<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เทพไท’หลุดเก้าอี้ส.ส. จ่อเลือกตั้งซ่อม7มี.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เทพไท&amp;quot; หลุดเก้าอี้ ส.ส.! ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ให้สิ้นสุดลงตั้งแต่ 16 ก.ย.63 สิ้นสภาพ ชี้ไม่อาจไว้วางใจในความสุจริตและไม่สมควรให้มีอำนาจการเมือง กกต.จ่อเคาะ 7มี.ค.เลือกตั้งซ่อม ปชป.นัดถก กก.บห. ขอพรรคร่วมรัฐบาลหลีกทาง พชปร.ไม่สนเตรียมส่ง &amp;quot;อาญาสิทธิ์&amp;quot; แก้มือ พรรคกล้าร่วมวงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 มกราคม เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) มาตรา 96 (2) จากเหตุศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอการลงโทษ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เนื่องจากร่วมกระทำผิดทุจริตเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 โดยศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 101 กำหนดให้ความเป็น ส.ส.เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง และสิ้นสุดลงได้ด้วยเหตุต่างๆ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งตามประเด็นแห่งคดีนี้ โดยมาตรา 101 ประกอบมาตรา 98 (4) ตามประเด็นแห่งคดีบัญญัติให้ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง เมื่อมีลักษณะต้องห้ามไม่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 96 (1) (2) (4)&amp;nbsp; โดย (2) บัญญัติให้บุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาว่า ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ สอดคล้องกับหลักการ ที่คำพิพากษาของศาลย่อมมีผลใช้บังคับได้จนกว่าศาลสูงมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ใดแล้ว&amp;nbsp; ผู้นั้นย่อมมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งทันที ตามมาตรา 96 (2) และเป็นลักษณะของบุคคลห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ตามมาตรา 98 (4) การที่รัฐธรรมนูญนำลักษณะต้องห้ามการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งมากำหนดเป็นลักษณะต้องห้ามการดำรงตำแหน่ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เนื่องจาก ส.ส.เป็นบุคคลผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ&amp;nbsp;ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องได้รับการกลั่นกรองคุณสมบัติเบื้องต้น และลักษณะต้องห้ามเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ทำหน้าที่ ส.ส.จะต้องเป็นบุคคลที่มีความประพฤติและคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของสาธารณชน ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ สุจริต ปราศจากเหตุมัวหมอง ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่เกียรติและศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎร การที่ ส.ส.ผู้ใดทำผิดจนศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 96 ( 2) ส.ส.ผู้นั้นย่อมไม่อาจอยู่ในฐานะที่จะไว้วางใจในความสุจริตได้ และไม่สมควรให้เข้ามามีอำนาจในทางการเมือง&amp;rdquo; ศาลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อโต้แย้งของนายเทพไทผู้ถูกร้องที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติเหตุต่างๆ ที่มีผลให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง แต่ไม่ได้ระบุถึงเหตุเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 96 (2) ไว้โดยตรงจึงไม่มีผลให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุด นอกจากนี้ การถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 96(2) จะต้องเกิดขึ้นในวันเลือกตั้งเท่านั้น ศาลเห็นว่าเมื่อตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) มาตรา 98 และมาตรา 96 (2)&amp;nbsp;ประกอบกันแล้วหากมีเหตุตามมาตรา 96 และมาตรา 98 ระหว่างการดำรงตำแหน่งก็มีผลทำให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงได้ มิใช่เป็นเพียงลักษณะต้องห้ามขณะที่นายเทพไทใช้สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือขณะใช้สิทธิเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่นายเทพไทแย้งว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ต้องสิ้นสุดลงทั้งที่คำพิพากษาในคดียังไม่ถึงที่สุดเป็นผลร้ายและก่อให้เกิดความเสียหาย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (9) (10) (11) ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง ที่ให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาเพื่อให้มีการพิสูจน์ความจริงก่อนคดีถึงที่สุดเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นกรณีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101( 6) ประกอบมาตรามาตรา 98 (4) และมาตรา 96 (2) ซึ่งใช้คำว่า &amp;quot;อยู่ในระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่&amp;quot;&amp;nbsp; ไม่ได้ใช้คำว่าคำพิพากษาถึงที่สุด บทบัญญัติลายลักษณ์อักษรมีความชัดเจนไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ หมายความว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ต้องสิ้นสุดลงเมื่อต้องคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยไม่ต้องรอคดีถึงที่สุดก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับที่อ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง โดยให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้นั้น กรณีของนายเทพไท เป็นการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญในปัญหาเกี่ยวกับความถูกต้อง สมบูรณ์ของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องพิจารณาลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ข้อโต้แย้งดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อวันที่ 28 ส.ค.63 ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา สมาชิกภาพ ส.ส.จึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) และมาตรา 96(2)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่าสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงนับแต่เมื่อใด เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง บัญญัติว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายเทพไทให้สิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง&amp;nbsp; จึงวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายเทพไทสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6 ) ประกอบมาตรา 98 (4) และมาตรา 96 (2) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายเทพไทหยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 16 ก.ย.2563 และถือว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคือวันที่ 27 ม.ค.64 เป็นวันที่ตำแหน่งสมาชิก ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 102
