็นการเหวี่ยงแห เหมารวม เสียค่าปรับสูง ยึดเรือ ปฏิบัติไม่ได้ ปชป.พร้อมแก้กฎหมายเหล่านี้ทั้งหมด&amp;rdquo; นายอภิสิทธิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวเช่นกันว่า ไม่ใช่เรื่องของความน่ายินดี เพราะภายใต้การแก้ไขปัญหาของผู้มีอำนาจ กลับพบว่าพี่น้องชาวประมงทั่วประเทศต้องเผชิญชะตากรรมที่ยากลำบาก การทำมาหากินไม่สามารถออกเรือได้ จากเดิมจะมีชาวประมงออกเรือกว่า 80,000 ลำ แต่หลังจากผู้มีอำนาจเข้ามาแก้ไขปัญหานับแต่ปี 2558 ชาวประมงต้องยุติการออกเรือ และสามารถออกไปประกอบอาชีพได้เพียงราว 10,000 ลำเท่านั้น ทำให้ภาคประมงของไทยเกิดความเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หากพรรคได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จะต้องเลือกประเทศและประชาชนมาก่อน ต้องค่อยๆ แก้ปัญหา แต่วิธีการแก้ปัญหาของฝ่ายรัฐทำให้ชาวประมงเกิดความเสียหายเกิดความทุกข์ยากในการประกอบอาชีพ จากนี้พรรคจะเข้าไปดูแล เข้าไปเยียวยาอย่างมีเหตุมีผล ยืนยันว่าสามารถแก้ปัญหาประมงได้ แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนจะอนุญาตให้พรรคเข้าไปทำงานหรือไม่&amp;rdquo; นายปลอดประสพกล่าว
เล็งตีข่าวทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลกร่วมมือกับภาคเอกชน ช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวดีของไทยให้คู่ค้าได้รับรู้ ซึ่งมั่นใจว่าทั่วโลกจะมั่นใจสินค้าไทยมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณีดังกล่าวจะช่วยให้ไทยส่งออกสินค้าอาหารทะเลได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดยุโรป หลังอียูประกาศปลดล็อก เพราะเห็นว่าไทยมีความจริงจังและเข้มงวดเรื่องของแก้ปัญหาเรื่องการกระทำประมงผิดกฎหมาย&amp;rdquo; น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการสายงานธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหาร กล่าวว่า ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้อง ขอขอบคุณ และชื่นชมรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาไอยูยูมาตลอดเวลา 4 ปี ซึ่งสะท้อนให้สังคมโลกเห็นว่าไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอนกพงศ์ พุทธาภิบาล ผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าประมงไทย เนื่องจากสะท้อนว่าอุตสาหกรรมประมงไทยได้ทำตามหลักสากลแล้ว ถือว่าเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมประมงไทย โดยเชื่อว่าหลังจากนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการหาลูกค้าใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสที่ลูกค้าเดิมจะเพิ่มคำสั่งซื้อในอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26194</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลอดประสพ สุรัสวดี, พจน์ อร่ามวัฒนานนท์, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, เอนกพงศ์ พุทธาภิบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c3614364d023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