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์ในกรณีดังกล่าว ขณะเดียวกันมีรายงานว่า การเลือกตั้ง ส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องดำเนินการภายใน 45 วันนั้น คาดว่าคณะกรรมการ?การ?เลือกตั้ง?จะกำหนดให้วันที่ 7 มี.ค.เป็นวันเลือกตั้ง และวันที่ 11-15 ก.พ. เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังศาลมีคำพิพากษา นายเทพไทได้ร้องเพลงชื่อ &amp;ldquo;เปิดตัวเปิดใจ เทพไท เสนพงศ์&amp;rdquo; ก่อนแถลงว่า น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลทุกประการ แต่ในส่วนของคดีอาญาอยู่ในชั้นอุทธรณ์ และต้องสู้ในชั้นฎีกาอีก อย่างไรก็ตาม ในศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตน และมีข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติ จึงได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขอเรียนว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สิ้นสุด แต่คำถามต่อมาคือถ้าหากตนชนะในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แต่ตนได้สูญเสียสถานะการเป็น ส.ส.ไปแล้ว ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเยียวยาให้ตำแหน่งกลับคืนมาได้ ทั้งหมดไม่ได้เป็นความผิดของใคร ตนคิดว่าเป็นจุดอ่อนจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เขียนในลักษณะที่เป็นปัญหา ตามปกติจะต้องให้คดีถึงที่สุดถึงจะมีข้อยุติในเรื่องคุณสมบัติการเป็น ส.ส. เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนอีกหลายจุดที่เป็นประเด็นต้องถกเถียงกัน ซึ่งเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ที่จะมีขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการส่งผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคลงแทนตนนั้น เป็นหน้าที่ของกรรมการสรรหาและคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะสรรหาตัวผู้สมัครต้องไปคุยกัน ทำไพรมารีโหวตว่าจะสนับสนุนใครเป็นตัวแทน และตนมีสิทธิ์เสนอชื่อเช่นกัน เพราะเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสเป็น ส.ส.มา 20 ปี ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจ และหลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมจะมีบทบาทเป็นนักการเมืองนอกสภาคนหนึ่ง&amp;quot; นายเทพไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ เปิดเผยว่า พรรคจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคอยู่แล้ว ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เวลา 16.00 น. ซึ่งน่าจะมีการนำเรื่องนี้มาหารือด้วย ส่วนการพิจารณาหาตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมนั้น คิดว่าควรสอบถามความคิดเห็นของนายเทพไทก่อนว่าใครเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมจะลงสมัคร ส.ส.แทน ซึ่งบรรดา ส.ส.พรรคใน จ.นครศรีธรรมราชเห็นเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาที่สำคัญกว่านั้น และเรายังกังวลอยู่ คือท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา พรรคการเมืองที่อยู่ร่วมรัฐบาลด้วยกันจะไม่ส่งคนลงแข่งขันกันเอง ดังนั้นในครั้งนี้ควรใช้วิธีปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งผมจะเสนอประเด็นนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารด้วย ว่าขอให้แกนนำพรรคไปพูดคุยกับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลว่าขอไม่ให้มีการส่งคนลงสมัครแข่งขันกันเองในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตนี้ แล้วปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์แข่งขันกับฝ่ายค้านหรือพรรคอื่นๆ ที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล เชื่อว่าที่ประชุมจะเห็นด้วย แล้วจะนำไปสู่การที่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป&amp;rdquo; นายนิพิฏฐ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราช และรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า เบื้องต้น ส.ส.ภาคใต้ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าพร้อมที่จะสนับสนุนนายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้สมัครคนเดิมของพรรค ซึ่งเป็นคู่แข่งกับนายเทพไท ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส่วนข้อสรุปที่ชัดเจนต้องรอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาแนวทางและตัวบุคคลที่เหมาะสมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม รองโฆษกพรรคกล้า เปิดเผยว่า วันที่ 28 ม.ค. เวลา 14.00 น. นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า พร้อมผู้บริหารพรรค จะแถลงพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งแรก ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อมจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่สนามไดรฟ์กอล์ฟ Par3 วังหิน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91235</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปชป., พชปร., พรรคร่วมรัฐบาล, มติเอกฉันท์, ศาลรัฐธรรมนูญม, สิ้นสภาพ ส.ส., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพไท เสนพงศ์, เลือกตั้งซ่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_601178078bba0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แถวตรง!‘บิ๊กป้อม’มา โหวตพรึ่บ!นั่งหัวหน้าพลังประชารัฐ‘อนุชา’เป็นเลขาฯเขี่ย‘4กุมาร’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ไม่พลิกโผ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; แบเบอร์! สมาชิกพรรคพลังประชารัฐลงคะแนนเสียงท่วมท้น นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค &amp;quot;อนุชา&amp;quot; เป็นเลขาธิการพรรค &amp;quot;นฤมล&amp;quot; เป็นเหรัญญิก ส่วน 4 กุมารถูกเขี่ยทิ้งจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด เปิดคลิปประวิตรขอบคุณ พร้อมนำพาด้วยความมั่นคง &amp;quot;อุตตม-สนธิรัตน์&amp;quot; เดินออกทันที ยืนยันยังอยู่ใน ครม.ต่อ เอาจริงหรือ? เลขาฯ พรรคคนใหม่เผยทีมเศรษฐกิจนำทีมโดย &amp;quot;นฤมล ภิญโญสินวัฒน์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองทองธานี นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาล เผยถึง?การเตรียมพร้อมในการประชุมใหญ่สามัญพรรคพลังประชารัฐ? (พปชร.) ว่าการจัดระเบียบต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp; และเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคาดว่าจะมีสมาชิกมาเข้าร่วมการประชุม 500-600 คน ได้มีการกำหนดโหวตเตอร์ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ ไว้เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ที่จะเป็นหัวหน้าพรรค และเป็นคนเดียวที่ตนจะเสนอชื่อ ทั้งนี้ ยังไม่ทราบว่า พล.อ.ประวิตรจะเดินทางมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคด้วยตนเองหรือไม่ โดยขอให้รอดู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัชระบุด้วยว่า คณะกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่จะเป็นชุดเดิมเกือบทั้งหมด โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคจะต้องมีคุณสมบัติตามระเบียบข้อบังคับพรรคและระเบียบของ กกต.ว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่มีขัดระเบียบ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคจะต้องเดินทางมารับตำแหน่งด้วยตนเอง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และพบปะกับสมาชิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง รักษาการหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน รักษาการเลขาธิการพรรค, นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายทะเบียนพรรค และนายธนกร บุญวังคงชนะ รักษาการโฆษกพรรค เดินทางเข้าร่วมประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอุตตมกล่าวว่า วันนี้มาทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าในการประชุมใหญ่สามัญของพรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นการประชุมประจำปี มาทำหน้าที่ตามระเบียบ และเป็นความรับผิดชอบ ไม่ได้มีปัญหาอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเสนอชื่อคนอื่นเพิ่มเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคอีกหรือไม่ เขาตอบว่า ขอให้เป็นเรื่องของที่ประชุม เรายังไม่เห็นชื่อว่าใครเป็นใคร ให้ประชุมเรียบร้อยเสียก่อน จะให้พูดก่อนคงไม่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงรายชื่อ กก.บห.ชุดใหม่ ไม่มีกลุ่ม 4 กุมาร นายอุตตมปฏิเสธว่า ยังไม่ทราบ อย่างที่เรียนว่าวันนี้มีวาระเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ขอให้ที่ประชุมดำเนินการไปก่อน แล้วจะแจ้งให้ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของการเป็นหัวหน้าพรรค มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำบ้าง นายอุตตมยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาตน เลขาธิการพรรค และคนอื่นๆ ร่วมกันตั้งพรรคขึ้นมาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และทุกอย่างก็เดินหน้าไปตามลำดับ ซึ่งงานของพรรคย่อมไม่มีที่สิ้นสุด เราทำมาได้ระดับหนึ่งแล้ว มีรัฐบาลตามที่มุ่งหวัง พรรคพลังประชารัฐก็ทำหน้าที่ไปแล้ว ส่วนวันข้างหน้าก็ต้องดูต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ส่วนตัวรู้สึกเสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคต่อ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ โดยกล่าวแต่เพียงว่าขอประชุมก่อน ยังไม่ได้คิดอะไร วันนี้มาทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค
พรรคอันดับ 1 ของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รักษาการกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องดูว่าสมาชิกจะเสนอใคร แต่เรามั่นใจว่าใครจะสามารถนำพาพรรคไปได้ เป็นธรรมดาที่พรรคต้องมีความเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้เราเป็นพรรคอันดับ 1 ของประเทศ หาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค จะทำให้ ส.ส.กับประชาชนทั่วประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาเราทำได้ดีในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เรายังมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ได้ตัวแทนมากกว่าที่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ 9 คน จะเป็นการกระจายผลประโยชน์ในพรรคได้หรือไม่ นายณัฏฐพลแจงว่า ตนยังไม่ทราบว่าใครจะเป็นรองหัวหน้าพรรคบ้าง แต่ในส่วนของนักการเมือง เรารู้อยู่แล้วว่าใครมีความสามารถในด้านไหน ทั้งการทำงานในพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ ขับเคลื่อนการเมือง นโยบาย เพราะเรื่องเหล่านี้พรรคการเมืองจำเป็นต้องมีอย่างแข็งแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) รักษาการรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐมิใช่พรรคเฉพาะกิจ เราต้องการทำให้เข้มแข็ง จึงเป็นเหตุให้ พล.อ.ประวิตรต้องเข้ามา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงข้อวิจารณ์ว่า การที่ พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค จะยิ่งชัดเจนว่าเป็นพรรคสืบทอดอำนาจจาก คสช. นายพุทธิพงษ์ ตอบว่า มันเลยจุดนั้นมาแล้ว เพราะปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเราเป็นพรรคที่มีตัวแทนได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจากทุกภาค เช่นเดียวกับการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันนี้ ก็ถูกต้องตามกติกาทุกอย่าง โดยสมาชิกพรรคไม่ได้รับการแต่งตั้งจากใคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ภายใต้การนำพรรคของ พล.อ.ประวิตร พรรคจะเป็นอย่างไร รมว.ดีอีเอสกล่าวว่า ต้องให้โอกาสท่าน เพราะบุคลิกของท่านเป็นคนมีบารมี มีคนรักจำนวนมาก เข้าใจการเมือง เข้าใจการบริหารประเทศ ดังนั้น เมื่อให้โอกาสก็ต้องรอดูผลงาน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะการประสานรอยร้าว ท่านเป็นคนน่ารัก เข้ากับทุกคนได้ มีบารมี มีคนให้ความเกรงใจ และให้ความรัก เพราะพรรคเรามาจากความหลากหลาย จึงต้องการศูนย์รวมเป็นหัวเรือหลักให้ทุกคนพูดคุยกัน ไปในทิศทางเดียวกันได้ เชื่อว่าหลายอย่างที่ทุกคนกังวลจะดีขึ้นแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรักษาการกรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะมีการตั้งให้ตัวเองขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรค เพราะถือเป็นกำลังหลักสำคัญของ พล.อ.ประวิตร ว่าการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคเป็นหน้าที่ของว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่จะมีการแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับหัวหน้าพรรคสามารถแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคได้ แต่วันนี้ที่ประชุมมีการเลือกตั้งเพียง 4 ตำแหน่งเท่านั้น กรรมการบริหารพรรคอื่นๆ ยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม และเชื่อว่าการเพิ่มอำนาจให้หัวหน้าพรรคครั้งนี้จะไม่สร้างปัญหาในอนาคต เพราะหัวหน้าพรรคมาจากการเลือกตั้ง สมาชิกพรรคได้มอบอำนาจให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้ตัดสินใจตามระบบประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มของนายสมคิด หรือกลุ่ม 4 กุมารนั้น ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ส่วนตัวยังคงเหมือนเดิมกับทุกคนในพรรค เพราะตนเองเป็นลูกผู้ชายใจนักเลง ส่วนจะเกิดความน้อยใจของกลุ่ม 4 กุมาร ที่ไม่ได้รับตำแหน่งภายในพรรค และมีข่าวว่าจะถอนตัวออกไปหรือไม่นั้น ส่วนตัวเชื่อว่าอดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค และอดีตกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า มีความเป็นสุภาพบุรุษพอ เมื่อถึงเวลาไปก็ต้องไป
ไปเองไม่มีใครบังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่าทุกท่านจะยินดีไปเอง ไม่มีใครบังคับ ต้องการเข้ามาเล่นการเมือง เมื่อถึงเวลาไปก็ต้องไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของสิทธิแต่ละท่าน และเรื่องนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เรื่องการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้จะมองหน้ากันติดหรือไม่ เขาตอบว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการเมืองก็แค่เวทีละคร โดยมีประชาชนเป็นผู้กำกับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า การเข้ามาทำหน้าที่ของ พ?ล.อ. ประวิตรครั้งนี้ เพื่อความพร้อมในการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งต่างๆ พล.อ.ประวิตรเป็นผู้วางยุทธศาสตร์ทั้งหมด โดยเฉพาะการเลือกตั้งซ่อมที่พรรครัฐบาลไม่เคยแพ้ เท่ากับว่าศึกภายนอก พล.อ.ประวิตรสามารถทำประสบความสำเร็จแล้ว และเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้จำเป็นต้องมีผู้นำที่เข้มแข็ง กล้าตัดสินใจในการเดินหน้าประเทศ เพราะประเทศบอบช้ำมามากพอแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาผู้นำของพรรค พปชร.มีปัญหาที่สื่อมวลชนรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นในเวลานี้จำเป็นจะต้องมีผู้นำที่ทำให้พรรคเป็นหนึ่งเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่าเลือกที่จะอยู่ข้างผู้ชนะใช่หรือไม่ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัสตอบด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจว่า พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของตน เพราะตนมีหลักการเป็นของตัวเองในการเล่นการเมือง ขออย่าถามแบบนี้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมาเล่นการเมืองผมไม่ได้มาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ผมมาต้องการสร้างสรรค์ ไม่ได้มาทำลายใคร&amp;quot; ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่ เริ่มต้นเวลา 13.00 น. ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยบรรดาแกนนำพรรค ส.ส. ต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนอกเหนือจากการเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค นายทะเบียนพรรค เหรัญญิก และ กก.บห.ชุดใหม่ ยังมีการเสนอปรับเปลี่ยนโลโก้พรรคใหม่ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมาแล้วครั้งหนึ่งจากสัญลักษณ์รังผึ้งหกเหลี่ยม ลายธงชาติ เปลี่ยนมาเป็นวงกลม ซึ่งแสดงถึงความกลมเกลียว ไร้เหลี่ยมคมที่จะทิ่มแทงตัวเอง โดยครั้งนี้จะเป็นวงกลมเหมือนเดิม แต่จะขยับตัวอักษรที่เขียนว่า &amp;quot;พรรคพลังประชารัฐ&amp;quot; ที่จากเดิมอยู่ข้างนอกวงกลม จะนำมาอยู่ในวงกลมทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความกลมเกลียวและไม่ให้แตกออกมานอกวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมมีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ การปรับเปลี่ยนรูปเครื่องหมายพรรคการเมือง หรือโลโก้พรรค ที่ให้ชื่อพรรคอยู่ในกรอบวงกลมนั้น มีความหมายแสดงถึงความมีพลังแห่งความสามัคคี ความร่วมมือ ร่วมใจของประชาชน ร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า มั่นคง และยั่งยืน ส่วนแถบสีแดง สีขาว และสีน้ำเงินครามของกรอบวงกลม หมายความว่าเป็นการรวมพลังความสามัคคีของทุกคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ปราศจากความขัดแย้ง รวมทั้งมีการแก้ไขเพื่อเปิดทางให้ย้ายที่ทำการพรรคแห่งใหม่ จากเดิมตั้งอยู่ที่อาคารปานศรี ย่านประชาชื่น ไปยังอาคารรัชดาวัน ถ.รัชดาภิเษก ตรงข้ามศาลอาญาด้วย
&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot;นั่งหัวหน้าพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับจำนวนกรรมการบริหารพรรค&amp;nbsp; กำหนดในข้อบังคับพรรคใหม่ จำนวนไม่น้อยกว่า 11 คน แต่ไม่เกิน 29 คน ประกอบด้วย หัวหน้าพรรคการเมือง รองหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง ผู้อำนวยการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง กรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยข้อบังคับพรรคใหม่ยังกำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคการเมือง จำนวนไม่เกิน 9 คน พร้อมกับมอบหมายอำนาจหน้าที่ โดยหัวหน้าพรรคมีหน้าที่และอำนาจถอดถอนรองหัวหน้าพรรคออกจากตำแหน่งหรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจหรือมอบหมาย และมีอำนาจถอดถอนผู้อำนวยการพรรคหรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้ง กก.บห.ชุดใหม่แบบลับ ที่ประชุมมีมติเลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แบบไร้คู่แข่ง โดยมีการเสนอเพียงรายชื่อเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นเหรัญญิกพรรค และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เป็นนายทะเบียนพรรค และ กก.บห.อีก 23 คน ได้แก่ นายสันติ พร้อมพัฒน์, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นายวิรัช รัตนเศรษฐ, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, นายสุชาติ ชมกลิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพล คุณปลื้ม, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, นายสุพล ฟองงาม, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ, นายชาญวิทย์ วิภูศิริ, นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์, นายนิโรธ สุนทรเลขา, นายไผ่ ลิกค์, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์, นายสุรชาติ ศรีบุศกร, นายนิพันธ์ ศิริธร, น.ส.ประภาพร อัศวเหม และนายสกลธี ภัททิยกุล รวมเป็น 27 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไม่มีรายชื่อของกลุ่ม 4 กุมาร ที่นำโดยนายอุตตม สาวนายน,&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ และนายสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ ได้ร่วมกันประกาศผลการเลือกตั้งจากการลงคะแนนลับ ตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่า พล.อ.ประวิตรได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยคะแนนเสียง 516 เสียง, นายอนุชาได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค ด้วยคะแนนเสียง 495 เสียง, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้รับเลือกเป็นเหรัญญิกพรรค ด้วยคะแนนเสียง 480 เสียง และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ได้รับเลือกเป็นนายทะเบียนพรรค ด้วยคะแนนเสียง 494 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 23 คน ที่ประชุมได้ลงคะแนนให้ความเห็นชอบ ซึ่งส่วนใหญ่มีคะแนนเสียงใกล้เคียงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นได้มีการเปิดคลิปวิดีโอของ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคว่า ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความไว้วางใจในการเลือกตนเป็นหัวหน้าพรรค พรรคของเราถึงแม้ว่าจะกำเนิดมาด้วยระยะเวลาอันสั้น แต่ก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างดียิ่ง ตนพร้อมที่จะทำงานให้กับพรรค และนำพาพวกท่านไปด้วยความมั่นคง
&amp;quot;อุตตม&amp;quot;เดินออกทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวอีกว่า ขอให้พวกท่านทั้งหลายมีความสามัคคีกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะสร้างพรรคของเราให้เข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนให้จงได้ ขอฝากให้ทุกคนลงพื้นที่ช่วยกันทำนุบำรุงพรรคของเราให้มีความเข้มแข็ง และให้ประชาชนมีที่อยู่ที่กิน ได้อยู่ดีกินดีขึ้น วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นในการที่จะสร้างพรรคให้เกิดความเข้มแข็ง ที่มีองค์กรที่ชัดเจนในการทำงานให้กับพวกท่าน จะนำพาพรรคให้เกิดความเข้มแข็ง และนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังลงมติเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่เสร็จสิ้น โดยไม่มีชื่อของกลุ่ม 4 กุมาร นายอุตตมได้เดินออกจากห้องประชุมทันทีโดยไม่ได้มีการพูดคุยกับแกนนำคนอื่น เพียงกล่าวกับสื่อมวลชนว่า ไม่เป็นไร และตนยังคงทำงานต่อไป ไม่ได้น้อยใจอะไร และยังคงทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ เราก็ทำไป ส่วนในอนาคตจะถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ถือเป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรควันนี้ไม่ผิดคาดใช่หรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเกมเป็นอย่างไร แต่ก็เป็นไปตามที่ประชุมพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามย้ำว่า ยังทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ เขาตอบว่า ยังทำงานได้กับทุกคน แต่ปฏิเสธไม่ขอตอบจะลาออกจากพรรคพลังประชารัฐหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสนธิรัตน์ เดินออกจากที่ประชุมในเวลาใกล้เคียงกันพร้อมตอบคำถามเดียวกันว่า ยังคงทำงานอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แม้ไม่มีรายชื่ออยู่ในกรรมการบริหารพรรค พร้อมปฏิเสธตอบคำถามที่ว่าจะออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า ที่ไม่มีรายชื่อของกลุ่มตนเองเป็นกรรมการบริหารพรรค ถือว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ไม่ทราบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ยังฝากถึงเลขาธิการพรรคคนใหม่ว่า ขอแสดงความยินดี และอยากให้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่นำพาพรรคพลังประชารัฐให้มีความก้าวหน้า ตนขอเป็นกำลังใจให้เสมอ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคตก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายอนุชาพร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอนุชากล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณสมาชิก เพื่อน ส.ส. กรรมการบริหารพรรคทุกท่าน ที่ได้มอบความไว้วางใจเลือกตนให้เป็นเลขาธิการพรรค วันนี้การประชุมใหญ่ของพรรคได้รับความร่วมมือจากกรรมการบริหารพรรคชุดเก่าเป็นอย่างดี การประชุมใหญ่ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งประกอบด้วยท่านหัวหน้าพรรค ซึ่งพวกเราไว้วางใจได้เลือก พล.อ.ประวิตรมาเป็นหัวหน้าพรรค และเป็นที่น่ายินดีแทนสมาชิกทุกท่าน ที่เราได้ พล.อ.ประวิตรมาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเหนืออื่นใด สิ่งที่ได้สัมผัสและได้รับจากหัวหน้าพรรคคนใหม่ คือความตั้งใจ ความจริงใจที่จะเห็นพรรคเป็นสถาบันการเมืองอันดับต้นๆ ของเมืองไทย และ พล.อ.ประวิตรต้องการเห็นความเป็นเอกภาพของสมาชิกพรรค ต้องการเห็นพรรคเป็นเสาหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตลอดไป
&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot;เป็นศูนย์กลางพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรเสียสละแรงกาย แรงใจ ในการทำงานทั้งในส่วนของพรรคที่เป็นประธานยุทธศาสตร์ ช่วยหล่อหลอมรวมใจสมาชิกพรรคให้เป็นหนึ่งในการที่จะทำงานร่วมกัน อีกทั้งยังได้เสียสละเดินทางเกือบทุกวันเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกือบทั้งประเทศ ท่านเดินทางเกือบทุกอาทิตย์ สิ่งที่ผมได้รับจากท่านหัวหน้าพรรค ผมกล้ายืนยันว่า พล.อ.ประวิตร เป็นคนที่ทุ่มเท เสียสละ และที่ท่านพูดอยู่เสมอว่า สิ่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยนั้น อยากเห็นพี่น้องประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยากเห็นประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง และอยากเป็นกำลังสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการบริหารบ้านเมืองเพื่อให้ก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรือง ทำให้พี่น้องประชาชนมีกิน มีใช้ มีความสุข&amp;quot; นายอนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชาสัญญาและให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตัวทำงานเพื่อให้พรรคเจริญรุ่งเรือง เป็นเสาหลักในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร และจะพยายามตอบสนองต่อสมาชิกพรรค และตอบสนองต่อความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนที่ได้เลือกพรรคพลังประชารัฐจนได้คะแนนท่วมท้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พรรคได้มีการรวบรวมบรรดาสมาชิกพรรคที่เป็นทั้ง ส.ส. รัฐมนตรี รวมทั้งรวบรวมนักวิชาการทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมทั้งคนรุ่นใหม่มาทำนโยบาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในช่วงที่เราต้องการเสริมสร้างเศรษฐกิจของเมืองไทย ซึ่งเราคิดว่าเศรษฐกิจของเรานั้นจะได้รับผลกระทบโควิด-19 ในครั้งนี้ เราได้เตรียมตัวบุคลากร พล.อ.ประวิตรได้สั่งการว่า ให้พรรคของเราออกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ และตนเชื่อมั่นในทีมของเรา เราทำได้แน่ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติดีขึ้นอย่างแน่นอน ให้คอยดูได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอย้ำว่าทีมงานของเราจะนำพาประเทศชาติ นำทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ให้สู่ความเจริญตามที่หัวหน้าพรรคและสมาชิกทุกท่านคาดหวัง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงการฟอร์มทีมเศรษฐกิจของพรรค และการมีส่วนใน ครม.เศรษฐกิจด้วยหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า เราทำงานคู่ขนานเพื่อผลิตนโยบาย มีนักวิชาการ นักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ ช่วยกันคิด นำเสนอถึงรัฐบาลและนายกฯ ตนมั่นใจว่าดีแน่ จะได้เห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ตนได้เป็นเลขาธิการพรรค ไม่ได้เกี่ยวกับกลุ่มก๊วนหรือจะไปอยู่ใน ครม. ยืนยันว่าไม่ได้มองเรื่องตำแหน่งใน ครม. ตนเป็นคนทำงาน ไม่ใช่นักพูด เป็นนักปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วง เรื่อง ครม.เป็นเรื่องไกลตัว ที่ผ่านมาไม่เคยพูดเรื่องการทำงานว่าจะเป็นอะไรเลย มีครั้งนั้นครั้งเดียวที่พูดหลังการเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงตัวบุคคลที่จะนำทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของพรรค นายอนุชาเผยว่า จะนำโดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค และคนมีชื่อเสียงของประเทศ ขอให้รอเปิดตัวอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าจะดึงนายอุตตมและนายสนธิรัตน์มามีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ นายอนุชาตอบว่า ทุกฝ่ายถ้าได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ส่วนรวม คิดอ่านที่จะทำอะไรช่วยเหลือกัน เพื่อให้ประเทศชาติเป็นศูนย์รวม ที่พวกเราจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคไปทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติให้เจริญ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องส่วนตัว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามเรื่องปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค หลังได้ พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค นายอนุชายืนยันความขัดแย้งหมดแน่นอน เมื่อเรามี พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค ที่มีความรัก ความเอื้ออาทร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69904</URL_LINK>
                <HASHTAG>พชปร., พรรคพลังประชารัฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หัวหน้าพรรค, เลือกหัวหน้าพรรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200627/image_big_5ef72a60daef6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิกออฟศึกษาแก้รธน.กลางม.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เริ่มคิกออฟวางกรอบถกศึกษาแก้ รธน.กลางเดือนม.ค. &amp;quot;เทพไท&amp;quot; สอนมวย &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; อ่อนหัด ประเมินสถานการณ์ความรู้สึกประชาชนที่หมอชิตผิด เลยโดนตอกหน้าหงายเบื่อนายกฯ ทีมโฆษก พปชร.กางผลงานรัฐบาลยิบ ย้ำกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เปิดเผยว่า จากเดิม กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดการประชุมครั้งที่ 2 ในวันที่ 10 ม.ค.63 แต่เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรจะประชุม จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ตั้งแต่วันที่ 8-10 ม.ค. และการการประสานหารือร่วมนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐภาค ประธาน กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าการประชุมครั้งที่ 2 เลื่อนไปเป็นวันที่ 14 ม.ค. และประชุมครั้งที่ 3 เป็นวันที่ 17 ม.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ม.ค. เป็นการประชุมเพื่อพิจารณากำหนดแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจพิจารณาข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี กล่าวถึงผลงานการทำงานที่พรรคพลังประชารัฐเร่งผลักดันในระดับนโยบายตลอดการทำงานกว่า 5 เดือนของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เน้นย้ำเห็นผลชัดเจนในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานราก มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และการจัดสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ว่าจากการทำงานของพรรคพลังประชารัฐในรัฐบาลกว่า 5 เดือนนั้น มาตรการต่างๆ ได้เร่งออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานราก ให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีความเข้มแข็ง ที่เห็นผลได้อย่างชัดเจนคือมาตรการ &amp;ldquo;ชิมช้อปใช้&amp;rdquo; ของกระทรวงการคลัง ที่มีนายอุตตม สาวนายน เป็นกำลังสำคัญ ที่ผลักดันให้เกิดมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถดึงร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมโครงการได้กว่า 1.7 แสนร้านค้าทั่วประเทศ และผู้มีลงทะเบียนใช้สิทธิ์ทั้ง 3 เฟสเกือบ 12 ล้านคน มีการใช้จ่ายตั้งแต่ 27 ก.ย.-17 ธ.ค. รวมเกือบ 25,000 ล้านบาท รายได้สะสมของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเฉลี่ยประมาณ 134,000 บาทต่อร้านค้า ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางยังได้ขยายระยะเวลารับสมัครร้านค้าออกไปถึงวันที่ 15 ม.ค. 63 โดยร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ สามารถสมัครได้ด้วยตนเอง ณ ห้องโถงชั้น 1 กรมบัญชีกลาง และที่สำนักงานคลังจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่นี้&amp;rdquo; น.ส.ทิพานันกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังดำเนินการจัดสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น อุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท ยืดโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกไปอีก 1 ปี เพื่อช่วยเหลือสวัสดิการของประชาชนผู้มีรายได้น้อย และล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมผลักดันโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เป็นโครงการถาวรเพื่อแก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง โดยจะจัดตั้งสำนักบัตรสวัสดิการแห่งรัฐขึ้นมากำกับดูแลโดยตรง และยังดำเนินการเพื่อให้มีการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ภายในปลายเดือนมกราคม 2563 ด้วย ซึ่งการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามแนวนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ &amp;ldquo;ประชาธิปไตยไทยอิ่ม&amp;rdquo; ที่จะพาประเทศไทยเดินหน้า และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวด้วยว่า ด้านของกระทรวงพลังงาน โดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืนเข้มแข็ง มั่นคง โดยมีแผนปฏิรูป 6 ด้าน &amp;nbsp;17 ประเด็น เป็นแนวทางการปฏิรูปกระทรวงพลังงาน &amp;nbsp;และมีนโยบายช่วยส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้พึ่งพาตนเองได้ โดยเริ่มโครงการ &amp;ldquo;โรงไฟฟ้าชุมชน&amp;rdquo; เพื่อเศรษฐกิจฐานราก ชุมชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ชุมชนได้ประโยชน์โดยตรงคือ โรงไฟฟ้าต้องดูแลชุมชนรอบพื้นที่ รับซื้อวัตถุดิบทางการเกษตรจากชุมชนเข้ามาใช้ในโรงไฟฟ้า ดังนั้นชุมชนมีส่วนถือหุ้นในโรงไฟฟ้า ได้รับส่วนแบ่งจากการขายไฟฟ้า 25 สตางค์ต่อหน่วย มีรายได้จากการขายพืชพลังงานและให้เช่าที่ดินปลูกพืชพลังงาน อีกทั้งยังเกิดการจ้างงานเพิ่มในชุมชนอีกด้วย และยังมีโครงการต่อเนื่องของปีถัดไปคือ บี10 น้ำมันบนดินเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.63 จะประกาศ บี10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน เป็นการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เกิดสมดุลยภาพทั้งอุปสงค์และอุปทาน จะมีการใช้ปาล์มน้ำมันมาใช้ผลิตไบโอดีเซลเพิ่มมากขึ้น ปาล์มน้ำมันทั้งระบบจะ มีเสถียรภาพราคามั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ทิพานันกล่าวว่า สำหรับมาตรการการช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรนั้น รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับเกษตรกรให้กับผู้ยากไร้ผ่านวิธีการปฏิรูปที่ดินด้วยโครงการคืนโฉนด เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และยังช่วยเหลือมอบสินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแก่เกษตรกร มีนโยบายดูแลและส่งเสริมการประกอบอาชีพอย่างครบวงจรเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้พัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพของเกษตรกร มีการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน Chaokaset (ชาวเกษตร) สำหรับเกษตรกรไทยให้ดาวน์โหลดฟรีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยในการวางแผนเพาะปลูกอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวถึงงานในส่วนของกระทรวงศึกษาก็ได้ดำเนินการเต็มที่ในการพัฒนาวางรากฐานการศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีวะ ในสายอาชีวะ ได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย โดยขอความร่วมมือครูสอนภาษาอังกฤษที่เป็นเจ้าของภาษา (Native Speakers) มาช่วยสอนภาษาอังกฤษ โดยได้นำหลักสูตร BTEC ของ Pearson มาปรับใช้ในประเทศไทยเพื่อรองรับแผนการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและทำความร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) โดยจัดส่งครูอาสาสมัครญี่ปุ่นให้สถานศึกษาของไทย และโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น (KOSEN) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทุกภาคส่วนของพรรคพลังประชารัฐทำงานเต็มที่เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ทั้งในเชิงนโยบายและแก้ปัญหาชาวบ้านโดยผ่านการทำงานในสภา โดยมีนายวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นวิปรัฐบาล ที่ทำงานประสานทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้ดำเนินด้วยดี พร้อมกับดำเนินการการประสานให้ ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐได้สะท้อนปัญหาต่างๆ ของประชาชนจากการลงพื้นที่ทำงานมาอภิปรายหารือในสภา โดยจากสถิติที่ผ่านมา ส.ส. จำนวนกว่า 79 ท่านได้นำเสนอข้อร้องเรียนทั้งสิ้นกว่า 260 เรื่อง โดยสะท้อนปัญหาและหาแนวทางแก้ไขเพื่อประโยชน์ของพ่อแม่พี่น้อง 77 จังหวัดและ กทม. ซึ่งจะเห็นได้ว่าการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชารัฐนั้นทำเต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน&amp;rdquo; รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีผลสำรวจซูเปอร์โพล ติดอันดับ 1 สุดยอดรัฐมนตรีแก้ปัญหารากหญ้าว่า ถือเป็นกำลังใจในการทำงานว่า สิ่งที่ตั้งใจทำงานมาตลอด 4 เดือน มีพี่น้องเป็นแรงใจทำให้มีกำลังใจทำงานต่อไป และบังเอิญนโยบายกระทรวงพลังงานหลายด้านเป็นการไปสร้างความแข็งแรงให้กับรากหญ้าจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล หมุนเร็ว B10 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ทำราคาปาล์มขึ้นเป็นประวัติการณ์ หล่านี้เริ่มเกิดผล หรือการสนับสนุนทำโรงงานไฟฟ้าชุมชนสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นผลงานโดยรวม ทำเศรษฐกิจฐานรากเติบโตเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ขณะที่นโยบายอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศ และหัวใจสำคัญที่รัฐบาลตระหนักดี ที่รัฐบาลต้องทุ่มเทและทุกกระทรวงต้องช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว และเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังปีใหม่กระทรวงการคลัง จะเริ่มพิจารณาผู้ที่ตกสำรวจ ทั้งนี้ นโยบายที่ออกไปทั้งหมดถือเป็นการสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกิจ อย่างน้ำมันจากปาล์มยังมีทยอยออกมาอีก สร้างความยั่งยืนให้กับปาล์มน้ำมัน และปีหน้าจะเริ่มมีเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อผลักดันเรื่องของพืชเกษตรพลังงาน สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สร้างชุมชนเข้มแข็งในระยะยาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า สำหรับนโยบายพรรคพลังประชารัฐก็เริ่มเดินหน้าแล้ว อย่างนโยบายข้าว แม้พรรคไม่ได้ดูโดยตรง แต่ได้ผลักดันค่าเก็บเกี่ยวควบคู่กับนโยบายประกันราคาข้าวของพรรคประชาธิปัตย์ หรือพักหนี้กองทุนหมูบ้าน ได้เริ่มแล้วตามที่หาเสียงไว้ ราคาพืชเกษตรไม่ได้ทิ้ง ตามที่ได้หาเสียงไว้ นโยบายด้านสังคม นโยบายมารดาประชารัฐกำลังจะนำฉบับที่หาเสียงไว้มาใช้ ส่วนเรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ แม้พลังประชารัฐไม่ได้ดูแลโดยตรง โดยในส่วนของพลังประชารัฐไม่ได้หมายความว่า ต้องขึ้นค่าแรงทันที แต่ต้องการให้มีการพัฒนาฝีมือ ให้มีฝีมือทั้งระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับค่าแรงในอนาคต นโยบายส่วนนี้ของพรรคถือว่าดูแลทางอ้อม อาจไม่มีผลโดยตรงกับค่าแรงปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราต้องการคือยกระดับฝีมือแรงงาน ทันเทคโนโลยี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เราเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล มองนโยบายในภาพรวมเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอานโยบายพรรคเป็นตัวตั้งในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เราพยายามผสมผสานนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลและนโยบายพรรคพลังประชารัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่จำเป็นต้องเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐเพียงพรรคเดียว เพราะพรรคแกนนำต้องเสียสละประคับประคองรัฐบาลไปข้างหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต จนเกิดกระแสโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์ถึงความนิยมในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ลดน้อยลงว่า เป็นเรื่องปกติของสังคมการเมืองที่นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งอย่างต่อเนื่องยาวนาน อาจจะมีทั้งคนนิยมชมชอบ และมีคนเบื่อหน่ายเป็นเรื่องธรรมดา แต่จากภาพที่ปรากฏตามข่าวที่ผู้หญิงคนหนึ่งแสดงออกถึงอาการไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ น่าจะมาจากสาเหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประเมินสถานการณ์ในขณะนั้นผิดพลาด เพราะ 1.พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรที่จะถามคำถามว่าเบื่อนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ เพราะคนที่จะตอบคำถาม อยู่ในอาการหน้าบึ้ง แสดงความไม่พอใจทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด น่าจะเดาคำตอบได้บ้าง 2.สถานีขนส่งหมอชิต เป็นศูนย์รวมการเดินทางของพี่น้องชาวอีสาน และโดยพื้นฐานคนอีสานส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์เป็นพื้นฐาน ตัวพล.อ.ประยุทธ์เองรับรู้มาโดยตลอด 3.ในการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ทุกครั้งที่ผ่านมา จะมีการจัดตั้งมวลชนมาต้อนรับ แต่ที่สถานีขนส่งหมอชิตมีสภาพตามธรรมชาติ ไม่มีการจัดตั้ง ไม่มีกองเชียร์ หรือเสียงสนับสนุน จึงทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นมวลชนเหมือนการลงพื้นที่ในทุกๆครั้งที่ผ่านมา จึงเกิดการหลงประเด็นขึ้นมาได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ บริหารบ้านเมืองให้ผ่านวิกฤติในทุกๆ ด้านไปให้ได้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชนที่กำลังย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ ให้ดีขึ้น ประชาชนก็จะรักและศรัทธา จะไม่มีคำว่าเบื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยินอย่างแน่นอน&amp;rdquo; นายเทพไทกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53456</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ, พชปร., พรรคพลังประชารัฐ, ศึกษาแก้ รธน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ รธน., ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190917/image_big_5d80614c73ceb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.ลั่นแพ้ไม่ได้ ร้องซื้อเสียงว่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ปธ.กกต.&amp;quot; มั่นใจเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น วันอาทิตย์ 22 ธ.ค.นี้ ปชช.ใช้สิทธิ์ไม่น้อยกว่า 71% &amp;quot;สมพงษ์&amp;quot; ควง &amp;quot;หญิงหน่อย&amp;quot; ลงพื้นที่หาเสียงโค้งสุดท้าย พร้อมบุกร้อง กกต.มีแจกเงินหัวละ 1.5 พันบาท แถมขู่ย้าย ขรก.ถ้าไม่ช่วยเหลือ ลั่น พท.แพ้ไม่ได้ &amp;quot;รองโฆษก พปชร.&amp;quot; เชื่อเสียงผู้สมัครดีคว้าเก้าอี้ได้แน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 7 จังหวัดขอนแก่น ในวันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค.2562 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เตรียมสถานที่ใช้สิทธิเลือกตั้งให้พร้อมที่สุด เช่นเดียวกับผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ เร่งลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) บรรดาแกนนำต่างช่วยผู้สมัครหาเสียงอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หอประชุมอเนกประสงค์ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น วันที่ 20 ธ.ค. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และนายอภินันท์ จันทร์อุปละ ผอ.กกต.ขอนแก่น ร่วมเปิดกิจกรรมรณรงค์โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ส.ส.ขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยมีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนในเขต อ.หนองเรือ เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 2,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคณะของนายอิทธิพรได้ร่วมกันเดินรณรงค์ให้ประชาชนชาว อ.หนองเรือไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำหนดจัดการเลือกตั้งในวันที่ 22 ธ.ค.2562 ด้วยการเดินรณรงค์ไปตามถนนสายต่างๆ ของ อ.หนองเรือ เพื่อแจกเอกสารประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจขั้นตอนการเลือกตั้งและการลงคะแนน รวมไปถึงการเชิญชวนให้ออกมาเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้กันให้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพรกล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เขตเลือกตั้งที่ 7 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 132,569 คน แยกเป็น อ.มัญจาคีรี มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 57,790 คน และ อ.หนองเรือ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีจำนวนหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 271 หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งในการเปิดปฏิบัติการรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ จากการเดินรณรงค์เลือกตั้ง พบว่าประชาชนตื่นตัวที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เหมือนให้คำมั่นสัญญาว่าในวันอาทิตย์ 22 ธ.ค.นี้จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้สิทธิ รักษาสิทธิ เลือกคนดีเข้าสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กกต.ยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมในการจัดเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมาก โดยมีการอบรมเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งได้กำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ รัดกุม ยึดมั่นกฎหมาย ปราศจากการชี้นำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยังคงมั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่น้อยไปกว่าร้อยละ 71 จึงขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อ.หนองเรือ อ.มัญจาคีรี รวมพลังออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด โดยเลือกตั้งคนดีเข้าสภา เพราะเลือกตั้งคือพลังของประเทศ&amp;rdquo; ประธาน กกต.กล่าว
พท.ลุยโค้งสุดท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งแต่เวลา 07.30 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย, นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หน้าโรงเรียนหนองเรือวิทยา อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ช่วยนายธนิก มาสีพิทักษ์ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 ของพรรคหาเสียง โดยได้เดินทักทายผู้ค้าบริเวณหน้าโรงเรียน และพบเยาวชนเพื่อประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวว่า ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีข่าวลือมีคนแจกเงินครั้งละ 500 บาทให้กับประชาชน ซึ่งประชาชนรับแล้วต้องตัดสินใจเองว่ารับแล้วจะเลือกใคร เพราะจากการปราศรัยทุกคนก็พยายามชี้แจงว่าต่อให้มีคนมาจดบัตรประชาชน มันไม่เกี่ยวว่าเราจะถูกตรวจสอบหากไม่เลือก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ก็ปราศรัยชัดเจนแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมตั้งข้อสังเกตว่าขณะที่พรรคเพื่อไทยสนธิกำลังกันเข้ามา แต่ไม่เห็นอีกฝ่ายกระตือรือร้น มีแต่ข่าวลือจดเลขบัตรประชาชนชาวบ้าน ก็ไม่รู้ว่าต้องการรู้จักประชาชนผู้ถือบัตรมากขึ้นหรืออย่างไร ไม่อยากปรักปรำ แต่ที่เขาไม่ลงหาเสียงชุดใหญ่เหมือนพรรคเพื่อไทย เป็นห่วงว่าจะเกี่ยวกับเรื่องเม็ดเงิน&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรค พท.กล่าวว่า พรรคมีกระแสในภาคอีสานมากว่า 10 ปี แม้จะเสียเปรียบด้วยอำนาจรัฐ อย่างที่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวลือและข้อเท็จจริงว่าผู้ใหญ่ของจังหวัดก็ลงมาทำหน้าที่เป็นหัวคะแนน ไม่อยากใช้คำว่าแจกเงิน แต่ทำจริง และมีข้อแลกเปลี่ยนว่าถ้าเลือกตั้งซ่อมสำเร็จก็ได้ตำแหน่งเพิ่ม แต่ถ้าไม่ได้อาจจะถูกย้าย ซึ่งไม่ควรทำ วันนี้ตนจะไปร้องประธาน กกต.เพื่อให้ความเป็นธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลังจากพรรคอนาคตใหม่ขับ ส.ส.งูเห่าออกจากพรรค 4 คน เราต้องพยายามให้ได้ ส.ส.เขต 7 ขอนแก่นมา รวมทั้งการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดกำแพงเพชรกับจังหวัดสมุทรปราการในอนาคตด้วย เพราะหากหายไป 4 คน ได้กลับมา 3 คนก็ยังโอเค เราต้องสู้เต็มที่ โดยพยายามทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่ามันเป็นยังไง ทุกวันนี้ผมลงพื้นที่เห็นสายตาประชาชนที่มีความมั่นใจในพรรค&amp;quot; หัวหน้าพรรค พท.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 08.15 น. คุณหญิงสุดารัตน์พร้อมนายรัฐภูมิเดินทางต่อมายังตลาดหลังอำเภอหนองเรือเพื่อพบปะผู้ค้า ซึ่งได้รับกำลังใจอย่างเนืองแน่น โดยซื้อหาอาหารเช้าติดมือกลับไปรับประทานบนรถ จากนั้นได้ขึ้นรถแห่เพื่อขอคะแนนภายในพื้นที่หลังอำเภอหนองเรือ สลับกับการเดิน เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนตามบ้านเรือน ซึ่งได้รับคำอวยพรขอให้โชคดีในการเลือกตั้ง พร้อมจะสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า สำหรับความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงบางจุดเท่านั้น แต่เท่าที่ลงพื้นที่ปราศรัยที่ อ.หนองเรือ หรือปราศรัยในพื้นที่ต่างๆ มีพี่น้องประชาชนมาร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสอยู่ตลอด ทราบว่า กกต.ลงตรวจพื้นที่ จึงอยากให้ กกต.กำชับหน่วยงานทุกหน่วยงานให้เป็นกลาง โดยเฉพาะข้าราชการปกครองทหารตำรวจ ที่เข้าไปทำงานต้องปฏิบัติตัวเป็นกลาง ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ทำหนังสือร้องเรียนหัวหน้าพรรค ขอให้ กกต.ตรวจสอบการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ เช่น การขานคะแนนไม่โชว์ให้ประชาชนเห็นป้าย การนับคะแนนเข้าไปอยู่ข้างในลึกมองไม่เห็น การขานคะแนนไม่โปร่งใส รวมถึงการรวมคะแนน บัตรเชิญบัตรเขย่งต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งเขตเดียว อย่าให้เกิดปัญหาความไม่โปร่งใสในคูหาเลือกตั้ง ความไม่โปร่งใสในการนับคะแนน ในการขานคะแนนและการจดคะแนน&amp;quot; คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธนิก ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค พท. ขึ้นเวทีอ้อนขอคะแนนพี่น้องชาวมัญจาคีรี รับเป็นหนี้บุญคุณพี่น้องในพื้นที่แห่งนี้ ในฐานะเป็นลูกเป็นหลาน ตั้งใจจะเข้ามาดูแล เข้ามาช่วยเหลือประชาชนตามที่ได้เรียกร้อง ทวงสัญญาจากบางพรรคการเมือง และมั่นใจว่าด้วยการสนับสนุนของพรรคเพื่อไทยที่ต่อเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทยจะมีอุดมการณ์ที่มั่นคงยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ
พปชร.มั่นใจชนะแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 12.30 น. คุณหญิงสุดารัตน์พร้อมคณะไปที่หอประชุมวิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยีขอนแก่น อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนในพื้นที่กว่า 15,000 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 14.00 น. นายสมพงษ์เดินทางมาที่สำนักงาน กกต.จ.ขอนแก่น เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนการทุจริตการเลือกตั้งต่อ ประธาน กกต. แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าอยู่ระหว่างการประชุม จึงมอบหมายให้นายอภินันท์ จันทร์อุปละ ผอ.กกต.ขอนแก่น เข้ารับหนังสือแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวว่า เอกสารร้องเรียนดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองฉบับ คือฉบับแรก เป็นหนังสือร้องเรียนจากพรรคเพื่อไทย ที่มีข้อมูลในเขตเลือกตั้งที่ 7 ที่ส่อไปในทางทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งที่ อ.มัญจาคีรีและ อ.หนองเรือ ที่มีหน่วยงานราชการต่างๆ มาบอกผู้นำท้องถิ่นบ้างหรือทางด้านการปกครองระดับสูงให้ช่วยบางหมายเลข ถ้าสำเร็จจะปูนบำเหน็จรางวัลให้สูงขึ้น อีกทั้งยังคงพบมีการทุจริตในเรื่องของการแจกเงิน และข้าราชการระดับสูงวางตัวไม่เป็นกลาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนเอกสารฉบับที่สองที่ได้รับนั้นเป็นหนังสือสนเท่ห์ ไม่มีการลงชื่อผู้ร้องเรียน ซึ่งได้รับมาจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองเรือ ซึ่งแจ้งว่าผู้กำกับ สภ.หนองเรือมีการเรียกประชุมอาสาสมัครเพื่อชี้นำให้เลือกผู้สมัคร ส.ส. จากพรรครัฐบาล และเสนอผลตอบแทนต่างๆ โดยมีข้อมูลเป็นวัน เวลา สถานที่ แล้วจำนวนผู้เข้าประชุม แต่ไม่มีหลักฐานเป็นภาพหรือคลิปวิดีโอ ซึ่งหนังสือนี้ได้ยื่นมาที่สำนักงาน กกต.จังหวัดตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค.แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการสืบสวน&amp;quot; หัวหน้าพรรค พท.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรค พปชร. กล่าวว่า พรรค พปชร.มั่นใจนายสมศักดิ์ คุณเงิน ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 จ.ขอนแก่นของพรรค จะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวขอนแก่น เนื่องจากประชาชนมีความชื่นชอบในนโยบายของรัฐบาลและพรรคที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มคน เพิ่มสิทธิ การแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง ในพื้นที่ภาคอีสาน โครงการนาหนึ่งแปลง แหล่งน้ำ 1 แห่ง ทำโครงการแก้มลิง ฝายน้ำล้น ประตูระบายน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร ธนาคารน้ำใต้ดิน เกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการเกษตรประชารัฐ เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ต่อยอดค่าเก็บเกี่ยว ข้าว มัน อ้อย ช่วยล้ดต้นทุนการผลิต ผลักดันโครงการโขงชีมูลให้เร็วขึ้น และส่งเสริมปลูกป่าในไร่นา ยางนา พะยูง สัก สะเดาและไผ่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ซื้อเสียง, ประธานกกต., พชปร., พรรคเพื่อไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลือกตั้งซ่อม, เลือกตั้งซ่อมขอนแก่น, เลือกตั้งซ่อมขอนแก่นเขต7, เลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcc0ce63a4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2019 13:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2019 13:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พปชร.ลงตัว&#039;บิ๊กป้อม&#039;นั่ง&#039;ปธ.คกก.ยุทธศาสตร์&#039;คุมส.ส. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.62- ในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) มีแกนนำพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง &amp;nbsp;นำโดย นายอุตตม สาวนายน​ รมว.คลัง​ ในฐานะหัวหน้าพรรค​ นายสนธิรัตน์ &amp;nbsp;สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน​ ในฐานะเลขาธิการพรรค​ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ​ รมว.อุตสาหกรรม​ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน​ รมว.ยุติธรรม​ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ &amp;nbsp;รมว.ดิจิทัลเพื่อสังคมและเศรษฐกิจ​ นายสันติ พร้อมพัฒน์ &amp;nbsp;รมช.คลัง​ ร.อ.ธรรมนัส &amp;nbsp;พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์​ และพ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล &amp;nbsp;ประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคมีวาระสำคัญ 2 &amp;nbsp;เรื่อง คือ 1.การเสนอขอเปิดประชุมพรรคเพื่อปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่​ ให้ยึดโยงกับส.ส. และประชาชน 2.การตั้งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งมีชื่อของพล.อ.ประวิตร &amp;nbsp;วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้ว &amp;nbsp;เพื่อให้เป็นศูนย์กลางควบคุม ส.ส. ประสานงานตลอดจนรับฟังปัญหาส.ส.จากทุกภาค โดยรูปแบบจะมีการตั้ง ผอ.ภาค &amp;nbsp;ในแต่ละภาค เพื่อรับปัญหามาแล้วส่งเข้าสู่ส่วนกลาง​คาดว่าจะมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในครั้งต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43268</URL_LINK>
                <HASHTAG>พชปร., พรรคพลังประชารัฐ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d5100f9a59f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
